Friday, 17 July 2026
TheStatesTimes

‘คามาลา แฮร์ริส’ จะเข้าร่วม APEC 2022 ในฐานะตัวแทนของประธานาธิบดีโจ ไบเดน

ทำเนียบขาวยืนยันแล้ว รองประธานาธิบดีสหรัฐ ‘คามาลา แฮร์ริส’ มาไทยร่วมเอเปกซัมมิต 18-19 พ.ย.นี้แทนปธน.โจ ไบเดน 

(29 ต.ค. 65) ‘คารีน ฌอง ปิแอร์’ โฆษกทำเนียบขาว แถลงยืนยันว่า รองประธานาธิบดีแฮร์ริส จะเป็นตัวแทนของประธานาธิบดีโจ ไบเดน เดินทางมาที่กรุงเทพ เพื่อเข้าร่วมการประชุมกับผู้นำเอเปกในระหว่างวันที่ 18-19 พ.ย. โดยการมีส่วนร่วมของรองประธานาธิบดีสหรัฐจะเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ รวมถึงพูดถึงเป้าหมายสำหรับการเป็นเจ้าภาพเอเปกของสหรัฐในปี 2566 ด้วย

ขณะที่เยือนประเทศไทยรองประธานาธิบดีสหรัฐยังจะได้พบกับผู้นำไทยและตัวแทนภาคประชาสังคม เพื่อยืนยันและเสริมสร้างความเข้มแข็งของการเป็นพันธมิตรระหว่างสหรัฐและไทย รวมถึงเพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นความร่วมมือต่างๆ หลังจากนั้น เธอจะเดินทางไปเยือนกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์

การมาเยือนประเทศไทยของรองประธานาธิบดี ‘คามาลา แฮร์ริส’ ถือว่าสมเกียรติส
มศักดิ์ศรีมากแค่ไหน ‘นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว’ อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศและที่ปรึกษาพิเศษด้านการต่างประเทศของสำนักงานเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ได้แสดงความคิดเห็นไว้ดังนี้…

‘ชลน่าน’ ชี้!! ไม่เห็นด้วยยุบ ‘พปชร.’ ปมเงินบริจาค ย้ำ!! เหตุยุบพรรคได้ต้อง ‘ล้มล้างการปกครอง’ เท่านั้น

‘ชลน่าน’ ชี้ปม ‘หาวเจ๋อ ตู้’ บริจาคเงินให้พปชร. บอกก่อนรับบริจาคพรรคต้องรู้ให้ชัดถึงที่มา ย้ำ ไม่เห็นด้วยยุบพรรคกับเรื่องอื่นนอกจากล้มล้างการปกครอง

(29 ต.ค. 65) ที่ รร.อมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กทม. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายชัยณัฐร์ กรณ์ชายานันท์ หรือ ‘หาวเจ๋อ ตู้’ ชายเชื้อชาติจีน ที่เพิ่งได้รับสัญชาติไทย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจับผับฉาวย่านยานนาวา มีชื่อบริจาคเงินให้พรรคพลังประชารัฐ จำนวน 3 ล้านบาท เมื่อปี 2564 ว่า พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้ตรวจสอบเรื่องนี้ เพราะเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้น โดยนายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นในเรื่องนี้ไปเรียบร้อยแล้ว

ส่อง ‘เงินเดือน’ ของนายกรัฐมนตรีอังกฤษ พร้อมสิทธิพิเศษการเข้าถึงงบอื่นๆ หลังปลดระวาง

ขณะที่ข่าวนายกรัฐมนตรีอังกฤษกำลังเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับจ้องมองดู อาจมีใครที่ใคร่รู้ว่านายกรัฐมนตรีอังกฤษนั้นมีหน้าที่การงานอะไรบ้างและได้เงินเดือนมากน้อยเพียงใด

เริ่มต้นก่อนคือ ก่อนที่จะเข้ารับหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรีเต็มตัวเขาจะต้องได้รับการแต่งตั้งจากพระเจ้าแผ่นดินเสียก่อน ปัจจุบันคือ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

เมื่อเข้ารับหน้าที่แล้ว ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ เขาจะต้องรับผิดชอบต่อนโยบายของรัฐบาลทั้งหมด รวมถึงการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในการบริหารประเทศด้วย

โดยนายกรัฐมนตรี สามารถแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีได้ 22 คน ซึ่งในระบบของอังกฤษ รัฐมนตรีที่มีอาวุโสที่สุดจะเรียกว่า Cabinet Ministers, หรือ รัฐมนตรี ที่มีหน้าที่บริหารกระทรวงสำคัญที่ได้รับมอบหมาย เช่น กระทรวง 'การคลัง' หรือ 'มหาดไทย' ซึ่งตำแหน่งรัฐมนตรีนี้ นายกรัฐมนตรีมีสิทธิ์ที่จะแต่งตั้งหรือปลดออกได้ หรือสามารถยุบกระทรวงและตั้งกระทรวงใหม่ขึ้นได้ (อังกฤษจะมีการเปลี่ยนแปลงกระทรวงให้เหมาะสมกับความต้องการในการบริหารงานในด้านต่างๆ ของประเทศ)

นายกรัฐมนตรีอังกฤษจะทำงานคู่ขนานกับรัฐมนตรีคลังในเรื่องภาษีและนโยบายงบประมาณของรัฐบาล รัฐบาลอังกฤษจะมีการแถลงนโยบายงบประมาณสองครั้งในรอบหนึ่งปี คือในฤดูใบไม้ร่วง (ตุลาคม) และฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม) และทั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีสามารถที่จะออกกฎหมายมาบังคับใช้ในประเทศได้โดยได้รับการสนับสนุนจากสภาผู้แทน

ไม่เพียงแต่นายกฯ จะควบคุมดูแลคณะรัฐมนตรีของตนแล้ว เขายังมีอำนาจและหน้าที่สั่งการข้าราชการในกระทรวงหรือหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของรัฐบาลอีกด้วย

นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องการป้องกันและความมั่นคงของประเทศ เช่น ตัดสินใจที่จะส่งกำลังทหารเข้าปฏิบัติการ แต่ประเด็นนี้เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการหารือกันว่าควรจะให้สภาเห็นด้วยไม่ใช่เพียงนายกฯ คนเดียวตัดสิน และมีแนวโน้มว่าอาจจะเป็นไปได้

หน้าที่รับผิดชอบอื่นๆ ที่ยังตกอยู่บนบ่าของนายกรัฐมนตรีคือ ต้องตัดสินใจว่า จะยิงเครื่องบินที่ถูกจี้หรือเครื่องบินที่ไม่สามารถที่จะรู้ว่าเป็นของใครได้ และที่พูดถึงกันบ่อยๆ คือ สามารถสั่งการยิงอาวุธนิวเคลียได้อีกด้วย

และที่อังกฤษยังถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอยู่จนถึงปัจจุบันคือ นายกรัฐมนตรีจะต้องเข้าเฝ้าถวายรายงานต่อพระเจ้าแผ่นดินทุกสัปดาห์ในเรื่องการบริหาราชการงานเมืองของรัฐบาล หากแต่จะเป็นการพบส่วนตัวและไม่มีการจดบันทึกการหารือแต่อย่างใด

>> ทีนี้มาถึงคำถามสำคัญ คือ แล้วนายกรัฐมนตรีอังกฤษได้รับเงินเดือนเท่าไหร่?

ตามอัตราที่ปรากฏในปีพ.ศ. 2565 นี้ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ จะได้เงินเดือนทั้งหมดปีละ 164,757 ปอนด์ โดยจะแบ่งออกเป็นสองยอด คือ ในฐานะตำแหน่งนายกรัฐมนตรีปีละ 84,144 ปอนด์ และในฐานะผู้แทนราษฎรอีก 79,936 ปอนด์ สามารถอยู่ในบ้านพักประจำตำแหน่งฟรี คือ 10 ถนนดาวน์นิ่ง ซึ่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษอาศัยอยู่มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1735 (นายกฯ บางคนจะเปลี่ยนมาอยู่ในบ้านเลขที่ 11 ที่อยู่ติดกันแทน เพราะกว้างใหญ่กว่า)

นอกจากบ้านพักทางการในลอนดอนที่ถนนดาวน์นิ่งแล้ว นายกรัฐมนตรียังมีบ้านพักต่างอากาศของทางการในชนบทที่ชื่อ 'เชคเกอร์' Chequers ที่ตั้งอยู่ในเขต บัคกิ่งแฮมเชียร์อีกด้วย

ถ้าจะว่าไปแล้วเงินเดือนของนายกรัฐมนตรีอังกฤษเมื่อหารออกมาแล้วก็ตกเดือนละ 13,729 ปอนด์ ซึ่งดูจะน้อยกว่าผู้นำประเทศตะวันตกอื่นๆ พอสมควร เช่น ถ้าเป็นนายกฯ แคนาดาจะรับปีละ 200,000 ปอนด์ หรือนายกฯ เยอรมนี 280,000 ปอนด์ ขณะที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขณะนี้ เงินเดือนสูงที่สุด ตกปีละ 300,000 ปอนด์ (จำนวนเงินจะปรับในแต่ละปี) ตามรายงานของ National world.com

นี่เป็นเงินเดือนขณะที่เป็นนายกรัฐมนตรี !!

ทว่า หลังจากหมดหน้าที่นายกฯ แล้ว อดีตนายกรัฐมนตรียังสามารถได้รับเงินเดือนอีกปีละ 115,000 ปอนด์ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในหน้าที่การงานในตำแหน่งพิเศษ แต่จะต้องเป็นงานเพื่อสาธารณะ และเงินนี้จะใช้เป็นค่าเช่าสำนักงาน เพื่อรับเรื่องหรือจ้างพนักงานทำงาน โดยเงินก้อนนี้อดีตนายกฯ สามารถเบิกใช้จ่ายได้ตามหน้าที่การงาน แต่ไม่ใช่นำมาใช้จ่ายส่วนตัว

‘นักท่องเที่ยว’ คึกคัก!! แห่ชม ‘ทะเลหมอก’ สัมผัสอากาศหนาวบนยอดภูเรือ จ.เลย

เมื่อวันที่ 29 ต.ค.65 บรรยากาศการท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติภูเรือ ต.หนองบัว อ.ภูเรือ และเชื่อมกับ อ.ท่าลี่ จ.เลย บนความสูงประมาณ 1,365 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ที่มีอาณาเขตทางทิศเหนือติดกับ สปป.ลาว เป็นภูเขาสูง บนยอดเขาเป็นที่ราบกว้างมีต้นสนจำนวนมาก ขึ้นสลับซับซ้อน ท่ามกลางอุณหภูมิอากาศต่ำสุด 15 องศาเซลเซียส เช้าวันนี้ ลมพัดแรง ท้องฟ้าเปิดสามารถเห็นพระอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าส่งแสงสีสวยสดใสและชัดเจน เป็นที่สมใจของนักท่องเที่ยว ชมทัศนียภาพสองฝั่งไทย-ลาว 

ก่อนการท่องเที่ยวบนยอดภูเรือ นทท.นิยมขึ้นไปไหว้ ‘พระพุทธรูปนาวาบรรพต’ พระพุทธรูปเก่าแก่ ปางมารวิชัย ที่ชาวภูเรืออัญเชิญมาจากวัดพระญาติ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพระพุทธรูปที่ชาวภูเรือให้ความเคารพศรัทธาประดิษฐานอยู่ด้านบนอีกด้วย

ชาวอุบลฯ มอบดอกไม้ขอบคุณเหล่าทหาร ที่ช่วยเหลือขับรถรับ-ส่ง ตลอดช่วงน้ำท่วม

ประชาชนที่ใช้บริการรถรับส่งข้ามเมืองคู่แฝดวารินชำราบกับอำเภอเมืองอุบลฯ ซึ่งถูกน้ำท่วมตัดขาดถนนสายหลัก รู้สึกใจหาย เมื่อรถทหารยกสูงที่แล่นรับส่ง ต้องหยุดวิ่ง หลังสถานการณ์น้ำท่วมลดลงเผยเห็นหน้าช่วยเหลือเกื้อกูลกันนานนับเดือนจนรู้สึกผูกพันเหมือนญาติพี่น้อง

สถานการณ์น้ำท่วมถนนสถิตนิมานกาล ซึ่งเป็นถนนสายหลักเชื่อมระหว่างอำเภอวารินชำราบและอำเภอเมืองอุบลราชธานี ซึ่งเป็นเมืองคู่แฝดลดลง จนรถทุกชนิดสามารถแล่นผ่านไปมาได้แล้ว ทหารและรถจากหน่วยงาน รวมทั้งจิตอาสา จึงประกาศหยุดวิ่งรับส่งประชาชนตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมา หลังจากให้บริการประชาชนตั้งแต่ 06.00-20.30 น. ทุกวันโดยไม่มีวันหยุด มานานร่วมเดือน

โดยทหารและจิตอาสาเหล่านี้ต้องเปลี่ยนภารกิจไปช่วยเหลือประชาชน ตามชุมชนที่ยังมีน้ำท่วมขัง ได้กลับเข้าไปอยู่ในบ้าน หลังน้ำลดลงกว่านี้ ตลอดช่วงเดือนพฤศจิกายนที่กำลังมาถึง ทำให้ประชาชนที่ใช้บริการของเหล่าทหารมานานร่วมหนึ่งเดือน นำดอกไม้มาแสดงความขอบคุณ และกล่าวถึงความรู้สึกที่ได้รับบริการจากบรรดาทหารของชาติ ซึ่งยังประทับใจในน้ำใจของเหล่าทหารที่มาช่วยเหลือ

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ นำทีมพิสูจน์ทราบเหตุพบศพชายถูกเผาเสียชีวิต พบมีอาการซึมเศร้าสะสมเป็นเวลานาน

จากกรณีเมื่อวันที่ 10 ต.ค. 65 ที่ผ่านมา ในพื้นที่ สภ.ประโคนชัย ภ.จว.บุรีรัมย์ ได้รับแจ้งเหตุกรณีพบศพ  นายธนทัต จันทร์แก อายุ 23 ปี สภาพศพนอนคว่ำ ถูกไฟเผาไหม้ทั้งตัว บริเวณที่เกิดเหตุไม่พบร่องรอยการต่อสู้ เบื้องต้นไม่ทราบสาเหตุการเสียชีวิต เหตุเกิดที่บริเวณหลังโรงเรียนบ้านแสลงโทน ต.แสลงโทน อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ รายละเอียดปรากฏตามที่สื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียได้นำเสนอไปแล้วนั้น

จากกรณีดังกล่าว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผบช.ภ.3 พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ ผบก.ภ.จว.บุรีรัมย์ พ.ต.อ.เจตน์สฤษฎิ์ แพ่งศรีสาร ผกก.สภ.ประโคนชัย เร่งดำเนินการตรวจสอบพิสูจน์ทราบสาเหตุการเสียชีวิตจากกรณีดังกล่าวโดยด่วน โดยให้สืบสวนในช่วงเวลาเกิดเหตุโดยละเอียด เนื่องจากเป็นการเสียชีวิตโดยผิดธรรมชาติ จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบรายละเอียดดังนี้

ก่อนเกิดเหตุ ผู้เสียชีวิตเพิ่งเดินทางกลับมาถึงประเทศไทยพร้อมมารดาเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 65 หลังจากที่ย้ายไปอยู่ที่ประเทศเยอรมันกว่า 3 ปี จากนั้นได้เดินทางไปเที่ยวที่ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ก่อนจะกลับบ้านที่ อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 9 ต.ค.65 ที่ผ่านมา ต่อมาในวันเกิดเหตุ ช่วงเย็นได้มีพยานพบเห็นผู้เสียชีวิตมีอาการเหม่อลอย และเห็นผู้ตายถือขวดเครื่องดื่มซึ่งคาดว่าบรรจุน้ำมันที่ผู้เสียชีวิตไปซื้อมาจากปั๊มน้ำมันแบบหยอดเหรียญซึ่งอยู่ใกล้บ้านของผู้เสียชีวิต จากนั้นผู้เสียชีวิตได้เดินไปที่โรงเรียนที่เกิดเหตุเพียงลำพัง ก่อนจะเกิดเหตุพบศพถูกเผาดังกล่าว

เบื้องต้นผลการชันสูตรพลิกศพของผู้ตาย แพทย์ระบุว่า มีร่องรอยถูกไฟไหม้ตลอดช่วงลำตัว และด้านล่างของศพไม่พบร่องรอยบาดแผลอื่นใดจากการถูกทำร้ายหรือถูกกระแทกจากของแข็งมีคมและไม่มีคมแต่อย่างใด สาเหตุการตาย เกิดจากไฟไหม้หลอดลมจนขาดอากาศหายใจ คาดว่าผู้ตายจะใช้น้ำมันราดตัวเองในท่านั่ง ก่อนจุดไฟเผาตัวเองจนเสียชีวิต

จากการสืบสวนเพิ่มเติมของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า ผู้เสียชีวิตมีปัญหาการป่วยด้วยอาการซึมเศร้ามาเป็นเวลานาน รวมถึงมีอาการทางจิตเนื่องจากผลข้างเคียงจากการใช้ยาเสพติด ต้องมีการไปปรึกษาแพทย์และทานยารักษาอาการ นอกจากนี้ยังมีปัญหากับภรรยาซึ่งเกิดอาการหึงหวงระหว่างคู่รัก และมีความขัดแย้งในครอบครัวเป็นประจำ เนื่องจากถูกพูดถึงเกี่ยวกับอาการป่วย และถูกตักเตือนในเรื่องของการใช้เงินเป็นจำนวนมาก ประกอบกับผู้เสียชีวิตได้มีการโพสต์ข้อความตัดพ้อเกี่ยวกับชีวิตของตนผ่านเฟซบุ๊ก คาดว่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้เสียชีวิตตัดสินใจกระทำอัตวินิบาตกรรมดังกล่าว

ลูกขวัญ เตือน Fake news ลงทะเบียนรับค่าตอบแทนจากรัฐบาล จำนวน 50,000 บาท เพื่อช่วยเหลือการว่างงานสำหรับทุกครอบครัว ผู้โพสต์โทษหนัก จำคุก 5 ปี

วันนี้ (29 ต.ค.65) เวลา 08.00 น. ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ต.ท.หญิง ณพวรรณ ปัญญา รองโฆษก ตร. เปิดเผยกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในสื่อสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับลงทะเบียนรับค่าตอบแทนจากรัฐบาล 50,000 บาท เพื่อช่วยเหลือการว่างงานสำหรับทุกครอบครัว ซึ่งทางสำนักงานประกันสังคม ไม่มีการจัดทำโครงการดังกล่าว

พ.ต.ท.หญิง ณพวรรณ ฯ กล่าวว่า ขณะนี้บนโซเชียลมีเดียได้มีการแชร์ข้อความโดยระบุ “ลงทะเบียนรับค่าตอบแทนจากรัฐบาล 50,000 บาท เพื่อช่วยเหลือการว่างงานสำหรับทุกครอบครัว” 

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (Anti-Fake News Center Thailand) ได้ตรวจสอบไปที่สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน แล้วพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ ทางสำนักงานประกันสังคมไม่มีการจัดทำโครงการดังกล่าว อีกทั้งเว็บไซต์ดังกล่าวยังแอบอ้างใช้สื่อโฆษณาของสำนักงานประกันสังคม โดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้หลงเชื่อว่าสำนักงานประกันสังคมมีส่วนเกี่ยวข้อง เป็นการทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด อาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้ ซึ่งการผลิตข่าวปลอม สร้างข่าวบิดเบือน ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ประชาชนสับสนนั้น 

ผบ.เด่น สั่งบิ๊กป๋อ ลุยประสาน ผบ.ยาเสพติด เมียร์มาร์ แก้ไขปัญหายาเสพติดเชิงรุก

ด้วยปัญหายาเสพติดในประเทศไทยมีสถานการณ์หน้าที่เป็นห่วง ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ต้องการให้แสวงหาความร่วมมือระหว่างประเทศ  จึงได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.ชินภัทร สารสิน รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศอปส.ตร.)ไปพบปะหารือกับ พลตำรวจจัตวา วิน  หน่าย เลขาธิการร่วมคณะกรรมการร่วม คณะกรรมการกลางเพื่อการควบคุมยาเสพติด และผู้บัญชาการสำนักปราบปรามยาเสพติด ประเทศเมียนมาร์ และคณะ ณ เมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมาร์ เมื่อวันที่ ๒๘ ต.ค.๖๕ ประเด็นในการ หารือ ๒ ประเด็น ดังนี้

ประเด็นแรก เรื่องสารตั้งต้น เนื่องจากมีการส่งสารตั้งต้นจำนวนมากซึ่งทางไทยได้รวบรวมสถิติไว้ ผ่านจากประเทศไทยเข้าประเทศเมียนมาร์ สารตั้งต้นนี้สามารถนำไปผลิตยาเสพติดประเภทยาไอซ์ และยาบ้า มีการอ้างอิงว่าสารตั้งต้นนี้นำไปใช้ในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำ ซึ่งมีข้อมูลแน่ชัดว่าสารตั้งต้นนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ในการผลิตยาเสพติด  เช่นสารตั้งต้นชื่อ โซเดียม ไซยาไนด์ น้ำหนัก ๑ ตัน สามารถผลิตยาบ้าได้ ๒๐ ล้านเม็ด หรือยาบ้าได้ ๖๐๐ กิโลกรัม ระยะ ๔ ปี ที่ผ่านมาได้มีการเก็บสถิติการส่งออกสารตั้งต้นประเภทนี้ ผ่านประเทศไทย ปลายทางประเทศเมียนมาร์พบว่ามีจำนวนหลายเมตริกตัน 

ทางคณะเจรจาหารือทางฝ่ายเมียนมาร์ ได้ขอบคุณฝ่ายไทยที่ได้ให้ข้อมูล ถ้าไม่มีสารตั้งต้นก็ไม่สามารถผลิตยาเสพติดได้ นอกจากสารโซเดียม ไซยาไนด์ สารตั้งต้นที่น่าสนใจอีกประเภทใช้เกี่ยวกับยาเสพติดคือ คาเฟอีน โดยหน่วยปราบปรามยาเสพติดได้ให้ความสำคัญในการติดตามการใช้สารตั้งต้นทุกประเภทเพื่อป้องกันการใช้ผิดวัตถุประสงค์  ปัจจุบันมีการควบคุมสารเคมีประมาณ ๓๙ ประเภท และทางเมียนมาร์ได้มีการควบคุม โดยให้มีการขออนุญาตก่อนนำเข้า มีการควบคุมจำนวนการใช้ของสารตั้งต้นและจำนวนคงเหลือ จากการแลกเปลี่ยนข้อมูลบริษัทที่เกี่ยวข้องในการนำเข้าสารตั้งต้นเป็นข้อมูลเดียวกันระหว่างไทยและเมียนมาร์  ซึ่งจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างต่อเนื่องเพื่อการป้องกันปราบปรามการนำสารตั้งต้นไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ต่อไป 

มูลนิธิตำรวจไทย-นานาชาติจัดพิธีมอบโล่เกียรติยศและเกียรติบัตร ตำรวจและเอกชนด้านองค์กรสร้างคุณประโยชน์แด่สังคม

วันที่ 29 ตุลาคม 2565 ณ ห้องบุณยะจินดา1 สโมสรตำรวจ มูลนิธิตำรวจไทย-นานาชาติ พล.ต.ท.ดร.มณฑล เงินวัฒนะ ประธานมูลนิธิฯพร้อมคณะผู้บริหารของมูลนิธิตำรวจไทย-นานาชาติ เดือนตุลาคม ซึ่งถือเป็นเดือนแห่งตำรวจ มูลนิธิตำรวจไทย-นานาชาติ  กำหนดจัดมินิคอนเสิร์ตการกุศล แนะนำมูลนิธิตำรวจไทย-นานาชาติ ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์มุ่งเน้นการส่งเสริมตำรวจไทยและตำรวจนานาชาติในด้านความสัมพันธ์ ด้านวิชาการ การฝึกอบรม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และส่งเสริมยกย่องคนดี และมีความตั้งใจเป็นอย่างยิ่งที่จะดูแลพัฒนาคุณภาพชีวิตและสนับสนุนหน่วยงานตำรวจที่ปฎิบัติภาคสนามสนับสนุนสื่อการเรียนและสอนและอุปกรณ์ต่างๆ ให้แก่โรงเรียนตำรวจชายแดนในพื้นที่ห่างไกลรวมทั้งสนับสนุนทุนการศึกษานักศีกษาพยาบาลตำรวจ

นวัตกรรมเพื่อสตรี ชุดตรวจมะเร็งปากมดลูก จากแบรนด์ AVA ‘สะดวก-ประหยัดเวลา’ สามารถตรวจได้ด้วยตัวเอง

"ไม่เอาหรอก...กลัวเจอหมอผู้ชาย อายเขาแย่"

"ไม่ดีกว่า...แค่คิดก็กลัวแล้ว เขาต้องมีอุปกรณ์ในการตรวจแน่ๆ"

"ไม่ไหวหรอก ราคาแพงน่าดู อีกอย่างร่างกายก็แข็งแรงอยู่ ไม่มีอะไรผิดปกติ"

นี่คงเป็นสิ่งที่ผู้หญิงหลายๆ คนคิดเมื่อพูดถึงเรื่อง ‘การตรวจภายใน’ เพราะหากไม่สามารถเลือกหมอผู้หญิงได้ แล้วต้องให้ ‘หมอผู้ชาย’ มาตรวจร่างกายให้มันก็เป็นเรื่องที่ทำใจยอมรับได้ลำบาก หรือเรียกแบบอินเทรนด์ๆ ก็คือไม่ใช่ ‘เซฟโซน’ นั่นเอง (ถึงแม้หมอจะทำมาเยอะแล้วก็เถอะ) 

นอกจากเรื่องเจอหมอผู้ชายแล้วก็ยังกังวลเรื่องวิธีการตรวจที่อาจจะต้องใช้อุปกรณ์ ภาระค่าใช้จ่าย รวมไปถึงต้องสละเวลาเพื่อไปรับการตรวจ และอาจจะมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้ผู้หญิงไม่สามารถเข้ารับการตรวจภายในได้

แต่รู้หรือไม่ว่าการตรวจภายในสำคัญและ ‘จำเป็น’ อย่างมากสำหรับผู้หญิง เพราะการตรวจภายในจะทำให้ทราบสถานะความเป็นไปของ ‘มดลูก’ ด้วย

แล้วทำไมต้องทราบความเป็นไปของ 'มดลูก' ล่ะ?

คำตอบคือ เพราะ ‘มะเร็งปากมดลูก’ ถือเป็นโรคร้ายแรงที่พรากชีวิตหญิงไทยมากสุดเป็นอันดับที่ 2 รองจากมะเร็งเต้านม ถึงแม้ว่าวิทยาการทางการแพทย์จะทันสมัย การเข้าถึงการรักษาก็ดูจะสะดวกกว่าสมัยก่อน แต่อัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปากมดลูกก็ยังพุ่งสูงจนน่าเป็นห่วง 

จากสถิติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่า ในแต่ละปีมีจำนวนผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกประมาณ 9,000 คน และมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งปากมดลูก 4,000 - 5,000 คนต่อปี ถือเป็นสถิติที่น่าตกใจมากเลยทีเดียว

โดยสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูก มีดังนี้
1.) เชื้อ Human Papilloma Virus (HPV) 
2.) พฤติกรรมเสี่ยงด้านเพศสัมพันธ์ อาทิ เปลี่ยนคู่นอนหลายคน ไม่ใช้ถุงยางอนามัย 
3.) การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย 
4.) ผู้ที่มีระดับภูมิคุ้มกันต่ำ 
5.) ผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน 
6.) ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือมีบุตรหลายคน 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top