Monday, 13 July 2026
TheStatesTimes

'เสี่ยหนู' สวน 'แม้ว' แขวะภท.เจาะอีสานไม่เข้า ยัน!! ไปทุกภาค ของพวกนี้อยู่ที่ประชาชน

(17 ส.ค. 65) ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายรัฐมนตรี ระบุว่าพรรคภูมิใจไทยกำลังเจาะพื้นที่ภาคอีสาน แต่ปรากฏว่าทำไม่ได้ เพราะพรรคเพื่อไทยมีความแข็งแรงในพื้นที่ว่า... 

“ท่านพูดแบบนั้นเหรอ ผมไม่ได้ทราบรายละเอียด ยืนยันว่าเราไม่ได้พยายามเจาะพื้นที่ใคร เราทำหน้าที่พรรคการเมือง ไปใต้ก็ไป ไปเหนือก็ไป ในพื้นที่ กทม. แม้ไม่มีฐานเสียง เราก็พยายามอยู่ เราเป็นพรรคการเมืองต้องนำเสนอให้มากที่สุด ยิ่งเป็นสูตรหาร 100 ก็ต้องส่งผู้สมัครส.ส.ทุกเขตมากหน่อย ขอย้ำว่าเราทำหน้าที่พรรคการเมือง ในสิ่งที่พรรคการเมืองทั่วไปทำ ของพวกนี้อยู่ที่ประชาชน” 


ที่มา: https://www.thaipost.net/politics-news/202346/

ศูนย์คุณธรรม ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย ๖ ภาคส่วน จัดงานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๒ “อยู่รอด อยู่ร่วม สังคมไทยเป็นสุขอย่างยั่งยืน”

วันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๕ ศูนย์คุณธรรม (องค์กรมหาชน) ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมและภาคีเครือข่ายแถลงข่าวการจัดงาน “สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติครั้งที่ ๑๒” ภายใต้แนวคิด Sustainable with Moral : อยู่รอด อยู่ร่วม สังคมไทยเป็นสุขอย่างยั่งยืน” ณ ห้องสโรชา ชั้น ๓ โรงแรมสวิสโฮเต็ล ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพ 

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมและหน่วยงานภาคีเครือข่ายทางสังคม ๖ ภาคส่วน มีกำหนดจัดงาน สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๒ ระหว่างวันที่ ๒๔-๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๕ ภายใต้แนวคิด “Sustainable with Moral : อยู่รอด อยู่ร่วม สังคมไทยเป็นสุขอย่างยั่งยืน” ในรูปแบบไฮบริดออนไลน์ ผสมผสานระหว่างการจัดงานในสถานที่จริงและเข้าร่วมงานผ่านระบบออนไลน์ ณ หอศิลป์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ถนนเทียมร่วมมิตร เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นเวทีกลางขององค์กรเครือข่ายทางสังคมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ชม แชร์ เชียร์” การกำหนดแนวทางการส่งเสริมคุณธรรม การจัดทำมติสมัชชาและพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายด้านคุณธรรม ที่สอดคล้องกับแผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๕๙-๒๕๖๕) และเชื่อมโยงแผนยุทธศาสตร์ชาติด้านคุณธรรมที่เกี่ยวข้อง   

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมประธานพิธีเปิดงานแถลงข่าว กล่าวว่า การจัดงานสมัชชาคุณธรรม ครั้งที่ ๑๒ ภายใต้แนวคิด“Sustainability with Moral

: อยู่รอด อยู่ร่วม สังคมไทยเป็นสุขอย่างยั่งยืน” ซึ่งจัดโดย ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน)

ร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรม กรมการศาสนา และองค์กรภาคีเครือข่ายทั้ง ๖ ภาคส่วน

กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนาและศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน)

เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบ การขับเคลื่อนแผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติซึ่งที่ผ่านมา ศูนย์คุณธรรมได้มีการส่งเสริมและขับเคลื่อนเครือข่ายทางสังคม เพื่อสร้างสังคม

คุณธรรมอย่างต่อเนื่อง และกรมการศาสนาได้ร่วมบูรณาการการทำงานในด้านต่างๆ ตลอดจนการสร้างความรู้ความเข้าใจในการขับเคลื่อนแผนแม่บทฯ และการขับเคลื่อนชุมชน องค์กร อำเภอ และจังหวัดคุณธรรม ให้กับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๖๕ ได้เห็นชอบให้หน่วยงานภาคส่วนต่างๆ นำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านคุณธรรมจากงานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๑ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา ไปดำเนินการขับเคลื่อนให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จึงได้นำเรื่องสำคัญจากข้อเสนอเชิงนโยบายไปขยายผลการขับเคลื่อน ไปสู่การปฏิบัติ

ในระดับพื้นที่จังหวัด ภูมิภาค ซึ่งเป็นการต่อยอดแผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๕๙ - ๒๕๖๕ ด้วยการนำหลักคุณธรรม คือ ความพอเพียง ความมีวินัย

ความสุจริต มีจิตอาสา และความกตัญญู ที่สอดคล้องกับแนวทางการขับเคลื่อน

แผนปฏิบัติการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๖๖ - ๒๕๗๐ ที่อยู่ระหว่าง

การขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เพื่อประกาศใช้ในปีงบประมาณ ๒๕๖๖ ต่อไป

สำหรับการจัดงานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติครั้งนี้ ทราบว่าจะมีการนำเสนอผลสำเร็จของการขับเคลื่อนแผนแม่บทฯ ฉบับที่ ๑ รวมทั้งทิศทางและสาระสำคัญของแผนปฏิบัติการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ ๒ โดยมีผู้แทนกลไกคณะอนุกรรมการส่งเสริมคุณธรรมระดับจังหวัด ๗๗ จังหวัด และกลไกคณะอนุกรรมการส่งเสริมคุณธรรมระดับกระทรวง ๒๐ กระทรวง เข้าร่วมรับทราบแนวนโยบาย และร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการขยายผลสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ในครั้งนี้ด้วย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มเติม ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า “งานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๒” ที่จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ ๒๔ - ๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๕ ครั้งนี้ จะเป็นเวทีกลางที่เปิดโอกาสให้องค์กรภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ได้มีส่วนร่วมระดมความคิดเห็น และเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการส่งเสริมคุณธรรมของสังคมไทย เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทุกคน ทุกภาคส่วน ในสังคมทั้งระดับพื้นที่ ตลอดจนระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค และระดับชาติ ให้ความสำคัญ และตระหนักต่อการร่วมกันสร้างสรรค์สังคมคุณธรรม โดยเริ่มจากตัวบุคคล ชุมชน องค์กร จากพื้นที่เล็กๆ กระจายสู่วงกว้าง สู่ระดับจังหวัด ภูมิภาค และระดับประเทศ รวมทั้งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยกันขยายผลความดีสู่สาธารณะ เพื่อร่วมกันยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศเราให้เป็นประเทศที่เป็นแบบอย่างที่ดีงามด้านพฤติกรรม เกิดเป็นอัตลักษณ์ของคนไทย สู่สายตานานาชาติต่อไป 

ด้านรองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ในปีนี้สถาณการณ์โควิด ๑๙ เริ่มคลี่คลาย จึงสามารถจัดงานในรูปแบบไฮบริดออนไลน์ ภายในงานมีกิจกรรมสำคัญแบ่งเป็น ๒ ส่วนหลัก ประกอบด้วย เวทีวิชาการ อาทิ การปาฐกถาพิเศษ “ทิศทางใหม่ สังคมไทยพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้อย่างไร” การเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ที่เชื่อมโยงประเด็นหลักการจัดงาน Sustainable with Moral : อยู่รอด อยู่ร่วม สังคมไทยเป็นสุขอย่างยั่งยืน” ของ ๖ กลุ่มเครือข่ายทางสังคม ได้แก่ เครือข่ายองค์กร ภาครัฐ เครือข่ายภาคธุรกิจเอกชน เครือข่ายองค์กรศาสนา เครือข่ายองค์กรสื่อมวลชน เครือข่ายองค์กรการศึกษา เด็กและเยาวชน และเครือข่ายภาคประชาสังคม ชุมชน ครอบครัว และงานแสดงผลสำเร็จการขับเคลื่อนคุณธรรม “ตลาดนัดคุณธรรม” ขององค์กรเครือข่ายทางสังคม ๖ เครือข่าย  การพูดคุยสร้างแรงบันดาลใจในการทำความดี Moral Talk ของบุคคลและศิลปิน นักแสดง โดย คุณไดอาน่า จงจินตนาการ ผู้ก่อตั้งเพจ “เราต้องรอด” เพจอาสาช่วยเหลือผู้ป่วยในวิกฤตการณ์ Covid-๑๙ การส่งมอบมติสมัชชาคุณธรรมและข้อเสนอเชิงนโยบายด้านคุณธรรมของภาคีเครือข่าย ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมในฐานะผู้แทนคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ นอกจากนี้ ยังมีพิธีมอบรางวัลคุณธรรมอวอร์ด ปี ๒๕๖๕ ประเภทสื่อมวลชน บุคคล ชุมชน และองค์กร จากทั่วประเทศ และภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการผลสำเร็จการขับเคลื่อนชุมชน องค์กร คุณธรรมของภาคีเครือข่ายกว่า ๕๐ บูธ และ Hall of fame สื่อ บุคคล องค์กรและชุมชนต้นแบบที่ได้รับรางวัลกว่า ๒๐๐ บุคคล/ผลงาน                      

การแถลงข่าวครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากผู้แทนภาคีเครือข่าย ๖ ภาคส่วนเข้าร่วมแลกเปลี่ยนได้แก่ เครือข่ายองค์กรภาครัฐ : นางนิศากร วิศิษฏ์สรอรรถ ที่ปรึกษาด้านการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการกระทรวงมหาดไทย เครือข่ายศาสนา : นายเกรียงศักดิ์ บุญประสิทธิ์  อธิบดีกรมการศาสนา  เครือข่ายภาคธุรกิจ : นางวรรณา ธรรมร่มดี  ที่ปรึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชน เครือข่ายการศึกษาเด็กและเยาวชน : ผู้แทนสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย เครือข่ายสื่อมวลชน : นายมงคล บางปะภา นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย  เครือข่ายภาคประชาสังคม ชุมชน : นายศิวโรฒ จิตนิยม ประธานธนาคารความดีชุมชนตำบล หนองสาหร่าย จังหวัดกาญจนบุรี    

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ในสถานที่จริง ณ หอศิลป์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม โดยสแกน QR Code ลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าเพื่อรับการยืนยันการเข้าร่วมงานในสถานที่จริง หรือผ่านระบบออนไลน์  ทั้งนี้สามารถร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านระบบ ZOOM หรือเข้าชมกิจกรรมภายในงานตลอดการจัดงาน ได้ทาง Facebook Live : ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand 

ทบ.มุ่งสร้างเยาวชนสำนึกดี จัดประกวดบทเพลง สร้างรักสามัคคี พร้อมนำทัศนศึกษาเปิดประสบการณ์

วันนี้ (๑๗ ส.ค.๖๕) ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลเอก ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในการมอบรางวัล “การประกวดขับร้องบทเพลงส่งเสริมความรักความสามัคคี” ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่กองทัพบกจัดขึ้น เพื่อสร้างจิตสํานึกที่ดีงาม และความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ที่มีสถาบันหลักของชาติเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ โดยได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนเยาวชนระดับชั้นมัธยมศึกษาผ่านสถาบันการศึกษา ๒๘๕ แห่งทั่วประเทศ จัดทําคลิปวิดีโอขับร้องเพลงเนื้อหาส่งเสริมความรักสามัคคีและเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ ส่งเข้าประกวดในระดับกองทัพภาค ในห้วง ก.พ.- มิ.ย. ๖๕ จากนั้นโรงเรียนที่ชนะในระดับกองทัพภาคจะร่วมแข่งขันชิงชนะเลิศในระดับกองทัพบก โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านดนตรีจากกรมดุริยางค์ทหารบก และการโหวตให้คะแนนเป็นเกณฑ์การตัดสิน 

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ สั่งปฏิบัติการตรวจสอบเรือประมง ลักลอบดัดแปลงอวนทั่วประเทศ

จากกรณีที่ประเทศไทยได้ถูกจัดอันดับการรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ประจำปี 2565 หรือ TIP Report (Trafficking in Persons Report 2022) โดยยกระดับประเทศไทยจาก “เทียร์ 2 ที่ต้องจับตามอง” (Tier 2 Watch List) เป็น Tier 2 ซึ่งได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ทำให้ประเทศไทยมีพัฒนาการที่ดี และขยับระดับที่ดีขึ้นจากปีที่ผ่านมา และยังมีความพยายามแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการค้ามนุษย์อย่างจริงจังในทุกภาคส่วน ปัญหาการบังคับใช้แรงงานและแรงงานข้ามชาติในภาคการประมง รวมทั้งปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ตามที่ทราบแล้ว นั้น ในการนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาการลักลอยทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) และการบังคับใช้แรงงานในภาคการประมง โดยมี พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นประธานคณะทำงานเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบ ควบคุม เฝ้าระวังการทำการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาการประมง และประสานการปฏิบัติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศพดส.ตร. และ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศพดส.ตร./รองประธานอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing) อย่างเร่งด่วน

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 ก.ค. 65 ที่ผ่านมา คณะทำงานติดตามสถานการณ์ ควบคุม เฝ้าระวังการทำประมง และแรงงานในภาคประมงฯ ได้ออกปฏิบัติการ “Air Land Sea” เป็นปฏิบัติการในการตรวจสอบการทำประมงโดยผิดกฎหมายของเรือประมง ซึ่งที่ผ่านมามีการตรวจพบเรือประมงที่มีการดัดแปลงอวนลาก ทำให้ตาอวนมีขนาดเล็กลง เพื่อให้สามารถดักจับปลาขนาดเล็กได้ ซึ่งการใช้อวนขนาดดังกล่าว ผิดเงื่อนไขจากที่ได้รับอนุญาต และเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมาย

จากกรณีดังกล่าว พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ฯ จึงได้สั่งการให้ พล.ต.ต.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รอง ผบช.ภ.1 ร่วมกับ กรมเจ้าท่า กรมประมง ศรชล. ตำรวจน้ำ พร้อมชุดปฏิบัติการคณะทำงานเพิ่มประสิทธิภาพ ฯ ออกตรวจสอบเรือประมงอวนลากคู่ที่ ต.แสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พบเรือที่ใช้อวนมีลักษณะผิดไปจากเงื่อนไขในใบอนุญาต โดยพบที่ จ.สมุทรสาคร จำนวน 4 ลำ ประกอบด้วย เรือ ฮ.ธวัชชัยนาวี 3 , ฮ.ธวัชชัยนาวี 4 , ฮ.สินธุ์ชัยนาวี 8 และ ฮ.สินธุ์ชัยนาวี 9 โดยตรวจพบที่บริเวณท่าเทียบเรือศาลเจ้าปุ้นเถ้ากง ถ.เจษฎาวิถี ต.มหาชัย อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาครและที่ จ.ชลบุรี อีกจำนวน 4 ลำ ประกอบด้วย เรือ ส.ตะวัน 17, ส.ตะวัน 18, ส.ตะวัน 23 และ ส.ตะวัน 24 ตรวจพบที่บริเวณท่าเรือคณาศรีนุวัติ ต.แสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

โดยเรือประมงทั้งหมดจะถูกดำเนินคดีฐาน ดัดแปลงเครื่องมือประมงให้ผิดไปจากลักษณะของเครื่องมือที่ระบุไว้ในใบอนุญาต  ตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 42 และ มาตรา 132 มีโทษปรับตั้งแต่ 1 แสนบาท ขึ้นอยู่กับขนาดเรือ ซึ่งพบว่ามีเพียง 131 ลำ ที่จะถูกตรวจสอบ จาก 10,0000 ลำ เทียบเป็น 1.31 %

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ปัจจุบันการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายในประเทศไทย ยังคงมีการตรวจสอบการทำประมงของเรือประมงไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นทำความเข้าใจกับชาวประมงให้สามารถทำการประมงได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้งเป็นการบังคับใช้กฎหมายประมงเพื่อปราบปรามการทำประมงผิดกฎหมายด้วย ซึ่งจากปฏิบัติการของคณะทำงานดังกล่าว ยังตรวจพบเรือประมงที่ยังฝ่าฝืนลักลอบใช้อวนตาถี่ในการทำประมง หวังจะให้ได้ปลามากที่สุด แต่แท้จริงแล้วการใช้อวนตาถี่จะเป็นการทำลายทรัพยากร ไม่ปล่อยให้ปลาขนาดเล็กเติบโตเพื่อให้สามารถทำประมงได้อย่างยั่งยืน ซึ่งมีกำหนดขนาดอวนที่ใช้ตามกฎหมายอยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อตรวจพบความผิดดังกล่าว จึงต้องมีการดำเนินคดีโดยเด็ดขาด เพื่อให้การทำประมงของไทยเป็นไปตามกฎหมายและหลักสากล เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ

'เฉลิมชัย'หารือแคนาดากระชับความร่วมมือด้านการเกษตรขยายส่งออกสินค้าเกษตร 2 หมื่นล้าน

วันที่ 16 ส.ค. 65 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ดร.ซาราห์ เทย์เลอร์ เอกอัครราชทูตแคนาดา ประจำประเทศไทย (H.E. Dr. Sarah Taylor) (Ambassador of Canada to the Kingdom of Thailand) ร่วมหารือการส่งเสริมและขยายความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกัน โดยมี นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ห้องรับรองกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

สำหรับการหารือในครั้งนี้ ไทยและแคนาดาพร้อมร่วมมือในเรื่อง Smart agriculture-Canadian technology ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายการขับเคลื่อนงานด้านเกษตรอัจฉริยะ โดยมุ่งหวังที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น ด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาสนับสนุนกระบวนการผลิตสินค้าเกษตร ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเกษตรในปัจจุบัน ให้มุ่งสู่เกษตร 4.0 มีเป้าหมายสำคัญที่มุ่งเน้นให้เกิดการทำเกษตรแบบทำน้อยได้มาก ใช้ทรัพยากรในการผลิตให้เกิดประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ลดการสูญเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้มากขึ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยกล่าวขอบคุณฝ่ายแคนาดาสำหรับความร่วมมือในโครงการ Offshore Program ซึ่งเป็นโครงการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการด้านความปลอดภัยอาหาร ระหว่างองค์การตรวจสอบอาหารของแคนาดา (Canadian Food Inspection Agency: CFIA) และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)

เพื่อให้ประเทศคู่ค้าสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยอาหารของแคนาดาได้อย่างถูกต้อง และป้องกันอาหารที่ไม่ปลอดภัยเข้าสู่ตลาด โดยเน้นด้านการตรวจสอบและประเมินความปลอดภัยอาหาร การตรวจสอบสถานประกอบการ และกิจกรรมความช่วยเหลือด้านเทคนิค โดยที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน มกอช. และ CFIA ได้จัดการแลกเปลี่ยนด้านวิชาการด้านความปลอดภัยอาหาร จำนวน 4 ครั้ง และอยู่ระหว่างการประสานงานเพื่อหารือถึงการขยายความร่วมร่วมมือระหว่างกันในการจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหารตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งรวมถึงการผลักดันการปฏิบัติตามกฎระเบียบ การเฝ้าระวังและตรวจติดตาม และการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

‘ทุนจีน’ เทตลาดหุ้นนิวยอร์ก ถอนเงินลงทุนกว่า 1.16 ล้านล้านบาท หวั่น!! สหรัฐฯ ใช้กฎหมายแกล้งบริษัทจีน | NEWS GEN TIMES EP.64

✨ ‘ทุนจีน’ เทตลาดหุ้นนิวยอร์ก ถอนเงินลงทุนกว่า 1.16 ล้านล้านบาท หวั่น!! สหรัฐฯ ใช้กฎหมายแกล้งบริษัทจีน 

✨กดดัน!! ผู้เครนกดดันปลดผู้นำ Amnesty International หลังรายงานว่า ยูเครนใช้ชุมชนพื้นที่พลเรือนเป็นฐานทัพ เพื่อเป็นโล่มนุษย์ ขณะที่ด้านแอมเนสตี้ฯ ออกมาชี้ว่า “เรายึดมั่นในข้อเท็จจริง”

✨ ผู้แต่ง Harry Potter โวย!! หลังโรงละครชื่อดังในอังกฤษ เปลี่ยน Joan of Arc วีรสตรีของฝรั่งเศส ให้เป็น Non-Binary หรือคนที่ไม่ระบุว่า ‘ตนเป็นเพศชายหรือหญิง’

NEWS GEN TIMES ชวนคิด กับ กิตติธัช

โดย อ.ต้อม - กิตติธัช ชัยประสิทธิ์ นักวิชาการอิสระและอาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

4 ปี EEC มีอะไรคืบหน้า?

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2565 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.)  ครั้งที่ 4/2565 โดยที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าผลการดำเนินงานของEEC ในช่วง 4 ปีแรก (2561 – 2565) ซึ่งเกิดการเติบโตที่ดีครบทุกมิติ และเกิดผลประโยชน์ตรงถึงประชาชนทุกกลุ่ม ได้แก่ 

1) เกิดการอนุมัติงบลงทุนสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท เกินเป้าหมาย 1.7 ล้านล้านบาทใน 5 ปีที่เป็นแผนแรกของEEC 

2) สามารถดึงเทคโนโลยีใหม่ผ่านการลงทุน โดย 4 ปีที่ผ่านมา การอนุมัติการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 S-curve มีสัดส่วน 70% ของการส่งเสริมการลงทุนทั้งหมด และ 5 New S-Curve มีสัดส่วนการลงทุน 36% และเพิ่มขึ้นเป็น 49% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2565 นี้ 

3) สร้างระบบการพัฒนาบุคลากรตามความต้องการของตลาด (Demand Driven) แก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรที่ทำงานกับนวัตกรรมใหม่ อบรมไปได้แล้ว 16,114 คน สิ้นปี 66 จะดำเนินการได้ 100,000 คน และ 

4) ผลประโยชน์ตกถึงประชาชน และมีระบบดูแลอย่างยั่งยืน ได้แก่ 
(1) ผลประโยชน์ทางตรง โครงสร้างพื้นฐานระดับโลก ระบบสาธารณสุขทันสมัย สาธารณูปโภค (น้ำ ไฟฟ้า ขยะ) ทันสมัยเพียงพอ มีโอกาสมีงานทำ รายได้ดี 
(2) การพัฒนาตรงถึงประชาชน พัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิต บูรณาการการลงทุนในชุมชน ผ่านแผนเกษตร แผนพัฒนาเชิงพื้นที่ Neo Pattaya-บ้านฉาง-บ้านอำเภอ-มาบตาพุด-ระยอง 
(3) โครงการลงถึงระดับชุมชน เกิดการมีส่วนร่วมทั้งพลังสตรีดูแลสิ่งแวดล้อม EECสแควร์ บัณฑิตอาสา เยาวชนต้นแบบ โครงการต้นแบบสวนภาษาอังกฤษ และจีน หลักสูตรEECกับการบริหาร อปท. 
(4) โครงการสินเชื่อพ่อค้า-แม่ขาย และ SMEs หลังสถานการณ์โควิด กับ 9 สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (ปล่อยไปแล้ว 51,420 ราย เป็นสินเชื่อ 34,548 ล้านบาท)

‘สมบัติ เมทะนี’ พระเอกตลอดกาล เสียชีวิตแล้ว ในวัย 85 ปี

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม รอง เค้ามูลคดี ได้โพสต์เฟซบุ๊กอาลัยต่อการจากไปของนักแสดงรุ่นใหญ่ 'สมบัติ เมทะนี' หรือพี่แอ๊ด น้าแอ๊ด ของคนในวงการบันเทิง ในวัย 85 ปี

โดยระบุว่า “ขอให้พี่ไปสู่ภพภูมิที่ดีนะครับ” “ข่าวน่าเสียใจอย่างยิ่ง กับการจากไปของพี่แอ๊ด สมบัติ เมทะนี เช้านี้ครับ หลับไปเฉยๆ ครับ ขอพี่แอ๊ดสู่สุคติบนสรวงสวรรค์ด้วยครับ”

ทั้งนี้ สมบัติ เมทะนี หรือ แอ๊ด เกิดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ประจำปี 2559 ถือเป็นนักแสดง และผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง โดย กินเนสบุ๊คยังบันทึกไว้ว่าเป็นนักแสดงที่รับบทเป็นพระเอกมากที่สุดในโลก โดยแสดงเป็นพระเอกถึง 617 เรื่อง

สมบัติ จบการศึกษาจาก โรงเรียนเทพศิรินทร์ ก่อนเข้าศึกษาต่อ ระดับอนุปริญญาที่โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย

ชีวิตส่วนตัว สมรสกับ กาญจนา เมทะนี มีบุตรด้วยกัน 5 คน


ที่มา : https://www.matichon.co.th/entertainment/thai-entertainment/news_3513279

'สันติ' ถามรัฐบาลออก พ.ร.ก.ค้ำเงินกู้กองทุนน้ำมัน เพิ่มหนี้สาธารณะ จำเป็นจริงหรือ? คาใจ 3 ปม แก้พลังงานแพงไร้คำตอบ ซัด ไร้ความสามารถบริหารประเทศ ปชช.ต้องทนรับสภาพอีกนานเท่าไหร่?

วันที่ 18 ส.ค. 65 ดร.สันติ กีระนันทน์ รองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นที่คาใจต่อกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันอังคารที่ 16 ส.ค. ที่ผ่านมา มีการพิจารณาวาระลับที่มุ่งแก้ปัญหาฐานะกองทุนน้ำมัน ที่มีหนี้สินมากกว่าสินทรัพย์รวมไปถึง 117,394 ล้านบาท (รายงานเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2565) โดยมีมติอนุมัติการออก พ.ร.ก. เพื่อค้ำประกันการกู้ยืมของกองทุนน้ำมัน วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท และยังอนุมัติงบกลาง 5 หมื่นล้านบาท เพื่อบริหารสภาพคล่องกองทุนน้ำมัน ในระหว่างรอการออก พ.ร.ก. ฉบับดังกล่าว

โดยระบุว่า เป็นที่เข้าใจได้ว่า ฐานะกองทุนน้ำมันมีปัญหาอย่างหนักในขณะนี้ จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข แต่การออก พรก. ซึ่งจะสร้างภาระให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากการค้ำประกันการกู้เงินดังกล่าวนั้น เป็นการกระทำที่เหมาะสมหรือไม่ และหากประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ต้องนำพระราชกำหนดฉบับดังกล่าว เข้าพิจารณาเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบ หากสภาผู้แทนราษฎรไม่ให้ความเห็นชอบ รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบในการออกพระราชกำหนด อย่างไรหรือไม่

การแก้ไขปัญหาราคาพลังงานที่ผ่านมานั้น มีคำถามที่ยังค้างคาในสังคมอีกมาก ที่รัฐบาลไม่เคยอธิบายให้เกิดความชัดเจนได้ เช่น

1. โครงสร้างราคาน้ำมันบิดเบี้ยว เพราะค่าการกลั่นที่ประหลาดมหัศจรรย์ อย่างน้อยที่สุด ถ้ายอมรับว่าต้องอ้างอิงราคาหน้าโรงกลั่นที่สิงคโปร์ เพราะเป็นตลาดซื้อขายที่มีสภาพคล่องสูง (ซึ่งผมก็ยังไม่เห็นด้วยอย่างหมดใจ) แต่การบวก FIL (freight, insurance and loss) ซึ่งไม่เกิดขึ้นจริง เพราะไม่มีการขนส่งจากต่างประเทศ ทำไมไม่ลบออก ซึ่งสามารถทำได้ในระยะสั้น

2. กำไรโรงกลั่นที่เกิดขึ้นอย่างมากมายมหาศาลในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ (ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) ชี้ให้เห็นได้ชัดเจนว่า การกำหนดราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่เป็นผลผลิตจากโรงกลั่น เป็นการสร้างภาระให้แก่ประชาชนผู้บริโภคอย่างมากเกินกว่าสมควร ซึ่งประเด็นดังกล่าวนี้ รัฐบาลก็ไม่ได้ให้ความสนใจในการแก้ปัญหา แต่กลับไปอ้อนวอนขอร้องให้โรงกลั่นเสียสละกำไรบางส่วน (ซึ่งเล็กน้อยมาก) เพื่อมาช่วยชดเชยการขาดดุลของกองทุนน้ำมัน

'วรภพ' ซัด!! ธุรกิจพาณิชย์กองทัพไม่โปร่งใส แนะ!! ตัดงบ 1 หมื่นลบ. สร้างสวัสดิการให้ปชช.

วรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ร่วมอภิปรายในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 มาตรา 8 งบประมาณกระทรวงกลาโหม มูลค่ากว่า 1.97 แสนล้านบาท โดยเสนอตัดงบ 10 % ในส่วนของเงินนอกงบประมาณที่ไม่อาจตรวจสอบได้ โดยระบุว่า เงินนอกงบประมาณของกองทัพนี้ ถ้าจะเรียกให้ถูกต้องคือ เงินนอกของนอกงบประมาณ เพราะไม่อยู่ในงบการเงินของกระทรวง เป็นธุรกิจกองทัพพาณิชย์ที่ไม่มีการรายงานและการตรวจสอบใด ๆ เช่น บ่อน้ำมัน สนามกอล์ฟ สนาม้า สนามมวย โรงแรม ปั๊มต่าง ๆ ซึ่งรายได้เหล่านี้ มีแต่คำอ้างว่าเอามาเป็นสวัสดิการกองทัพ แต่คำถามคือเป็นสวัสดิการของใคร นายพล ขุนศึก ศักดินาหรือไม่ และไม่ใช่แค่สภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นที่ตรวจสอบไม่ได้ แม้แต่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง.ก็ตรวจสอบไม่ได้เช่นกัน และที่ตลกร้ายก็คือ ในการให้คะแนนความโปร่งใสของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ปรากฏว่ากระทรวงกลาโหมทุกหน่วยงานได้คะแนนความโปร่งใสผ่านแบบ 100 %

วรภพ กล่าวว่า สำหรับเงินนอกของนอกงบประมาณ ที่ตรวจสอบพบและมีรายงาน อาทิ บ่อน้ำมัน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ซึ่งกองทัพขุดกลั่นได้ 86,000 ลิตรต่อวัน ซึ่งต่อให้เป็นน้ำมันเกรดไม่ดีก็จะมีรายได้ 600 ล้านบาทต่อปี, ในส่วนสนามกอล์ฟ ของกองทัพบกมีจำนวน 36 แห่ง จากการเปิดเผยช่วงที่มีเหตุการณ์กราดยิงที่ จ.นครราชสีมา แล้ว ผบ.ทบ.บอกจะมีการปฏิรูปกองทัพ แต่วันนี้ 3 ปียังไม่มีความคืบหน้า ขณะที่สนามกอล์ฟของกองทัพเรือและกองทัพอากาศ ยังไม่มีรายงาน อย่างไรก็ตาม จากจำนวนที่มีนี้ก็ทำให้น่าตั้งคำถามอย่างยิ่งว่านี่คือกระทรวงกลาโหมหรือกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์ เพราะที่ที่มีอยู่ใจกลางเมืองทั้งนั้น แต่พอมาดูรายได้ที่แจ้ง สนามกอล์ฟตรงถนนรามอินทรา ที่ 500 ไร่ แจ้งรายได้เพียง 150 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเมื่อคำนวนออกมาพบว่าสร้างรายได้เพียง 3 แสนบาท ต่อไร่ต่อปีเท่านั้น น้อยมากเมื่อเทียบกับศักยภาพของที่ดิน นอกจากนี้ กองทัพยังมีโรงแรม 5 แห่ง สนามม้า 1 แห่ง สนามมวย 1 แห่ง ซึ่งรายได้รวม ๆ 300 ล้านบาทต่อปี ปั๊มน้ำมันอีกจำนวนมาก รวมถึงที่ดินราชพัสดุซึ่งทั้งประเทศมี 12 ล้านไร่ แต่อยู่ในครอบครองของกองทัพแล้วกว่าครึ่งหนึ่ง ลองคิดง่ายๆ ถ้าให้เกษตรกรที่ขาดแคลนที่ทำกินเช่า ไร่ละ 1,000 บาท ก็น่าจะมีรายได้กว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งนี่คือมูลค่าที่จะเกิดขึ้นจากที่ดินกองทัพที่ไม่ถูกใช้ประโยชน์


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top