Thursday, 16 July 2026
TheStatesTimes

9 ตุลาคม พ.ศ. 2538 ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีคนที่ 13 ของไทย ถึงแก่อสัญกรรม

ศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีคนที่ 13 ของประเทศไทย เป็นผู้ก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคกิจสังคม หนังสือพิมพ์สยามรัฐ และเป็นนักเขียน 

โดยในวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ทางองค์การยูเนสโกได้ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์เป็นบุคคลสำคัญของโลกใน 4 สาขา ได้แก่ การศึกษา วัฒนธรรม สังคมศาสตร์ และสื่อสารมวลชน ในวาระครบรอบ 100 ปี ชาตกาล พ.ศ. 2554

ในบทบาทนักเขียน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้เขียนนวนิยาย สี่แผ่นดิน, ไผ่แดง, กาเหว่าที่บางเพลง, ซูสีไทเฮา, สามก๊กฉบับนายทุน, ราโชมอน, ฮวนนั้ง, โจโฉ, นายกตลอดกาล รวมเรื่องสั้น เช่น มอม, เพื่อนนอน, หลายชีวิต หนังสือสารคดี เช่น ฉากญี่ปุ่น, ยิว, เจ้าโลก, สงครามผิว, คนของโลก, ชมสวน, ธรรมคดี, น้ำพริก, ฝรั่งศักดินา, สรรพสัตว์, สัพเพเหระคดี, ข้อคิดเรื่อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย, โครงกระดูกในตู้, พม่าเสียเมือง, ถกเขมร, เก็บเล็กผสมน้อย, เบ้งเฮ็ก ผู้ถูกกลืนทั้งเป็น, เมืองมายา, เรื่องขำขัน, กฤษฎาภินิหารอันบดบังมิได้, คนรักหมา, ตลาดนัด, นิกายเซน, บันเทิงเริงรมย์, วัยรุ่น, สงครามเย็น, อโรคยา, สยามเมืองยิ้ม, ห้วงมหรรณพ รวมถึงบทละครเวทีเรื่อง ลูกคุณหลวงและราโชมอน

อ.ปริญญา จี้!! 'กองทัพ-สตช.' แก้ปัญหากราดยิง ชี้!! เหตุการณ์ที่ผ่านมาเกิดจากฝีมือ 'ทหาร-ตำรวจ'

เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก เกี่ยวกับเหตุกราดยิงหนองบัวลำภู โดยระบุว่า “ในสหรัฐอเมริกาการกราดยิงประชาชนหรือเด็กนักเรียนแม้จะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่เท่าที่ผมทราบคือไม่มีสักครั้งที่คนลงมือจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ขณะที่ผู้ลงมือกราดยิงในประเทศไทย 2-3 ครั้งที่ผ่านมา #ล้วนแต่เป็นทหารหรือตำรวจทั้งสิ้น

เหตุการณ์ที่หนองบัวลำภูผู้ลงมือคือ #เจ้าหน้าที่ตำรวจ แม้จะถูกให้ออกจากราชการแต่ก็ยังไม่นาน ส่วนที่นครราชสีมาเมื่อสองปีก่อนคนกราดยิงก็เป็น #ทหาร แต่ที่หนองบัวลำภูน่าตกใจและเศร้าสลดกว่ามาก เพราะนอกจากจำนวนผู้เสียชีวิตจะมากกว่าแล้ว ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงเด็กเล็ก ๆ แบบที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีใครใจร้ายทำกับพวกเขาได้ลงคอแบบนี้

ฝ่ายค้านจ่อยื่นซักฟอกญัตติ 2 พ.ย. นี้ พุ่งเป้าเหตุสังหารหมู่ที่ศูนย์เด็กเล็ก

(7 ต.ค. 65) ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่านและหัวหน้าพรรคพท. ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีที่พรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมยื่นขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านจะนัดประชุมเพื่อหารือประเด็นในวันที่ 10 ต.ค.นี้ ซึ่งพรรคร่วมฝ่ายค้านแต่ละพรรคจะนำความเห็นประเด็นมาหารือสรุปร่วมกัน เพื่อสอบถามไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ส่วนกรอบประเด็นที่จะอภิปรายนั้น แบ่งเป็น 2 ประเด็น 1. ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น อย่างเช่นกรณีเหตุสังหารหมู่ที่ศูนย์เด็กเล็กที่จ.หนองบัวลำภู ว่ารัฐบาลจะมีแนวทางแก้ไขอย่างไร และใครรับผิดชอบอะไรบ้าง รวมทั้งเรื่องที่มีผลกระทบกับประเทศชาติ ประชาชน เศรษฐกิจ ความมั่งคงและการมือง 2. การเสนอแนะปัญหาต่อครม.ซึ่งฝ่ายค้านเห็นว่าเป็นปัญหาที่เกิดจากการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล 3 ป.และครม. ที่สร้างปัญหาให้ประชาชน จะมีแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างไร 

เมื่อถามว่าจะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปมาตรา 152 ช่วงใด นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ทันทีที่เปิดประชุมสภาฯ สมัยสามัญในวันที่ 1 พ.ย.นี้ เราจะพยายามยื่นทันที แต่สภาฯ จะเริ่มประชุมวันแรกในวันที่ 2 พ.ย.นี้ ซึ่งตรงกับวันพุธ ดังนั้นเราจะยึดวันนี้เป็นหลัก เพราะถ้ายื่นได้เร็ว เราก็จะได้อภิปรายเร็ว

'โตโน่' ไม่สนดรามา คนแซะ 'ว่ายน้ำข้ามโขง' ลั่น!! 'สะดวก-ถนัด' แบบนี้ ช่วยในสิ่งที่พอทำได้

(7 ต.ค. 65) แม้จะมีกระแสดรามา มีคนออกมาวิจารณ์ 'โตโน่ ภาคิน คำวิลัยศักดิ์' มากมาย กับการปฏิบัติภารกิจว่ายน้ำข้ามโขง ในวันที่ 22 ต.ค. จากไทยไปลาว จากลาวกลับมาไทย เพื่อหาเงินไปช่วยรพ.นครพนมของไทย และรพ.แขวงคำม่วน สปป. ลาว ถึงขนาดขึ้นเทรนด์ทวิตเตอร์ แต่ล่าสุดดูท่าไม่ได้ทำให้โตโน่ล้มเลิกความตั้งใจเดิม โดยเจ้าตัวไลฟ์สดระบุว่าจะยังว่ายน้ำข้ามโขงอยู่เหมือนเดิม เผยเหนื่อยกับความดังของตัวเองในทวิตเตอร์

“ตอนนี้สำหรับผม มันเซอร์ไพรส์มาก การที่ยอดบริจาคทะลุล้าน ไม่ว่าใครจะถนัดแบบไหน ผมสะดวกและถนัดจะทำแบบนี้ ผมก็พยายามช่วยในสิ่งที่ผมพอจะทำได้ ส่วนใครจะตัดเอาภาพไหนประโยคไหน หรือจะตัดเสียงผมไปใช้ ไม่เป็นไรเลยครับ ผมเข้าใจดีว่าผมต้องโดน ผมได้ยินว่าตอนนี้ผมกำลังดังในทวิตเตอร์ ผมดังอีกแล้ว ผมเหนื่อยจังเลยครับ กับความดังของผม” โตโน่กล่าว


ที่มา : https://mgronline.com/entertainment/detail/9650000096317

'ชลน่าน' ลั่น!! ขอประกาศสงครามยาเสพติดอีกรอบ สับ รบ.แก้ยาเสพติดหละหลวมบกพร่อง ไร้มาตรการป้องกัน

'ชลน่าน' สับ รบ.แก้ยาเสพติดหละหลวมบกพร่อง ไร้มาตรการป้องกัน ฟื้นฟู โวยเจ้ากระทรวง สธ.อยู่ที่ไหน จี้รัฐเร่งเยียวยาดูแลสภาพจิตใจ ลั่นขอประกาศสงครามยาเสพติดอีกรอบ 

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 7 ต.ค. ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรค ร่วมแถลงถึงเหตุกราดยิงที่ศูนย์เด็กเล็ก จ.หนองบัวลำภู โดยก่อนแถลงทั้ง นพ.ชลน่าน และน.ส.ลินธิภรณ์ได้ร่วมยืนไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิตเป็นเวลา 1 นาที

จากนั้น นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ต้องขอแสดงความเสียใจกับผู้ที่สูญเสียอย่างสุดซึ้ง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับเด็กเล็ก ทั่วโลกถือว่าเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญยิ่ง ทั้งนี้ เราให้ความสำคัญและติดตามตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ เราขอประณามผู้ก่อเหตุ พรรคเพื่อไทยเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ทุกฝ่ายประกาศชัดว่าจะถอดบทเรียนถึงสภาพปัญหา สาเหตุ แรงจูงใจ วิธีการแก้ปัญหา รวมทั้งแนวทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ระยะสั้น ระยะยาว ซึ่งเราอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีหลายมิติ ทั้งเชิงสังคม เศรษฐกิจ ความมั่นคง พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการติดตามและช่วยเหลือในฐานะพรรคการเมืองอย่างต่อเนื่อง 

โดยวันนี้นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค คณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาฯ และ ส.ส.หนองบัวลำภูทั้งสามเขตของพรรค จะได้เข้าไปรับฟังสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เพื่อประมวลและให้การช่วยเหลือต่อไป 

นพ.ชลน่าน กล่าวต่อว่า สิ่งที่เราพบจากข้อเท็จจริง ผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นอดีตนายตำรวจถูกไล่ออกจากราชการฐานไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด มีพฤติการณ์จงใจเจตนาก่อเหตุ เพราะ 

1.) ลักษณะการก่อเหตุเลือกใช้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสามารถก่อการได้ง่าย ไม่มีการต่อสู้หรือป้องกัน 

2.) ถือเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรง สร้างแรงกระเพื่อมไปถึงระดับโลก

3.) มีลักษณะเตรียมการ ดูจากอาวุธที่ใช้ การหลบหนี การทำร้ายประชาชนในระหว่างทาง ท้ายสุดทำร้ายตัวเองและครอบครัว 

ทั้งนี้ สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับยาเสพติด นโยบายแก้ปัญหายาเสพติดของรัฐบาลชุดนี้มีความบกพร่อง หละหลวม แม้ว่ามาตรการปราบปรามมีตัวเลขชัดว่าสามารถจับกุม ยึดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้องได้อย่างมากมาย แต่มาตรการป้องกันไม่ค่อยชัดแจ้ง ขณะที่ยาบ้าราคาถูก แพร่กระจายอยู่ทั่ว ทราบว่ามีการแข่งกันผลิตยาบ้าถึง 7 บริษัทอยู่ตามชายขอบประเทศเรา ขณะที่ผู้เสพยาก็ยังไม่ได้รับการบำบัดฟื้นฟูเท่าที่ควร ทำให้เกิดอาการหลอนคลุ้มคลั่ง 

“การกระทำรุนแรงของผู้ก่อเหตุขนาดนี้ต้องมีสภาพทางจิต รวมทั้งความเคียดแค้นชิงชังอย่างหนักหนาสาหัสถึงทำรุนแรงขนาดนี้ได้ ดังนั้นพรรคเพื่อไทยขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งบำบัด รักษาฟื้นฟูผู้ติดยาอย่างเร่งด่วยโดยเร็ว เพราะจากสถิติยังไม่ค่อยมีสถานบำบัดฟื้นฟูเท่าที่ควร"

ถอดบทเรียน ก่อเหตุกราดยิงในไทย อารมณ์ส่วนตัวหรือสื่อมวลชนกระตุ้น?

สยามเมืองยิ้ม ตอนนี้คนไทยไม่สามารถยิ้มออกมาได้ เมื่อเกิดเหตุการณ์อันน่าสลดใจอีกครั้ง หลังอดีตตำรวจก่อเหตุกราดยิงศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จ.หนองบัวลำภู เป็นการกระแทกซ้ำหัวใจคนไทย หลังได้รับบทเรียนจากกราดยิงโคราชเมื่อ 2 ปีที่แล้ว วันนี้ทีมข่าว THE STATES TIMES จะพาผู้อ่านทุกท่านมาถอดบทเรียนเกี่ยวกับการกราดยิงร่วมกัน

(คำถาม : ท่านผู้อ่านคิดว่าอะไรที่ส่งผลให้ผู้ร้ายทำการกราดยิง?)

จากข้อมูลการเสวนาถอดบทเรียนทางจิตวิทยาเหตุกราดยิงฯ โดยคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ข้อมูลถึงปัจจัยที่ทำให้คนก่อเหตุอาชญากรรมไว้ว่า ปัจจัยที่ทำให้คนก่อเหตุอาชญากรรม คือ 'มูลเหตุจูงใจ + โอกาส'  

มูลเหตุจูงใจ คือ การตัดสินใจของคน พฤติกรรมของคน ส่วนโอกาส คือ ช่วงจังหวะเวลา สถานที่ ที่ทำให้ประกอบอาชญากรรมได้ เช่น การเข้าถึงอาวุธปืน การเข้าถึงสถานที่

ส่วนมูลเหตุของคดีนี้ สาเหตุมาจากเครียดอยากระบาย เก็บกด เคียดแค้นจากการถูกไล่ออกจากราชการ ประกอบกับที่ผ่านมามีอาการหลอนยาจากการเสพยาบ้า, ยาไอซ์ ขณะที่ โอกาส มาจากผู้ก่อเหตุเป็นอดีตตำรวจสามารถที่จะเข้าถึงปืนได้ง่าย สถานที่ก่อเหตุก็สามารถเข้าถึงได้ง่าย เพราะลูกผู้ก่อเหตุก็เรียนอยู่ที่ศูนย์เด็กเล็กนี้ 

หากกล่าวถึงลักษณะของผู้ก่อเหตุ ดร.นัทธี จิตสว่าง นักอาชญาวิทยา อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ อธิบายไว้ว่า ส่วนใหญ่ผู้ก่อเหตุจะมีลักษณะอยู่ 4 ประการได้แก่...

1. ถูก Discriminate จากเพื่อน มีปัญหาด้านปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ไม่มีที่ปรึกษา แนะนำทางออกให้ จึงแก้ปัญหาด้วยตัวเอง อย่างเช่นกรณีที่โคราชนี้ มีทหารคนอื่นที่โดนโกงเหมือนกัน ถูกกระทำแบบเดียวกัน และมีแนวคิดจะก่อเหตุเหมือนกัน แต่ได้ไปปรึกษาแม่ เมื่อมีคนปรึกษาจึงไม่ได้กระทำ

2. เป็นคนที่ถูกกระทำมาในวัยเด็ก เช่น คนที่มีปัญหาครอบครัวแตกแยก ถูกกระทำจากพ่อเลี้ยง แม่เลี้ยง ถูกกระทำจากในโรงเรียนหรือที่ทำงาน ทำให้เกิดความรู้สึกโกรธเกลียด เช่นในอเมริกา เคยมีเหตุเด็กอายุ 16 ไปกราดยิงเพื่อนในโรงเรียน และได้ให้เหตุผลว่าเขาเกลียดโรงเรียน เกลียดวันจันทร์เท่านั้น เพราะเคยถูกปฏิเสธ และรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม รู้สึกกดดัน

3. เป็นผู้ที่นิยมหรือคลุกคลี เรียนรู้เกี่ยวกับความรุนแรงมาโดยตลอด เช่น เคยมีผู้ก่อเหตุกราดยิงที่มีพฤติกรรมชอบฆ่าสัตว์ ยิงม้า ยิงสุนัข ชื่นชอบสะสมปืน บางรายมีการเขียนเรียงความที่แสดงถึงความคับแค้นและการฆาตกรรม

4. มีการเรียนรู้ศึกษาจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมา (อย่างจริงจัง) มีการจดบันทึก และวางแผนไว้

*** นอกจากนี้ ยังมีสื่อเป็นส่วนประกอบที่ทำให้ผู้ก่อเหตุทำการกราดยิง โดย 'สื่อ' มีส่วนสร้างพฤติกรรมเลียนแบบ ซึ่งเรื่องนี้  FRANK SHYONG ได้เขียนไว้ในสำนักข่าว Los Angeles Times ไว้ว่า “พฤติกรรมการกราดยิง” เป็นผลมาจากการรายงานข่าวอย่างละเอียดของสื่อ เมื่อสำรวจการรายงานข่าวกราดยิง พบว่าสื่อให้ความสนใจแก้ผู้ก่อเหตุเป็นอย่างสูง มีการเสนอภาพคนร้ายมากกว่าเหยื่อ 16 เท่า 

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเท็กซัสสเตทชี้ว่า การรายงานข่าวถี่และเข้มข้นต่อการกราดยิงโดยเฉพาะตัวผู้ก่อเหตุ ทำให้เกิดการส่งต่อพฤติกรรมและเป็นแรงจูงใจให้กับผู้ที่คิดจะก่อเหตุรายต่อไป ยังระบุอีกว่าพื้นฐานการรายงานข่าวคือ การเสนอข้อเท็จจริง แต่จะต้องหลีกเลี่ยงการส่งเสริมความอยากรู้อยากเห็นที่น่ากลัว

>> มีคำถามที่ว่า ผู้ก่อเหตุมีอาการทางจิตหรือเปล่า? เพราะคนที่ปกติอาจไม่สามารถก่อเหตุเช่นนี้ได้ง่าย

ก็อยากให้ผู้อ่านทุกท่านมาดูข้อมูลการศึกษา “ความเชื่อมโยงระหว่างการกราดยิงและอาการเจ็บป่วยทางจิต” ของ James L. Knoll IV และ George D. Annas ซึ่งได้อธิบายไว้ว่า “มีเพียง 3% ที่ผู้ป่วยทางจิตมีประวัติก่ออาชญากรรมรุนแรง และมี 1% ที่ใช้อาวุธปืน ซึ่งส่วนใหญ่ของผู้ป่วยทางจิตที่ใช้อาวุธปืน คือการใช้เพื่อจบชีวิตตัวเอง”

ซ้ำร้ายข้อมูลจาก Amy Barnhorst ในนิตยสาร Psychology Today ได้เขียนไว้ว่า ผู้ก่อเหตุใช้ปืนกราดยิง ไม่ได้ก่อเหตุจากอาการป่วยทางจิต หรือได้ยินเสียงและเห็นภาพหลอนในหัว แต่เกิดขึ้นเพราะถูกกระตุ้นจากความเกลียดชัง

สอดคล้องกับข้อมูลศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคในสหรัฐ (Centers for Disease Control and Prevention: CDC) ที่อธิบายไว้ว่า ผู้ป่วยทางจิตมีแนวโน้มทำร้ายตัวเองมากกว่าทำร้ายผู้อื่น เนื่องจากสถิติการตายด้วยปืนถึง 2 ใน 3 เป็นการจบชีวิตตัวเอง 

>> คำถาม คือ แล้วเราจะสอนลูกอย่างไร เมื่อตกอยู่ในเหตุความรุนแรง?

'ไอติม' ลั่น!! กราดยิงฯ สะท้อนปัญหาที่หมักหมมในสังคมไทย ชี้!! ถือเป็นคำเตือนสุดท้าย ถึงเวลาออกแบบสังคมให้ปลอดภัย

พริษฐ์  ชี้ โศกนาฏกรรมที่หนองบัวลำภู เป็นคำเตือนครั้งสุดท้ายของสังคมไทย ถึงเวลารีบหาทางออกปัญหาครอบครองอาวุธปืน 

พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบาย พรรคก้าวไกล กล่าวถึงเหตุการณ์โศกนาฏกรรม ที่จังหวัดหนองบัวลำภูว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องร่วมกันเยียวยาบาดแผลที่เกิดขึ้นในสังคมด้วยการร่วมกันหาทางออกในการป้องกันเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ให้เกิดขึ้นอีก และร่วมกันออกแบบสังคมที่เราทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยให้ได้

เหตุการณ์กราดยิงทั้งในอดีตและที่เพิ่งเกิดขึ้นสะท้อนถึงสารพัดปัญหาที่หมักหมมมายาวนานในสังคมไทย และที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเริ่มออกมาฉายภาพให้เห็นอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องการใช้และการแพร่ระบาดของยาเสพติด การคัดกรองเจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจ ระบบอุปถัมภ์และวัฒนธรรมอำนาจนิยมในองค์กร ความล่าช้าของตำรวจในการเข้าถึงที่เกิดเหตุ หรือ การขาดแคลนระบบแจ้งเตือนเหตุฉุกเฉินกับประชาชน

แต่ปัญหาหนึ่งที่มีส่วนสำคัญเช่นกัน คือ ปัญหาเรื่อง 'การเข้าถึงและครอบครองอาวุธปืน' ทั้งที่ถูกและผิดกฎหมาย และทั้งโดยเจ้าหน้าที่-อดีตเจ้าหน้าที่ และโดยประชาชนทั่วไป

โดยพริษฐ์ได้ชี้ให้เห็นว่า สถิติหนึ่งที่ค้นพบ คือ ปัจจุบัน ประเทศไทยมีอัตราผู้เสียชีวิตจากอาชญากรรมปืนสูงสุดเป็นอันดับ 3 ของทวีปเอเชีย (3.91 ต่อประชากร 100,000 คน) - รองจากแค่ อิรัก (9.94) และ ฟิลิปปินส์ (8.02) และสูงกว่า มาเลเซีย (0.53) เวียดนาม (0.52) เกาหลีใต้ (0.08) ญี่ปุ่น (0.08) และสิงคโปร์ (0.05) หลายเท่าตัว

ถึงแม้สหรัฐอเมริกา (10.95) - ซึ่งเป็นที่รับรู้กันว่าเป็นประเทศที่มีปัญหาเรื่องกราดยิงเยอะเป็นพิเศษ โดยบางส่วนมองว่าเป็นผลจากนโยบายปืนเสรีที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงปืนได้ง่ายกว่าในอีกหลายประเทศ - ในช่วงหลังๆ จะมีสถิติที่แย่กว่าประเทศไทยพอควร แต่ไม่กี่ปีก่อนก็มีสถิติที่ไม่ห่าง (หรือบางปีดีกว่า) ในไทยด้วยซ้ำ

แน่นอนว่าทางออกในประเทศไทยคงไม่ได้เรียบง่ายแค่การเพิ่มความเข้มงวดของเกณฑ์การครอบครองปืน หากจะตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ ระบบ-กฎหมาย-การบังคับใช้ ด้านการเข้าถึงอาวุธปืนที่อาจมีปัญหาบางจุด ซึ่งได้ตั้งข้อสังเกตดังนี้

1.) เกณฑ์การขอใบอนุญาตมีปืนถูกกฎหมาย ไม่ครอบคลุมด้านสุขภาพจิต-ไม่มีการสอบวัดความพร้อม หรือไม่อย่างไร

แม้จะมีหลายเอกสารที่ประชาชนต้องยื่นหากต้องการขอใบอนุญาตครอบครองปืน (แบบ ป.4) หรือใบอนุญาตพกพาปืน (แบบ ป.12) แต่ทั้งสองกระบวนการปัจจุบันไม่มีการขอใบรับรองจากจิตแพทย์เกี่ยวกับประวัติหรืออาการด้านสุขภาพจิต ซึ่งทำให้เราไม่รู้ว่าผู้ที่ครอบครองอาวุธปืนอย่างถูกกฎหมาย ณ ปัจจุบันมีสุขภาพจิตที่แพทย์เห็นว่าเหมาะสมที่จะครอบครองปืนหรือไม่

ในส่วนการเตรียมความพร้อม แม้จะมีการกำหนดว่าต้องแสดงหลักฐานว่าผ่านการฝึกอบรมการใช้อาวุธปืน แต่สังคมก็ตั้งคำถามถึงความรัดกุมของเนื้อหาการอบรมและความเข้มงวดของการรับรองมาตรฐานผู้ให้การอบรม รวมถึงการเสนอให้มีการสอบวัดความพร้อมของผู้ขอใบอนุญาตอย่างจริงจัง เหมือนในหลายประเทศทั่วโลก

2.) ข้าราชการเข้าถึงได้ง่ายกว่า แม้ในตำแหน่งที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ปืนในการทำหน้าที่ จริงหรือไม่

ที่ผ่านมา รัฐมีโครงการจัดหาปืนเป็นสวัสดิการให้ข้าราชการในหลายสังกัดเข้าถึงและขอใบอนุญาตได้อย่างสะดวกสบายขึ้น แม้หลายครั้งเป็นการให้สิทธิแก่ข้าราชการในตำแหน่งที่อาจตั้งคำถามได้ในปัจจุบันว่ามีความจำเป็นแค่ไหนที่ต้องใช้ปืนในการปฏิบัติหน้าที่ (เช่น ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกรัฐสภา) ซึ่งการเข้าถึงปืนได้อย่างแพร่หลาย อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความรุนแรงหรือความเสี่ยงที่อาวุธปืนจะหลุดสู่ตลาดมืดได้

3.) ระบบเส้นสายและการทุจริตคอร์รัปชันในการขอใบอนุญาต เปิดช่องโหว่ในการครอบครองปืนหรือไม่

เอกสารหนึ่งที่ข้าราชการต้องใช้เพื่อยื่นขอใบอนุญาตคือหนังสือรับรองความประพฤติจากผู้บังคับบัญชา นอกจากถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของวิธีการดังกล่าวในการคัดกรองคน ข้อกำหนดดังกล่าวยังมีข้อครหาว่าเปิดช่องให้เกิดการเรียกสินบน หรือการเซ็นอนุมัติโดยไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของการประเมินความเหมาะสมของผู้ขอใบอนุญาตอย่างแท้จริง

‘อดีตทูต’ ชี้!! พิธีฯ รับเสด็จเป็นเรื่องธรรมดา แต่ผู้ตำหนิ ล้วนมิใช่ญาติโกโหติกาสักคน

(7 ต.ค. 65) นายนริศโรจน์ เฟื่องระบิล อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ได้โพสต์เฟซบุ๊ก 'Fuangrabil Narisroj' ว่า... 

การที่ในหลวง พระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ พระราชทานพวงมาลา และทรงรับการจัดการทุกอย่างในพระบรมราชานุเคราะห์  รวมทั้งการที่ในหลวงและพระราชินีเสด็จฯ ไปเยี่ยมให้กำลังใจผู้บาดเจ็บ และครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วยพระองค์เอง 

นี่คือการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมที่สุดว่าสถาบันไม่เคยละทิ้งหรือลืมประชาชน ทุกอย่างอยู่ในสายพระเนตร และพระองค์ท่านได้พยายาม honour หรือให้เกียรติสูงสุดกับผู้วายชนม์ ผู้บาดเจ็บ และญาติๆ อย่างหาที่สุดมิได้แล้ว 

สรุปจำนวนวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในประเทศไทย ที่ 'บิ๊กตู่' จัดให้!!

การให้บริการฉีดวัคซีนป้องการโรคโควิด19 ถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาให้ความสำคัญ โดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้าง 'ภูมิคุ้มกันหมู่' (Herd Immunity) ให้แก่สังคมไทย

ภูมิคุ้มกันหมู่ เป็นนิยามที่เกิดขึ้นโดย สพ. แดเนียล เอลเมอร์ แซลมอน สัตวแพทย์ชาวอเมริกันใน ค.ศ. 1894 และได้รับการศึกษาวิจัยต่อมาจนเป็นที่ยอมรับในช่วง ค.ศ. 1930 จากงานวิจัยด้านระบาดวิทยาของโรคหัดในบัลติมอร์ โดยเอ ดับบลิว เฮดริช และมีการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมมาตลอดทั้งในแง่ของการคำนวนหาจำนวนที่เหมาะสม และรูปแบบการกระจายวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์

นอกจากนี้ เทคโนโลยีในการสร้างวัคซีนป้องกันโรคโควิด ปัจจุบันมี 3 เทคโนโลยี ได้แก่วัคซีนชนิดเชื้อตาย (Inactivated Vaccine), ไวรัล เว็กเตอร์ (Viral Vector Vaccine) และ เอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA Vaccine) ซึ่งรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาสามารถจัดหามาให้บริการแก่พี่น้องประชาชนได้ทั้ง 3 ชนิด มีจำนวนดังต่อไปนี้..

- Sinovac จำนวน 26,530,000 โดส 
- Sinopharm จำนวน 14,860,000 โดส
- AstraZeneca จำนวน 48,620,000 โดส
- Pfizer จำนวน 43,490,000 โดส
- Moderna จำนวน 6,590,000 โดส

ตัวอย่างของคนสร้างป่า!! ‘สามี-ภรรยาชาวบราซิล’ เสกผืนป่าจากทุ่งทะเลทราย สรรค์สร้างธรรมชาติขึ้นใหม่บนพื้นที่กว่า ๓,๗๕๐ ไร่

ช่วงต้นทศวรรษ 2000 Sebastião Salgado ช่างภาพชื่อดังชาวบราซิล และ Lélia Wanick Salgado ภรรยาของเขาตัดสินใจพัฒนาระบบนิเวศในพื้นที่ทะเลทรายขนาด ๖๐๐ เฮกตาร์ขึ้น (ราว ๓,๗๕๐ ไร่) ขึ้นมาใหม่ใน Aimorés โดยพวกเขาได้ปลูกต้นกล้าพืชพรรณชนิดต่าง ๆ กว่า ๒ ล้านต้น โดยคนงานกับอาสาสมัครเป็นเวลา ๑๘ ปี แล้วพวกเขาก็ได้รับผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง! พวกเขาสามารถสร้างป่าใหม่ขึ้น และตอนนี้พื้นที่ป่านี้ มีพืช ๒๙๓ สายพันธุ์ นกอีก ๑๗๒ สายพันธุ์ และสัตว์ต่าง ๆ อีก ๓๓ สายพันธุ์ ซึ่งบางสายพันธุ์กำลังใกล้ที่จะสูญพันธุ์แล้ว

Sebastião Ribeiro Salgado Júnior เป็นช่างภาพสารคดีทางสังคมและช่างภาพชาวบราซิล เกิดเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1944 ในเมืองไอโมเรส รัฐมีนัสเชไรส์ ประเทศบราซิล หลังจากการเดินทางท่องเที่ยวในวัยเด็ก Salgado ได้รับการศึกษาเพื่อเป็นนักเศรษฐศาสตร์ โดยได้รับปริญญาตรีจาก UFES ปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยเซาเปาโลในบราซิล และปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยปารีส

เขาเริ่มทำงานเป็นนักเศรษฐศาสตร์ขององค์การกาแฟนานาชาติ (หน่วยงานภายใต้สหประชาชาติ (UN)) ซึ่งจะต้องเดินทางไปทวีปแอฟริกาเพื่อปฏิบัติภารกิจ ในการเดินทางไปทวีปแอฟริกาเป็นครั้งแรกที่เขาเริ่มถ่ายภาพอย่างจริงจัง ที่สุดแล้วในปี ค.ศ. 1973 เขาก็เลือกที่จะทิ้งอาชีพนักเศรษฐศาสตร์แล้วเปลี่ยนมาทำงานด้านการถ่ายภาพ  โดยเริ่มจากงานที่ได้รับมอบหมายด้านภาพสำหรับข่าวก่อนที่จะหันไปทำงานประเภทภาพสำหรับสารคดีมากขึ้น ในตอนแรก Salgado ทำงานร่วมกับบริษัทถ่ายภาพ Sygma และ Gamma ในปารีส แต่ในปี ค.ศ. 1979 เขาได้เข้าร่วมกับ Magnum Photos ซึ่งเป็นความร่วมมือระดับนานาชาติของช่างภาพ แล้วเขาก็ลาออกจาก Magnum ในปี ค.ศ. 1994 เพื่อร่วมกับภรรยาของเขา Lélia Wanick Salgado ก่อตั้งบริษัท Amazonas Images ขึ้นในกรุงปารีส เพื่อเป็นบริษัทตัวแทนของเขา เขามีชื่อเสียงในด้านการถ่ายภาพสารคดีทางสังคม โดยเฉพาะภาพชีวิตของคนงานในประเทศกำลังพัฒนา

เขาได้เดินทางไปในกว่า ๑๒๐ ประเทศสำหรับโครงการถ่ายภาพของเขา สิ่งเหล่านี้ส่วนใหญ่ปรากฏในสื่อสิ่งพิมพ์และหนังสือหลายเล่ม นิทรรศการการท่องเที่ยวผลงานของเขาได้รับการตีพิมพ์นำเสนอไปทั่วโลก นอกจากนั้นแล้ว Salgado ได้รับรางวัล W. Eugene Smith Memorial Fund Grant ในปี ค.ศ. 1982 เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ชาวต่างประเทศของ American Academy of Arts and Sciences ในปี ค.ศ. 1992 และเหรียญ Centenary Medal and Honorary Fellowship ของ Royal Photographic Society (HonFRPS) ในปี ค.ศ. 1993 เขาเป็นสมาชิกของ Académie des Beaux-Arts ที่ Institut de France ตั้งแต่เดือนเมษายน ค.ศ. 2016

Salgado ทำงานในโครงการระยะยาวที่ตัวเขาริเริ่ม ซึ่งหลายโครงการได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสืออาทิ : The Other Americas, Sahel, Workers, Migrations และ Genesis เป็นหนังสือที่รวบรวมรูปภาพหลายร้อยรูปจากทั่วทุกมุมโลก ภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ เหมืองทองคำในบราซิลที่เรียกว่า Serra Pelada เขายังเป็นทูตสันถวไมตรีของยูนิเซฟตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001 ด้วย 

ระหว่างปี ค.ศ. 2006 ถึง ค.ศ. 2011 Salgado ทำงานโดยมุ่งเป้าไปที่การนำเสนอภาพที่ปราศจากตำหนิของธรรมชาติและมนุษยชาติ ประกอบด้วยชุดภาพถ่ายทิวทัศน์และสัตว์ป่า ตลอดจนชุมชนมนุษย์ที่ยังคงดำเนินชีวิตตามประเพณีและวัฒนธรรมตามวิถีของบรรพบุรุษ งานนี้ถูกมองว่าเป็นเส้นทางที่มีศักยภาพในการค้นพบตัวเองตามธรรมชาติของมนุษยชาติ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top