Saturday, 11 July 2026
TheStatesTimes

ผู้บัญชาการทหารเรือ มอบประกาศเกียรติคุณยกย่องชมเชยกำลังพลกองทัพเรือ   

วันนี้ (27 มิถุนายน 2565)  เวลา 10.00 น. พลเรือเอก สมประสงค์ นิลสมัย ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีมอบประกาศเกียรติคุณชมเชย กำลังพลกองทัพเรือที่ประกอบคุณงามความดี เป็นประโยชน์แก่ประชาชนและสร้างชื่อเสียงแก่กองทัพเรือ ณ ห้องรับรองกองบัญชาการกองทัพเรือ พระราชวังเดิม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร โดยมีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพเรือ รวมถึงผู้บังคับบัญชาของกองเรือยุทธการ ร่วมพิธี 

พันจ่าตรี อนุชิต พรหมดอนกลอย เจ้าหน้าที่ส่งกำลัง หมวดส่งกำลัง แผนกส่งกำลังและซ่อมบำรุง กองสนับสนุน หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ ช่วยเหลือแม่และเด็ก ซึ่งประสบอุบัติเหตุขับรถหลุดโค้งจมน้ำ บริเวณบ้านคำแก้ว ต.คำแก้ว อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2565 ขณะเดินทางกลับบ้าน เพื่อร่วมงานศพมารดาที่บ้านเกิด ในพื้นที่ จ.บึงกาฬ ปัจจุบันผู้ประสบเหตุมีอาการปลอดภัย

การกระทำของ พันจ่าตรี อนุชิต พรหมดอนกลอย นับได้ว่าเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับหน่วยงานต้นสังกัดคือ กองเรือยุทธการ และหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ รวมถึงกองทัพเรือนับเป็นบุคคลตัวอย่างที่สมควรได้รับการยกย่องชมเชยเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้กำลังพลของกองทัพเรือ และครอบครัว ได้ยึดถือเป็นแบบอย่างที่ดีสืบไป

‘สุริยะ’ ปลื้ม ‘ร้าน มอก.’ ทะลุ 13,060 ร้าน ประกาศชัด!! ‘ร้านเล็ก-ใหญ่’ ใครๆ ก็เป็นได้

สมอ. อนุมัติเซเว่นฯ กว่า 12,000 สาขา เข้าร่วมเป็น ‘ร้าน มอก.’ รวมยอดทะลุ 13,060 ร้าน ประกาศชัด ‘ร้าน มอก.’ ใคร ๆ ก็เป็นได้ หากขายสินค้ามาตรฐาน มอก. เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมยังคงเดินหน้าโครงการ ‘ร้าน มอก.’ อย่างต่อเนื่อง โดยมอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ดำเนินการ เพื่อสร้างเครือข่ายร้านจำหน่ายที่ใส่ใจในความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยการคัดเลือกสินค้ามาตรฐาน มอก. มาจำหน่ายภายในร้าน เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าที่ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น รวมทั้งผลักดันให้ร้านค้าจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐานเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ที่ภาครัฐและเอกชนร่วมกันคุ้มครองความปลอดภัยในคุณภาพสินค้าแก่ประชาชน ซึ่งผู้บริโภคจะได้รับความปลอดภัยหากเลือกซื้อสินค้าจากร้านที่เข้าร่วมเป็นร้าน มอก. 

ปัจจุบันมีร้านจำหน่ายทั่วประเทศทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ เข้าร่วมโครงการร้าน มอก. กับ สมอ. แล้วจำนวน 49 ราย 13,060 ร้าน ซึ่งมีทั้งห้างสรรพสินค้า, โมเดิร์นเทรด, ร้านจำหน่ายทั่วไป, ร้านสะดวกซื้อ และร้านค้าออนไลน์ที่มีความตระหนักและใส่ใจในความปลอดภัยของผู้บริโภค 

ด้าน นายบรรจง สุกรีฑา เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กล่าวเพิ่มเติมว่า สมอ. จะให้ความรู้ด้านการมาตรฐานแก่ร้านจำหน่าย เพื่อให้มีองค์ความรู้ในการคัดเลือกสินค้าที่มีเครื่องหมายมาตรฐาน มอก. มาจำหน่ายภายในร้าน โดยเฉพาะสินค้าที่ สมอ. ควบคุมจำนวน 136 รายการ ซึ่งกฎหมายบังคับให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน เช่น พาวเวอร์แบงค์, อะแดปเตอร์, ปลั๊กพ่วง, หลอดไฟ, ไดร์เป่าผม, ของเล่น, ผงซักฟอก, ภาชนะเมลามีน, ถ่านไฟฉาย, ไฟแช็ก, เตาปิ้งย่าง, ฟิล์มยืดห่อหุ้มอาหาร เป็นต้น

มติการประชุมคณะกรรมการดำเนินการ ร้าน มอก. ครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ (24 มิ.ย. 65) ที่ผ่านมา 
ได้อนุมัติให้ร้านจำหน่ายจำนวน 3 ราย ที่ยื่นคำขอต่ออายุเป็น ‘ร้าน มอก.’ ได้แก่ 
1) บริษัท ทวีโชค พาณิช จำกัด 
2) บริษัท แสงไพบูลย์เชียงราย จำกัด (เอสซีจี โฮม บุญถาวร เชียงราย) 
และ 3) บริษัท โฮมมาร์ท ช. โลหะกิจ จำกัด (เอสซีจี โฮม บุญถาวร กระบี่) และมีร้านจำหน่ายรายใหม่ จำนวน 2 ราย สมัครเข้าร่วมเป็น ‘ร้าน มอก.’  ได้แก่…

นักฮวงจุ้ยฯ ชี้ ‘พลังอัปมงคล 3 อสูร’ ต้นเหตุเพลิงไหม้ลามย่านสำเพ็ง

สมศักดิ์ ชาคริตฐากูร นักฮวงจุ้ยวิทยา เจ้าของเพจ FengshuiBizDesigner ได้ตรวจดวงชะตาเหตุเพลิงไหม้อาคารพาณิชย์ 3 ชั้น ย่านสำเพ็ง ด้วยโหราศาสตร์จีนโบราณ โดยระบุว่า...

อาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน 2565 เวลา 11.38 น. ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารพาณิชย์ 3 ชั้น ย่านสำเพ็ง ลุกลามไปยังบริเวณข้างเคียง สร้างความหายนะทิ้งไว้ซึ่งความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน เหลือเพียงไว้ซึ่งซากร่องรอยที่มอดไหม้ไว้ให้ดูต่างหน้าเท่านั้น

เหตุเพลิงไหม้ในครั้งนี้ นอกเหนือจากความประมาทเลินเล่อกับการปล่อยปละละเลย โดยไม่ใส่ใจและไม่ระแวดระวังภัยที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาแล้ว ยังสามารถอรรถาธิบายตามกฎแห่งจักรวาลความจริงอันสูงสุดของพลังธรรมชาติที่ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ “เมื่อสิ่งนั้นมีอยู่ สิ่งนี้จึงเกิด” ตามหลัก “อิทัปปัจจยตา” เป็นเหตุและเป็นผลตามช่วงห้วงเวลาที่เหมาะเจากฏแห่งธรรมชาติย่อม แสดงปรากฏเป็นผลขึ้น 
 

28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ครบรอบ 90 ปี กำเนิด ‘รัฐสภาไทย’ วันเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรก

28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 วันนี้ เมื่อ 90 ปีก่อน เป็นวันเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรก ณ ห้องโถงชั้นบนของพระที่นั่งอนันตสมาคม ถือเป็นวันกำเนิด ‘รัฐสภาไทย’

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อปีพุทธศักราช 2475 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 แห่งบรมราชจักรีวงศ์ ประเทศไทย (สยาม) ได้เปลี่ยนผ่านจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก้าวเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ นับแต่นั้นมา ประเทศไทยก็ขับเคลื่อนไปด้วยกลุ่มบุคคลซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนที่เรียกว่า “ผู้แทนราษฎร” ทำหน้าที่ใช้สิทธิออกเสียงในการบริหารปกครองบ้านเมืองแทนประชาชน

เวลา 14 นาฬิกา ของวันที่ 28 มิถุนายน 2475 สภาผู้แทนราษฎรได้มีการประชุมเป็นครั้งแรก ณ ห้องโถงชั้นบนของพระที่นั่งอนันตสมาคม โดยจัดห้องประชุมเป็นลักษณะครึ่งวงกลมตามระนาบพื้นห้อง การประชุมเริ่มขึ้นเมื่อหลวงประดิษฐมนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) อ่านรายนามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราว ซึ่งมาจากการแต่งตั้ง จำนวน 70 คน และเป็นผู้กล่าวนำสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปฏิญาณตนในที่ประชุม จากนั้น เจ้าพระยามหิธร เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร ได้อัญเชิญพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมาอ่านเปิดประชุม เสร็จแล้วจึงได้ดำเนินการประชุมต่อไป จึงถือว่าวันนั้นเป็นวันก่อกำเนิดของรัฐสภาไทยมาจนถึงทุกวันนี้

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนั้น ที่ประชุมมีมติเลือกเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรคนแรก และเห็นชอบให้หลวงประดิษฐมนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) เป็นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรคนแรก รวมทั้งมีมติเลือกพระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นประธานกรรมการราษฎร (นายกรัฐมนตรี) คนแรก จึงถือว่าคณะรัฐมนตรีได้ถือกำเนิดขึ้นในวันเดียวกันด้วย

G7 ทุ่ม 6 แสนล้านฯ ล่อประเทศกำลังพัฒนาเข้าซบ ด้านอเมริกันชน เซ็ง!! สนแต่คนนอก ไม่แคร์คนใน

การประชุมกลุ่ม G7 ในประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ (26 มิถุนายน 2022) ที่ผ่านมา ประชุมสุดยอดผู้นำ G7 ครั้งที่ 48 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ (26-28 มิถุนายน 2022) ที่เมือง Schloss Elmau แคว้นบาวาเรีย ในเยอรมัน ซึ่งประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, แคนาดา, ญี่ปุ่น และอิตาลี ได้มีข้อตกลงร่วมกันว่า…

ทางกลุ่ม G7 จะทุ่มเงินให้กับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งคาดว่าเป็นการปล่อยกู้ ไม่ใช่การกุศล แต่เพื่อการลงทุน โดยหวังจะดึงความนิยมให้ประเทศเหล่านั้นหันมาหาซบ G7 และมองข้ามโครงการ Belt and Road หรือ เส้นทางสายไหมใหม่ของจีน ผ่านโครงการยักษ์อย่าง The Partnership for Global Infrastructure and Investment เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้กับประเทศกำลังพัฒนา ที่จะทุ่มงบประมาณลงในโครงการนี้ถึง 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

โดยการประชุมย่อยในครั้งนี้ น่าสนใจที่ทางฟาก สหรัฐฯ ในฐานะผู้นำกลุ่ม ประกาศจะทุ่มเงินกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 7 ล้านล้านบาทภายใน 5 ปี เพื่อการนี้โดยเฉพาะด้วย

ถึงกระนั้น ก็มีคำถามว่า แล้วสหรัฐฯ จะไปหาเงินจำนวนมากขนาดนั้นมาจากไหน ทางด้านทำเนียบขาวจึงได้ตอบว่า “จะเป็นการตั้งเงินงบประมาณจากรัฐบาลกลาง ประกอบกับการขอความร่วมมือจากกองทุนและธนาคารต่างๆ ไปจนถึงความร่วมมือจากภาคเอกชนยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา”

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้มีโครงการนำร่องที่ให้เงิน 2 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท) แก่ประเทศแองโกลา โดยเป็นการรวมเงินจากกระทรวงพานิชย์, ธนาคารเพื่อการนำเข้าและส่งออกแห่งสหรัฐอเมริกา และกองทุนภาคเอกชนที่เข้าไปลงทุนในแอฟริกา

CJ Worx ปล่อย 3 อาวุธทรงพลังแห่งยุคดิจิทัล ‘คืนชีพ-ติดสปีด’ ธุรกิจให้ยอดพุ่งไวหลังโควิด

‘Sringboardgun และ Spore’ ในเครือ CJ Worx Group จัด 3 อาวุธใหม่สู้ตลาดยุค Digital พร้อมช่วยธุรกิจไทยคืนชีพ ยอดขายพุ่งไวหลังยุคโควิดซา 

เรียกได้ว่าตลอดช่วง 2 ปีมานี้ สถานการณ์โควิดได้พรากโอกาสในการสร้างยอดขายและรายได้แก่แทบทุกธุรกิจ พร้อมทั้งสร้างผลกระทบให้เกิดแผลลึกร่วมด้วยในเวลาเดียวกัน

จากข้อมูลของ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เผยว่า สถานการณ์ดังกล่าวได้สร้างผลกระทบต่อภาคธุรกิจโดยรวมถึง 58.1% 

อย่างไรก็ตามปัญหาจากโควิด ก็เป็นเพียงแค่ยอดของภูเขาน้ำแข็ง แต่ยังไม่ใช่ทั้งหมดของปัญหาที่แท้จริงทั้งหมดของภาคธุรกิจ ซึ่งยังมีอยู่อีกมายมายในเบื้องล่าง

นั่นก็เพราะ ถึงแม้ในปัจจุบันสถานการณ์โควิดดูมีท่าทีที่ดีขึ้น แต่สถานการณ์ของธุรกิจแบรนด์ไทยกลับยังแย่ลง!!

ยอดขายที่ลดลง, ฐานลูกค้าที่หายไป, ธุรกิจชะงัก รวมไปถึงเงินทุนหมุนเวียนมีปัญหา ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะผลกระทบจากโควิด แต่อีกส่วนหนึ่งคือประสิทธิภาพของการทำตลาดที่ยังควบไม่ทันกระแส Digital บูม!!

แน่นอนว่า การตลาดแบบ Digital เป็นตัวแปรสำคัญที่แบรนด์ธุรกิจไทยคงปฏิเสธได้ยาก ในการพาธุรกิจกลับมาต่อสู้ใหม่ได้อีกครั้ง

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ เปิดปฏิบัติไล่ล่าผู้ต้องหา หลังนำอาวุธสงครามยิงถล่มบ้านคู่อริ

จากกรณีสื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียนำเสนอ เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.65 เวลาประมาณ 23.00 น. มีคนร้ายจำนวน 2 คน นำอาวุธปืนสงครามชนิดเอ็ม 16 ยิงถล่มบ้านและรถของนายภาสกร หลินมา อายุ 38 ปี ผู้เสียหาย ขณะที่ตนเองและครอบครัวกำลังพักผ่อนภายในบ้าน ในพื้นที่ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ทำให้คนในบ้านต้องพยายามหนีเอาชีวิตรอด วิ่งหลบกันชุลมุน ซึ่งต่อมาผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับกลุ่มคนร้ายนั้น พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. จึงได้สั่งการให้ พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร. ควบคุมการปฏิบัติในการสืบสวนติดตามและจับกุมคนร้ายกรณีดังกล่าวอย่างเร่งด่วนเนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่ทำให้ประชาชนรู้สึกหวาดกลัวและไม่มั่นใจความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะกลุ่มคนร้ายมีการนำอาวุธปืนสงคราม ซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงมาใช้ก่อเหตุ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ฯ ได้ควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด พร้อมกันนี้ได้สั่งการให้ พล.ต.ท.นันทเดช ย้อยนวล ผบช.ภ.9, พล.ต.ต.วัลลพ จำนงค์อาษา รอง ผบช.ภ.9,พล.ต.ต.ทิวธวัช นครศรี ผบก.สส.ภ.9, พล.ต.ต.ตานิตย์ รามดิษฐ์ ผบก.ภ.จว.พัทลุง, พ.ต.อ.ยศวรรธน์ กระจ่างวงศ์ ผกก.สส.ภ.จว.พัทลุง, พ.ต.อ.สการียา ยูโซ๊ะ ผกก.สภ.ควนขนุน และเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนสอบสวนเร่งรัดติดตามกลุ่มคนร้ายทันที

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.65 พ.ต.อ.บรรพต เดชมา ผกก.สส.2 บก.สส.ภ.9, เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนและเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ควนขนุน ได้ขออนุมัติหมายจับศาลจังหวัดพัทลุง และสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 2 ราย ประกอบด้วย..

1. นายพีรพงษ์ สงวนนามสกุล อายุ 40 ปี อยู่ที่ หมู่ 3 ต.เกาะเต่า อ.ป่าพยอม จ.พัทลุง ทำหน้าที่เป็นคนยิง (จับกุมตัวได้ที่ ม.1 ต.เกาะพะงัน อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี)

2. นายเกียรติศักดิ์ สงวนนามสกุล อายุ 38 ปี อยู่ที่ หมู่ 13 ต.เกาะเต่า อ.ป่าพะยอม จ.พัทลุง  ทำหน้าที่เป็นคนขับรถพาไปยังที่เกิดเหตุ (จับกุมได้ที่หน้าบ้านเลขที่ ม.8 ต.เกาะเต่า อ.ป่าพะยอม จ.พัทลุง) โดยกล่าวหาว่า ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น, ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนเข้าไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ 

พร้อมตรวจยึดอาวุธปืนสงครามชนิด เอ็ม 16 เอ 2 จำนวน 1 กระบอก และเครื่องกระสุนปืน ขนาด 5.56 จำนวน 30 นัด และรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน จำนวน 1 คัน

จากการซักถามเบื้องต้น นายพีรพงษ์ฯ ยอมรับว่าตนเองเป็นผู้ก่อเหตุดังกล่าวจริง โดยตนเป็นผู้ชักชวน นายเกียรติศักดิ์ฯ ให้ขับรถพาตนไปก่อเหตุดังกล่าว ส่วนมูลเหตุจูงใจเกิดจากความโกรธแค้นที่นายภาสกรฯ ผู้เสียหาย ได้ขับรถเฉี่ยวชนกับรถของตน ในพื้นที่บ้านคลองใหญ่ อ.ป่าพะยอม จ.พัทลุง เมื่อวันที่ 27 พ.ค.65 ที่ผ่านมา ซึ่งไม่ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีกันแต่อย่างใด หลังการพูดคุยตกลงกัน นายภาสกรฯ ยอมรับที่จะชดใช้ค่าเสียหายให้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป นายพีรพงษ์ฯ ได้พยายามทวงถาม นายภาสกรฯ กลับบ่ายเบี่ยงนิ่งเฉย ไม่ยินยอมชดใช้ นายพีรพงษ์ฯ  จึงได้ชักชวนนายเกียรติศักดิ์ฯ ร่วมกันก่อเหตุอุกฉกรรจ์ดังกล่าวในที่สุด

'ผบก.ตม.2' จัดเจ้าหน้าที่ พร้อมรับมือหยุดยาว วอนผู้โดยสารถึงสนามบินล่วงหน้า

(27 มิ.ย.65) พล.ต.ต.วีรพล เจริญศิริ ผบก.ตม.2 เปิดเผย ถึงมาตรการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ผู้โดยสารแน่นหนาช่วงหยุดยาว ว่า เบื้องต้นได้สั่งการกำชับมายัง พ.ต.อ.กันตวัฒน์ พงศ์สถาบดี รอง ผบก.ตม.2 และ พ.ต.อ.ชัยพร ออฟูวงศ์ ผู้กำกับการฝ่าย ตม.ขาออก ด่าน ตม.ทอ.สุวรรณภูมิ ให้เจ้าหน้าที่ ตม.เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ผู้โดยสารหนาแน่นช่วงเดือน ก.ค.นี้  

เนื่องจากเป็นช่วงที่จะมีผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย ตั้งแต่วันที่ 1-3 ก.ค.รวมถึงช่วงวันหยุดยาว วันที่ 13-17 ก.ค.และวันที่ 28-31 ก.ค.ซึ่งในปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ได้คลี่คลายและมีแนวโน้มเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น อีกทั้งรัฐบาลได้ผ่อนปรนมาตรการและข้อจำกัดต่างๆ 

เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตและดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ใกล้เคียงปกติ รวมถึงได้มีการผ่อนคลายมาตรการและข้อจำกัดในการเดินทางระหว่างประเทศ ให้สอดคล้องกับนโยบายเปิดประเทศต้อนรับนักเดินทางจากทั่วโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงฝากประชาสัมพันธ์ไปยังผู้โดยสารที่จะเดินทางออกนอกประเทศ ขอให้เผื่อเวลาไว้ไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมง สำหรับการ Check-in กับสายการบิน การตรวจค้นสัมภาระ ตามมาตรการรักษาความปลอดภัยของการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทอท.) 

'เกษตรฯ' เร่งขับเคลื่อน 'นโยบายอาหารแห่งอนาคต' เล็งเจาะตลาด 'สาหร่าย' มูลค่า 5 แสนล้าน

'เกษตรฯ' เร่งขับเคลื่อนนโยบายอาหารแห่งอนาคต เล็งเจาะตลาดสาหร่ายมูลค่า 5 แสนล้าน ด้านกรมประมง คิกออฟงาน 'อนาคตสาหร่ายทะเลในประเทศไทย Seawed : The Next Future'

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยวันนี้ (27มิ.ย.) ว่า ภายใต้ 'นโยบายอาหารแห่งอนาคต' ของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งยกระดับอัพเกรดภาคเกษตรของไทยสู่เกษตรมูลค่าสูงเพื่อสร้างงานสร้างอาชีพเพิ่มรายได้ใหม่ให้เกษตรกรและพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง รวมทั้งตอบโจทย์วาระเศรษฐกิจมหาสมุทรที่ยั่งยืน (Sustainable Ocean Economy) เพื่อเป็นส่วนร่วมในทศวรรษวิทยาศาสตร์มหาสมุทรแห่งสหประชาชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (พ.ศ. 2564 – พ.ศ. 2573) และการลดภาวะโลกร้อนจากผลกระทบของก๊าซเรือนกระจก จึงดำเนินการสนับสนุนส่งเสริมการผลิตและแปรรูปสาหร่ายทะเล (Seaweed) เป็นอาหารแห่งอนาคตตัวใหม่

เพราะปัจจุบันการผลิตสาหร่ายทะเลเติบโตอย่างรวดเร็วมีผลผลิตทั้งหมดทั่วโลกในปี 2562 ไม่น้อยกว่า 35 ล้านตัน มีมูลค่ารวมของอุตสาหกรรมอยู่ที่ 5 แสนล้านบาทเนื่องจากมีศักยภาพที่จะนำไปใช้ในอาหาร อาหารเสริม อาหารสัตว์ ปุ๋ย เชื้อเพลิงชีวภาพ เวชภัณฑ์ เครื่องสำอาง ซีรั่มชะลอความแก่ เป็นต้น อีกทั้งการเพาะปลูกสาหร่ายสามารถช่วยฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในทะเลและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ 

ดังนั้นอุตสาหกรรมสาหร่ายทะเล จึงมีศักยภาพในวงกว้างสาหร่ายไม่เพียงเป็นแหล่งที่ให้ปริมาณโปรตีนในระดับสูงเท่านั้น หากยังมีสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกาย ได้แก่ วิตามินบี แคลเซียม ธาตุเหล็ก กรดไขมันที่จำเป็น และใยอาหารสูง นอกจากนี้ สาหร่ายยังมีกรดไขมันบางชนิดที่พบไม่ได้ในพืชชนิดอื่น ได้แก่ กรดไขมันที่มีโอเมก้า 3 และ 6 เช่น EPA และ DHA ทำให้ผลิตภัณฑ์เนื้อเทียมจากสาหร่ายมีคุณค่าทางอาหารเพิ่มขึ้น ช่วยเพิ่มรสชาติของอาหารให้อร่อยยิ่งขึ้นด้วยกรดกลูตามิก ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่ทำให้เกิดรสอูมามิหรือรสกลมกล่อมในอาหารอีกด้วย

นายอลงกรณ์ยังกล่าวต่อไปว่า กรมประมงจึงได้ผนึกความร่วมมือกับทุกภาคส่วนคิกออฟ 'นโยบายอาหารแห่งอนาคต' ด้วยการจัดงาน 'อนาคตสาหร่ายทะเลในประเทศไทย Seaweed : The Next Future' ในวันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2565 เวลา 09.00 – 16.00 น. โดยกรมประมงเป็นเจ้าภาพร่วมกับ มูลนิธิเวิลด์วิว ไคลเมท (WCF : Worldview Climate Foundation) และ และมูลนิธิเวิลด์วิว อินเตอร์เนชั่นแนล (WIF: Worldview International Foundation) 

งานเสวนาครั้งนี้จะฉายภาพสถานการณ์ของสาหร่ายทะเลในระดับประเทศ ภูมิภาค จนถึงระดับโลกที่เกี่ยวข้องกับสาหร่ายทะเลตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเพื่อพัฒนาและยกระดับสาหร่ายทะเลจากหลากหลายภาคส่วนในมิติต่างๆ ทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม วิชาการ ตั้งแต่ระดับผู้ปฏิบัติการ ผู้ประกอบการ นักวิจัย ผู้พัฒนานวัตกรรมการแปรรูป ภาครัฐ ภาคเอกชน ไปจนถึงองค์กรระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายเช่น องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรมสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยต่างๆ  เพื่อร่วมกันพัฒนาและยกระดับสาหร่ายทะเลของประเทศไทย รวมทั้งขยายความรู้ความเข้าใจขอบเขตความร่วมมือด้านสาหร่ายทะเล ตลอดจนโอกาสในการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรชาวประมงของไทยอย่างยั่งยืน

'กรณ์' บี้ต่อเนื่อง ทวง 'พาณิชย์-พลังงาน' เร่งหาทางออก เผยตัวเลขหนี้กองทุนน้ำมันทะลุแสนล้าน ค่าการกลั่นพุ่ง 10 บาท

นายกรณ์ จาติกวณิช เปิดเผยว่า ตามที่คาดการณ์ไว้ตั้งแต่ วันที่ 12 มิถุนายน 2565 ซึ่งเป็นการแถลงข่าวของตนวันแรกว่า ประเทศไทยจะมาถึงจุดที่ค่าการกลั่นพุ่งไปเรื่อยๆ และกองทุนน้ำมันจะสูงทะลุ 1 แสนล้านหากยังไม่มีมาตรการใด ๆ 

เดิมทีกฎหมายกำหนดเพดานหนี้ไว้ที่ 20,000 ล้านบาท เปลี่ยนขึ้นมาเป็น 40,000 ล้านบาท และเมื่อต้นปีนี้ยกเลิกเพดาน จึงเป็นที่มาขอหนี้ที่ยังมีเพิ่มขึ้นทุกวันนี้ 

เมื่อถามว่า สุดท้ายใครจ่าย คำตอบคือ ประชาชนทุกคนที่จะต้องอยู่กับนํ้ามันแพงไปอีกนาน เพื่อชำระหนี้ทุกครั้งที่เราเติมน้ำมันลงถัง สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งที่หนี้กองทุนน้ำมันยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ก็เพราะค่าการกลั่นที่ยังสูงไม่หยุด 

“พรรคกล้าติดตามค่าการกลั่นอยู่ทุกวัน จากที่ทุกหน่วยงานของพลังงานออกมาปฏิเสธ ค่าการกลั่น 8 บาทกว่าที่เราเสนอตั้งแต่ต้นเดือน ตัวเลขล่าสุดจากข้อมูลของเว็บไซต์กระทรวงพลังงานเอง ชี้ให้เห็นว่า ค่าการกลั่น ณ วันที่ 25 มิถุนายน ทะลุ 10 บาทต่อลิตรไปแล้ว ใครที่ยังหาตัวเลขไม่เจอ ทั้งหมดอยู่ในเว็บไซต์ EPPO ของกระทรวงพลังงานเองครับ ลิงค์ : http://www.eppo.go.th/.../petro.../price/structure-oil-price” หัวหน้าพรรคกล้า กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top