Monday, 13 July 2026
TheStatesTimes

นักเรียนพยาบาลทหารเรือ สร้างชื่อเสียงจากงานเขียน ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ของการประกวดเขียนเรียงความหัวข้อ “เยาวชนไทย หัวใจรักชาติ” จากสมาคมนิยมไทย

ตามที่ สมาคมนิยมไทย ได้จัดให้มีการประกวดเขียนเรียงความหัวข้อ “เยาวชนไทย หัวใจรักชาติ” และภายหลังได้มีการดำเนินการตัดสินบทเรียงความต่างๆ เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2565 ผลการประกวด นักเรียนพยาบาลทหารเรือ นฤมล แดงเปี่ยม จากวิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ ศูนย์วิทยาการ กรมแพทย์ทหารเรือ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 โดยจะขึ้นรับรางวัล พร้อมอ่านผลงานของตนเอง ในงาน "ยุวทูตนิยมไทย ครั้งที่14"  ในวันที่ 28 สิงหาคมนี้ ที่มหาวิทยาลัยสยาม
     

โฆษกเพื่อไทย ไม่เห็นด้วย แนวทางเดินขบวน หวั่นเปิดช่อง ทหารยึดอำนาจ แนะรอวันเลือกตั้ง ใช้ปากกา ฆ่าเผด็จการ

21 ส.ค. 2565 – นส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ส.ส.กทม. และโฆษกพรรคเพื่อไทยเป็นตัวแทนพรรคเพื่อไทย ตอบคำถามต่างๆว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นต้นเหตุของปัญหา หากยังแก้ไขไม่ได้ ไม่มีทางประชาธิปไตยจะสมบูรณ์แบบ ต้องกำจัด 250 สว.ออกไป หากสว.ยังอยู่ จะแก้ปัญหาไม่ได้ ที่ถามว่าหากพล.อ.ประยุทธ์ ยังอยู่ จะเดินหน้าอย่างไร ถ้าเป็นสมัยก่อน คงมีการลากเก้าอี้ พาคนไปเดินขบวน แต่ขอเรียนให้ทราบว่า จะไม่ทำให้การพัฒนาสมบูรณ์แบบ พัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะจะทำให้มือที่สาม ทหารมายึดอำนาจประชาชนอีก

พิธา ลงพื้นที่ ชูโมเดล “ภูเก็ต NEXT” กระจายอำนาจ สร้างการพัฒนาที่ตกถึงมือประชาชน เชื่อคนใต้พร้อมเปิดใจเลือกพรรคก้าวไกลไปสร้างประเทศไทยที่ก้าวหน้า

ทันทีที่สภาพักการประชุม ทีมพรรคก้าวไกล นำโดยพิธา ลิ้มเจริญรัตน์, รังสิมันต์ โรม, อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล พร้อมด้วยทีมงาน ส.ส. และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. พรรคก้าวไกล ลงพื้นที่ต่อทันทีที่ จ.ภูเก็ต เพื่อเรียนรู้และค้นหาโมเดลที่จะเป็นศักยภาพการพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวหน้า กระจายความเจริญในทุกจังหวัดอย่างเต็มศักยภาพ

พิธา กล่าวว่า จังหวัดภูเก็ตที่ผมมาในวันนี้ สถานการณ์ต่างจากภูเก็ตที่ผมเคยมาก่อนหน้าจะเข้ามาทำงานการเมืองโดยสิ้นเชิง ภาคท่องเที่ยวที่เป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจภูเก็ตนักท่องเที่ยวหายไปกว่า 80% ในช่วงโควิดที่ผ่านมา พี่น้องเกษตรกรต้องเผชิญกับวิกฤตราคาปาล์ม-ยาง ที่แย่ตลอดยุค คสช. เมื่อราคาเริ่มขยับตัวดีขึ้นกลับถูกซ้ำเติมจากวิกฤตราคาปุ๋ยที่แพงขึ้นจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่วนชาวประมงก็ยังได้รับผลกระทบเรื้อรังจากการจัดการด้วยกฎหมายที่ขาดการมีส่วนร่วมของ คสช. 

เราจำเป็นต้องกลับมาทบทวนว่าจากภูเก็ตที่เคยเติบโตมาจากดีบุก-ประมง ไปสู่ภูเก็ตที่เติบโตจากการท่องเที่ยว ในอนาคตการพัฒนาของภูเก็ตที่จะเป็น “ภูเก็ต NEXT” คืออะไร?

“คำตอบของผม อนาคตการพัฒนาจังหวัดภูเก็ตอยู่ที่คน”

“ผมได้มีโอกาสเดินทางไปที่ อบต.เชิงทะเล ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ทำงานร่วมกับคณะก้าวหน้า เราเห็นโครงการพัฒนาที่เรียบง่ายแต่ก้าวหน้า พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนได้จริง 3 โครงการ ไม่ว่าจะเป็น

1.โครงการอาคารซ่อมเรือ ตำบลเชิงทะเล ที่จะพัฒนาอาคารซ่อมเรือ ทำให้ประชาชนที่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านกว่า 100 ครัวเรือน จากเดิมที่ใช้แรงคนในการยกเรือประมงขึ้นซ่อมเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักร ที่จะทำให้ลดการใช้แรงงานคนในการยกเรือลำใหญ่ขึ้นชายหาดเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรแทน

2. โครงการปรับปรุงสถานีบำบัดน้ำเสีย หาดสุรินทร์ ที่ได้นายก อบต. มาโนช พันธ์ฉลาด ที่ร่วมงานกับคณะก้าวหน้าเข้ามาปรับปรุงโครงการจากเดิมที่แบบการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานใช้งานไม่ได้จริง ให้สามารถดำเนินการได้ สามารถบำบัดน้ำเสียจากบ้านเรือนประชาชนและโรงแรมที่รองรับนักท่องเที่ยว คืนน้ำสะอาดสู่ชายหาดสุรินทร์เดือนละละ 43,000 ลูกบาศก์เมตร และในอนาคตมีแผนจะพัฒนาศักยภาพด้วยการใช้ระบบไฮโดรลิกอัดตะกอนแทนที่ระบบตาก
.
3. โครงการที่กำลังจะเกิดขึ้นของ อบต. เชิงทะเล คือโครงการน้ำประปาดื่มได้ ที่ร่วมมือกับคณะก้าวหน้าปรับปรุงระบบน้ำประปาท้องถิ่นให้ประชาชนในเกาะภูเก็ตเข้าถึงน้ำประปาที่ได้มาตรฐานความปลอดภัย ไม่มีการปนเปื้อนจากสารเคมีที่หลงเหลือจากการทำเหมืองแร่ ซึ่งในตอนนี้สามารถหาแหล่งน้ำดิบได้แล้ว อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณภาพน้ำและพัฒนาโครงการจัดทำระบบน้ำประปา
.
“โครงการเหล่านี้ของ อบต. เชิงทะเล ใช้เครื่องมือเครื่องจักรและเทคโนโลยี แต่ไม่ใช่เทคโนโลยีที่ซับซ้อน เป็นการลงทุนที่เรียบง่าย แต่ปรับใช้ให้เข้ากับบริบทด้วยการเข้าถึงพื้นที่จริงๆ คิดและทำจากท้องถิ่นจริงๆ ไม่ใช่โครงการลงทุนหว่านแหแบบโครงการ “ป๊อกแทงค์” แบบที่รัฐบาลทำ” พิธา กล่าว

“อลงกรณ์”ชงโครงการ ”เพชรบุรีฟู้ดวัลเลย์”ภายใต้แผนพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตกตุลาคมนี้

“อลงกรณ์”ชงโครงการ ”เพชรบุรีฟู้ดวัลเลย์”ภายใต้แผนพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตกตุลาคมนี้ เผย “กรกอ.” เดินหน้า10โครงการพร้อมเร่งจัดตั้งเขตส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรม18กลุ่มจังหวัดหวังกระจายการลงทุนกระจายโอกาสสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ชูระเบียงเศรษฐกิจ5ภาคทั่วประเทศ

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กรกอ.) เปิดเผยวันนี้ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กรกอ.) ครั้งที่ 3/2565 ผ่านระบบประชุมทางไกล Zoom Meeting โดยกล่าวว่า ที่ประชุมได้รับทราบ 2 ประเด็นสำคัญ คือ 

1) การขับเคลื่อนสาหร่ายพืชเศรษฐกิจใหม่ตามนโยบายอาหารแห่งอนาคต( Future Food Policy)โดย ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยส่งเสริมสาหร่ายทะเล(Seaweed)และสาหร่ายตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์การแปรรูปและการตลาดมีกรมประมงเป็นหน่วยงานหลักดำเนินการได้มีการจัดทำแผนพัฒนาและแผนกลยุทธ์เป็นการพัฒนาการผลิตในระดับท้องถิ่นให้เป็นผลผลิตและผลิตภัณฑ์ชุมชน( Community based product)มุ่งเน้นการผลิตสาหร่ายทะเลและสาหร่ายน้ำจืดเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ด้านเป็นอาหารคน อาหารสัตว์ อาหารเสริม เวชภัณฑ์ เครื่อง สำอางค์ และน้ำมันชีวภาพเป็นต้น ซึ่งในส่วนของกระทรวงเกษตรฯโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งและศูนย์เพาะเลี้ยงน้ำจืดเร่งเดินหน้าในการรวบรวมพันธุ์ การเพาะเลี้ยงและการเผยแพร่พันธ์ุ ซึ่งจะดำเนินการในพื้นที่ 50จังหวัด แบ่งเป็น 22จังหวัดชายฝั่งทะเล และ 28 จังหวัดบนบกมีองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นกว่า 2,600 แห่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายการขับเคลื่อนรวมทั้งการส่งเสริมในระดับอุตสาหกรรมภายใต้ความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มูลนิธิเวิลด์วิว อินเตอร์เนชั่นแนล (Worldview International Foundation)มูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมต(Worldview Climate Foundation)และศูนย์AICร่วมดำเนินการเช่นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยสงขลานัครินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาสาหร่ายของศูนย์ความเป็นเลิศALECของ”วว.”และบริษัทเอกชนเช่น ปตท.และบางจากกำลังวิจัยและพัฒนาต่อยอดสาหร่ายพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ซึ่งประธานและคณะได้เดินทางไปเยี่ยมชมเมื่อเร็วๆนี้โดยย้ำว่าประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากในการผลิตสาหร่ายเพื่อใช้ในประเทศและทดแทนการนำเข้า ปัจจุบันมีการผลิตสาหร่ายทั่วโลกปีละกว่า35ล้านตันเป็นมูลค่ากว่า5แสนล้านจึงเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่และอาชีพใหม่ของไทยซึ่งคิดออฟโครงการสาหร่ายทะเลที่อำเภอบ้านแหลมจังหวัดเพชรบุรีเป็นจังหวัดแรกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

2) การรับทราบผลการประชุมหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในวาระที่ประธาน กรกอ.และคณะกระทรวงเกษตรฯ.ไปแสดงความยินดีกับนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการบริหารสอท.ชุดใหม่โดยมีมติเห็นพ้องต้องกันใน10 โครงการของ “กรกอ.”ได้แก่ 1.โครงการพัฒนาแบรนด์สินค้าเกษตร (The Brand Project) สู่เกษตรมูลค่าสูง 2.โครงการอาหารแห่งอนาคต (Future Food) 3.โครงการส่งเสริมการลงทุนเทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม Made In Thailand 4.โครงการส่งเสริมสตาร์ทอัพเกษตร และ SME เกษตร 5.โครงการความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรระหว่าง สวก. AIC และสถาบันอุตสาหกรรมเพื่อการเกษตร ของ ส.อ.ท. 6.โครงการมหานครผลไม้และการพัฒนาอุตสาหกรรมผลไม้ และโครงการ Eastern Thailand Food Valley 7.โครงการส่งเสริมการลงทุนและพัฒนาสินค้าเกษตรและอาหารมาตรฐานฮาลาล 8.โครงการ Smart Agriculture Industry (SAI in the City) 9.โครงการสนับสนุนการจำหน่ายและบริโภคผลไม้ในฤดูกาลผลิตผลไม้ปี 2565 10.การฟื้นฟูและพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้ง สินค้าประมงและปศุสัตว์ รวมทั้งระบบความเย็น (Cold Chain system) นอกจากนี้ที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารได้แก่ แนวทางและมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารในกลุ่มจังหวัดนำร่อง โดยคณะอนุกรรมการฯ ได้แจ้งให้ทราบว่าบีโอไอ.(BOI)ได้อนุมัติเพิ่มมาตรการส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมเกษตรแล้ว ซึ่งการจัดตั้งเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของ18 กลุ่มจังหวัดสามารถดำเนินได้ทันทีตามมาตรการใหม่ของบีโอไอ.ทั้งนี้ขอให้คำนึงถึงความพร้อมใน 3 ประเด็นหลัก คือ พื้นที่ ผู้ประกอบการ และสินค้าเกษตรที่เป็นวัตถุดิบเป้าหมาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการจัดตั้งเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร 
 

วันนี้ เมื่อ 80 ปีก่อน ประเทศไทย ได้ประกาศรับสมัครนักเรียนนายร้อยหญิงเป็นครั้งแรก

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2485 กรมยุทธศึกษาทหารบก (ร.ร.จปร.) ได้ประกาศรับสมัครนักเรียนนายร้อยหญิง โดยประกาศด้วยใบปลิว ทางหนังสือพิมพ์ และทางวิทยุกระจายเสียง และได้เริ่มเปิดรับสมัคร ณ ที่ว่าการกรมยุทธศึกษาทหารบก ถนนราชดำเนินนอก ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2485 ถึงวันที่ 18 กันยายน 2485

สำหรับคุณสมบัติสำคัญของผู้สมัครมีดังนี้

1. สำเร็จชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ของกระทรวงศึกษาธิการ หรือที่กระทรวงศึกษาธิการเทียบเท่า

2. มีอายุตั้งแต่ 18 ปี ถึง 24 ปีบริบูรณ์ การนับอายุถือตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร

3. มีนามตัว นามสกุล และสัญชาติเป็นไทย ทั้งบิดามารดาต้องเป็นคนไทยโดยกำเนิด

4. มีอัธยาศัยและความประพฤติเรียบร้อย

5. ไม่ถูกปลดจากยุวนารี

6. มีอวัยวะสมบูรณ์ปราศจากโรค รูปร่างท่าทางและขนาดร่างกายเหมาะเป็นทหาร

7. มีเสียงดังแจ่มใส

8. เป็นหญิงโสด

9. บิดามารดาผู้ให้กำเนิดต้องเป็นผู้มีหลักฐานหรืออาชีพอันชอบธรรม

10. ต้องได้รับอนุญาตจากบิดามารดาหรือผู้ปกครอง
 

รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นประธานในพิธีแถลงผลการศึกษาหลักสูตร การบริหารความมั่นคงสำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 3

เมื่อ 19 ส.ค.65 พลเอก นเรนทร์ สิริภูบาล รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นประธานในการแถลงผลงานทางวิชาการของผู้เข้ารับการอบรมในหลักสูตร“การบริหารความมั่นคงสำหรับผู้บริหารระดับสูง” (Security Management and Leadership For Executives Program:
สวปอ.มส.SML) รุ่นที่ ๓ โดยมี พลเอก สิทธิพล นิ่มนวล ผู้อำนวยการหลักสูตรการบริหารความมั่นคงสำหรับผู้บริหารระดับสูง ให้การต้อนรับ ณ หอประชุมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ถนนวิภาวดีรังสิต

โดยมีผู้บังคับบัญชาเข้าร่วมในพิธีครั้งนี้ อาทิ พลเอก ศิราวุฒิ วงศ์ขันตี ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ, พลโท ไพศาล งามวงษ์วาน ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ เป็นต้น 

สำหรับการแถลงผลงานทางวิชาการที่จัดขึ้นนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปให้กับผู้เข้ารับการอบรม (2) การสร้างนักบริหารรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความเข้าใจในวิธีคิดเชิงยุทธศาสตร์ความมั่นคงองค์รวม (Strategic & comprehensive security) ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ และ(3) การบริการความรู้สาธารณะด้านความมั่นคงองค์รวมและยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญมากในปัจจุบัน นับได้ว่าหลักสูตร สวปอ.มส.SML ทำหน้าที่เป็น Platform ในการสร้างและเผยแพร่อค์ความรู้ด้านความมั่นคงและยุทธศาสตร์เพื่อสังคมอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งการแถลงผลงานทางวิชาการในครั้งนี้ล้วนเป็นเรื่องที่สำคัญอยู่ในยุทธศาสตร์และนโยบายของประเทศ ผลการศึกษาได้สะท้อนผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในมิติความมั่นคงต่างๆ ของโลกและภูมิภาค โดยเฉพาะปัจจัย หรือตัวแปรที่เกิดขึ้นใหม่ๆ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาในระดับนโยบายและยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ของประเทศในศตวรรษนี้

ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองฉะเชิงเทรา แจกข้าวสาร 5,000 ถุง น้ำดื่ม 500 แพ็คให้ผู้ประสบความเดือดร้อนและกลุ่มเปาะบาง ในงานทิ้งกระจาด ประจำปี 2565

(21 ส.ค. 65) เวลา 16.00 น. ที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองฉะเชิงเทรา อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา นายไมตรี ไตรติลานันท์  ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานในพิธีแจกข้าวสาร เนื่องในงานทิ้งกระจาด ประจำปี 2565 พร้อมด้วยนางจันทรรัตน์ ไตรติลานันท์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดฉะเชิงเทรา ดร.รัฐสภา นพเกตุ รองนายกอบจ.ฉะเชิงเทรา โดยมี เดชาวุฐ ธีรภัทรไพศาล ประธานกรรมการศาลเจ้าพ่อหลักเมืองฉะเชิงเทรา หัวหน้าส่วนราชการ และคณะกรรมการศาลเจ้าพ่อหลักเมืองฉะเชิงเทรา ร่วมมอบข้าวสาร ถุงละ 5 กิโลกรัม จำนวน 5,000 ถุง น้ำดื่ม 500 แพ็ค พร้อมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมและให้แก่ ผู้แทนโรงเรียนและชุมชน จำนวน 13 แห่ง มารับข้าวสาร เพื่อเป็นตัวแทนของประชาชนผู้ประสบความเดือดร้อน และนำข้าวสารไปแจกจ่ายในโอกาสต่อไป ประกอบด้วย โรงเรียนเทศบาล2 พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) / ชุมชนในเขตเทศบาล  เหล่ากาชาดจังหวัดฉะเชิงเทรา / โรงเรียนก้อนแก้วราษฎร์บำรุง / โรงเรียนวัดประตูท่าไข่ / โรงเรียนบ้านวังตะเคียน / โรงเรียนนครเนื่องเขต / โรงเรียนฉะเชิงเทราปัญญานุกูล / ศูนย์ศึกษาพิเศษประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา / ผู้ใหญ่มานัส โท้เป๋า หมู่ 1 ต.บางแก้ว / ผู้ใหญ่ธนเนศ รักษานนท์ หมู่ 2ต.โสธร / คุณอัจฉรา แก้วดี ประธานชมรมบันเทิงคนแปดริ้ว  และวัดโพนงาม อ.สนามชัยเขต 

พิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้บริจาคดวงตาที่ถึงแก่กรรม เนื่องในโอกาสวันศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย ประจำปี 2565

​วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม 2565 ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย จัดพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้บริจาคดวงตาที่ถึงแก่กรรม เนื่องในโอกาสวันศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย ประจำปี 2565 โดยมีเลขาธิการสภากาชาดไทย เป็นประธาน ณ ห้องราชมณเฑียร โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ

​ผู้ช่วยศาสตราจารย์ แพทย์หญิงลลิดา ปริยกนก ผู้อำนวยการศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย กล่าวว่า ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2508 มีภารกิจในการจัดหาดวงตาบริจาคจากผู้เสียชีวิต เพื่อมอบให้กับจักษุแพทย์นำไปใช้รักษาผู้ป่วยโรคกระจกตาพิการที่ขึ้นทะเบียนรอรับดวงตาบริจาคกับศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทยอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม ตลอดจนส่งเสริมการให้บริการทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

​ปัจจุบันศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทยได้ดำเนินงานมาเป็นปีที่ 57 โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทยได้ดำเนินภารกิจในการจัดหาดวงตาบริจาคจากผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง ด้วยการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านสาธารณสุขของประเทศและภาคเอกชน รวมถึงการพัฒนาความร่วมมือกับหน่วยงานเครือข่ายในด้านการแพทย์ มีการพัฒนาองค์ความรู้ที่ทันสมัย อันเป็นประโยชน์ต่อบุคลากรของหน่วยงานเครือข่าย เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานด้านการจัดหาและบริการดวงตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายที่สำคัญ คือ ให้ผู้ป่วยกระจกตาพิการได้รับการปลูกถ่ายกระจกตาอย่างรวดเร็ว ทั่วถึงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

​จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ผ่านมา ทำให้ศูนย์ดวงตาได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปริมาณดวงตาที่จัดเก็บได้ลดลงเป็นอย่างมาก ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทยจึงได้ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายใหม่ๆ ในการจัดหาและบริการดวงตา โดยจัดทำโครงการพัฒนาศักยภาพพยาบาลประสานงานการบริจาคดวงตาประจำหอผู้ป่วย (TCWN) เพื่อเพิ่มจำนวนการจัดหาดวงตาจากผู้บริจาคภาวะหัวใจหยุดเต้น (cardiac death) นอกจากนั้นยังจัดทำโครงการ“ดวงตาสดใสใกล้บ้าน” ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานเครือข่าย โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดหาดวงตาบริจาคให้แก่ผู้ป่วยกระจกตาพิการ ได้รับการปลูกถ่ายกระจกตาเพิ่มมากขึ้น​

​ข้อมูลศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2565 มีผู้ป่วยที่ขึ้นทะเบียนรอรับการปลูกถ่ายกระจกตา จำนวน 17,699 ราย ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายกระจกตา (สะสม) จำนวน 16,137 ราย และมีผู้แสดงความจำนงบริจาคดวงตา (สะสม) จำนวน 1,489,930 ราย โดยจัดเป็นผู้ป่วยรายใหม่ที่ขึ้นทะเบียนรอปลูกถ่ายกระจกตาประมาณ 3,000 รายต่อปี แต่มีผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายกระจกตาเพียง 800 รายต่อปี 

อย่างไรก็ตาม ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย ยังมีความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยกระจกตาพิการให้ได้รับการรักษาอย่างดีที่สุดในท่ามกลางวิกฤติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดไป​

​การจัดพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้บริจาคดวงตาที่ถึงแก่กรรม เป็นกิจกรรมสำคัญที่ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทยได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยในปี พ.ศ. 2565 ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย ได้มีการมอบโล่ขอบคุณหน่วยงานเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ช่วยเหลือภารกิจของศูนย์ดวงตาดวงตาสภากาชาดไทย และงดการเชิญทายาทของผู้อุทิศดวงตาเข้าร่วมพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลฯ เนื่องจากสถานการณ์ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

ตำรวจ วอน เลิกทำคอนเทนต์ แสดงสัญลักษณ์มือ ขอแตรสามช่าสิบล้อ เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ

(21 ส.ค.65) พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศจร.ตร. เปิดเผย กรณีกระแส ไวรัล (Viral) ในโลกออนไลน์ช่วงที่ผ่านมา มีการถ่ายทำคลิปวีดีโอ ให้เด็กเล็กยืนริมทาง หรือขณะอยู่ในรถ แสดงสัญลักษณ์มือให้คนขับรถบรรทุกบีบแตรเป็นเสียงจังหวะสามช่า  เผยแพร่ในโลกออนไลน์ เรียกยอดไลค์ยอดแชร์ เป็นเรื่องสนุกสนาน เกิดกระแสเลียนแบบทำคลิปเผยแพร่ต่อๆกันเป็น Viral โดยไม่คำนึงถึงอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา

เรื่องนี้มีประชาชนร้องเรียนมายัง ตร. เป็นจำนวนมาก หวั่นจะเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุกับเด็กหรือผู้ที่จะลอกเลียนแบบพฤติกรรมดังกล่าว เพราะนอกจากจะทำให้ผู้ขับขี่รถยนต์บรรทุกเสียสมาธิในการขับขี่  เสียงแตรอาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญต่อประชาชนทั่วไป  อีกทั้งการยืนริมทางหรือถ่ายคลิปวีดีโอขณะอยู่บนรถ อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด ทั้งต่อตนเองและผู้ใช้รถใช้ถนนด้วย

พรบ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 14 กำหนดไว้ว่า การใช้เสียงสัญญาณ ผู้ขับขี่จะใช้ได้เฉพาะเมื่อจำเป็นหรือป้องกันอุบัติเหตุเท่านั้น แต่จะใช้เสียงยาวหรือซ้ำเกินควรไม่ได้ เพราะตามกฎหมายการบีบแตรส่งสัญญาณเป็นการเตือนผู้ใช้รถใช้ถนน หรือคนเดินเท้าเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ จึงฝากเตือนไปยังผู้ขับขี่รถยนต์บรรทุก ไม่ให้สนับสนุนการ แสดงสัญลักษณ์มือขอเสียงแตรจากกลุ่มบุคคลดังกล่าว หากฝ่าฝืน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท ตามมาตรา 148 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอฝากเตือนการหลอกลวงลงทุนผ่านสื่อสังคมออนไลน์สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง โดยตั้งแต่ 1 มี.ค.- 31 ก.ค.65

ศูนย์รับแจ้งความคดีออนไลน์ฯได้รับแจ้งคดีที่เกี่ยวกับการหลอกลวงด้านการเงิน รวมกว่า 31,047 เรื่อง และได้ดำเนินการอายัดบัญชี ไปแล้วกว่า 121 ล้านบาท

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอฝากเตือนการลงทุนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ควรตรวจสอบข้อมูลด้านการลงทุนและที่เกี่ยวข้องให้ดีเสียก่อน อาจถูกหลอกลวงสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง รวมถึงประชาสัมพันธ์การเตรียมตัวก่อนแจ้งความออนไลน์

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความห่วงใยต่อภัยการหลอกลวงผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการลอกลวงลงทุนสร้างความเสียหายให้กับประชาชนเป็นวงกว้าง พร้อมได้กำชับ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนและปราบปรามการกระทำความผิดตามขั้นตอนของกฎหมาย
    
เพื่อเป็นการดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากกรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ลงไปกำกับดูแลพร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการสืบสวนปราบปรามการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงลงทุนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงเป็นผู้ขับเคลื่อนศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ฯ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการแจ้งความได้อย่างสะดวก และทำการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แนวทางการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้ประชาชนรับทราบ 

โดยตั้งแต่เปิดศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ฯ ห้วง 1มี.ค.-31ก.ค.65 ทางศูนย์ฯได้รับแจ้งคดีหลอกลวงด้านการเงินรวมกว่า 31,047 เรื่อง โดยสามารถดำเนินการอายัดบัญชีไปแล้วกว่า 121 ล้านบาท เพื่อดำเนินการตามขั้นตอของกฎหมาย 

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่าขอฝากเตือนถึงแนวทางการลงทุนรูปแบบต่างๆควรศึกษาทำความเข้าใจให้ดี ก่อนตัดสินใจลงทุนและพิจารณาถึงความเสี่ยงจากการลงทุนลักษณะนี้ให้มาก อย่าหลงเชื่อเพียงแค่ เข้าถึงได้ง่าย ใช้เวลาระยะสั้น แต่ได้รับผลตอบแทนที่มากและรวดเร็ว รวมถึงควรเลือกผู้ให้บริการ บริษัท หรือตัวแทนที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และขอให้ประชาชนคอยติดตามข่าวสารอยู่เสมอ เพื่อจะได้รู้ทันกลโกงของเหล่ามิจฉาชีพ โดยนักลงทุนสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตได้ที่ www.sec.or.th หรือทางแอปพลิเคชัน “SEC Check First” หากมีข้อสงสัย สามารถโทรปรึกษาได้ที่ ศูนย์บริการประชาชน ก.ล.ต. โทร. 1207

อีกทั้งการแจ้งความในคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีผ่านทางศูนย์ฯ ควรตรวจสอบดูชื่อเว็บไซต์ของทางศูนย์รับแจ้งความให้ถูกต้องครบทุกตัวอักษร ซึ่งเว็บไซต์ของศูนย์ชื่อว่า www.thaipoliceonline.com เพื่อเป็นการป้องกันเหล่ามิจฉาชีพที่อาจฉวยโอกาสแอบปลอมแปลงเว็บไซต์ โดยการใช้ชื่อที่คล้ายกับเว็บไซต์จริง และทางศูนย์รับแจ้งความขอให้ประชาชนเข้าไปแจ้งผ่านทางเว็บไซต์เป็นอันดับแรก เพื่อความสะดวกของประชาชนและเพื่อความรวดเร็วในการเชื่อมโยงข้อมูลคดีของเจ้าหน้าที่ รวมถึงยังสามารถเดินทางไปแจ้งกับพนักงานสอบสวนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศได้อีกช่องทาง

พร้อมกันนี้ขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบถึงสิ่งที่ต้องเตรียมเพิ่มเติมไว้ล่วงหน้าเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการแจ้งความผ่านศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ ดังนี้...

1.บัตรประจำตัวประชาชน ควรอยู่กับตัว เนื่องจากในการลงทะเบียนจะต้องกรอกข้อมูล ทั้งหมายเลขบัตรและหมายเลขหลังบัตรประชาชน เพื่อเป็นการยืนยันตัวตน

2.อีเมล ผู้แจ้งควรจะต้องมีอีเมลส่วนตัว เพราะหลังจากกรอกรายละเอียดเบื้องต้นแล้ว ระบบจะส่งรหัส OTP ผ่านทางอีเมล เพื่อจะนำมากรอกในระบบ เพื่อยืนยันตัวตนผู้แจ้ง และจะเข้าสู่กระบวนการถัดไป

3.ข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับคดี ทั้งข้อมูลส่วนตัวของผู้แจ้งและข้อมูลเกี่ยวกับผู้ต้องหาเท่าที่ทราบได้แก่ ชื่อ นามแฝง เลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ หมายเลขบัญชีธนาคารที่ใช้ในการทำธุรกรรม ช่องทางติดต่ออื่นๆ เช่น Line Facebook Instagram Twitter เป็นต้น รวมถึงรูปแบบคำโฆษณาของเหล่ามิจฉาชีพ เพื่อใช้ในการเชื่อมโยงข้อมูลคดีอื่น ๆ ที่เคยแจ้งมาก่อน และจะเป็นประโยชน์ต่อการสืบหาคนร้ายที่ทำในรูปแบบขบวนการ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top