Tuesday, 30 June 2026
TheStatesTimes

โจรมะกัน จัดทีมปล้นอย่างกับหนังฮอลลีวูด บุกห้างกวาดแบรนด์หรูหนีลอยนวลเพียบ

ตำรวจในซาน ฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา กำลังปวดหัวหนัก เมื่อเจอม็อบโจรป่วนเมืองตลอดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ยกพวกกว่า 80 คน บุกห้างดังกลางย่านดาวน์ทาวน์ กวาดสินค้าแบรนด์หรู เครื่องเพชร อุปกรณ์ดิจิทัลรุ่นล่าสุด แล้วเผ่นขึ้นรถหนีหน้าตาเฉย ท่ามกลางสายตาของลูกค้าในร้านและพนักงานที่ต่างตะลึงว่า...ปล้นง่าย ๆ แบบนี้ก็ได้เหรอ?? 

เหตุเกิดขึ้นที่ห้าง Nordstrom ใจกลางย่านการค้าในเขตวอลนัท ครีก ในเมืองซาน ฟรานซิสโกของรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อช่วงเวลา 3 ทุ่มของคืนวันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 2021 มีกลุ่มคนจำนวนมากกว่า 80 คน สวมหน้ากากโม่งมาพร้อมค้อน ชะแลง และอาวุธ วิ่งกรูกันเข้ามาในห้างอย่างรวดเร็ว แล้วจัดการทุบกระจก งัดตู้ คว้าสินค้าแบรนด์เนม ราคาสูงตามที่ตาเห็น ก่อนจะกระจายตัววิ่งหนีออกจากห้างอย่างรวดเร็ว โดยมีรถยนต์จอดรอรับอยู่ด้านนอกกว่า 10 คัน จัดทีมปล้นกันเป็นเรื่องเป็นราว อย่างกับหนังฮอลลีวูด

และหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุ ก็รีบติดตามคนร้าย และสามารถตามจับตัวมาได้เพียง 3 คนเท่านั้น พร้อมอาวุธปืนและของกลางบางส่วนที่ขโมยได้ ส่วนคนร้ายที่เหลือหลบหนีลอยนวล

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุม็อบโจรปล้นห้างลักษณะนี้ แต่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ก็เพิ่งจะเกิดเหตุเหมือนปล้นสะดมในห้างยูเนียน สแควร์ ในซาน ฟรานซิสโก โดยกลุ่มคนร้ายที่มาพร้อมอุปกรณ์ เข้าโจมตี ขโมยของจากร้านหลุยส์ วิตตอง และร้านแบรนด์หรูในบริเวณใกล้เคียง สร้างความเสียหายให้กับเจ้าของร้านไม่น้อย

ผ่านมาเพียงคืนเดียว ม็อบโจรกลุ่มใหญ่กว่า 80 คนก็มาบุกห้าง Nordstrom กวาดสินค้าราคาแพงจากร้านค้าภายในห้างไปเป็นจำนวนมากจนกลายเป็นข่าวดังทั่วอเมริกา

ทบ. สานต่อสมัครใจเป็นทหาร เปิดรับชายไทยอายุ 18-20 ปี ที่ยังไม่ถึงเกณฑ์ และอายุ 22-29 ปี    ที่เคยผ่านตรวจเลือกแล้ว แต่ไม่ถูกเข้ากองประจำการ สมัครเป็นทหารกองประจำการ ปี 65 กรณีพิเศษทาง Online

ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พ.อ.หญิงศิริจันทร์งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า กองทัพบกเดินหน้าพัฒนาการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการ มุ่งสู่ระบบทหารกองประจำการอาสา ทดแทนการเรียกเกณฑ์ให้เป็นรูปธรรมต่อเนื่องตามนโยบายของกระทรวงกลาโหม หลังจากในปี 2564 กองทัพบกได้เริ่มโครงการรับสมัครชายไทยเป็นทหารกองประจำการด้วยระบบออนไลน์ ซึ่งมีผู้สมัครใจเป็นจำนวนมาก และผ่านเกณฑ์ได้รับการบรรจุเข้ากองประจำการในผลัดที่ 1/64 จำนวน 3,207 นาย

สำหรับในปี 2565 นี้ กองทัพบกยังคงสานต่อนโยบายการสมัครใจเป็นทหารต่อไป โดยจะเริ่มการรับสมัครทหารกองเกินเป็นทหารกองประจำการโดยวิธีร้องขอ (กรณีพิเศษ) ด้วยระบบออนไลน์ ผ่านทาง เว็บไซต์ rcm65.rta.mi.th ระหว่างวันที่ 1 ธ.ค. 64 - 31 ม.ค. 65 โดยเปิดรับสมัครเฉพาะชายไทยอายุ 18-20 ปี (เกิดปี 2545-2547) ซึ่งยังไม่เคยเข้ารับการตรวจเลือกทหาร และอายุ 22-29 ปี (เกิดปี 2536-2543) ที่เคยเข้ารับการตรวจเลือกทหารแล้ว แต่ไม่ถูกเข้าประจำการ ทุกประเภท ให้สามารถสมัครเป็นทหารกองประจำการได้ เป็นกรณีพิเศษ

โดยเป็นการรับสมัครก่อนการตรวจเลือกฯ ตามปกติ ผู้สมัครสามารถเลือกเข้าเป็นทหารกองประจำการในหน่วยทหารได้ โดยไม่จำกัดหน่วยทหารภายในพื้นที่มณฑลทหารบกเดียวกัน และจะได้เข้ากองประจำการในผลัดที่ 1/65 (1 พ.ค. 65) ทั้งนี้กระบวนการรับสมัครและคัดเลือกจะดำเนินการในช่วงวันที่ 12 - 13 ก.พ. 65 ณ มณฑลทหารบก 35 แห่งทั่วประเทศ โดยจะทำการคัดเลือกเสร็จเรียบร้อย ก่อนการตรวจเลือกทหารในระบบปกติ

สำหรับคุณสมบัติในการรับสมัครฯ ไม่จำกัดคุณวุฒิการศึกษา ไม่เป็นคนที่มีโรคที่ขัดต่อการรับราชการทหาร โดยพิจารณาขนาดร่างกายและความสมบูรณ์ของร่างกาย ตามผลการคัดเลือกในวันทำการคัดเลือกฯ เป็นเกณฑ์ ซึ่งผู้ที่สมัครเป็นทหารด้วยวิธีพิเศษนี้ สามารถใช้สิทธิลดวันรับราชการประจำการตามคุณวุฒิการศึกษา, สามารถเลือกหน่วยทหารที่ตนเองประสงค์จะเข้าประจำการได้เฉพาะหน่วยทหารของกองทัพบก โดยไม่จำกัดภูมิลำเนาทหาร หากรับราชการทหารครบ 2 ปี และมีคุณสมบัติครบตามที่ทางราชการกำหนด

มีสิทธิสมัครสอบในโควตาการสอบเข้าโรงเรียนนายสิบทหารบกตามที่กองทัพบกจัดสรร ให้อีกร้อยละ 30 จากร้อยละ 80 ของทหารกองประจำการ (ซึ่งปัจจุบันกองทัพบกจัดสรรโควตาให้ทหารกองประจำการในการสอบเข้าโรงเรียนนายสิบทหารบก ร้อยละ 80 และรับจากบุคคลพลเรือนร้อยละ 20) นอกจากนี้ ผู้ที่สมัครเป็นทหารจะได้รับคะแนนเพิ่มพิเศษ 15 % ในการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการในสังกัดกองทัพบกรวมทั้งจะได้รับสิทธิสวัสดิการ ค่าตอบแทนเช่นเดียวกับทหารกองประจำการปกติ

“จุรินทร์” จัดพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน Lot14 ขายหมูเนื้อแดงราคาส่ง โลละ 130 บาท ทั่วประเทศ 667 จุด ยันสิ้นปี คาดลดค่าครองชีพกว่า 100 ล้านบาท

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และนายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดโครงการพาณิชย์….ลดราคา! ช่วยประชาชน Lot 14 (หมูเนื้อแดง) ที่บริเวณลานอเนกประสงค์ ชั้น 3 กระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ กล่าวว่า

เนื่องจากสถานการณ์ราคาหมูในปัจจุบันใช้ราคาเนื้อแดง คือ สะโพกหรือไหล่ ในการคิดราคากลางของราคาหมูเนื้อแดง ซึ่งหน้าเขียงโดยเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 140-160 บาท ส่วนในโมเดิร์นเทรด เฉลี่ยกิโลกรัมละ 130 บาท 
เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนที่บริโภคหมูทั่วทั้งประเทศ วันนี้กระทรวงพาณิชย์ได้จัดโครงการพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน ถือเป็น Lot 14 โดยได้รับความร่วมมือจากสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ บริษัทไทยฟู๊ดส์ กรุ๊ป และเครือเบทาโกร เป็นต้น โดยจัดให้มีจุดจำหน่ายเนื้อหมูราคาถูก กิโลกรัมละ 130 บาท สำหรับหมูเนื้อแดง  ถือเป็นราคา ส่งถูกกว่าราคาขายปลีกในท้องตลาดทั่วไปประมาณ 20% โดยจัดให้มีจุดจำหน่ายทั่วทั้งประเทศ 667 จุด ประกอบด้ว กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 116 จุด ต่างจังหวัด 551 จุด

สำหรับกรุงเทพมหานคร นอกจากจุดที่จำหน่าย ณ ที่ตั้ง อีกส่วนหนึ่งจะเป็นรถโมบาย โดยนอกจากเป็นหมูเนื้อแดง จะมีผักอีก 17 ชนิด ขายราคาส่ง เช่น ผักชี จากก่อนหน้านี้ที่กิโลกรัมละ 400 บาท ตอนนี้ราคาตลาดเหลือกิโลกรัมละ 120 บาท และจุดจำหน่ายของรถโมบาย กิโลกรัมละ 70 บาท และข้าวหอมมะลิ 5 กิโลกรัม ถุงละ 120 บาท น้ำมันปาล์ม ขวดละ 48 บาท ไข่ไก่แผงละ 30 ฟอง ราคา 80 บาท น้ำตาลทรายขาวกิโลกรัมละ 18 บาท เป็นต้น 

'พงศ์พรหม' แนะ!! ปั้นหัวลำโพง ต้องสร้างสรรค์ อย่าฉาบฉวยและประเคนที่ดินสวยๆ ให้นายทุน

นายพงศ์พรหม ยามะรัต ได้โพสต์ข้อความลงเพจส่วนตน Pongprom Yamarat สะท้อนมุมมองการพัฒนาสถานีรถไฟหัวลำโพง ว่า 

เช้านี้ขอเสนอแนวทางการพัฒนา “หัวลำโพง” สู่การเป็น 
“ASEAN new Iconic Destination”

ต่อ รมว.คมนาคม คุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ (ขออภัยที่ไม่เรียกว่าท่านนะครับ ผมว่าเราควรยุติการใช้สรรพนามว่า “ท่าน” กับนักการเมือง และข้าราชการได้แล้ว แต่ขอใช้คำว่า “คุณ” บนความเคารพแทน)

ยาวนิดนะครับ แต่เปลี่ยนประเทศได้เลย ผมยืนยัน

ผมมานั่งอ่านรายละเอียดแผนการพัฒนาหัวลำโพงฉบับกระทรวงคมนาคม ผมไม่รู้สึกผิดหวังอะไรเลย เพราะเจอมาตั้งแต่แนวทางการพัฒนามักกะสันสมัยนายกยิ่งลักษณ์ ที่จะเอามักกะสันไปทำศูนย์ประชุมเชย ๆ

เกือบ 10 ปี แนวคิดกระทรวงเมืองไทยก็ยังเป็นแบบเดิม คือ “ตัดป่าสัก ไปปลูกพืชมูลค่าต่ำเช่นข้าวโพด” อยู่เสมอ 

เช้านี้ผมขอเสนอบ้างนะครับ

1.) ท่านต้องเก็บการเดินรถไฟบางสาย โดยเฉพาะสายชานเมืองที่วิ่งเข้าหัวลำโพงครับ แค่ตัดรถไฟสายหลักออกไปอยู่บางซื่อ เส้นที่เก็บไว้ก็เหลือไม่ถึง 10% ของทั้งหมดแล้ว ไม่กระทบการจราจรมากมายเหมือนที่ท่านพูดหรอก

แต่จะช่วยค่าครองชีพให้คนได้อีก 5,000-10,000 คน ทีเดียว คนเหล่านี้หากมีค่าเดินทางเพิ่มขึ้นอีกวันละเป็นร้อยบาท มันเยอะครับท่าน ชีวิตล่มสลายเลยนะ ยิ่งในสภาวะเศรษฐกิจห่วยแบบนี้ 

2.) ผมเสนอพัฒนาหัวลำโพงทั้งผืนภายใต้คอนเซปต์
“Gateway to ASEAN”

ท่านเห็นมั้ยครับว่าหัวลำโพงอยู่ “กึ่งกลาง” ระหว่างเมืองเก่า และเมืองใหม่พอดี

หัวลำโพงควรเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ที่สามารถเป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ในอาเซียน และเป็นแหล่งบ่มเพาะ Creative Economy ให้คนไทยได้

ใครพูดว่า Soft power ผมด่าหัวแตกเลยนะครับ

จำไว้นะครับ Soft power คือของสำเร็จรูป คือ Event base คือ Service base

แต่การจะทำให้ครบ ต้องสร้าง “Ecosystem” เราเรียกเศรษฐกิจแบบนั้นว่า “Creative Economy” ครับ ช่วยอย่าโง่ใช้คำว่า “Soft power” จนพร่ำเพรื่อแบบนี้

แล้วสังเกตมั้ยครับ ทำไมผมจึงใช้คำว่า “ASEAN” แทนคำว่า “Bangkok”?

จุดนี้สำคัญ

นี่คือสิ่งที่กระทรวงคมนาคม ไม่ได้ทำการบ้าน

นอกจากการเดินทางโดยเรือแล้ว หัวลำโพงนี่แหละครับ เคยเป็น “ชุมทาง” การเดินทางของพี่น้องชาวไทย ชาวจีน ชาวมลายู ชาวพม่า ชาวลาว ชาวเขมร ชาวเวียดนาม ไปสู่ทั่วภูมิภาค

นี่แหละครับ “Super Soft power hub of ASEAN”!! ที่มีองค์กรร่วมสร้าง Creative Economy มาอยู่ด้วย

นักการเมือง-ข้าราชการ ต้องคิดแบบนี้ให้เป็นครับ อย่าเอาแต่จะทำอะไรฉาบฉวย พวกคุณกินเงินภาษีประชาชนอยู่นะครับ

“มะห์ซูหรี่” (Mahsuri) ตำนาน!! ‘คำสาปแห่งลังกาวี’ 

ผู้อ่านจาก Facebook ดร.โญ มีเรื่องเล่า ‘คุณแจ็คกี้ มวยไทย’ เขียน In Box มาว่า “อยากให้อาจารย์เล่าเรื่องเกี่ยวกับสงครามประวัติศาสตร์หน่อยครับ ถึงตำนานแต่ละที่ของประวัติศาสตร์ เช่น คำสาปของเกาะลังกาวี ครับ” ซึ่งผมก็จัดให้เลย และขอมาเล่าเรื่องราวนี้ผ่าน THE STATES TIMES ก่อนนะครับ…

ลังกาวี (Langkawi) หรือ "ลังกาวี อัญมณีแห่งเกอดะฮ์ (Kedah หรือไทรบุรีของราชอาณาจักรสยาม/ไทยในอดีต)" (Langkawi Permata Kedah) เป็นเกาะในทะเลอันดามัน ใกล้ฝั่งทะเลตะวันตกเฉียงเหนือของมาเลเซียตะวันตก ขึ้นกับรัฐเกอดะฮ์ ประเทศมาเลเซีย

ลังกาวี ตั้งอยู่ห่างจากเกาะตะรุเตา จังหวัดสตูลของประเทศไทยเพียง 4 กิโลเมตร อยู่ห่างจากเมืองกัวลาปะลิสประมาณ 30 กิโลเมตร และเมืองกัวลาเกอดะฮ์ 51 กิโลเมตร ประกอบด้วยกลุ่มเกาะเขตร้อนจำนวน 99 เกาะ และเป็นที่รู้จักของชาวไทยและมาเลเซียจากตำนานของ มะห์ซูหรี่ สตรีผู้ถูกประหารด้วยความอยุติธรรม โดยนางได้สาปแช่งเกาะลังกาวีไว้ก่อนสิ้นใจ และรัฐบาลมาเลเซียต้องนำทายาทรุ่นที่ 7 ของเธอมาถอนคำสาป

"ลังกาวี อัญมณีแห่งเกอดะฮ์ (Kedah หรือไทรบุรีของราชอาณาจักรสยาม/ไทยในอดีต)" (Langkawi Permata Kedah)

ชื่อของเกาะลังกาวี โดย "ลัง" ย่อมาจากคำว่า "ฮลัง" (Helang) ที่แปลว่า "นกอินทรีสีน้ำตาลแดง" ส่วนนาม "ลังกาวี อัญมณีแห่งเกอดะฮ์" นั้นได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านอับดุล ฮาลิม อันเป็นส่วนหนึ่งในพระราชพิธีกาญจนาภิเษกส่วนพระองค์ โดยตั้งนามเพื่อสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวว่า ลังกาวีเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ Kedah

กล่าวว่าคำว่า 'ลังกาวี' มีความเกี่ยวข้องกับอาณาจักรลังกาสุกะ 'Langgasu' ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่รัฐ Kedah ในปัจจุบัน ซึ่งเอกสารทางประวัติศาสตร์มีน้อยมาก อย่างไรก็ตามย้อนหลังไปถึง 500 ปีก่อนคริสตกาล ตามบันทึกของราชวงศ์เหลียง อาณาจักรนี้ก่อตั้งขึ้นในศตวรรษแรกเมื่อกษัตริย์ฮินดู บากัตตา ถวายส่วยจักรพรรดิจีนในสมัยนั้น ชื่อของกษัตริย์ปรากฏขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าในตำนานและเทพนิยายมาเลย์ 'ลังกาวี' จึงหมายถึงอาณาจักรของ 'Langgasu' ที่จัดตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 1

มีการอ้างอิงชื่อเกาะอื่นในหนังสือ The Legends of Langkawi โดย Tun Mohamed Zahir บอกว่า 'ลังกาวี' เป็นการรวมกันของคำภาษาสันสกฤตสองคำคือลังกา (ความงาม) และวี (นับไม่ถ้วน) ตามหนังสือลังกาวี หมายถึงสถานที่แห่งความงามอันยิ่งใหญ่ ข้อมูลอ้างอิงอีกฉบับหนึ่งระบุว่า ลังกาวีหมายถึงเกาะนกอินทรี ตามนั้น คำว่าลังกาวีเป็นการรวมกันของคำสองคำคือ ‘ลัง’ และ ‘กาวี’ โดยที่ 'ลัง' มากจากคำว่า 'Helang' ในภาษามาเลย์ ซึ่งแปลว่านกอินทรี ส่วน ‘กาวี’ ก็มาจาก 'Kawi' ภาษามาเลย์เช่นกัน แปลว่า หินอ่อน เนื่องจากมีการพบทั้งนกอินทรีและหินอ่อนมากมายในลังกาวี สถานที่แห่งนี้จึงอาจได้รับการตั้งชื่อตามข้อเท็จจริง โดยจัตุรัสนกอินทรีที่เกาะนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงชื่อเกาะตามความหมายนัยนี้

แสตมป์สามอัฐ และสี่อัฐประทับตรา Kedah แสดงให้เห็นว่า Kedah (ไทรบุรี) เคยเป็นของสยาม

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การเมือง สรุปได้ว่า สุลต่าน Kedah เคยปกครองเกาะนี้ ต่อมา Kedah (ไทรบุรี) ถูกสยามยึด ลังกาวีก็ตกไปอยู่ในมือของสยามผู้ปกครอง และด้วยข้อตกลงตามสนธิสัญญาแองโกล-สยาม พ.ศ. 2452 สยามได้โอนอำนาจการปกครองไปให้แก่อังกฤษ ซึ่งยึดครองรัฐนี้เอาไว้จนมาเลเซียได้รับอิสรภาพ ไม่รวมระยะเวลาสั้น ๆ ของการปกครองไทยภายใต้การยึดครองมลายูของญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง อิทธิพลของไทยยังสามารถเห็นได้ในวัฒนธรรมและอาหารของลังกาวี อันที่จริงแล้ว คนมาเลย์เชื้อสายไทยจำนวนมากบนเกาะนี้ก็เข้าใจภาษาไทยเช่นกัน

มะห์ซูหรี่จึงบอกให้ฆ่าเธอด้วยกริชอาคมของครอบครัว

ตำนานคำสาปแห่งลังกาวี ตามตำนานเล่าว่า มะห์ซูหรี่ (Mahsuri) เป็นธิดาคนที่สามของสามีภรรยาชาวไทยเชื้อสายมลายูที่อพยพมาจากภูเก็ต (Negeri Pulau Bukit) ในสมัยของสุลต่านอับดุลลาห์ มูการ์รัม ชาห์ที่ 2 ผู้ปกครองรัฐ Kedah ระหว่างปี พ.ศ. 2305 ถึง 2343 (ค.ศ. 1762 ถึง 1800) มะห์ซูหรี่เป็นหนึ่งในหญิงที่สวยที่สุดในลังกาวี และได้แต่งงานกับรองสุลต่านที่ชื่อว่า วันดารุส (Wan Darus) น้องชายของ Dato Pekerma Jaya น้องชายของสุลต่านผู้ปกครองเกาะลังกาวี แต่ในเวลาอันไม่นานชีวิตอันสวยงามของพวกเขาก็ต้องจบลง ด้วยวันดารุสต้องออกไปรบกับสยาม ระหว่างที่สามีไม่อยู่ มะห์ซูหรี่บังเอิญได้รู้จักกับเดรามัน (Deraman) ชายหนุ่มคนหนึ่ง ทำให้แม่สามี (บ้างก็ว่า พี่สะใภ้ของสามี ภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้าน) ของเธออิจฉาความงามที่เลื่องลือของมะห์ซูหรี่ จึงถือโอกาสที่จะกำจัดเธอ ด้วยการปล่อยข่าวลือว่า มะห์ซูหรี่ไม่ซื่อสัตย์ นอกใจต่อวันดารุส สามีของเธอ โดยมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับเดรามัน

ด้วยเหตุนี้ ข่าวลือจึงแพร่กระจายไปทั่วทั้งหมู่บ้าน เรื่องนี้ทำให้เธอถูกชาวบ้านทั้งหมดกล่าวหาว่า ลักลอบมีประเวณีกับชายอื่น และถูกตัดสินประหาร มะห์ซูหรี่ปฏิเสธอย่างแข็งขัน แต่ไม่มีใครยอมเชื่อเธอเลย ดังนั้นมะห์ซูหรี่จึงถูกจับมัดไว้กับต้นไม้ (หรือเสา) มะห์ซูหรี่ได้อธิษฐานว่า “หากนางไม่มีความผิด ขอให้โลหิตที่หลั่งออกมาเป็นสีขาวและไม่หลั่งลงพื้นดิน เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของนาง” และ “สำหรับความอยุติธรรมนี้ จะไม่เกิดสันติสุขและความเจริญรุ่งเรืองบนเกาะแห่งนี้ นานถึงเจ็ดชั่วอายุคน” แต่เมื่อเพชฌฆาตลงคมกริชประหาร คมของกริชนั้นกลับไม่ระคายผิวนางเลย หลังจากที่ความพยายามในสังหารเธอทุกครั้งประสบความล้มเหลว เมื่อเป็นเช่นนี้นางจึงบอกกับเพชฌฆาตให้ไปนำกริชอาคมพิเศษของต้นตระกูลจากบ้านของนางมา และเมื่อเพชฌฆาตใช้คมกริชอาคมพิเศษจรดลงไปบนคอของนาง โลหิตสีขาวก็พวยพุ่งขึ้นข้างบนราวกับเป็นร่มโดยไม่ตกลงบนพื้นดินเลย เมื่อเธอถูกแทง เลือดสีขาวก็ไหลออกมาจากบาดแผลของเธอ และฝูงนกก็บินเข้ามาปกคลุมเธอทั้งตัว อันแสดงให้เห็นถึงความบริสุทธิ์ของเธอ ด้านพี่ชายของมะห์ซูหรี่ เกรงว่าหลานชายวัย 5 เดือน ทายาทคนเดียวของมะห์ซูหรี่ จะมีภัย จึงนำลงเรือล่องมายังเกาะภูเก็ต และเริ่มตั้งรกรากที่นี่ โดยบุตรของนางเติบโตขึ้นในนามว่า “โต๊ะวัน”

หลุมศพ (กุโบร์) ของมะห์ซูหรี่บนเกาะลังกาวี

ปาดังมาตสิรัต (ซึ่งหมายถึง ‘ทุ่งข้าวไหม้’)

ชาวบ้านจำนวนมากในลังกาวีเชื่อว่า ตำนานดังกล่าวเป็นเรื่องจริง โดยอ้างถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และโศกนาฏกรรมในช่วงหลายทศวรรษหลังการเสียชีวิตของมะห์ซูหรี่ กองทัพสยามสามารถพิชิตรัฐ Kedah และบุกยึดลังกาวีเอาไว้ได้ โดยชาวบ้านจุดไฟเผาไร่นาพืชผลเพื่อหยุดยั้งการบุกของกองทัพสยาม หรือแทนที่จะปล่อยให้ตกไปอยู่ในเงื้อมมือของกองทัพสยาม จนถึงทุกวันนี้ตามตำนานเล่าว่า หลังจากฝนตกชุก จะเห็นร่องรอยของข้าวไหม้ที่ปาดังมาตสิรัต (ซึ่งหมายถึง 'ทุ่งข้าวไหม้') ที่อยู่ใกล้เคียง แต่ที่สุดแล้วลังกาวีก็ตกเป็นอาณานิคมของสยาม และอังกฤษในเวลาต่อมา 

น.ส.ศิรินทรา ยายี (Wan Aishah)

‘อรรถวิชช์’ คาใจ!! ผุด Sandbox ‘ชะอำ-หัวหิน’ แต่กลับดื่มในร้านไม่ได้ กระทบนักท่องเที่ยวหด

‘อรรถวิชช์’ คาใจ รัฐบาลลืมปลดล็อก ‘ชะอำ-หัวหิน’ แม้ประกาศเป็น Sandbox แต่กลับดื่มในร้านไม่ได้ ทำนักท่องเที่ยวไม่มา วอนขอมาตรฐานเดียวกับกรุงเทพฯ 

นายอรรถวิชช์ สุวรณภักดี เลขาธิการพรรคกล้า โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กว่า... 

วันนี้ผมมาร่วมแถลงข่าวงาน ‘หัวหินวินเทจคาร์พาเหรด’ จัดขบวนรถโบราณหาชมยากกว่า 50 คัน ขับจากกรุงเทพ - หัวหิน ในวันที่ 17 - 19 ธ.ค. 64 ช่วยโปรโมตการท่องเที่ยว หัวหิน-ชะอำ 

ผมทำมาติดต่อกันเป็นปีที่ 19 จนอยู่ในปฏิทินการท่องเที่ยวของ ททท. และปฏิทินกิจกรรมผู้รักรถโบราณและรถคลาสสิกทั่วโลก 

มีเรื่องคาใจผมมาก คือ หัวหิน - ชะอำ ถูกประกาศเป็นเขต Sandbox ท่องเที่ยว แต่กลับดื่มสุราในร้านอาหารในโรงแรมไม่ได้ ทำแบบนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติหนีหมด 

'อดีตบิ๊กข่าวกรอง' จี้ ‘มหาดไทย’ สอบที่มาทุน 'แอมเนสตี้' พร้อมหนุนคนไทยชุมนุมขับไล่

'นันทิวัฒน์ อดีตรองผอ.ข่าวกรอง' ลั่น!! 'แอมเนสตี้' อยู่ใต้กฎหมายไทย จี้!! มท. ตรวจสอบที่มาของเงินทุน ถ้าผิดกฎหมายต้องจัดการ หนุนคนไทยชุมนุมกดดันให้รัฐบาลขับไล่ ยันไม่มีประเทศไหนยอมให้เอ็นจีโอมีเสรีภาพทำอะไรได้ตามใจ

24 พ.ย. 64 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความว่า…

แอมเนสตี้อยู่ใต้กฎหมายไทย

คนไทยที่จะไปชุมนุมกดดันให้รัฐบาลไล่แอมเนสตี้ออกไปจากเมืองไทย ผมเชียร์ เห็นด้วยและอยากให้ออกไปพ้น ๆ ประเทศไทย

แอมเนสตี้ มีสองส่วน แอมเนสตี้อินเตอร์เนชันนัล สำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก จดทะเบียนกับกระทรวงแรงงาน 

iLaw เปิดสถิติผู้ถูกดำเนินคดี ม.112 'เพนกวิน' มากสุด 22 คดี 

iLaw เผย สถิติผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ปลายปี 2563 - 2564 อย่างน้อย 156 คน ใน 162 คดี 'เพนกวิน' มากสุด 22 คดี 'อานนท์' 14 คดี 'ไมค์ - รุ้ง' คนละ 9 คดี ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำระหว่างการพิจารณาคดี 6 คน

iLaw โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน เผยแพร่ สถิติผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 มีรายละเอียดดังนี้…

ครบหนึ่งปี ของการนำมาตรา 112 กลับมาใช้อีกระลอกหนึ่ง นับตั้งแต่พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกแถลงการณ์นายกรัฐมนตรีว่าจะบังคับใช้กฎหมาย “ทุกฉบับ ทุกมาตราที่มีอยู่” ต่อผู้ชุมนุม

จากนั้นมาจำนวนคดี #ม112 ฐานหมิ่นกษัตริย์ฯ ที่เคยหายเงียบไปสองปีกว่า ก็พุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน https://freedom.ilaw.or.th/node/994

ปลายปี 2563 ต่อปี 2564 สถิติจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบว่า มีผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 อย่างน้อย 156 คน ใน 162 คดี เป็นข้อมูลที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่ทราบและอ้างอิงได้ https://tlhr2014.com/archives/23983

จากจำนวนคดีทั้งหมดนี้ ผู้ต้องหาส่วนใหญ่ได้ประกันตัว หรือได้ปล่อยตัวชั่วคราว แต่ก็มีบางส่วนที่ถูกคุมขังระหว่างการดำเนินคดี นับถึงวันครบรอบหนึ่งปีของการนำมาตรา 112 กลับมาใช้ครั้งใหญ่ มีคนที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำระหว่างการพิจารณาคดีอย่างน้อย 6 คน คือ อานนท์ นำภา, ไผ่ จตุภัทร์, เพนกวิ้น พริษฐ์, รุ้ง ปนัสยา, ไมค์ ภาณุพงษ์ และเบนจา อะปัญ

'อัษฎางค์' เตือนสติ หยุดคิด!! ก่อนเหยียดใครโง่ เพราะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ถูกใครสวมเขา - โดนจูงจมูกอยู่หรือเปล่า?

นายอัษฎางค์ ยมนาค นักประวัติศาสตร์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ถึงกรณีที่มีการเหยียดคนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ว่าเป็นคนโง่ โดยระบุว่า 

“ประยุทธ์มันโง่ พูดภาษาอังกฤษไม่ได้”

สองสามวันก่อนผมคุยโทรศัพท์กับแม่ แล้วมีญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง ขอมาคุยด้วย บอกว่าเห็นผมตามสื่อต่าง ๆ อยู่เสมอ รู้สึกเป็นห่วงที่ผมเกี่ยวข้องกับข่าวการเมือง เพราะการเมืองมันสกปรก

แล้วญาติคนนั้นก็เริ่มพูดเรื่องการเมือง ซึ่งผมพยายามตัดบทว่า ผมไม่คุยเรื่องการเมืองกับญาติหรือเพื่อน เพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมา แต่เขาก็ไม่หยุด ยิ่งพูดยิ่งมัน

ตอนเริ่มต้นบอกว่าตัวเองไม่เข้าข้างใคร แต่ยิ่งพูดไปยิ่งฟังออกว่าเกลียดประยุทธ์
ญาติ : แกเข้าข้างประยุทธ์ใช่มั้ยล่ะ บร้าๆๆๆ
ผมตอบว่า: เปล่าครับ 
อันไหนถูกก็ว่าถูก อันไหนผิดก็ว่าผิด
แล้วเขาก็ยังพูดอีกหลายประเด็น

จนในที่สุดผมก็บังเอิญได้โอกาสที่ทำเขาหยุดจนได้
หลังจากที่ฟังเขาพูดอยู่นาน เขาก็พูดขึ้นว่า: “ประยุทธ์มันโง่ พูดภาษาอังกฤษไม่ได้”
ผมรีบตัดบท ก่อนที่เขาจะพูดเรื่องอื่นต่อไป ด้วยการถามกลับไปว่า…
แล้วลุงพูดภาษาอังกฤษได้มั้ยครับ
ถามจบ ผมไม่พูดอะไรต่อ 
บรรยากาศเปลี่ยนไปทันทีจากที่ล้งเล้ง กลับกลายเป็นเงียบสนิท 

ผมไม่กล้าพูดอะไรมากมาย เพราะเขาคือญาติผู้ใหญ่ที่นับถือกันมาทั้งชีวิต แต่คำถามนั้นเป็นการย้อนคำด้วยความสุภาพสุดแล้ว 
เป็นคำถามที่อยากให้หยุดคิดนิดนึง
ไม่มีเสียงตอบ ผมก็ไม่พูดอะไรต่อ และไม่วางสาย
ปล่อยให้มันเงียบอยู่แบบนั้น เผื่อเขาจะได้มีเวลาหาคำตอบ

เมื่อนานมาแล้ว ตอนที่มาออสเตรเลียใหม่ ๆ สมัยที่ผมยังเรียนหนังสืออยู่ มีอาจารย์สาวสวย เท่ มีเสน่ห์มาก ชาวอิตาลี เล่าประสบการณ์ของเธอให้นักศึกษาในห้องฟัง เรื่องการพูดภาษาอังกฤษว่า…
ตอนเธอมาออสเตรเลียใหม่ ๆ ภาษาอังกฤษของเธอยังไม่ดี เธอไปทำธุรกรรมที่ธนาคาร แล้วมีคนพูดดูถูก ด้วยคำที่ทำให้เธอดูเป็นคนโง่
แต่เธอบอกกับนักศึกษาในห้อง โดยเฉพาะนักศึกษาต่างชาติว่า การที่เราพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ หรือไม่ดีพอ ไม่ได้แปลว่า “เราโง่”

อาจารย์เล่าว่า อาจารย์ถามคนที่ดูถูกเธอว่า โง่ที่พูดอังกฤษไม่รู้เรื่อง กลับไปว่า…
คุณพูดภาษาอะไรได้อีกนอกจากภาษาอังกฤษ
แต่…ไม่มีคำตอบกลับมา
แล้วเธอก็พูดต่อว่า นอกจากภาษาอังกฤษที่ฉันกำลังหัดพูดแล้ว ฉันพูดอิตาลีได้ดีมาก 
ฉันพูดได้ 2 ภาษา คุณพูดได้ภาษาเดียว ใครโง่กว่ากัน
นักศึกษาชอบใจ ปรบมือลั่นห้อง

WHO คาด!! ระลอกใหม่โควิดในยุโรป อาจดับลมหายใจชาวยุโรปร่วม 7 แสนราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า องค์การอนามัยโลก หรือ WHO (The World Health Organization) แถลงคาดการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกใหม่ในภูมิภาคยุโรป เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า อาจจะส่งผลทำให้มีผู้ป่วยเสียชีวิตรายใหม่มากกว่า 7 แสนรายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งจะทำให้ยุโรปมีจำนวนผู้ป่วยเสียชีวิตสะสมอยู่ที่ 2.2 ล้านราย เพิ่มขึ้นจากตัวเลขผู้ป่วยเสียชีวิตสะสมในขณะนี้ 1.5 ล้านราย อันเป็นผลจากการที่จำนวนผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ทะยานพุ่งสูงขึ้นทั่วทั้งทวีป จนเป็นเหตุให้บางประเทศต้องกลับไปใช้มาตรการเข้มงวดอีกครั้ง

รายงานข่าวแจ้งว่า การออกมาประมาณการครั้งนี้ เพิ่มตัวเลขจากการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ของผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคยุโรป ที่ออกมาระบุว่า การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกใหม่ในยุโรป อาจทำให้มีผู้ป่วยเสียชีวิตมากถึง 5 แสนราย ภายในเดือนมีนาคมปีหน้า (2565)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top