Tuesday, 28 July 2026
TheStatesTimes

‘พิธา’ ตั้งโพเดียมกลางน้ำ เปิดนโยบายสิ่งแวดล้อม ลั่น!! เอาจริง แก้ปัญหาโลกร้อน ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ

(24 ก.พ. 66) ที่ชุมชนปากคลองรังสิต จังหวัดปทุมธานี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แถลงเปิดนโยบาย 'สิ่งแวดล้อมไทยก้าวหน้า' ซึ่งเป็นชุดนโยบายที่ 7 จากทั้งหมด 9 ชุดนโยบาย

การเปิดนโยบายครั้งนี้ มีจุดเด่นคือ การตั้งโพเดียมกลางน้ำ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากการกล่าวถ้อยแถลงของรัฐมนตรีการต่างประเทศ ของประเทศตูวาลู ในช่วงการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP 26) โดยพิธากล่าวว่าเป็นการแสดงให้เห็นว่า ปัญหาโลกร้อนเป็นเรื่องใกล้ตัวของทุกคนมากกว่าที่คิด และส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประชาชน เช่น ปัญหาน้ำท่วมที่รุนแรงและถี่ขึ้น

จากตัวอย่างพื้นที่ปทุมธานี ที่เป็นสถานที่แถลงนโยบาย คนในชุมชนนี้บอกว่าในอดีตน้ำท่วม 2-3 เดือนต่อปี แต่ปัจจุบันน้ำท่วม 5-6 เดือนต่อปี หรือเมื่อ พ.ศ. 2549 พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากมี 10 ล้านไร่ ตอนนี้เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าเป็น 27 ล้านไร่ ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของธนาคารโลกที่ระบุว่าปี 2011-2045 (พ.ศ. 2554-2588) โลกร้อนจะสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรไทยราว 3 ล้านล้านบาท ผลิตพืชต่าง ๆ ได้น้อยลง เช่น ข้าวน้อยลง 13% มันลดลง 21% อ้อยลดลง 35%

หัวหน้าพรรคก้าวไกลระบุว่า รัฐบาลอาจบอกว่าเราสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับสหประชาชาติ แต่ตัวเลขเหล่านั้น เราเก็บเอง เขียนรายงานเอง ต่างจากการประเมินโดยองค์กรระหว่างประเทศ ที่บอกว่าการรับมือในเรื่องนี้ของไทยอยู่ในระดับ ’ไม่เพียงพอขั้นวิกฤติ’ (Critically Insufficient) และหากทำตามนโยบายปัจจุบันของรัฐบาลต่อไป จะทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น 4 องศา ในขณะที่ความพยายามของทั้งโลก ต้องการให้ต่ำกว่า 2 องศา

“ปัญหาโลกร้อนเป็นภัยความมั่นคงของยุคปัจจุบัน นี่คือศัตรูตัวจริงของรัฐบาล ไม่ใช่ความมั่นคงทางทหารแบบเดิมอีกต่อไป ดังนั้น พรรคก้าวไกลต้องการประกาศศึกกับภาวะโลกร้อน โดยมีนโยบายที่ชัดเจน ทั้งในเชิง ‘รับ’ เพื่อรับมือผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วและมีแนวโน้มจะรุนแรงมากขึ้นจากสภาพอากาศที่แปรปรวน และในเชิง ‘รุก’ ที่รุกไปที่ต้นตอของปัญหา เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้จริง ควบคู่กับสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับการรักษาสิ่งแวดล้อม” พิธากล่าว

สำหรับชุดนโยบาย ’สิ่งแวดล้อมไทยก้าวหน้า’ ของพรรคก้าวไกล ต้องการเอาจริงกับปัญหาโลกร้อน ผ่านนโยบายเชิงรุกและเชิงรับ ต่อไปนี้

(A) เชิงรุก : เร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 (พ.ศ. 2593)

ด้านการผลิตไฟฟ้า = เปิดตลาดเสรี ส่งเสริมไฟฟ้าสะอาดพลังงาน :
1.) หลังคาสร้างรายได้ เปิดเสรีโซลาร์เซลล์ครัวเรือน
2.) ปลดล็อกระเบียบ สร้างตลาดซื้อ-ขายไฟฟ้าเสรีของประชาชน
3.) ประกันราคา ไฟฟ้าพลังงานสะอาด สำหรับครัวเรือน
4.) ปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมด ภายใน 2035 (พ.ศ.2578)

ด้านการเกษตร = ป้องกันการเผา เปลี่ยนก๊าซเรือนกระจกเป็นรายได้ :
5.) กำจัดการเผาภายใน 3 ปี งบปรับตัวตำบลละ 3 ล้านบาท 1,000 ตำบล
6.) เปลี่ยนการเผาเป็นเงินในกระเป๋าเกษตรกร งบอุดหนุนปลูกข้าว ’เปียกสลับแห้ง’ แทนการเผา สร้างอุตสาหกรรมแปรรูปฟางข้าว-ซังข้าวโพดแทนการเผา
7.) 1 ฟาร์มปศุสัตว์ 1 บ่อหมักก๊าซชีวภาพ (เป็นอย่างน้อย) เปลี่ยนมีเทนเหลือทิ้งให้เป็นพลังงาน

ด้านอุตสาหกรรม = จำกัดการปล่อยมลพิษอุตสาหกรรม :
8.) กำหนดเพดานและเปิดตลาด (Cap & Trade) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายอุตสาหกรรม เปิดตลาดค้าขายแลกเปลี่ยนโควตา
9.) PRTR – กฎหมายเปิดข้อมูล บังคับให้ทุกโรงงานเปิดข้อมูล สารพิษอันตรายและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ด้านการขนส่ง = ปรับปรุงการขนส่งให้สะอาดที่สุด :
10.) รถเมล์ไฟฟ้าทุกจังหวัด ภายใน 7 ปี
11.) วันขนส่งฟรี รณรงค์ลดใช้รถยนต์ส่วนตัว
12.) เปลี่ยนรถไฟดีเซลเก่าเป็นไฟฟ้า
13.) ตรวจสภาพรถยนต์ฟรี! ปีละครั้ง
14.) ควบคุมปริมาณรถบรรทุกในเขตเมือง

‘ภูมิใจไทย’ จัดทัพปราศรัยใหญ่ 3 จว. ภาคใต้ ตั้งเป้าขยายฐานเสียงใหม่ สู้ ‘ปชป. - รทสช.’

(24 ก.พ. 66) รายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทยแจ้งว่า ช่วงวันหยุดศุกร์-เสาร์ นี้ พรรคภูมิใจไทย นัดเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร และเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ 3 จังหวัดรวด มีพัทลุง-สงขลา-นครศรีธรรมราช

โดยพรรคภูมิใจไทยขนทัพหลวงจากส่วนกลางเข้ามาร่วมเวทีปราศรัย ทั้งนายอนุทิน ชาญวีระกูล รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หัวหน้าพรรค, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเลขาธิการพรรค, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา รองหัวหน้าพรรค, ดร.นาที รัชกิจประการ เหริญญิกพรรค, นายศุภชัย ใจสมุทร กรรมการบริหารพรรค เป็นต้น

โดยเวทีแรกจะเริ่มขึ้นเย็นวันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่จังหวัดพัทลุง โดยพัทลุงพรรคภูมิใจไทยส่งครบทุกเขต เดิมพรรคภูมิใจไทยมี ส.ส.พัทลุงอยู่แล้วสองคน แต่มีปัญหาด้านคุณสมบัติ จึงส่งทายาทลงสมัครรับเลือกตั้งแทน และเป็นพื้นที่เป้าหมายว่าจะต้องรักษาไว้ให้ได้ทั้งสองเขต และอาจเพิ่มเป็นสามเขต แต่คู่แข่งสำคัญยังคงเป็นประชาธิปัตย์ ทั้งนายนริศ ขำนุรักษ์ รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย สุพัชรี ธรรมเพชร และเลือดใหม่ทายาทนักการเมืองดัง ดร.เดย์ สุพรรณชนะบุรี ลูกสาวของสานันท์ สุพรรณชนะบุรี อดีต ส.ส.พัทลุง 2 สมัย และอดีตนายกฯ อบจ.พัทลุง 2 สมัย ก็ถือว่าไม่ธรรมดาเช่นกัน

เวทีที่สอง ขยับไปจังหวัดสงขลา จะเปิดเวทีปราศรัยที่ อ.สะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งของนายณัฏฐชนน ศรีก่อเกื้อ ที่พรรคภูมิใจไทยปักธงได้ในเขตเลือกตั้งนี้ และในการเลือกตั้งรอบที่จะมาถึงพรรคภูมิใจไทย ก็หมายมั่นปั้นมือว่าจะขยายฐานเพิ่มขึ้นให้ได้ และถ้าดูปูมหลัง พลิกอ่านประวัติแล้ว ถือว่ามีโอกาสเป็นไปได้ แต่บางเขตก็ต้องเจอกับคู่แข่งอย่างประชาธิปัตย์ และรวมไทยสร้างชาติ ที่ ส.ส.เดิมจากพรรคพลังประชารัฐ ย้ายมาร่วมขบวนด้วย แต่สำหรับนายณัฏฐชนน 4 ปีกับการทำหน้าที่ ส.ส.มีฐานการเมืองที่แข็งแกร่ง โดยนายศิริโชค โสภา อดีต ส.ส.เขตนี้ก็ตามทวงแชมป์คืนในนามประชาธิปัตย์

‘พิชัย’ ท้า ‘มิ่งขวัญ’ ลดราคาน้ำมันตอนนี้เลย ตอก!! อย่าโม้หวังคะแนนเสียง แต่สุดท้ายทำไม่ได้

(24 ก.พ.66) นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน และรองประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย (พท.) ด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า ตามที่ได้มีความพยายามใช้ราคาพลังงานมาหาเสียง ประกาศลดราคาโดยปราศจากความรู้ เป็นแค่การขายฝันเพื่อหาเสียงเท่านั้น ล่าสุดมีการเสนอว่าจะลดราคาน้ำมันดีเซลลงลิตรละ 6 บาท ลดราคาน้ำมันเบนซินลงลิตรละ 18 บาท ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ จึงอยากให้นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ได้ออกมาชี้แจงรายละเอียด อย่าเพียงพูดเหมือนแค่หาเสียง แต่ไม่ได้ทำหรือทำไม่ได้ เหมือนที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) หาเสียงหลายนโยบายแต่ไม่ได้ทำเลยมาตลอด เช่น ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 400-425 บาท ปริญญาตรีเดือนละ 20,000 บาท ราคาพืชผลเกษตร ข้าว ยางพารา อ้อยที่ไม่ได้ทำเลย

นายพิชัย กล่าวต่อว่า หากนายมิ่งขวัญทำได้จริง อยากให้นายมิ่งขวัญ ได้สำนึกว่าปัจจุบันพรรคพปชร.เป็นพรรคใหญ่ที่สุดที่ร่วมรัฐบาล ทำได้จริงต้องทำทันที ไม่ต้องหาเสียง ควรให้พรรคพปชร.อยากให้นายมิ่งขวัญไปศึกษารายละเอียดให้ดี ไม่ใช่ดูแค่โครงสร้างราคาแล้วเอาตัวเลขในแต่ละช่องมาคำนวณบวกลบและพูดมั่ว ต้องตอบให้ได้ว่าหนี้กองทุนน้ำมันจำนวนกว่าแสนล้านบาท ที่รัฐบาลและพรรคพปชร.ก่อหนี้นี้ขึ้นมา จะชำระหนี้นี้อย่างไร ยังมีอีกหลายคำถาม ถ้านายมิ่งขวัญมั่นใจว่าคิดครบทุกประเด็น ก็ออกมาชี้แจงให้ประชาชนทราบและทำทันทีเลยโดยไม่ต้องรอ เพราะจะได้คะแนนเสียงทันที ซึ่งตนเชื่อว่าทำไม่ได้อย่างแน่นอน

‘พาต้า ปิ่นเกล้า’ความฝันของเด็กยุคสมโภชกรุงฯ ที่จะถูกปรับปรุงใหญ่ในรอบ 40 ปี

หากจะพูดว่า “พาต้า ปิ่นเกล้า คือ ความฝันของเด็กยุคสมโภชกรุงฯ” ก็ไม่น่าผิดจากความเป็นจริงนัก เพราะผมเองคือ หนึ่งในเด็กฝั่งธนฯ ที่เฝ้าฝันถึงวันจะได้มาเยือนห้างสรรพสินค้ามหัศจรรย์ชื่อ ‘พาต้า ปิ่นเกล้า’ อยู่แทบทุกเมื่อเชื่อวัน

เมื่อวันก่อนเห็นข่าวแจ้งจากเพจ ‘สวนสัตว์พาต้า’ (@Patazoo67) จึงอดดีใจลึกๆ กับเขาด้วยว่าคงถึงเวลาของตำนานห้างสรรพสินค้าอันดับหนึ่งของฝั่งธนบุรี ตัดสินใจปรับตัวสู้ศึกในโลกการค้าไร้พรมแดน อีกทั้งยังประกาศหาทีมงานปรับปรุงภาพลักษณ์ ‘พาต้า ปิ่นเกล้า’ พร้อมดัน ‘เสริมศิริมงคล รุ่น 2’ ขึ้นกุมบังเหียนเต็มตัว - ข้อความขึ้นต้นจากผู้บริหารพาต้าจั่วหัวไว้ประมาณนี้

แฟรนไชส์ ‘พาต้า’ เริ่มจากสาขาแรกที่ศูนย์การค้าอินทรา ประตูน้ำ (พ.ศ. 2518) และต่อมากับความสำเร็จจนรู้จักไปทั่วบ้านทั่วเมืองกับสาขาปิ่นเกล้า (พ.ศ. 2525) ต่อเนื่องไปถึงสาขาหัวหมาก (พ.ศ. 2535)

แต่ก็เช่นเดียวกับวัฏจักรโลกทั่วไปที่พาต้าฯ เอง ก็หนีไม่พ้นวงจรนี้ เพราะเมื่อขึ้นสู่จุดสูงสุด ก็จำต้องตกต่ำ ด้วยสภาพความเจริญของบ้านเมืองย่านฝั่งธนฯ ซึ่งดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนเข้ามาอย่างมหาศาล วงการสินค้าปลีกจึงตามมาแย่งชิง จนลูกค้าประจำของ พาต้า ปิ่นเกล้า ต่างหันหน้าไปสู่ห้างฯ อื่น นำมาสู่ความเงียบเหงาท้ายที่สุด

ปี พ.ศ. 2562 เกิดกระแสข่าวลือแชร์ว่อนโลกโซเชียลฯ ถึงการประกาศขายที่ดินของ พาต้า ปิ่นเกล้า แห่งนี้ บนค่าตัวหลักพันล้านบาท และ ‘ปิดกิจการ’ แต่สุดท้ายหนึ่งในคณะผู้บริหารได้ออกมาสยบข่าวลือนั้นว่า ไม่เป็นความจริง จากปากของ ‘วิวรรธน์ เสริมศิริมงคล’ อดีตประธานกรรมการบริหาร บริษัท ห้างสรรพสินค้าปิ่นเกล้า จำกัด เคยให้สัมภาษณ์ยืนยันไว้ราวสองปีก่อนหน้า

แต่พอเข้าสู่ปี พ.ศ. 2566 หลังจากที่ทีมบริหารได้ปรับปรุงพื้นที่สวนสัตว์พาต้าจนใกล้จะแล้วเสร็จ และกำลังเตรียมเปิดบริการเต็มรูปแบบ คณะผู้บริหารบริษัท ห้างสรรพสินค้าปิ่นเกล้า ได้มีมติเป็นหนึ่งเดียวกัน คือ พร้อมจะเริ่มต้น ปรับปรุงบ้านหลังนี้ ในรอบ 40 ปี ให้คืนสภาพ กลับมาพร้อมให้การต้อนรับผู้มีอุปการคุณ

ผมไล่อ่านรายละเอียดตามที่เห็นจากเพจฯ ถึงแผนพัฒนาห้างฯ และหัวข้อการปรับปรุงต่าง ๆ ตั้งแต่ข้อแรกจนถึงข้อสุดท้ายว่า “...พื้นที่ชั้น 5 (พื้นที่ต่อเนื่องกับสวนสัตว์) ปรับให้เป็นพื้นที่เช่า ในโครงการพิเศษต่าง ๆ เช่น ตลาดนัดสัตว์เลี้ยง หรือตลาดของใช้ทั่วไป งานแสดงสินค้า งานประชุมวิชาการ”

เพียงเท่านั้นก็เหมือนผู้บริหาร ‘พาต้า ยุค 2’ อยากระลึกชาติหวนกลับไปใช้ความชำนาญที่เคยมีมาตั้งแต่รุ่นเปิดดำเนินการคือ ‘Localized Marketing’ ซึ่งเคยสร้างความเฟื่องฟูจนถึงขีดสุดในอดีต

ห้างสรรพสินค้าซึ่งถือฤกษ์งามยามดีเปิดบริการเอาในศักราช สมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ที่ไม่ได้มีดีเพียงแค่อาคารรูป ‘ส.เสือ’ อักษรแรกของชื่อตระกูล น้ำพุสายรุ้งความสูงเท่ากับห้างก็คือตึก 7 ชั้น หลั่งไหลสลับสีพราวพรรณราย หรือแม้แต่ลิฟท์แก้วใสแจ๋วนอกตัวอาคาร ซึ่งน่าประหวั่นพรั่นพรึงแก่เด็กกลัวความสูงอย่างหนักเช่นผม

'เพื่อไทย' ปล่อยคลิป ยกระดับ '30 บาท รักษาทุกโรค' ชูระบบเทคโนโลยีทันสมัย บริการได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

(24 ก.พ. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคืนวันที่ 23 ก.พ. พรรคเพื่อไทย (พท.) เผยแพร่คลิปวิดีโอผลงานโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค ระบุข้อความว่า โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ประสบความสำเร็จมาแล้ว โดยในอนาคต คือ การยกระดับโครงสร้างสาธารณสุขไทยทั้งระบบ ให้สมบูรณ์และดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

ใกล้ใจ - เลือกหมอ เลือกโรงพยาบาลด้วยตัวเอง
ง่ายดาย - บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทั่วไทย
ครบครัน - ใช้ฐานข้อมูล Cloud ทั้งระบบ
รวดเร็ว - รักษาและจ่ายยาออนไลน์
ปลอดภัย - ข้อมูลผู้ป่วยไม่รั่วไหล
สะดวก - นัดคิวออนไลน์ ไม่ต้องรอคิวนาน ๆ
ทันใจ - ตรวจเลือดคลินิกใกล้บ้าน เจอหมออีกวันได้เลย
โปร่งใส - ลดภาระของผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์

ระดมฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกฟรีให้เด็กหญิงอายุตั้งแต่ 9-11 ปีทุกคน และผู้หญิงที่ยังไม่เคยรับเชื้อ HPV

ป้องกันมะเร็งท่อน้ำดี-มะเร็งตับ ตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ในตับและไวรัสตับอักเสบ ซี รับยา รักษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

Mental Health สุขภาพจิตคนไทยจะไม่ถูกละเลย มีการให้คำปรึกษาจากจิตแพทย์และนักจิตวิทยาคลินิก ทั้งที่โรงพยาบาลและผ่านระบบ Telemedicine

‘จักรพล’ ซัด!! รัฐละเลยปัญหา PM 2.5 ทำติดอันดับฝุ่นโลกซ้ำซาก ชี้!! พท.ช่วยได้

(24 ก.พ. 66) นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินมาตรฐานเป็นปัญหาเรื้อรังในช่วง 4-5 ปี ล่าสุดพบว่า จังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองหลักที่มีมลพิษติดอันดับที่ 6 ของโลก และถูกจัดอันดับต่อเนื่องหลายวัน กระทบต่อการหายใจของประชาชน ลูกหลานเยาวชน ขณะที่รัฐบาลละเลย เมินเฉยต่อปัญหา และยังดอง พ.ร.บ.อากาศสะอาดเป็นระยะเวลาประมาณ 1 ปี 1 เดือน แต่ใช้งบประมาณมากมาย หากมองย้อนหลังไป 2 ปี งบประมาณแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในปี 2565 และ 2566 ประมาณ 406 ล้านบาท และ 410 ล้านบาท รวม 816 ล้านบาท ทั้งหมดคือ การผลาญงบ ผลาญชีวิต ผลาญเวลาของประชาชน

นายจักรพล กล่าวอีกว่า พรรค พท.ได้เคยเสนอแนวทางแก้ฝุ่น PM 2.5 ที่จะผลักดันเป็นนโยบายได้แก่

ครบรอบ 1 ปี 'แตงโม นิดา' กลับสู่อ้อมกอดพระเจ้า แฟนคลับนัดรวมตัว เตรียมจัดงานรำลึก 26 ก.พ.นี้

(24 ก.พ. 66) ครบรอบ 1 ปี การเสียชีวิตของนักแสดงสาว 'แตงโม นิดา พัชรวีระพงษ์' เหตุตกจากเรือสปีดโบตลงกลางแม่น้ำเจ้าพระยา คดีอาญากำลังนัดสืบพยานกลางปีนี้ ส่วนคดีแพ่งแม่แตงโมเรียกค่าเสียหายอีก 40.8 ล้านบาท ด้านแฟนคลับนัดรวมตัว รำลึกวันพบศพ 26 ก.พ.นี้

ย้อนรอยการเสียชีวิตของแตงโม นิดา พัชรวีระพงษ์ นักแสดงสาววัย 37 ปี เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 22.40 น. วันที่ 24 ก.พ. 2565 เมื่อแตงโม นิดา พร้อมกับ น.ส.อิจศรินทร์ จุฑาสุขสวัสดิ์ หรือ 'กระติก' ผู้จัดการส่วนตัว ได้เดินทางล่องเรือสปีดโบต ซึ่งมี 'ปอ' นายตนุภัทร เลิศทวีวิทย์ เป็นเจ้าของ พร้อมพวกรวม 6 คน ไปรับประทานอาหารที่ร้านบ้านตานิด อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี

ก่อนจะล่องเรือลงมาถ่ายรูปที่สะพานพระราม 8 กระทั่งผ่านสะพานพระราม 7 พื้นที่ จ.นนทบุรี แตงโมได้ตกลงจากเรือสปีดโบตลงแม่น้ำเจ้าพระยา หลายฝ่ายต่างออกปฏิบัติการค้นหา กระทั่งพบศพแตงโมกลางแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณท่าเรือพิบูลสงคราม 1 อ.เมือง จ.นนทบุรี เมื่อช่วงสายของวันที่ 26 ก.พ. 2565

คดีนี้กลายเป็นมหากาพย์สั่นสะเทือนกระบวนการยุติธรรม เพราะมีข้อสงสัยจากสังคมเกิดขึ้นมากมาย ทั้งคำให้การของคนที่อยู่ในเรือที่อ้างว่า แตงโมไปปัสสาวะท้ายเรือ ทั้งที่วันเกิดเหตุแตงโมสวมชุดบอดี้สูทที่ไม่มีกระดุมหรือตะขอ แกะเป้าชุดบอดี้สูทไม่ได้ หรือการตั้งข้อสงสัยว่าจะเป็นการฆาตกรรมอำพราง เพราะพบข้อพิรุธหลายจุดบนศพ เช่น มีบาดแผลที่ไม่ควรเกิดจากการจมน้ำปกติ

ที่ปวดเศียรเวียนเกล้าก็คือ นางพนิดา ศิริยุทธโยธิน มารดาของแตงโม ที่ออกมาตำหนิแอนนา วรินทร วัตรสังข์ เพื่อนสนิทของแตงโม ที่ออกมาคอลเอาต์ทวงถามความยุติธรรม รวมทั้งให้อภัย นายปอ ตนุภัทร และ นายโรเบิร์ต ไพบูลย์ ตรีกาญจนานันท์ ซึ่งอ้างว่าจะให้ค่าเยียวยา 30 ล้านบาทแก่คุณแม่ ทำให้ชาวเน็ตต่างแสดงความคิดเห็นติดแฮชแท็ก #มีแม่เมื่อพร้อม

ผ่านไป 1 ปี กรณีการเสียชีวิตของแตงโม นิดา แยกออกเป็น 2 ส่วน คือ คดีอาญา และคดีแพ่ง

คดีอาญา อัยการจังหวัดนนทบุรีสั่งฟ้องผู้ต้องหารวม 6 คน เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2565 ได้แก่ นายตนุภัทร เลิศทวีวิทย์ หรือปอ มี 5 ข้อหา ได้แก่ กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย, แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานสอบสวน, เป็นผู้ควบคุมเรือโดยไม่มีประกาศนียบัตรรับรอง, ทิ้งสิ่งของปฏิกูลใด ๆ ลงแม่น้ำ และเสพวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 2 (อัลปราโซแลม) โดยผิดกฎหมาย

นายไพบูลย์ ตรีกาญจนานันท์ หรือ โรเบิร์ต มี 4 ข้อหา ได้แก่ กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย, ใช้เรือที่ใบอนุญาตสิ้นอายุ, เป็นผู้ควบคุมเรือโดยไม่มีประกาศนียบัตรรับรอง และทิ้งสิ่งของปฏิกูลใด ๆ ลงแม่น้ำ

นายวิศาพัช มโนมัยรัตน์ หรือ แซน มี 1 ข้อหา ได้แก่ กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

นายนิทัศน์ กีรติสุทธิสาธร หรือ จ็อบ มี 3 ข้อหา ได้แก่ กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย, ช่วยให้ผู้อื่นได้รับโทษ หรือได้รับโทษน้อยลง ทำลายซ่อนเร้นหลักฐาน และทิ้งสิ่งของปฏิกูลใด ๆ ลงแม่น้ำ

น.ส.อิจศรินทร์ จุฑาสุขสวัสดิ์ หรือ กระติก อดีตผู้จัดการส่วนตัวแตงโม นิดา มี 3 ข้อหา ได้แก่ กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย, แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานสอบสวน และทำลายซ่อนเร้นหลักฐาน

และนายภีม ธรรมธีรศรี หรือ เอ็ม แม้ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่ถูกดำเนินคดี 2 ข้อหา ได้แก่ ใช้ผู้อื่นแจ้งความอันเป็นเท็จแก่พนักงานสอบสวน และทำลายซ่อนเร้นหลักฐาน

โดยศาลจังหวัดนนทบุรีอนุญาตให้ประกันตัวทั้ง 6 คน อยู่ในระหว่างนัดสอบถามคู่ความวันที่ 2 มี.ค. 2566 และนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งหกตั้งแต่วันที่ 23 ส.ค. 2566 ถึงวันที่ 16 ส.ค. 2567 ก่อนจะมีคำพิพากษาชั้นต้นหลังการสืบพยานเสร็จสิ้น

ส่วนคดีแพ่ง เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2565 ศาลจังหวัดนนทบุรีนัดเจรจาการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย ระหว่างผู้ต้องหา และนางพนิดา ศิริยุทธโยธิน แม่ของแตงโม ผลปรากฏว่าจำเลยได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมกับผู้เสียหายคือ นางพนิดา และชดใช้ค่าเสียหายต่อหน้าศาลแล้วในส่วนของคดีแพ่ง โดยวางเงินสด 4 แสน และแคชเชียร์เช็ค 1.6 ล้าน รวม 2 ล้านบาท พร้อมกันนี้ ยังได้ทำสัญญาให้เงินรายเดือน เดือนละ 30,000 บาท เป็นเวลา 20 ปี โดยไม่ตกถึงทายาทด้วย รวมมูลค่าทั้งหมด 9.2 ล้านบาท ทำให้นางภนิดาพอใจจึงได้ถอนคำร้องขอเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญาด้วย

โซเชียลอาลัย ‘ส.ต.อ เศรษฐการ ลอยขามป้อม’ ถูกเก๋งพุ่งชนเสียชีวิต ขณะปฏิบัติหน้าที่

(24 ก.พ. 66) โซเชียลแห่แชร์คลิปภาพระทึก รถเก๋งคันหนึ่งซิ่งชนรถจักรยานยนต์ตำรวจทางหลวงเสียชีวิต บนทางต่างระดับลำลูกกา มุ่งหน้าบางปะอิน โดยหลังเกิดเหตุคนขับได้จอดรถทิ้งไว้แล้วหนีไป ซึ่งจากลักษณะเบี่ยงรถหักหัวเข้าหารถตำรวจทางหลวงนายนี้แล้วพุ่งชน ลักษณะเหมือนจงใจขับชนหรือไม่

นี่เป็นคลิปภาพที่ได้มาจากกล้องติดหมวกของ สิบตำรวจเอก เศรษฐการ ลอยขามป้อม ผู้บังคับหมู่สถานีตำรวจทางหลวง 2 กองกำกับการ 8 กองบังคับการตำรวจทางหลวง บันทึกเอาไว้ได้ตั้งแต่ช่วงแรกที่ สิบตำรวจเอก เศรษฐการ ขอตรวจค้น แต่คนขับไม่ยอมหยุดรถให้ตรวจ กลับเร่งเครื่องขับหลบหนีอย่างรวดเร็ว เรื่อยมาจนถึงบริเวณสะพานต่างระดับ บนถนนกาญจนาภิเษก ด้านตะวันออก (บางปะอิน-บางพลี) หรือมอเตอร์เวย์หมายเลข 9 ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 30 ตำบลบึงคำพร้อย อำเภอลำลูกกา โดย รถเก๋ง สีดำ ได้ขับเบียดแล้วหักหัวรถพุ่งชนรถจักรยานยนต์ที่ สิบตำรวจเอก เศรษฐการ ขี่มาจนล้มคว่ำ เป็นเหตุให้เสียชีวิตทันที เหตุการณ์เกิดช่วงเย็นเมื่อวานนี้

หลังเกิดเหตุตำรวจและเจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าตรวจสอบในจุดเกิดเหตุ พบร่าง สิบตำรวจเอก เศรษฐการ สวมเครื่องแบบตำรวจ นอนหงายหน้าอยู่บนพื้นถนนน สภาพที่ศีรษะมีบาดแผลฉีกขาด และห่างไปประมาณ 100 เมตร พบรถจักรยานยนต์ สีขาว ซึ่งเป็นรถที่ตำรวจนายนี้ขี่มาก่อนจะถูกชน ด้านหน้าพังเสียหาย และอีกจุดไม่ไกลกันพบรถเก๋ง สีดำ คันก่อเหตุถูกจอดทิ้งไว้ แต่ไม่พบตัวคนขับ โดยมีพยานเห็นว่า คนขับเป็นผู้ชาย สวมเสื้อสีดำ ลงรถแล้ววิ่งหนีไปทางถนนลำลูกกา จากนั้นตำรวจเข้าตรวจภายในรถเจอขวดเบียร์ สภาพถูกเปิดฝาดื่มแล้ว แต่ยังดื่มไม่หมดขวด

เบื้องต้นได้สอบถามข้อมูลจากพนักงานของกรมทางหลวง ซึ่งเป็นคนที่โทรศัพท์แจ้งเหตุกับตำรวจ เล่าว่า ขณะพวกตนปฏิบัติงานอยู่บนถนนฝั่งตรงข้าม ก็ได้ยินเสียงคล้ายรถชนกัน เมื่อหันมามองเห็นฝุ่นตลบและมีรถเก๋งสีดำ จอดอยู่ 1 คัน จึงขับรถวนมาตรวจสอบถึงได้เห็นตำรวจนายนี้นอนเสียชีวิตแล้ว 

ระหว่างตำรวจกำลังสืบสวนควานหาตัวคนขับรถเก๋ง สีดำ ปรากฏว่าเวลาประมาณ 20.30 น. เมื่อคืนนี้ (23 ก.พ.) นายกิตติรัช คนขับรถเก๋ง สีดำ ที่ขับชนรถจักรยานต์ของ สิบตำรวจเอก เศรษฐการ เสียชีวิต โผล่เข้ามอบตัวกับตำรวจที่สถานีตำรวจทางหลวง 2 กองกำกับการ 8 กองบังคับการตำรวจทางหลวง โดยตลอดช่วงที่ถูกสอบปากคำนานเกือบ 4 ชั่วโมง สังเกตว่าผู้ก่อเหตุมีสีหน้าเคร่งเครียด เบื้องต้นเจ้าตัวให้การว่า ก่อนเกิดเหตุจอดรถไว้ริมมอเตอร์เวย์หมายเลข 9 เพื่อตกปลาในหนองน้ำ ระหว่างนั้นมีตำรวจทางหลวงมาไล่ เพราะเป็นจุดที่ไม่ให้จอด แต่เมื่อตำรวจพยายามขอตรวจค้น จึงพยายามขับรถหนี เพราะมีขวดเบียร์ และบุหรี่ไฟฟ้าอยู่ในรถ จึงกลัวว่าจะถูกจับดำเนินคดี ส่วนสาเหตุที่ตนเองหักรถชนรถตำรวจนั้น นายกิตติรัช ผู้ก่อเหตุอ้างว่าตกใจ และพยายามขับรถหนี ซึ่งตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ ส่วนผลการตรวจแอลกอฮอล์และสารเสพติดในร่างกายของผู้ก่อเหตุเบื้องต้นยังไม่พบ

ขณะที่ เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานได้ตรวจสอบเก็บหลักฐานรถเก๋งของผู้ก่อเหตุ และรถจักรยานยนต์ของตำรวจที่เสียชีวิต เบื้องต้นตรวจสอบพบว่าในรถเก๋งมีนามบัตรของผู้ก่อเหตุ ระบุว่ามีอาชีพเป็นครูสอนขับรถ ส่วนขวดเบียร์และบุหรี่ไฟฟ้าที่พบในรถเจ้าหน้าที่ได้เก็บหลักฐานไปก่อนหน้านี้แล้ว จากนั้นได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ลำลูกกา ดำเนินคดีต่อเลยทันทีเมื่อคืนนี้

ระหว่างที่ตำรวจควบคุมตัว ผู้ก่อเหตุออกจากอาคารมาเจอกลุ่มคนขี่รถบิกไบก์จำนวนนับ 10 คน ซึ่งคนเหล่านี้ทราบว่าเป็นเพื่อนร่วมก๊วนขี่รถบิกไบก์และเคยเข้าร่วมอบรมการขับขี่ปลอดภัยกับตำรวจที่เสียชีวิตนายนี้ด้วย โดยมายืนรอดูหน้าผู้ก่อเหตุ ทันทีที่เห็นหน้าวิ่งกรูเข้าไปรุมประชาทัณฑ์ มีรายงานข่าวตำรวจนายนี้กำลังจะแต่งงานกับแฟนสาวอีกด้วย    

‘บิ๊กป้อม’ ลงพื้นที่ ‘อุดรฯ-หนองคาย-เลย’ เร่งรัดแผนจัดการน้ำ ตั้งเป้าอีสานมีน้ำใช้ตลอดปี

(24 ก.พ. 66) พล.ท.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผช.โฆษก รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.กอนช. พร้อมด้วย รมช.คลัง และคณะ ได้เดินทางไปตรวจราชการในพื้นที่ จ.อุดรราชธานี, จ.หนองคาย และจ.เลย เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและการดำเนินงานพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม ในพื้นที่ทั้ง 3 จังหวัด

โดยในช่วงเช้า เดินทางไปยัง โรงเรียนภูพานวิทยา ต.ขอนยูง อ.กุดจับ จ.อุดรฯ มีนาย วันชัย คงเกษม ผวจ. ให้การต้อนรับและรับฟังการบรรยายสรุปภาพรวมการบริหารจัดการน้ำ ในพื้นที่ จ.อุดรฯ จากเลขาฯ สทนช. ซึ่ง จ.อุดรฯ มีพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ และลุ่มน้ำชี รัฐบาลได้ให้การสนับสนุนโครงการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ โครงการปี 61-65 ประชาชนได้รับประโยชน์ 55,586 ครัวเรือน จากงบกลางปี 65 ได้รับประโยชน์ 1,045 ครัวเรือน งบบูรณาการฯ ปี 66 จะได้รับประโยชน์ 6,955 ครัวเรือน งบตามแผนปฏิบัติการปี 67 ประชาชนจะได้รับประโยชน์ 53,175 ครัวเรือน และโครงการสำคัญอีก 6 แห่ง ประชาชนจะได้รับประโยชน์ 43,500 ครัวเรือน

สำนักงาน กสม. ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือร่วมกับสถาบันวิชาการ 5 สถาบัน เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือทางวิชาการด้านสิทธิมนุษยชน การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ภาคใต้

(23 ก.พ. 66) ที่ผ่านมา ณ ห้อง Sky Blue Auditorium อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ผศ.ดร. สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และศ.นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เข้าร่วมพิธีและกล่าวแสดงความยินดีกับการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กับ มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และสถาบันวิจัยเอเชียเซ็นเตอร์ โดยสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีนายพิทักษ์พล บุณยมาลิก เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นผู้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ และนางสาวรตญา กอบศิริกาญจน์  รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นพยาน มหาวิทยาลัยทักษิณ ลงนาม โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยทักษิณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์กฤษฎา อภินวถาวรกุล ผู้รักษาการแทนรองคณบดีฝ่ายพัฒนาองค์กร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ พยาน

มหาวิทยาลัยฟาฏอนี ลงนามโดย รองศาสตราจารย์อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา อธิการบดีมหาวิทยาลัยฟาฏอนี ศาสตราจารย์ซาการียา หะมะ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและการวิจัย พยาน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ลงนามโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ นายธรรมรักษ์ จิตตะเสโน รองคณบดีฝ่ายบริหารคณะนิติศาสตร์ พยาน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ลงนามโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์เชิดชัย อุดมพันธ์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ นายอับดุลคอลิก อัรรอฮีมีย์  ผู้ช่วยคณบดีงานกิจการและบริการเพื่อสังคม พยาน สถาบันวิจัยเอเชียเซ็นเตอร์ ลงนามโดย

ดร.เจมส์ โกเมส ผู้อำนวยการระดับภูมิภาค พัชรี รัตนรงค์ ผู้จัดการโครงการ สถาบันวิจัยเอเชียเซ็นเตอร์ พยาน

การจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือร่วมกับสถาบันวิชาการ 5 สถาบัน เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือทางวิชาการด้านสิทธิมนุษยชน ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งได้กำหนดกรอบความร่วมมือ ประกอบด้วย การส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การพัฒนาหลักสูตรหรือรายวิชาด้านสิทธิมนุษยชน และการจัดให้มีการเรียนรู้ด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบในสถาบันอุดมศึกษา เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ นำไปพัฒนาและประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top