Sunday, 12 July 2026
TheStatesTimes

‘ไบโอดีเซล’ เชื้อเพลิงพลังงานชีวภาพ จากพระอัจฉริยภาพของในหลวง รัชกาลที่ 9

พระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่หาที่สุดมิได้ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ได้ทรงศึกษาวิจัยค้นคว้าพลังงานชีวภาพ แก๊สโซฮอล์ และไบโอดีเซล จากผลิตผลทางเกษตรในประเทศ และช่วยให้ประชาชนสามารถใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในราคาถูก กว่าน้ำมันเชื้อเพลิงจากปิโตรเลียม

การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเชื้อเพลิงชีวภาพของโครงการส่วนพระองค์จิตรลดา เริ่มต้นในปี 2528 ด้วยในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยพ่อหลวงของปวงชนชาวไทย มีพระราชดำริว่า ในอนาคตอาจเกิดการขาดแคลนน้ำมัน จึงมีพระราชประสงค์ให้นำอ้อยมาผลิตแอลกอฮอล์เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง ต่อมาโครงการได้ศึกษาวิจัยการผลิตและกลั่นแอลกอฮอล์ จากพืชผลทางเกษตรหลายอย่าง เช่น ข้าวโพด ข้าวฟ่าง มันสำปะหลัง อ้อย มีการปรับปรุงการกลั่นเรื่อยมา จนสามารถผลิตแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 95% หรือที่เรียกว่า เอทานอล ไปกลั่นแยกน้ำ และใช้เป็นวัตถุดิบผสมน้ำมันเบนซินผลิตแก๊สโซฮอล์ โดยศึกษาทดลองสูตรการผสม และผลิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์ใช้กับรถยนต์ทุกคันของโครงการส่วนพระองค์ฯ

ต่อมา บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้นำผลการศึกษาของโครงการส่วนพระองค์จิตรลดามาต่อยอด ผลิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์ เริ่มจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่ปี 2545 ส่วน บริษัท บางจาก จำกัด (มหาชน) ร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ศึกษาทดลองผลิตเอทานอลบริสุทธิ 99.5% จากมันสำปะหลัง แล้วนำมาผสมกับน้ำมันเบนซินในสัดส่วน 10% ทดแทนสาร เพิ่มออกเทน MTBE ที่ใช้แทนสารตะกั่ว ซึ่งต้องนำเข้าเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 เริ่มจำหน่ายที่สถานีบริการน้ำมันบางจาก ถ.ติวานนท์

ปัจจุบันน้ำมันแก๊สโซฮอล์เป็นที่นิยมของประชาชนอย่างกว้างขวาง เพราะราคาถูกกว่าน้ำมันเบนซิน ซึ่งช่วยลดการนำเข้าน้ำมันได้ส่วนหนึ่ง และยังช่วยลดมลพิษในอากาศได้อีกด้วย เพราะแก๊สโซฮอล์ไม่ต้องเติมสารตะกั่ว และสารเพิ่มออกเทน MTBE

ไบโอดีเซลในประเทศไทย เริ่มพัฒนามาจากพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อปี 2526 ให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มทดลองขนาดเล็กที่สหกรณ์นิคมอ่าวลึก จ.กระบี่ และอีกหลายแห่งในเวลาต่อมา ในปี 2543 โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และกองงานส่วนพระองค์ วังไกลกังวล หัวหิน เริ่มการทดลองนำน้ำมันปาล์มมาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล จากการทดลองพบว่า น้ำมันปาล์ม บริสุทธิ์ 100% สามารถใช้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลได้ โดยไม่ต้องผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงอื่นฯ หรืออาจใช้ผสมกับน้ำมันดีเซลได้ ตั้งแต่น้อยสุด 1 - 99% ทั้งนี้องคมนตรี (อำพล เสนาณรงค์) เป็นผู้แทนในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้จดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ‘การใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล’ แล้ว

จากโครงการพัฒนาและทดลองการผลิตการใช้น้ำมันไบโอดีเซลในโครงการส่วนพระองค์ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 จนเทคโนโลยีการผลิตการใช้ไบโอดีเซลก้าวหน้า สามารถนำมาใช้ในเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงในทางพาณิชย์ได้ ผลการวิจัยในการนำน้ำมันพืชมาใช้ผลิตไบโอดีเซลในประเทศไทย พบว่าน้ำมันพืชที่เหมาะสมและมีศักยภาพในการผลิตไบโอดีเซล คือ น้ำมันปาล์ม

>> ไบโอดีเซลในประเทศไทยแบ่งออกได้เป็นไบโอดีเซลชุมชน และไบโอเชิงพาณิชย์
ไบโอดีเซลชุมชน คือไบโอดีเซลที่กลั่นน้ำมันปาล์มออกมาเหมือนน้ำมันพืชที่ใช้ปรุงอาหาร เหมาะกับเครื่องยนต์ดีเซลสูบเดียว รอบเครื่องยนต์คงที่ เช่น รถไถนาเดินตาม รถอีแต๋น เครื่องสูบน้ำ แต่ไม่เหมาะกับการใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลที่มีหลายสูบ เช่นเครื่องยนต์ที่ใช้กับรถยนต์ เพราะระยะยาวจากเกิดยางเหนียวในเครื่องติดที่ลูกสูบ

สำหรับไบโอดีเซลเชิงพาณิชย์ คือ ไบโอดีเซลที่ใช้น้ำมันปาล์มผ่านกระบวนการไปผสมกับน้ำมันดีเซล โดยผู้ผลิตรถยนต์ทดสอบและให้การรับรองว่าใช้กับรถยนต์รุ่นที่ทดสอบแล้วได้

>> ไบโอดีเซลช่วยเกษตรกรชาวสวนปาล์ม
นอกจากการส่งเสริมสนับสนุนให้ใช้ไบโอดีเซล เพื่อลดการการนำเข้าน้ำมันแล้ว ในยามที่ปาล์มมีราคาตกต่ำ รัฐบาลก็สนับสนุนส่งเสริมให้มีการผลิต การจำหน่าย การใช้ไบโอดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์มในรถยนต์ด้วย

ที่ผ่านมาใช้น้ำมันดีเซลผสมกับน้ำมันปาล์มที่ผ่านกระบวนการในอัตรา 95 : 5 จะได้ไบโอดีเซล ที่เรียกว่า บี 5 ถ้าเป็นอัตรา 93 : 7 จะได้ไบโอดีเซลเรียกว่า บี 7 ซึ่งเป็นการเพิ่มความต้องการน้ำมันปาล์ม ที่สามารถยกระดับราคาปาล์ม ตามกลไกตลาดได้ระดับหนึ่ง

>> ปัจจุบันมีปัญหาราคาปาล์มตกต่ำอีก กระทรวงพลังงานจึงได้ร่วมกับหน่วยงานอื่นและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ผลักดันไบโอดีเซล บี 10 เพื่อแก้วิกฤตราคาปาล์ม

บี 10 คือ น้ำมันไบโอดีเซล ที่มีอัตราผสมน้ำมันดีเซลอัตรา 90 ส่วน ต่อน้ำมันปาล์มผ่านกรรมวิธี 10 ส่วน ซึ่งจะสามารถเพิ่มความต้องการน้ำมันปาล์มได้ดีกว่า บี 5 และบี 7 นอกจากนี้ยังมีการผลิตน้ำมันไบโอดีเซล บี 20 ซึ่งมีส่วนผสมของน้ำมันปาล์มผ่านกรรมวิธี 20% ด้วย

ในการผลักดันการใช้น้ำมันไบโอดีเซล บี 10 ซึ่งมีราคาถูกกว่าน้ำมันดีเซล นอกจากช่วยผู้ใช้รถประหยัดค่าใช้จ่ายจากราคาน้ำมันแล้ว ยังเป็นการช่วยชาวสวนปาล์มด้วยทางหนึ่ง 

แลกหมัด!! ศึกอภิปรายซักฟอกรัฐบาล 19 กรกฎาคม 2565

>> นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง หรือหมอเก่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล 
อนุทิน จงใจสร้างสุญญากาศทางกฎหมายในการควบคุมกัญชา จนทำให้เกิดความเสียหายต่อสุขภาพของประชาชน เสี่ยงมีปัญหาทางการทูต การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ และที่อ้างว่า การปลดล็อกกัญชานั้นเป็นการปลดล็อกกัญชาเพื่อการแพทย์ แต่ที่ผ่านมา อนุทินได้โฆษณาชวนเชื่อกับประชาชนว่าทุกคนจะปลูกกัญชาได้จนร่ำรวย สามารถนำกัญชาไปผสมอาหารหรือเสพได้ ซึ่งเหล่านี้ไม่ใช่วัตถุประสงค์ของกัญชาทางการแพทย์เลย 

>> อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข 
ข้อกังวลที่เกิดขึ้นกับนโยบายกัญชาทางการแพทย์นั้น อยู่ในจุดที่ควบคุมได้ จึงไม่จำเป็นต้องรีรอ และทุกอย่างมันเป็นไปตามกระบวนการ สมควรแก่เหตุแล้ว ทุกคนเห็นด้วยที่จะให้กฎหมายออกมาโดยเร็ว แต่การเอาคลิปมาโจมตี ที่พูดเรื่องอนุญาตให้ใช้ในบ้านนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะร่างกฎหมายของพรรคก้าวไกลก็เขียนเหมือนกัน ทั้งนี้ เรื่องคลิป ต้องการให้ดูกันทั้งคลิป อย่าเพิ่งตัดสินจากเนื้อหาเพียงบางส่วน

แลกหมัด!! ชนก VS ชัยวุฒิ ศึกอภิปรายซักฟอกรัฐบาล

>> ชนก จันทาทอง ส.ส.พรรคเพื่อไทย จังหวัดหนองคาย
ดิฉันขออภิปรายซักฟอก นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กรณีขาดคุณสมบัติตามประมวลจริยธรรมอย่างร้ายแรง ไม่มีคุณสมบัติในการเป็นรัฐมนตรี ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นแบบอย่างที่ดี ตั้งแต่ได้เข้ามาอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรี ก็ทำตัวเชิดหน้าชูตาหญิงอื่น ทำร้ายจิตใจภรรยา แสนสาหัส ล่าสุดก็ได้มีการหย่าร้างกับภรรยา

>> นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส)
การอภิปรายด้วยเรื่องต่ำๆ คนพูดก็ต่ำจะไปด้วย และอาจมีคดีหมิ่นประมาทแถมติดตัวไป การไปฟังใครมโน ไร้ข้อเท็จจริง แล้วหยิบมาพูด แสดงให้เห็นว่าผู้ให้ข้อมูลมีเจตนากับท่านเท่าไรนัก ส่วนเรื่องการดึงคนใกล้ตัวมาทำงาน ต้องเรียนว่า คนที่มาช่วย ไม่มีตำแหน่ง ไม่ได้เงิน มาด้วยใจ ส่วนคนไหนเก่งและอยากสมัครในองค์กรต่างๆ เองก็ไม่ได้ผิดรัฐธรรมนูญใดๆ จนกว่าเขาจะทุจริต ท่านก็ไปฟ้อง ปปช.ซะ

‘ปกรณ์วุฒิ’ จ่อยื่นป.ป.ช.ตรวจสอบ ‘ศักดิ์สยาม’ ปมโอนหุ้นเป็นนิติกรรมอำพรางหรือไม่

"ปกรณ์วุฒิ"  ชี้ "ศักดิ์สยาม" แจงไม่เคลียร์ แสดงหลักฐานขายหุ้น 120 ล้าน แต่ หจก. ยังเป็นหนี้ 69 ล้านเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ทั้งที่หุ้นส่วนผู้จัดการเปลี่ยนมือ - เชื่อไม่มีการซื้อขาย เป็นธุรกรรมอำพรางชัดเจน

ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล แถลงข่าวตอบโต้ภายหลังศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ชี้แจงกรณีถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องส่อทุจริตซุกหุ้น โดยให้นอมินีถือหุ้นกิจการแทน ว่า ท่านรัฐมนตรีได้แสดงหลักฐานว่ามีการจ่ายเงิน โอนหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) จริงๆ ในราคา 120 ล้านบาทโดยประมาณ เรื่องนี้ตนได้อภิปรายไปว่า หจก.ที่มีสินทรัพย์ มีรายได้มากขนาดนี้ การซื้อขายที่ 120 ล้านบาท หรือเป็นราคาทุนนั้น ดูไม่สมเหตุสมผล เพราะหลังจากที่ขายไปแล้วก็พบว่า หจก.นี้ก็กลับมาได้งานของกระทรวงคมนาคมที่ท่านดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี มูลค่าเป็น 1,000 ล้านบาท หากจะบอกว่าเป็นเรื่องส่วนตัวที่จะขายกิจการเท่าไหร่ ตรงนี้ก็เคารพ เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวจริงๆ แต่ส่วนที่ว่าจะสมเหตุสมผลหรือไม่ ประชาชนคงจะตัดสินได้เอง ว่าการกระทำธุรกรรมครั้งนี้เป็นนิติกรรมอำพรางหรือไม่

ปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า อีกประเด็นที่ตนเองได้ทิ้งไว้ในการอภิปรายคือ ถ้ามีการโอนเงิน 120 ล้านบาท แล้วมันหายไปไหนจากบัญชีทรัพย์สินของท่าน เพราะการซื้อขายนั้น เกิดขึ้นประมาณ 16 เดือนก่อนที่จะมีการยื่นบัญชีทรัพย์สินเท่านั้น และอีกประเด็นที่น่าสนใจคือ มีการโอนเงินค่าหุ้นงวดแรกก่อนที่จะโอนหุ้นจริงๆ ถึง 5 เดือน ซึ่งเป็นการซื้อขายที่แปลกมาก คือ จ่ายเงินก่อน แต่ยังไม่มีการโอนหุ้นให้กัน ต้องเชื่อใจกันมากแน่ 

และอีกประเด็นที่น่าสนใจคือ หจก.แห่งนี้ ท่านรัฐมนตรีขายหรือโอนออกไปต้นปี 2561 ซึ่งถ้าย้อนไปดูปลายปี 2560 หจก.แห่งนี้เป็นเจ้าหนี้หุ้นส่วนผู้จัดการ 69 ล้านบาท คือหมายความว่าก่อนที่จะโอนหุ้นออก คุณศักดิ์สยามเป็นหนี้ห้างหุ้นส่วนแห่งนี้ 69 ล้านบาท แต่พอถึงสิ้นปี 2561 จำนวนหนี้ยังเขียนเหมือนเดิมว่า เป็นเจ้าหนี้หุ้นส่วนผู้จัดการอยู่ 69 ล้านบาท ทั้งที่หุ้นส่วนผู้จัดการเปลี่ยนชื่อไปแล้ว ก็เลยสงสัยว่ามีการโอนหนี้ออกไปหรือเปล่าตอนที่มีการขายหุ้นกัน

"ผมแบ่งเป็น 3 กรณี คือ 1.ถ้าขาย 120 ล้านบาท ถ้าโอนหนี้ให้กับผู้จัดการคนใหม่ แปลว่าท่านได้กำไรจากการขายกิจการ 69 ล้าน ต้องยื่นภาษี แต่ท่านไม่ได่ยื่น 2. ถ้าท่านไม่ได้โอนหนี้ออกไป แปลว่าหนี้นี้ เป็นหนี้สินส่วนตัวของท่าน ก็ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งท่านก็ไม่ได้ยื่น 3.ถ้ามีการบอกว่าเอาเงินที่ขายหุ้นไปใช้หนี้ ตัวเลขมันแปลกมากที่สิ้นปี 2560 กับสิ้นปี 2561  ตัวเลขในงบการเงินแสดงฐานะของกิจการ ยังเป็น 69 ล้านบาทเท่าเดิม ซึ่งสุดท้ายแล้วผมเข้าใจว่าตัวเลขตัวนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง และไม่มีการจ่ายหนี้อะไรกันเลย ไม่มีการโอนหนี้เลย และหนี้นี้ต้องเป็นของท่านที่ติดหนี้ หจก.อยู่ และท่านก็ไม่ได้แสดงในบัญชีทรัพย์สินด้วย ผมว่าเรื่องนี้ท่านไม่มีทางออกแล้ว สิ่งที่พูดมา หลักฐานที่อภิปรายไป หลักฐานงบการเงินทั้งหมด ค่อนข้างมัดตัวได้แน่น จากนี้ผมคิดว่าเตรียมพูดคุยกับฝ่ายกฎหมายของพรรค และพรรคร่วมฝ่ายค้านที่อภิปรายเรื่องนี้ ยื่นเรื่องไปยัง ป.ป.ช. เพื่อทำการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน การถือครองธุรกิจที่ใช้นิติกรรมอำพรางเพื่อเอาผิดต่อไป" ปกรณ์วุฒิ กล่าว

แลกหมัด!! ประเสริฐ VS จุรินทร์ ศึกอภิปรายซักฟอกรัฐบาล

จากกรณีที่ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ถึงกรณีการทุจริตถุงมือยาง โดยระบุว่า หากนายจุรินทร์รีบ อายัดเงิน ไม่ปล่อย ละเลย ความเสียหายจะไม่เกิดขึ้น และอย่ามาอ้างตนเองไม่มีอำนาจหน้าที่ เพราะองค์การคลังสินค้า (อคส.) อยู่ภายใต้กำกับดูแลของกระทรวงพาณิชย์ อย่าอ้างไม่รู้ โง่จริงหรือจงใจแกล้งโง่

ด้าน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์  ได้ชี้แจงว่า ท่านฉายหนังเก่าซะ 90% แค่เติมว่า ผมไม่มีความคืบหน้า ผมเล่าแบบนี้ภารกิจของ อคส.ในการที่ต้องทวงเงินคืนนั้น ไม่ได้มีแค่เรื่องถุงมือยาง แต่มีเงิน 3 ก้อน 1.ทุจริตจำนำข้าว 2.ทุจริตถุงมือยาง 2 พันล้านพร้อมดอกเบี้ย และ3.ทุจริตมันสำปะหลังคู่แฝดทุจริตจำนำข้าวนั่นเอง 

แต่ในกรณีทุจริตถุงถือยาง 2 พันล้าน พร้อมดอกเบี้ย เกิดขึ้นเพราะอดีตรักษาการณ์ผู้อำนวยการ อคส. ไปทำสัญญาขายถุงมือยาง 125,000 ล้านบาทให้กับ 7 บริษัท หลังจากนั้ นก็มาทำสัญญาถุงมือยางกับ บริษัท การ์เดียน โกลฟส์ 110,000 ล้านบาท เพื่อจะได้เป็นเงื่อนไขในการเบิกเงิน อคส.ไป 2,000 ล้านบาท ที่อ้างว่าไปจ่ายค่ามัดจำ

21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เสด็จสวรรคต สิริพระชนมายุได้ 57 พรรษา

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระประชวรด้วยโรคพิษไข้ ทรงไม่รู้สึกพระองค์เป็นเวลา 8 วัน พระอาการประชวรก็ได้ทรุดลงตามลำดับ และเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 สิริพระชนมายุได้ 57 พรรษา และครองราชย์สมบัติได้ 15 ปี

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถในหลายด้านทั้งในด้านศิลปวัฒนธรรม เช่น ทรงร่วมนิพนธ์วรรณคดีหลายเรื่อง เช่น อุณรุท รามเกียรติ์ อิเหนา และดาหลัง โปรดทรงดนตรีคือซอสามสาย ชื่อซอสายฟ้าฟาด (1) พระองค์ได้มีพระราชโองการกำหนดวันพิธีวิสาขบูชา ซึ่งหายไปเมื่อคราวสิ้นอยุธยา กลับมาเป็นงานใหญ่อีกครั้งหนึ่ง(2)

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจากสมเด็จพระบรมชนกนาถ (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) เมื่อ พ.ศ. 2352 และทรงอยู่ในราชสมบัติ 15 ปี และเสด็จสวรรคตเมื่อวันพุธ เดือน 8 แรม 11 ค่ำ ตรงกับวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้รับการยกย่องว่า เป็นยุคทองของวรรณคดีสมัยหนึ่งเลยทีเดียว ด้านกาพย์กลอนเจริญสูงสุด
จนมีคำกล่าวว่า "ในรัชกาลที่ 2 นั้น ใครเป็นกวีก็เป็นคนโปรด" กวีที่มีชื่อเสียงนอกจากพระองค์เองแล้ว ยังมีกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (รัชกาลที่ 3) สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส สุนทรภู่ พระยาตรัง และนายนรินทรธิเบศร์ (อิน) เป็นต้น

อบต.เกษตรสุวรรณ อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี เสริมสร้างความรู้สิทธิคนพิการ ตามกฎหมาย

อบต.เกษตรสุวรรณ อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี เสริมสร้างความรู้สิทธิคนพิการ ตามกฎหมาย

20 ก.ค. 65 ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลเกษตรสุวรรณ หมู่ที่ 4 ตำบลเกษตรสุวรรณ อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี จัด "โครงการอบรมให้ความรู้สิทธิที่ควรได้รับสำหรับคนพิการ" จัดโดยสำนักปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเกษตรสุวรรณ  และได้รับเกียรติจาก "นางอมรรัตน์" กตัญชลีกุล รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกษตรสุวรรณ เป็นประธานเปิดโครงการฯ พร้อมทั้งกล่าวให้โอวาทกับกลุ่มเป้าหมายผู้เข้ารับการอบรม คนพิการ ผู้ดูแลคนพิการ ครอบครัวคนพิการ กว่า 40 คน เพื่อแสดงถึงความความห่วงใยการยกระดับและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ครอบครัวคนพิการ ที่อาศัยอยู่ในความรับผิดชอบ และจะมุ่งมั่นสร้างความรัก ความสามัคคี ความมั่นคงในการดำรงชีวิตของประชาชน ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตามนโยบายของภาครัฐ "ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" 

พก.จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “แนวทางการพัฒนาสถานะบุคคลและสัญชาติให้กับผู้ใช้บริการในสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการ”

วันนี้ (20 ก.ค. 65) เวลา 09.30 น. ณ โรงแรมแบงค็อก มิดทาวน์ กรุงเทพฯ "นางสาวสราญภัทร อนุมัติราชกิจ" อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “แนวทางการพัฒนาสถานะบุคคลและสัญชาติให้กับผู้ใช้บริการในสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการ” โดยนางสาวอมรศรี รัศมิทัต ผู้อำนวยการกองคุ้มครองสวัสดิภาพและพัฒนาคนพิการ (กคพ.) เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลให้กับผู้ใช้บริการในสถานคุ้มครองฯ เนื่องจากคนพิการที่อยู่ในความดูแลภายใต้สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการ 11 แห่ง ยังมีผู้ใช้บริการกลุ่มบุคคลไร้รากเหง้าประสบปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติในปัจจุบันมีร้อยละ 10 ของผู้ใช้บริการทั้งหมดที่ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิและบริการต่างๆ จากภาครัฐได้ ซึ่งในปีงบประมาณที่ผ่านมากองคุ้มครองฯ ได้ดำเนินการทบทวนความรู้ตามข้อกฎหมาย และให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจัดทำข้อมูลยื่นคำร้องเพื่อพัฒนาสถานะทางทะเบียนราษฎรและสัญชาติ 

'กระทรวงเกษตรฯ' หารือ 'หอการค้า' ขยายความร่วมมือภายใต้ 5 ยุทธศาสตร์ 'เฉลิมชัย'

'อลงกรณ์' จับมือ 'สนั่น' ขับเคลื่อนเกษตรมูลค่าสูงยกระดับรายได้เกษตรกรเพิ่มมูลค่าการค้าส่งออกสู่เป้าหมายประเทศมหาอำนาจอาหารภายในปี 2030

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยวันนี้ว่า ภายใต้ 5 ยุทธศาสตร์ปฏิรูปภาคเกษตรของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มุ่งขยายความร่วมมือกับทุกภาคีภาคส่วน โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีกำหนดประชุมกับหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเพื่อหารือแนวทางและโครงการขยายความร่วมมือในทุกมิติตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำในการยกระดับภาคเกษตรกรรมสู่เกษตรมูลค่าสูงเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรเพิ่มรายได้เกษตรกรและเพิ่มมูลค่าการค้าการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารสู่เป้าหมายประเทศผู้ส่งออกอาหารท็อปเทนของโลกและมหาอำนาจอาหารภายในปี 2030 โดยตนจะนำคณะหารือกับนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและคณะในวันพรุ่งนี้ที่สำนักงานใหญ่หอการค้าไทย โดยจะมีประเด็นการหารือเกี่ยวกับการขยายความร่วมมือในโครงการที่ผ่านมาเช่นโครงการ 1 ไร่ 1 แสนและแนวทางความร่วมมือใหม่ๆ เช่น...

การส่งเสริมระบบการค้าสินค้าเกษตรที่เสรีและเป็นธรรม การพัฒนาธุรกิจเกษตรครอบคลุมถึงระบบตลาดสินค้าเกษตรแบบออนไลน์และออฟไลน์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการสร้างแบรนด์ การพัฒนาระบบประมูลสินค้าเกษตร ระบบโลจิสติกส์สินค้าเกษตรทั้งในและต่างประเทศ การส่งเสริมเกษตรพันธสัญญา และระบบประกันภัยพืชผล รวมทั้งความร่วมมือด้านการพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตร การปฏิรูประบบอำนวยความสะดวกทางการค้าการส่งเสริมระบบเกษตรกรรมยั่งยืน 

ฉะเชิงเทรา-ปปช.ลงพื้นที่ตรวจสอบน้ำบาดาลอ.สนามชัยเขต

(19 ก.ค.65) นายสมชาย ยิ้มแฉล้ม ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมกลุ่มงานป้องกันการทุจริต ได้ลงพื้นที่ โครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 งบประมาณ 14,109,300 บาท อยู่ในความรับผิดชอบของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล (ยังไม่ได้ส่งมอบให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ใด ) โดยลงพื้นที่ ณ บ้านทุ่งเหียง ตำบลท่ากระดาน อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา ลงพื้นที่ร่วมกับผู้แทนสำนักงานทรัพยากรน้ำเขต 9  และผู้อำนวยการกองช่าง องค์การบริหารส่วนตำบลท่ากระดาน  

จากการลงพื้นที่ พบว่าโครงการดังกล่าวมีการขุดเจาะน้ำบาดาล  ทำเสร็จเมื่อปี2564 จำนวน 4 บ่อ ซึ่งเมื่อตรวจสอบจากเลขมิเตอร์และสอบถามชาวบ้านบริเวณดังกล่าวพบว่าได้มีการจ่ายน้ำให้กับชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้น จนกระทั่งเกิดเหตุมีช้างที่อยู่บริเวณใกล้เคียงหลุดมาจาก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน ซึ่งอยู่บริเวณใกล้เคียงโครงการฯมาเหยียบทำให้เกิดความเสียหาย 1 บ่อ และอุปกรณ์ไฟฟ้าได้รับความเสียหายจากช้างป่าทำลาย ขณะนี้อยู่ในระหว่างซ่อมแซมจากผู้รับจ้าง 

ขณะที่ท่อส่งน้ำหลักเชื่อมทั้ง 4 บ่อเกิดความเสียหายทำให้ท่อน้ำรั่ว จำนวน 3 จุด ชาวบ้านผู้ควบคุมการเปิด-ปิดน้ำบาดาลจึงได้ทำการปิดท่อส่งน้ำชั่วคราวไปก่อน โดยโครงการนี้มีประชาชนที่ได้รับประโยชน์จำนวน 30 ครัวเรือน

ทั้งนี้ ผู้แทนสำนักงานทรัพยากรน้ำบาดาลเขต 9 และผู้รับจ้าง ได้นำอุปกรณ์สำหรับซ่อมแซมท่อส่งน้ำมาเตรียมการซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะซ่อมแซมแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2565 

สำหรับโครงการดังกล่าวยังอยู่ในระยะเวลาประกัน 2 ปี ทั้งสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดฉะเชิงเทราได้ขอเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับที่มาของโครงการฯ และขั้นตอนการดำเนินโครงการจากสำนักงานทรัพยากรน้ำบาดาลเขต 9 เพื่อตรวจสอบรายละเอียด 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top