Tuesday, 30 June 2026
TheStatesTimes

ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และ คณะฯ ลงพื้นที่กระบี่เยี่ยมเยียนและสร้างกำลังใจในการปฏิงานตามแนวท่องเที่ยววิถีใหม่ แก่เจ้าหน้าที่ฯ ตามแนวนโยบายการเปิดประเทศ 

ที่สถานีตำรวจท่องเที่ยวกระบี่ ต.กระบี่ใหญ่ อ.เมือง จ.กระบี่ พล.ต.ท. สุคุณ พรหมายน ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยวพร้อมคณะฯ ประกอบด้วยพล.ต.ต.ศุภเศรษฐ์  โชคชัย รอง ผบช.ทท./พล.ต.ต.กฤษณ์ วาฤทธิ์ ผบก.ทท.3 /พ.ต.อ.เอกกฤต วิริยะภาพ รอง ผบก.ทท.3 /พ.ต.อ.นรเศรษฐ์ สุวรรณนิกขะ รอง ผบก.ทท.3 /พ.ต.อ.ยุทธภูมิ  ปั้นลายนาค   รอง ผบก.ทท.3 /พ.ต.อ.พิเชษฐ์พงศ์ แจ้งค้ายคม ผกก.2 บก.ทท.3 

โดยมี พ.ต.ท.ศักดิ์อนันต์ คำไสย รรท.สว.ส.ทท.3 กก.2 บก.ทท.3 หัวหน้าสถานีตรวจท่องเที่ยวกระบี่ และเจ้าหน้าที่รวมถึง ล่ามแปลภาษาประจำสำนักงานฯ และอาสาสมัครท่องเที่ยว ที่เป็นทีมทำงาน ร่วมให้การต้อนรับ และรับนโยบายการปฏิบัติงาน พร้อมทั้งมอบสิ่งของอุปโภค​บริโภคให้เจ้าหน้าที่สำนักงานฯ 

ผู้บัญชา​การตำรวจท่องเที่ยว กล่าวว่า การเดินทางมาตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวกระบี่ เพื่อมาดูการทำงานที่ต้องสอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาล พลเอกประยุทธ์​ จันทร์​โอชา​ นายกรัฐมนตรี ในการเปิดประเทศ​ทเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน​2564 เนื่องจากจังหวัดกระบี่ ถูกจัดให้เป็นพื้นที่ สีฟ้าของประเทศ ที่เป็น 1 ใน 4 จังหวัดนำร่อง ท่องเที่ยวประกอบด้วย กรุงเทพ​มหานคร​ กระบี่ ภูเก็ต พังงา ที่สามารถ ร่วมโครงการเปิดประเทศ ท่องเที่ยวได้ทั้งจังหวัด 

ในส่วนจังหวัดกระบี่นั้น มีพื้นที่เป้าหมาย  Phuket Sandbox ที่มีความเข้มงวดตามเงื่อนไข การทดลองเปิดประเทศก่อนหน้านี้  จำนวน 3  แหล่งท่องเที่ยว คือ เกาะพีพี เขตอุทยานแห่งขาติหาดนพรัตน์​ธารา​และหมู่เกาะพีพี  เกาะไหง ในเขตอุทยานแห่งขาติหมู่เกาะลันตา อ่าวไร่เล เขตอำเภอเมือง 

การท่องเที่ยวในแนวทางใหม่ เป็นเรื่องการดูแล​ความปลอดภัย​ทางสาธารณสุข​ มาตรฐานการ​รักษา​โรค ในโลกสีเขียว วิถีใหม่เป็นเรื่องที่ตำรวจท่องเที่ยวจะต้องปรับตัวในการทำงานให้เกิดผลดีที่สอดคล้องกับแนวนโยบายฯและได้ทำการทดลองใช้ อุปกรณ์​และตรวจสอบ การทำงานของ Call Center 1155 สายด่วนตำรวจท่องเที่ยว ตามสโลแกน Your First Friend " เพื่อนคนแรกของนักท่องเที่ยว" ที่ให้บริการ สร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยว เมื่อมีปัญหา และสอบถามข้อมูล ที่มีล่ามแปล สนทนาได้ 5 ภาษา ตลอด 24 ชั่วโมง อีกด้วย 

‘อลงกรณ์’ ปลื้ม ผลงานประกันรายได้ชาวนา ดันเงินหมุนเวียนนับล้านล้านบาท 

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พรรคในฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเป็น 1 ใน 5 พืชเศรษฐกิจหลัก ภายใต้นโยบายประกันรายได้เกษตรกร ได้แก่ ข้าว, มันสำปะหลัง, ยางพารา, ปาล์ม, น้ำมัน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ “ไม่ใช่ภาระแต่เป็นธุระของรัฐบาล” ในการบริหารนโยบายให้สำเร็จตามที่แถลงต่อรัฐสภา ซึ่งเป็นโครงการที่เกษตรกรพึงพอใจมากที่สุดโครงการหนึ่งของรัฐบาล

เพราะสามารถสร้างหลักประกันรายได้ (Universal basic income) จากการประกอบอาชีพเกษตรกรรมในช่วงที่เกิดความผันผวนของราคาผลผลิตทางการเกษตร จากผลกระทบของการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ทำให้เศรษฐกิจวิกฤตไปทั่วโลก ซึ่งนี่ถือเป็นนโยบายเรือธง (Flagship policy) ของพรรคประชาธิปัตย์และรัฐบาล

สำหรับโครงการประกันรายได้ชาวนาเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์แห่งอนาคตในช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition period) ของการปฏิรูปภาคเกษตรเพื่อสร้างศักยภาพใหม่ของประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ข้าว 5 ปี (2563-2567) ที่เริ่มมาแล้วตั้งแต่ปี 2563 ขับเคลื่อนด้วย 4 ยุทธศาสตร์ ตั้งแต่… 

‘ต้นน้ำ’ การผลิตมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพลดต้นทุนพัฒนาพันธ์ุสร้างมาตรฐานเชื่อมโยง 

‘กลางน้ำ’ การแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม 

และ ‘ปลายน้ำ’ การตลาดแบบออนไลน์/ออฟไลน์ ทั้งตลาดในและต่างประเทศตามโมเดลเกษตรผลิตพาณิชย์ตลาดภายใต้ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต

“โครงการนี้ได้ช่วยพัฒนาฐานะและชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรและครอบครัวเกือบ 30 ล้านคน ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีแรงงานและการจ้างงานมากที่สุด อีกทั้งเป็นฐานรากสำคัญของประเทศ ทำให้สามารถรักษาการผลิตสินค้าเกษตรสร้างรายได้ในการส่งออกให้กับประเทศของเราจนเป็นอันดับต้นของสินค้าที่ส่งออกเพิ่มขึ้นทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปีในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา (มองในมุมของการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศและการนำรายได้เข้าประเทศ) ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่และภาคบริการ เช่น การท่องเที่ยว มีตัวเลขการส่งออกที่ลดลง

“ประการสำคัญ คือ เงินประกันรายได้ที่เกษตรกรได้รับ เกิดจากการทำงานแบบหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน จากหยาดเหงื่อแรงกาย ไม่ใช่การแจกจ่ายแบบให้เปล่า (Free rider) จำนวนหลายแสนล้านบาทเหมือนโครงการอื่น ๆ ของรัฐ”

นายอลงกรณ์ กล่าวอีกว่า ภาคเกษตรในรัฐบาลปัจจุบันภายใต้การนำของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีพาณิชย์ กำลังนำภาคเกษตรกรรมเข้าสู่มิติใหม่โดยเฉพาะเกษตรอัจฉริยะแนวทางเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) ที่ใช้บิ๊กดาตา (Big Data) และดิจิทัลเทคโนโลยี (Digital Technology) รวมถึงการทำเกษตรแปลงใหญ่ซึ่งพัฒนาขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่า 5,000 แปลง รวมพื้นที่กว่า 6 ล้านไร่ ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลงและสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรรวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคเกษตรและประเทศในระยะยาวอย่างยั่งยืน เน้นการบูรณาการความร่วมมือทำงานเชิงรุกกับทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคเกษตรกร ด้วยการสร้างกลไกเชิงโครงสร้างและระบบเพื่อขับเคลื่อนด้วยแนวทางใหม่ ๆ ภายใต้ 5 ยุทธศาสตร์ปฏิรูปภาคเกษตร...

‘สำนักงานตำรวจแห่งชาติ’ ร่วมกับ ‘มูลนิธิบุณยะจินดา’ มอบทุนสนับสนุนข้าราชการตำรวจดีเด่น – ต้นแบบ และพลเมืองดี!!

มูลนิธิบุณยะจินดาเพื่อข้าราชการตำรวจและครอบครัว จัดพิธีมอบทุนสนับสนุนข้าราชการตำรวจดีเด่นต้นแบบและพลเมืองดี ทุนสงเคราะห์แก่ข้าราชการตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ และมอบทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดา ข้าราชการตำรวจ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่ข้าราชการตำรวจประจำปี 2564 จำนวน 668 ทุน รวมเป็นเงินทั้งสิน 3,735,000 บาท

วันพุธ ที่ 17 พ.ย. 64 เวลา  14.00 น. พล.ต.อ.สุวัฒน์  แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. พร้อมด้วย คุณหญิง กอแก้ว บุณยะจินดา ประธานมูลนิธิบุณยะจินดาเพื่อข้าราชการตำรวจและครอบครัว เป็นประธานในพิธีมอบถ้วยรางวัลและประกาศเกียรติยศแก่ข้าราชการตำรวจและพลเมืองดีผู้มีผลงานดีเด่นเป็นต้นแบบ และมอบทุนสงเคราะห์เพื่อช่วยเหลือครอบครัวข้าราชการตำรวจผู้ที่เสียชีวิต หรือได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่พร้อมทั้งมอบทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดาข้าราชการตำรวจ ประจำปี 2564 ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

สำหรับในปี 2564 มีข้าราชการตำรวจและพลเมืองดีเข้ารับรางวัลประเภทต่าง ๆ จำนวน 6 กลุ่ม จำนวนทั้งสิ้น 29 นาย เป็นเงินทั้งสิ้น จำนวน 550,000 บาท  ดังนี้

- รางวัลประเภท กลุ่มสัญญาบัตร ถ้วยรางวัลเกียรติยศ พร้อมเงินทุนสนับสนุน

จำนวน  100,000 บาท  จำนวน 1 รางวัล  ได้แก่  พล.ต.ต.ทินกร  รังมาตย์ ผบก.ภ.จว.ยะลา ภ.9

- รางวัลประเภท กลุ่มชั้นประทวน ถ้วยรางวัลเกียรติยศพร้อมเงินทุนสนับสนุน

จำนวน 40,000 บาท จำนวน 3 รางวัล ได้แก่

 (1) ส.ต.ท.เดชภณ รุกขพันธุ์ ผบ.หมู่ (ป.) สภ.สายบุรี จ.ปัตตานี ภ.9

 (2) ส.ต.ท.สาคร วัฒนาชานนท์ ครู (ปท 1) รร.ตชด.บ้านเลตองคุ

       กก.ตชด.34 บช.ตชด.

 (3) ส.ต.ท.อนุวัฒน์ กุณามา   ผบ.หมู่ งานปฏิบัติการจราจร

       ตามโครงการพระราชดำริ 3 กก.6

       บก.จร. บช.น.

- รางวัลประเภท ประกาศเกียรติยศ พร้อมเงินทุนสนับสนุนจำนวน 10,000 บาท

ซึ่งเป็นข้าราชการตำรวจ จำนวน 20 รางวัล

> ด้านป้องกันและปราบปราบอาชญากรรมดีเด่น

(1) พ.ต.อ.มานพ ภุชชงค์  ผกก.สภ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ภ.3

(2) พ.ต.อ.วิวัฒนชัย์   ธรรมวิทยาภูมิ  ผกก.สภ.นาหม่อม จ.สงขลา ภ.9

(3) ร.ต.อ.ชาญ   เวชพันธ์  รอง สว.(ป.) สน.มีนบุรี บช.น.

(4) ร.ต.อ.ภุฒชงค์   ศรีแสงจันทร์  รอง สว.(ป.) สภ.เมืองตาก จว.ตาก ภ.6

(5) ส.ต.ท.ณัฐวุฒิ   ประสาวะถา  ผบ.หมู่ (ป.) สน.พหลโยธิน บช.น.

> ด้านป้องกันและปราบปราบ ยาเสพติดดีเด่น

(6) พ.ต.อ.จตุรวิทย์   คชน่วม  ผกก.9 บก.รน. บช.ก.

(7) พ.ต.อ.กฤษดา   ศรีอิสาณ  ผกก.2 บก.ปส.3 บช.ปส.

(8) พ.ต.ต.ศุภเดช   ศุภไชยดิษกุล  สวป. สน.คันนายาว บช.น.

(9) ร.ต.อ.สุเมธ   พลเยี่ยม  ผบ.มว.กก.ตชด.24 บช.ตชด.

(10) ด.ต.ธิปไตย   คงทัพ  ผบ.หมู่ กก.สส. บก.น.7 บช.น.

(11) ด.ต.สนทยา   บัวถนอม   ผบ.หมู่ กก.3 บก.ป. บช.ก.

(12) ส.ต.อ.ไกรสิทธิ์   แสนคำ  ผบ.หมู่ กก.ตชด.24 บช.ตชด.

> ด้านสอบสวนดีเด่น

(13) พ.ต.ท.สรชัช ปร่ำเป็ง รอง ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน 

ภ.จว.ยะลา ภ.9

(14) พ.ต.ท.สมบัติ พรมสะอาด  รอง ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวนฯ

    บก.ปส.2 บช.ปส.

(15) ร.ต.อ.เกียรติยศ จันทร์นิยม รอง สว.(สอบสวน) สน.บางยี่เรือ บช.น.

(16) พ.ต.ท.พูนสุข เตชะประเสริฐพร รอง ผกก.สส.1 บก.สส. ภ.1

(17) พ.ต.ต.ประวีณ วงษ์ปัญญา สว.กก.สส.3 บก.สส. ภ.4

(18) ด.ต.รณยศ วัชรกิตตินันท์ ผบ.หมู่ (สส.) สน.บึงกุ่ม บช.น.

> ด้านฝ่ายอำนวยการดีเด่น

(19) พล.ต.ต.อุกฤษฏ์ ศรีเสือขาม ผบก.วน.

(20) พ.ต.อ.หญิง ยุภาพร  ชาตะมีนา  พยาบาล (สบ 4) กลุ่มงานพยาบาล รพ.ตร.

- รางวัลประเภท ประกาศเกียรติคุณพลเมืองดี พร้อมเงินทุนสนับสนุน จำนวน 10,000 บาท จำนวน 2 รางวัล

(1) นายชยพล วาทบัณฑิต

(2) นายพุฒิพงศ์ มณิชสาร (เสียชีวิต)

ทายาท : น.ส. สุดาพร พืชศรี

- รางวัลประเภท ประกาศเกียรติยศแก่คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนดีเด่น 

พร้อมทุนสนับสนุน จำนวน 10,000 บาท จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ “คณะพนักงานสืบสวนสอบสวน

คดีฆ่านักท่องเที่ยวภูเก็ตแซนด์บ๊อกซ์”

'โฆษกรัฐบาล' เผย การขนส่งสินค้าท่าเรือกลับมาคึกคักยอดการส่งออกไทย 9 เดือนแรกขยายตัว 15.5 % เป็นไปตามข้อสั่งการ ”นายก”

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การท่าเรือแห่งประเทศไทยได้เผยแพร่ผลการดำเนินงานของในรอบปีงบประมาณ 2564  (ตุลาคม 2563 – กันยายน 2564) มีเรือเทียบท่าที่ท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือแหลมฉบัง รวม 13,840 เที่ยว เพิ่มขึ้น 1.9% สินค้าผ่านท่า 111.630 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 6.9% และตู้สินค้าผ่านท่า 9.857 ล้าน ที.อี.ยู. เพิ่มขึ้น 8.6% รวมรายได้ 15,613 ล้านบาท กำไรสุทธิ  6,023 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.99% ซึ่งการเติบโตของตู้สินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น มาจากการที่ไทยสามารถส่งออกได้มากขึ้นต่อเนื่อง

อีกส่วนหนึ่งมาจากข้อสั่งการของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่สั่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนตู้สินค้าในภาคธุรกิจขนส่งสินค้าทางทะเลทันที ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านโดยรัฐบาลมีการมาตรการต่างๆ  อาทิ กรมเจ้าท่าออกประกาศให้เรือที่มีความยาวมากกว่า 300 เมตร แต่ไม่เกิน 400 เมตรเข้าเทียบท่า ปรับลดภาระตู้สินค้าเปล่าขาเข้าผ่านท่าเรือกรุงเทพ  ชดเชยค่ายกตู้ขนส่งสินค้าให้กับผู้ประกอบการภาคเอกชนที่ท่าเรือแหลมฉบับ เป็นต้น ช่วยบรรเทาการขาดแคลนตู้สินค้า สนับสนุนให้ค่าระวางเรือขนส่งจากไทยลดลง ส่งผลให้บริการสินค้าและตู้สินค้าผ่านท่าสูงขึ้นด้วย

นายธนกร กล่าวว่า ที้งนี้ ผลการดำเนินงาน เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกับปีที่ผ่านมา ดังนี้ 
1) ท่าเรือกรุงเทพ เรือเทียบท่า 4,170 เที่ยว เพิ่มขึ้น 9.1%  ตู้สินค้าผ่านท่า 1.438 ล้าน ที.อี.ยู. เพิ่มขึ้น 0.2%
2) ท่าเรือแหลมฉบัง เรือเทียบท่า ลดลง 1.0%   ตู้สินค้าผ่านท่า 8.419 ล้าน ที.อี.ยู. เพิ่มขึ้น 10.2%
 3) ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน เรือเทียบท่า 2,231 เที่ยว ลดลง 10.5% ตู้สินค้าผ่านท่า 5,064 ที.อี.ยู. ลดลง 32.3%
4) ท่าเรือเชียงของ เรือเทียบท่า ลดลง 96.6% สินค้าผ่านท่า ลดลง 98.9%
 5) ท่าเรือระนอง เรือเทียบท่า เพิ่มขึ้น 15.9% ตู้สินค้าผ่านท่า เพิ่มขึ้น 53.0%
โดยในปีงบประมาณ 2565  นี้ ยังประมาณการตู้สินค้าผ่านท่าที่ท่าเรือกรุงเทพ 1.43 ล้าน ที.อี.ยู. และท่าเรือแหลมฉบัง 8.243 ล้าน ที.อี.ยู. ด้วย 

 

'พล.อ.ประวิตร’ ลงชุมพร สุราษฎร์ธานี เยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วมและแสดงความเสียใจครอบครัวผู้เสียชีวิต ห่วงสถานการณ์อุทกภัยหลายพื้นที่ สั่งจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าภาคใต้

พล.อ.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อ 1145 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม.และคณะ ได้เดินทางลงพื้นที่ภาคใต้ จว.ชุมพรและสุราษฎร์ธานี เป็นห่วงประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่จังหวัดภาคใต้ โดยได้สั่งการให้ สทนช.จัดต้ัง “ศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่ภาคใต้” พร้อมลงรับทราบติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาพรวม จากส่วนราชการต่างๆ ณ ศาลากลาง จว.ชุมพร

โดยสรุปสถานการณ์ภาพรวม จากอิทธิพลมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ ตั้งแต่ 10 พ.ย.64 ส่งผลให้ฝนตกหนักต่อเนื่อง เกิดอุทกภัย น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่งใน 8 จว.ภาคใต้หลายพื้นที่  ปัจจุบันยังมีน้ำท่วมขัง 3 จว.คือ ชุมพร สุราษฎร์ธานีและสงขลา รวม 10 อำเภอ 315 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 8,909 ครอบครัว โดยคาดการณ์ว่ายังมีฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลต่อระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลางของภาคใต้ มีปริมาณน้ำมากกว่า 80%และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นหลายแห่ง เสี่ยงน้ำล้นตลิ่ง กระทบพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณท้ายอ่างเก็บน้ำ 

พล.อ.ประวิตร’ ย้ำว่า รัฐบาลมีความเป็นห่วงใยและตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนจากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นหลายพื้นที่จังหวัด  ซึ่งมีประชาชนได้รับผลกระทบหลายครัวเรือน ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของผู้เสียชีวิต และขอเป็นกำลังใจกับผู้ประสบภัยทุกครอบครัว พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลและทุกส่วนราชการจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในการช่วยเหลือดูแลจนกว่าสถานการณ์จะปกติ

พร้อมกันนี้ ยังได้กำชับให้ทุกส่วนราชการในพื้นที่ เร่งระบายน้ำลงทะเล โดยเฉพาะ  อ.สวี อ.ท่าแซะ อ.เมือง จว.ชุมพร ที่เป็นที่ต่ำและยังคงมีน้ำท่วมขัง  พร้อมทั้งให้กระจายช่วยเหลือเร่งด่วนให้ทั่วถึงในทุกพื้นที่ เร่งซ่อมแซมบ้านเรือนที่อยู่อาศัย  เร่งสำรวจความเสียหายและเยียวยาผู้ประสบภัยให้ทั่วถึง  ขณะเดียวกันให้ประเมินวิเคราะห์สถานการณ์และพื้นที่เสี่ยง โดยต้องมีการแจ้งเตือนภัยอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่เสี่ยง 

 

‘พลเอก ประยุทธ์’ เป็นประธานในพิธี ถวายกฐินพระราชทาน ประจำปี 2564 ณ วัดนางนองวรวิหาร

ในวาระที่ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานผ้าพระกฐินให้กระทรวงกลาโหมนำไปถวายพระสงฆ์จำพรรษา ณ วัดนางนองวรวิหาร ถนนวุฒากาศ แขวงบางค้อ เขตจอมทอง กรุงเทพฯ ในวันพุธที่ 17 พฤศจิกายน 2564 เวลา 14.30 นาฬิกา

โดยมี พลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธี โดยกระทรวงกลาโหมขอถวายปัจจัยสี่ อันควรแก่สมณะบริโภคเพื่อบำรุงพระอารามเป็นมูลค่า จำนวน 5,010,999 บาท และมอบอุปกรณ์การศึกษาให้กับโรงเรียนวัดนางนอง (พิพัฒน์) มูลค่า 100,858 บาท และโรงเรียนอนุบาลวัดนางนอง มูลค่า 5,280.- บาท นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณและเป็นสิริมงคลอันใหญ่หลวงแก่บรรดาข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างของกระทรวงกลาโหม

 

ได้เวลาคืนสู่สังคม! ‘NT’ จัดสัมมนา ‘Recharge & Comeback Stronger’ เผยเทคนิค เพิ่มพลังชีวิตรับมือยุค New Normal

NT กระชับมิตรกลุ่มลูกค้า จัดงานสัมมนาออนไลน์ภายใต้หัวข้อ ‘Recharge & Comeback Stronger’ เพิ่มพลังในการทำงานทั้งพลังสมองและพลังจิตใจ ในยุค New Normal

เมื่อวาน 17 พ.ย. 64 บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NT) ได้จัดงานโครงการ The Exclusive Webinar การสัมมนาออนไลน์ผ่านระบบ Zoom ภายใต้หัวข้อ ‘Recharge & Comeback Stronger’ โดยมี นายรังสรรค์ จันทร์นฤกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานขายลูกค้าองค์กร เป็นประธานในการเปิดงาน และร่วมงานสัมมนาออนไลน์ (Webinar) พร้อมด้วย นางรังสิมา ประดิษฐพงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มขายและบริการลูกค้าองค์กร

โดยงานนี้ มีวัตถุประสงค์ในการเพิ่มพูนความรู้ให้กับลูกค้า พร้อม ๆ ไปกับสานต่อความสัมพันธ์กับลูกค้าในยุค New Normal หลังจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ทำให้เกิดความห่างไกลกันไปพักใหญ่ โดยได้เชิญลูกค้าองค์กรกว่า 300 ท่าน เข้าร่วมสัมมนา พร้อมทีมผู้บริหาร, Key Account ของกลุ่มขาย และส่วนงานบริการลูกค้าองค์กรร่วมงานในครั้งนี้

"จากภาวะวิกฤตที่เกิดจาก Covid-19 นั้น ทำให้หลายองค์กร ต้องมีการปรับตัว ต้องมีการ Work From Home และมีโอกาสได้พบปะกันน้อยลง เช่นเดียวกันกับทาง บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ที่พบปะและจัดกิจกรรมกับลูกค้าได้น้อยลงด้วยเช่นกัน ฉะนั้นการจัดสัมมนาผ่านออนไลน์ในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างปฏิสัมพันธ์ พร้อมทั้ง Refresh ความรู้ รวมถึงสร้างพลังทางจิตใจ ให้ทุกท่านได้ก้าวเดินอย่างแข็งแกร่งต่อไป” นายรังสรรค์ กล่าว

สำหรับสาระสำคัญของงานสัมมนาออนไลน์ The Exclusive Webinar ภายใต้หัวข้อ ‘Recharge & Comeback Stronger’ นี้ ประกอบไปด้วยเนื้อหาหลักที่จะคืนชีวิตของผู้คนให้เผชิญยุค New Normal ได้อย่างราบรื่นผ่าน 2 Session 2 วิทยากรผู้เชี่ยวชาญ...

>> Recharge your brain
โดยในส่วนของ Session แรก : Recharge your brain ซึ่งมี ‘อาจารย์ฝน นรินทร์ฤทธิ์ เปรมอภิวัฒโนกุล’ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ มาแลกเปลี่ยนความรู้ผ่านหัวข้อ ‘Cybersecurity Trends To Know’ ซึ่งครอบคลุมเนื้อหาที่เกี่ยวกับ ‘ภัยไซเบอร์รูปแบบใหม่’ ที่คนยุคนี้ต้องเตรียมรับมือ

อาจารย์ฝน เผยว่า ภัยไซเบอร์ในยุค 2021 ที่สามารถจำแนกออกได้หลายระดับ ตั้งแต่ผู้ใช้งานทั่วไป ผู้ใช้งานระดับองค์กรธุรกิจ รวมไปถึงหน่วยงานระดับความมั่นคงของชาติ ซึ่งรูปแบบของภัยไซเบอร์ จะมีทั้งการแฮกบัญชีการใช้งานธุรกรรมต่าง ๆ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ มือถือ รหัส WiFi รวมไปถึง บัตรเครดิต/บัตรเดบิต เช่น เช่นกรณีการดูดเงินจากบัญชีธนาคาร โดยตัดออกไปในมูลค่าน้อย ๆ ขณะที่การผูกบัญชีกับแอปพลิเคชันต่าง ๆ ก็นับเป็นอีกช่องโหว่ ที่ทำให้มิจฉาชีพสามารถแฮกข้อมูลได้ด้วยเช่นกัน

สำหรับวิธีการป้องกันภัยไซเบอร์ อาจารย์ฝน ได้แนะนำไว้ดังนี้…

1.) ตั้งรหัสผ่านให้เดายาก หรือการตั้งรหัสผ่าน 2 ชั้น 
2.) ตั้งรหัสผ่านให้เป็นประโยคหรือตั้งรหัสผ่านจากคำ 3 คำ โดยใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ พิมพ์เล็ก ตัวเลขใช้เครื่องหมายต่าง ๆ เข้ามาแทนเพื่อให้ยากขึ้นในการแฮกข้อมูล
3.) ในกรณีที่ใช้โมบาย แอปพลิเคชัน ก็ควรตั้งวงเงินบัตรในการกดเงิน โอนเงิน หรือรูดบัตรซื้อสินค้าให้เป็น 0 บาท

‘บิ๊กตู่’ เร่งรถไฟฟ้า “โมโนเรลสายสีเทา” วงเงิน 27,500 ลบ. เปิดให้บริการปี 2573

โฆษกรัฐบาลเผย “นายกฯ” เร่งรัดความคืบหน้า โครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว “โมโนเรลสายสีเทา” สนับสนุนการลงทุนรัฐ-เอกชน (PPP) เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งสาธารณะให้ครอบคลุม พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับทราบความคืบหน้าการดำเนินโครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว “โมโนเรลสายสีเทา” (Monorail) ซึ่งได้ข้อสรุปการดำเนินโครงการในช่วงแรกแล้ว โครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว โมโนเรลสายสีเทาจะใช้ช่วงสถานี วัชรพล-ทองหล่อ เป็นเส้นทางนำร่องในช่วงแรก ระยะทางรวม 16.3 กม. วงเงินการก่อสร้าง 27,500 ล้านบาท 

มีสถานีทั้งหมด 15 สถานี ใช้ระยะเวลาในการเดินทางไป-กลับ ประมาณ 62 นาที คาดว่าจะสามารถรองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 8,000 - 30,000 คน/ชั่วโมง/ทิศทาง ใช้ระบบควบคุมการเดินรถอัตโนมัติ (Automatic Train Control : ATC) และมีระบบการเก็บค่าโดยสารอัตโนมัติ (Automatic Fare Collection System) ทั้งนี้ เส้นทางการเดินรถไฟมีทั้งสิ้น 3 ระยะ ได้แก่ 

ระยะที่ 1 ช่วงวัชรพล - ทองหล่อ 
ระยะที่ 2 ช่วงพระโขนง - พระราม 3 
และระยะที่ 3 ช่วงพระราม 3 - ท่าพระ 
รวมระยะทางประมาณ 40 กม. ซึ่งคาดว่าทั้งหมด 3 ระยะนี้จะเปิดให้บริการได้ในปี 2573 

‘หมอเหิม’ ห่วงสตรี! ยกระดับจัดเครื่องระดับโลก ‘ตรวจมะเร็งปากมดลูกฟรี’!!

18 พ.ย.2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ ตึกผู้ป่วยนอก ชั้น 3 โรงพยาบาลชัยภูมิ นพ.ณรงค์ศักดิ์ บำรุงถิ่น ผอ.โรงพยาบาลชัยภูมิ พร้อมด้วยแพทย์-พยาบาล นักศึกษาคณะแพทย์ ประชาชนกลุ่มสตรีผู้เข้ารับการตรวจ ร่วมเปิดศูนย์ตรวจมะเร็งปากมดลูก ในโครงการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก HPV DNA

โดยมีนพ.เอกภพ นันทวงศ์ หัวหน้ากลุ่มงานสูตินรีเวชกรรม รพ.ชัยภูมิ และจนท.พยาบาล กลุ่มงานสูตินรีเวชกรรม คอยให้การต้อนรับให้การบริการ ซึ่งโครงการตรวจเพื่อเปิดให้กลุ่มสตรีในพื้นที่ชัยภูมิได้มีโอกาศได้รับการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก HPV DNA และได้เข้าถึงการรักษาได้อย่างทันทวงทีทั้งยังถึงได้ว่าเป็นศูนย์แห่งแรกของจังหวัดอีกด้วย

ด้านนายแพทย์ณรงค์ศักดิ์ บำรุงถิ่น ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชัยภูมิ เผยว่า“มะเร็งปากมดลูกยังคงเป็นปัญหาสำหรับสุขภาพหญิงไทย เป็นมะเร็งที่พบอันดับ 3 ของหญิงไทยรองจากมะเร็งเต้านมและมะเร็งตับ สำหรับจังหวัดชัยภูมิ พบผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 50 กว่ารายในปี 2564 ในอนาคตวางเป้าหมายไว้ว่ามะเร็งปากมดลูกจะลดลงเนื่องจากมีการตรวจคัดกรองด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่คือการตรวจด้วย HPV DNA testing เมื่อตรวจพบความผิดปกติ ทางโรงพยาบาลชัยภูมิสามารถให้การรักษาได้ตั้งแต่รอยโรคก่อนเป็นมะเร็งเพื่อไม่ให้ผู้ป่วยเป็นมะเร็ง จึงขอเชิญชวนสตรีชาวชัยภูมิ อายุตั้งแต่ 30-60 ปี เข้ารับตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ฟรีทุกสิทธิ์ ได้ที่ห้องตรวจนรีเวช โรงพยาบาลชัยภูมิ ทุกวันเวลาราชการ และในอนาคตจะขยายบริการไปสู่ระดับชุมชนเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจได้อย่างทั่วถึง”

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ในครั้งนี้ เนื่องจากทางกระทรวงฯได้เล็งเห็นก่อนมีนโยบายให้ช่วยป้องกัน รักษา ดูแล สตรีในพื้นที่ให้ได้รับคุณภาพ พลานามัย และชีวิตที่ดีปลอดจากโรคดังกล่าว ทั้งยังเพื่อให้ประชาชนในกลุ่มสตรีได้เข้าถึงการตรวจรักษาใกล้บ้านไม่ต้องเดินทางไปตรวจไกลต่างจังหวัดเหมือนเช่นเคยอีกแล้ว

โดยกระบวนการหรือวิธีในการตรวจโดยเครื่องตรวจชั้นนำเรียกได้ว่าในขณะนี้ทั้วโลกใช้กัน ด้วยวิธี HPV DNAเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยในการค้นหาและป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก ได้ตั้งแต่ในระยะก่อนการเป็นมะเร็ง

โดยเบื้องต้นกลุ่มเป้าหมายคือเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลชัยภูมิ และประชาชนสตรีในเขตพื้นที่ อำเภอเมืองชัยภูมิ ฟรี ทั้งยังพร้อมต่อยอดไปสู่ระดับชุมชนเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจได้อย่างทั่วถึงต่อไป

ซึ่งหากมีผู้ที่สนใจจะเข้ารับการตรวจสามารถเข้าติดต่อได้ที่ ห้องตรวจนรีเวช ชั้น 3 อาคารผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลชัยภูมิ ซึ่งมีนพ.เอกภพ นันทวงศ์ หัวหน้ากลุ่มงานสูตินรีเวชกรรม รพ.ชัยภูมิและพยาบาล ผู้เชี่ยวชาญคอยให้การต้อนรับพร้อมให้บริการด้วยความยินดีกด้วย

 

บังกลาเทศ - ‘ภาคการศึกษา’ เผชิญกับความท้าทายอันยิ่งใหญ่!! เนื่องจากโควิด-19 ผลักเด็กหลายล้านคนให้เป็นแรงงานเด็กในบังคลาเทศ

ตามรายงานล่าสุดของ ILO และ UNICEF บังคลาเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายอันยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการศึกษา เนื่องจากโควิด-19 ผลักเด็กหลายล้านคนให้เป็นแรงงานเด็กในบังคลาเทศ

การปิดโรงเรียนมานานกว่าหนึ่งปีและการลดรายได้ของครอบครัว ทำให้เด็กที่ไปโรงเรียนเสี่ยงต่อการใช้แรงงานเด็ก ด้วยค่าแรงต่ำทำให้การใช้แรงงานเด็กเป็นที่นิยมในปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่จะทำเวิร์คช็อปริมถนน (งานซ่อม งานเชื่อม งานเฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ) , ร้านอาหารและแผงลอย, ร้านค้าขนาดเล็ก, ร้านเสริมสวย, เบเกอรี่, เคมีภัณฑ์, การเก็บขยะและการขนส่ง

Rasheda K Chowdhury กรรมการบริหารโครงการรณรงค์การศึกษายอดนิยม กล่าวว่า สิ่งที่กำลังแสดงให้เห็นอยู่ในตอนนี้คือ จำนวนเด็กที่ออกจากโรงเรียนและทำงานที่เสี่ยงอันตรายเพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลมีบทบาทและความรับผิดชอบในการส่งเด็กกลับโรงเรียนตามแผนการศึกษาและแผนงาน

มีการกล่าวถึงว่า เด็กที่ยากจนและอดอยากได้รับความช่วยเหลือประมาณ 33 เปอร์เซ็นต์ ของความช่วยเหลือในบ้านในธากา นักเรียนเกรดแปดที่ทำงานในเวิร์กช็อปยังกล่าวด้วยว่า หลังจากที่โรงเรียนปิดเป็นเวลานาน เพื่อนร่วมชั้นของเขาหลายคนเริ่มทำงานในสถานที่ต่าง ๆ ท่ามกลางความยากลำบากจากการระบาดครั้งใหญ่นี้ด้วย

สถานการณ์และความยากลำบากทางการเงินผลักดันให้นักเรียนโรงเรียนชูโมนาทำงานเป็นช่างเย็บปักถักร้อย

นอกจากนี้ Ripon บอกกับ A24 ว่าเขาอยากที่จะกลับไปโรงเรียนและเรียนต่อในชั้นประถมศึกษาปีที่ 10 ของเขา แต่การปิดโรงเรียนและความต้องการใช้จ่ายของครอบครัวทำให้เขาไม่สามารถทำเช่นนั้นได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top