Wednesday, 1 July 2026
TheStatesTimes

รร.คำสร้อยพิทยาสรรค์ ผลตรวจโควิดซ้ำ "เป็นลบ" ปล่อยเด็กกลับบ้านแล้ว - สั่งปิดเรียนแบบ on site

หลังเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ลงพื้นที่ตรวจเชิกรุก โรงเรียนคำสร้อยพิทยาสรรค์ จ.มุกดาหาร พบผู้ติดเชื้อกว่า 80 ราย ล่าสุดผลตรวจโควิดซ้ำเป็นลบทั้งหมดแล้ว

เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 64 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีเจ้าหน้าที่สาธารณสุข จ.มุกดาหาร ลงพื้นที่ตรวจเชิงรุกโรงเรียนคำสร้อยพิทยาสรรค์ ต.นากอก อ.นิคมคำสร้อย เพื่อตรวจหาเชื้อโรคไวรัสโควิด-19 ทั้งเจ้าหน้าที่ ครู และนักเรียน ประมาณกว่า 1 พันคน ซึ่งผลปรากฏว่าพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 80 คน จึงได้มีการสั่งกักตัวนักเรียนให้อยู่ภายในโรงเรียนทั้งคืน และให้มีการตรวจหาเชื้อซ้ำ

ล่าสุด นายธฤติ ประสานสอน ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เขตตรวจราชการที่ 11 เปิดเผยผ่านรายการโชว์ข่าว 36 ว่า จากตรวจซ้ำหาเชื้อโควิดคณะครู และนักเรียน ของโรงเรียนคำสร้อยพิทยาสรรค์ ปรากฏว่าผลตรวจเป็นลบทั้งหมด ไม่พบผู้ติดเชื้อแล้ว ภายหลังจากเมื่อวันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้มีการตรวจนักเรียนและครู เนื่องจากเป็นกลุ่มเสี่ยง และผลตรวจ ATK พบว่ามีผลเป็นบวก ทางผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร จึงได้มอบหมายให้สำนักงานสาธารณสุข ให้มีการตรวจซ้ำ โดยเฉพาะผู้ที่มีผล ATK เป็นบวก และจากการตรวจซ้ำแบบ RT-PCR ของแล็บโรงพยาบาลมุกดาหาร ผลออกมาเป็นลบทุกคน   

'ไบซิเกิ้ล' จักรวาล 2 ล้อ สู่สมัย ร.5 | The States Times Story เรื่องจริง ฟังเพลิน โดย เจต ณ นคร EP.43

วัฒนธรรมหรือนวัตกรรมจากตะวันตกอย่างหนึ่งที่เข้ามาปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของชาวสยามคือ “จักรยาน” สันนิษฐานว่าจักรยานเข้าสู่สยามตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 โดยคณะมิชชันนารีเป็นผู้นำเข้ามา แต่จักรยานเป็นที่แพร่หลายกลายเป็นที่ฮือฮาในราชสำนักในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 5 ช่วงราวปีพ.ศ. 2442 หรือ ร.ศ. 118 โดยเรียกกันว่า “รถไบซิเกิ้ล”

‘โมเดอร์นา’ สั่นคลอน!! สหรัฐฯ ชะลอใช้ - จ่อเตือน! วัคซีนทำเสี่ยงหัวใจอักเสบ!! | Knowledge Times EP.33

???? รอบรู้แบบรู้ลึก ในรายการ ‘Knowledge Times’ | EP.33
???? ‘โมเดอร์นา’ สั่นคลอน!! สหรัฐฯ ชะลอใช้ - จ่อเตือน! วัคซีนทำเสี่ยงหัวใจอักเสบ!!

สำนักงานอาหารและยาแห่งชาติสหรัฐฯ (FDA) กล่าวเมื่อวันศุกร์ ที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยได้แจ้งถึงทางโมเดอร์นาว่า “ทางหน่วยงานจำเป็นต้องขยายเวลาเพิ่มเติมเพื่อประเมินผลวิเคราะห์และศึกษาเรื่องผลข้างเคียง รวมไปถึงความเสี่ยงกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหลังฉีดวัคซีนโมเดอร์นา"

โดยสำนักงานอาหารและยาแห่งชาติสหรัฐฯ เปิดเผยว่า การประเมินสำหรับออกคำแนะนำว่าควรฉีดวัคซีนของโมเดอร์นาให้เด็กอายุ 12 ถึง 17 ปีหรือไม่? อาจใช้เวลาจนถึงเดือนมกราคม ปี 2022 

อย่างไรก็ตามผลการศึกษาหนึ่งที่เผยแพร่ในเดือนสิงหาคม โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ ซีดีซี ระบุว่า อาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง อย่างโรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ มีความเกี่ยวข้องกับวัคซีนต้านโควิด-19 ของโมเดอร์นา โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ชายอายุน้อย และกลุ่มเด็กผู้ชาย โดยพบว่าความเสี่ยงของอาการดังกล่าวจะสูงขึ้นอย่างมากหลังจากติดเชื้อโควิด-19 

ขณะเดียวกันผลการศึกษาของซีดีซี ยังพบว่าภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หลังฉีดวัคซีนเทคโนโลยี mRNA อีกตัว ที่ผลิตโดยไฟเซอร์ - ไบออนเทค เกิดขึ้นน้อยมากและโดยทั่วไปมีอาการไม่รุนแรง ซึ่งเมื่อวันศุกร์ ที่ 29 ตุลาคม ที่ผ่านมา ยังได้รับอนุมัติจากสหรัฐฯ สำหรับฉีดให้เด็กอายุ 5 ถึง 11 ขวบ ในปริมาณที่น้อยกว่าวัยผู้ใหญ่แล้ว

โดยก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงต้นเดือตุลาคมที่ผ่านมา โมเดอร์นา ก็ได้ออกถ้อยแถลงชี้แจงลักษณะเดียวกัน หลังจากเกิดข่าวการระงับใช้โมเดอร์นาในเดนมาร์ก สวีเดน และฟินแลนด์ ให้มีการหยุดฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของโมเดอร์นาในกลุ่มคนหนุ่มสาวเป็นการชั่วคราว โดยบอกว่าอาการเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ และกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากวัคซีนโควิด-19 ชนิด mRNA มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก โดยส่วนใหญ่จะมีอาการไม่มาก และสามารถหายได้เองในเวลาอันสั้นเช่นกัน

ซึ่งถ้อยแถลงในครั้งนั้น ระบุด้วยว่าโมเดอร์นา มีความตระหนักถึงประกาศจากกระทรวงสาธารณสุขของ 4 ชาตินอร์ดิก อย่างประเทศเดนมาร์ก สวีเดน ฟินแลนด์ และนอร์เวย์ ที่แนะนำให้มีการหยุดฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของโมเดอร์นาเป็นการชั่วคราว ซึ่งสวีเดน และฟินแลนด์ ได้มีการระงับการใช้งานวัคซีนของโมเดอร์นากับบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี ส่วนเดนมาร์ก และนอร์เวย์ได้ออกคำสั่งตามมา แต่ว่าสองประเทศนี้ห้ามใช้วัคซีนโมเดอร์นาฉีดให้กับบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี

รวมไปถึงไอซ์แลนด์ ที่มีการระงับการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ของโมเดอร์นาให้กับประชากรทุกวัย ตามหลังประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มประเทศนอร์ดิก ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบด้วยเช่นกัน และจนกว่าจะมีการรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความปลอดภัยของวัคซีนยี่ห้อดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม โมเดอร์นา ได้กล่าวเพิ่มเติมในคำแถลงว่า ความปลอดภัยของผู้บริโภคที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของเราเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง เรามีความมุ่งมั่นที่จะหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งนับตั้งแต่มีการระบาดมาจนถึงเวลานี้ได้ส่งผลกระทบต่อประชากรหลายล้านรายทั่วโลก และคร่าชีวิตคนไปแล้วกว่า 4 ล้านราย

สำหรับประเทศไทย โมเดอร์นาเป็นวัคซีนทางเลือกที่จะได้นำมาใช้ในประเทศโดยภาคเอกชน ซึ่งเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมานี้ ทางคณะกรรมการอาหารและยา ก็ได้ขึ้นทะเบียนวัคซีนดังกล่าวในตำรับยาแผนปัจจุบัน ในฐานะยาควบคุมพิเศษ

ล่าสุดวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา วัคซีนโมเดอร์นาล็อตแรก จำนวน 560,200 โดส ได้ถึงประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งขนส่งโดยสายการบิน Lufthasa (ลุฟท์ฮันซ่า) เที่ยวบิน H772 โดยหลังจากนี้ คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ในการตรวจสอบคุณภาพวัคซีน แล้วจะกระจายไปยังโรงพยาบาลหรือศูนย์ฉีดต่าง ๆ ที่ได้มีการสั่งจองวัคซีนโมเดอร์นาเอาไว้ 

ส่วนในเรื่องของประกันสุขภาพหลังการรับวัคซีนโมเดอร์นา สำหรับประชาชนจะมีการชดเชยอย่างไรนั้น ภญ.ศิริกุล เมธีวีรังสรรค์ รองผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า สำหรับการชดเชยหลังฉีดวัคซีนโมเดอร์นาทั้งเข็มกระตุ้น และฉีดแบบ 2 เข็ม ทางองค์การเภสัชกรรมได้ทำประกันจากบริษัท ทิพยประกันภัย ซึ่งติดไปกับการซื้อวัคซีนของ รพ.เอกชน เพื่อฉีดให้ประชาชน เบื้องต้น กรณีโคม่า หรือเสียชีวิตได้รับชดเชย 1 ล้านบาท ทุพพลภาพถาวร ชดเชย 5 แสนบาท สำหรับอาการไข้ หรือต้องเข้ารักษาเป็นผู้ป่วยใน มีค่าชดเชยเป็นค่ารักษาพยาบาล 1 แสนบาท

อย่างไรก็ตาม วัคซีนโมเดอร์นา เป็นวัคซีนทางเลือกที่ประชาชนยังคงมีความต้องการสูง มีประสิทธิภาพทั่วไปในการป้องกันโควิด-19 อยู่ที่ราว 94.1 - 94.5% ซึ่งนับว่าแทบจะสูงที่สุดในบรรดาวัคซีนโควิด-19 ที่มีในปัจจุบัน จากผลการทดลองในผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ได้สูงถึง 94% ในกลุ่มผู้ใหญ่ ขณะที่การรวบรวมผลประสิทธิภาพจากการใช้จริงในการฉีดให้แก่ประชาชนทั่วไปสามารถลดความเสี่ยงการติดเชื้อได้ 91% เมื่อได้รับวัคซีนครบ 2 โดส และสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีต่อการยับยั้งสายพันธุ์เดลตาด้วย

ถึงอย่างนั้นแล้วก็คงต้องติดตามกันต่อไป ในส่วนของ FDA ว่าจะเห็นชอบวัคซีนของโมเดอร์นา เพื่อใช้กับเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีหรือไม่ ก่อนจะขออนุมัติใช้กับเด็กอายุต่ำกว่านั้นเป็นลำดับถัดไป

‘รัสเซล โครว์’ บอก "คิดถึงเมืองไทย" แม้ตัวกลับไป แต่ยังโพสต์ชวนเที่ยวไทยแบบรัวๆ

แม้จะบอกลากรุงเทพฯ ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา แต่ "รัสเซล โครว์" นักแสดงฮอลลีวูดชื่อดังชาวออสเตรเลีย ก็ยังคงคิดถึงเมืองไทยไม่หาย ดูได้จากโพสต์ในทวิตเตอร์ @russellcrowe ล่าสุดที่เขาได้โพสต์รูปเค้กจากโรงแรมแมนดาริน โอเรียลเต็ล กรุงเทพ ที่ทำเป็นรูปลูกรักบี้และผ้าพันคอที่มีโลโก้ของทีม South Sydney Rabbitohs ทีมรักบี้อาชีพในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ที่เขาเป็นเจ้าของร่วม โดยเขาได้โพสต์บรรยายภาพว่า "ฉันคิดถึงเมืองไทย" (I miss Thailand)

อีกทั้งก่อนหน้านี้ แม้ตัวจะจากเมืองไทยไปแล้ว แต่เขาก็ยังคงโพสต์โปรโมทการท่องเที่ยวให้ประเทศไทย โดยเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม เขาได้ทวิตข้อความผ่านทวิตเตอร์ว่า "วันที่ 1 พ.ย. เปิดให้ท่องเที่ยวได้ในประเทศไทย สำหรับคนที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม จาก 46 ประเทศ โดยมีกระบวนการกักตัวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ที่นี่มีสถานที่สวยงาม น่าสนใจ และตื่นตาตื่นใจ ผู้คนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ถ้าคุณยังล็อกดาวน์ แยกตัว หรือกักตัวอยู่ ได้เวลากลับมาท่องเที่ยวแล้ว" พร้อมลงภาพสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทยถึง 4 ภาพด้วยกัน

States TOON EP.34

ขอต้อนรับสู่โลกใหม่...Metaverse
 

“นายกฯ”กำชับ ดูแลชาวนา บรรเทาราคาข้าวตกต่ำ

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ไม่ได้นิ่งนอนใจ ต่อกรณีที่ชาวนาร้องเรียนราคาข้าวตกต่ำจนถูกกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และกำชับกระทรวงพาณิชย์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)เร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบทั้งโควิด-19 น้ำท่วม ราคาข้าวตกต่ำ จึงต้องหาทางบรรเทาความเดือดร้อนโดยเร็ว ขณะนี้ธ.ก.ส. แจ้งว่าระบบจะโอนเงินให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในโครงการประกันรายได้ งวดแรกในวันที่ 9 พ.ย.นี้ 

นายธนกร กล่าวถึงราคาข้าวที่ลดต่ำลงในช่วงนี้ ว่า มาจากปัจจัยหลายด้าน เช่น การส่งออกข้าวไปต่างประเทศ การบริโภคในประเทศที่ลดลง ปริมาณฝนตกชุก ปัญหาน้ำท่วมส่งผลต่อคุณภาพข้าว โดยกระทรวงพาณิชย์ รายงานว่าคำสั่งซื้อข้าวจากต่างประเทศมีมากขึ้นในช่วง 6 เดือนหลัง และค่าเงินบาทอ่อนตัวลง จึงเพิ่มความสามารถในการแข่งขันข้าวไทยและคาดว่าปีนี้ จะส่งออกได้ราว 6 ล้านตันตามที่ตั้งเป้าไว้ ขณะที่ความต้องการบริโภคในประเทศมีสัญญานดีขึ้น และสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลาย มาตรการที่กระทรวงพาณิชย์เข้าไปแก้ไขปัญหาจะช่วยให้ราคาข้าวเปลือกในตลาดดีขึ้นเป็นลำดับ

'รัฐ' ไฟเขียว กำหนดภาชนะพลาสติกอุ่นไมโครเวฟ ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน มอก. ยกระดับความปลอดภัย ลดสารเคมีปนเปื้อน

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 ระบุว่า จากปัจจุบันนี้ ประชาชนนิยมนำพลาสติกบรรจุอาหารมาใช้กับเตาไมโครเวฟ ซึ่งภาชนะพลาสติกบรรจุอาหารบางประเภทเหมาะสำหรับใช้อุ่นอาหารเพียงครั้งเดียว หากนำกลับมาใช้ซ้ำโดยอุ่นในเตาไมโครเวฟ จะทำให้สารเติมแต่งที่สร้างความคงทนในภาชนะพลาสติกแพร่กระจายปนเปื้อนสู่อาหารและก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ ดังนั้น ครม.จึงอนุมัติร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมภาชนะพลาสติกบรรจุอาหารสำหรับเตาไมโครเวฟ สำหรับการอุ่น ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมภาชนะพลาสติกบรรจุอาหารสำหรับการอุ่นด้วยเตาไมโครเวฟที่มีคุณภาพและปราศจากสารเคมีปนเปื้อน อันจะเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคให้มีความปลอดภัยและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ประชาชน สำหรับสาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงมีดังนี้

1.กำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมภาชนะพลาสติกบรรจุอาหารสำหรับเตาไมโครเวฟ สำหรับการอุ่น ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเลขที่ มอก. 2493 เล่ม 1-2554 ต้องมีคุณสมบัติ อาทิ 1)ภาชนะพลาสติกรวมฝา ที่ต้องสัมผัสโดยตรงกับอาหารที่อุ่นในเตาไมโครเวฟ และต้องทนอุณหภูมิได้ไม่ต่ำกว่า 100 องศาเซลเชียส 2)ผลิตจากพลาสติก 4 ชนิด คือ พอลิพรอพิลีน (PP) พอลิเอทิลีนเทเรฟแทเลต (PET) พอลิเมทิลเมทาคริเลต (PMMA) พอลิเมทิลเพนทีน (PMP) 3)สีที่ใช้พิมพ์/ผสมในเนื้อพลาสติกต้องเป็นสีชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร มีความปลอดภัยและไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

2.กำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมภาชนะพลาสติก บรรจุอาหารสำหรับเตาไมโครเวฟ สำหรับการอุ่นครั้งเดียว ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเลขที่ มอก. 2493 เล่ม 2-2556 ต้องมีคุณสมบัติ อาทิ 1)ภาชนะพลาสติก ฝา และส่วนประกอบอื่นที่สัมผัสอาหาร สำหรับใช้อุ่นในเตาไมโครเวฟ ทนอุณหภูมิได้ไม่ต่ำกว่า 100 องศาเซลเชียส ทำขึ้นเพื่อใช้ครั้งเดียวจากวัสดุชั้นเดียวหรือหลายชั้น 2)ผลิตจากพลาสติก 3 ชนิด คือ พอลิพรอพิลีน (PP) พอลิเอทิลีนเทเรฟแทเลต (PET) พอลิสไตรีน (PS) 3)สีที่ใช้พิมพ์/ผสมในเนื้อพลาสติกต้องเป็นไปตาม มอก.1069 หรือเป็นสีชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร มีความปลอดภัยและไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ 

“โฆษกรัฐบาล” วอนอย่าบิดเบือนเจตนาดี "บิ๊กตู่” แจงแนะปลูกผักชีในค่ายทหาร เพราะอยากให้ทุกส่วนราชการใช้ทุกโอกาส-พื้นที่ แก้ปัญหาให้ประชาชน

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสโซเชียลที่นำคำปรารภของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในที่ประชุมครม. แนะแก้ปัญหาราคาผักชีแพง ให้ปลูกผักชี ในพื้นที่ทหารเพราะผักชีกำลังแพง ว่า เป็นการตัดตอนคำพูดโดยไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีเจตนาดีตั้งใจช่วยเหลือประชาชน สั่งการให้ทุกส่วนราชการ ใช้ทรัพยากรของตนเองที่มีอยู่ ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน  ซึ่งปกติพี้นที่ทหารที่ว่าง ก็จะมีการนำมาใช้ประโยชน์อยู่แล้ว เช่น ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ เป็นต้น

ที่ผ่านมาพื้นที่ในหน่วยทหาร ก็ถูกนำไปใช้ประโยชน์หลายครั้งในหลายโอกาส เช่น ตั้ง โรงพยาบาลสนาม ในค่ายทหาร ช่วงวิกฤตโควิด-19 ทั้งนี้ เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่เข้าใจดี ปัญหาที่ประชาชนเดือดร้อนนายกรัฐมนตรีพยายามแก้ไขให้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของพี่น้องประชาชน นายกฯใส่ใจทุกปัญหาของประชาชน และที่ผ่านมาทุกปัญหานายกฯจะสั่งการให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาโดยเร่งด่วนและให้ทำทันที

นายธนกร กล่าวว่า ขณะนี้หน่วยงานอื่นๆ ก็มีมาตรการคู่ขนานออกมาเพื่อช่วยแก้ปัญหาราคาสินค้าพีชผักแพง เช่น กระทรวงพาณิชย์ เปิดโครงการ Mobile พาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน โดยจัดรถเคลื่อนที่จำนวน 50 คัน เพื่อจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค และผัก ราคาถูก  ทั่วกรุงเทพฯ-ปริมณฑล  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำลังพิจารณาแนวทางแก้ปัญหาแม่ปุ๋ยราคาแพง   เป็นต้น  ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลยังได้มีมาตรการต่างๆ ในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน กระตุ้นกำลังซื้อ  ทั้งโครงการคนละครึ่ง โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  โครงการยิ่งใช้ ยิ่งได้ ด้วย 

'จีน' หนุน งบฯ ให้ อว. กว่า 2.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ขับเคลื่อน 7 โครงการ ผ่าน กองทุนพิเศษแม่โขง – ล้านช้าง

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม.วันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 เห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง - ล้านช้าง ประจำปี พ.ศ.2564 (Memorandum of Understanding on the Cooperation on Projects of the Mekong - Lancang Cooperation Special Fund 2021) ระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ซึ่งมีผลบังคับใช้ 5 ปี

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางในการบริหารจัดการโครงการภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง - ล้านช้าง ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด อันจะนำไปสู่การสร้างชุมชนแห่งการแบ่งปันเพื่อให้เกิดสันติภาพและความมั่งคั่งในอนาคตต่อสมาชิกแม่โขง - ล้านช้าง สำหรับในปี 2564 ไทยได้รับการอนุมัติสนับสนุนเงินงบประมาณภายใต้ร่างบันความเข้าใจจำนวน 7 โครงการ รวมเป็นเงิน 2,396,800 ดอลลาร์สหรัฐ ดังนี้

1.โครงการแนวทางใหม่เพื่อการเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืนในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง วงเงิน 420,000 ดอลลาร์สหรัฐ (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)
2.โครงการควบคุมความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและความมั่นคงด้านอาหารด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมกับชีวิตวิถีใหม่ วงเงิน 400,000 ดอลลาร์สหรัฐ (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)
3.โครงการยกระดับการเลี้ยงผึ้งของเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งในภูมิภาค แม่โขง - ล้านช้าง ครบวงจรและการสำรวจสุขภาพของแมลงผสมเกสร เพื่อความมั่นคงทางอาหาร วงเงิน 416,100 ดอลลาร์สหรัฐ (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)
4.โครงการเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตสัตว์และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คุณภาพของผลิตภัณฑ์ และการเพิ่มมูลค่า โดยใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นเพื่อความมั่นคง และความยั่งยืน วงเงิน 339,200 ดอลลาร์สหรัฐ (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี) 
 

'ซูเปอร์โพล' เผยปชช. วอนหยุดโหน ม.112 อย่าดึงสถาบันฯ - แก้ม.112 เป็นเกมการเมือง

'ซูเปอร์โพล' เผยผลสำรวจประชาชนเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องการให้นำสถาบันพระมหากษัตริย์ และการแก้ ม.112 มาเป็นเครื่องมือการเมือง จำเป็นต้องปกป้องการล้มล้างสถาบันฯ จากกลุ่มไม่หวังดี

5 พ.ย. 64 - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) สถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ เสนอผลสำรวจ เรื่อง ม.112 : เบื้องหลังและความจำเป็น กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศโดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 2,272 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 1 - 4 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 98.5 ระบุ การมีอยู่ของสถาบันกษัตริย์เป็นส่วนสำคัญของความสัมพันธ์เชิงลึกของคนในชาติและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเชิงประวัติศาสตร์ เช่น ไทย-จีน ไทย-ญี่ปุ่น ไทย-อังกฤษ เป็นต้น

ที่น่าสนใจ คือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.0 ระบุ สถาบันกษัตริย์เป็นสถาบันหลักของการก่อร่างสร้างชาติในการกอบกู้เอกราช ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และดูแลทุกข์สุขของราษฎร และร้อยละ 96.1 ระบุ ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการยกเลิก หรือ แก้ไข มาตรา 112 เพราะ การมีอยู่ ไม่กระทบต่อการดำเนินชีวิตปกติและสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนทั่วไป

นอกจากนี้ เกือบร้อยละร้อย หรือ ร้อยละ 99.1 ไม่ต้องการให้ใคร หรือ ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด นำสถาบันกษัตริย์และการแก้ ม.112 มาเป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมือง หาคะแนนเสียงและแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวสร้างความแตกแยกขัดแย้งในชาติ ในขณะที่ร้อยละ 98.9 ระบุ จำเป็นต้องป้องกันและปกป้องการล้มล้างสถาบันฯ จากกลุ่มไม่หวังดี บิดเบือนใส่ร้ายและจาบจ้วง ร้อยละ 98.4 ระบุ ประมุขของทุกประเทศ เป็นเกียรติศักดิ์ศรีและสถาบันหลักของชาติ จำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองด้วยกฎหมาย และร้อยละ 98.4 เช่นกัน ระบุ ไม่ต้องการให้นำสถาบันกษัตริย์และ ม.112 มาเป็นเครื่องมือปลุกปั่นเยาวชน คนรุ่นใหม่ให้ล้มล้างสถาบันอันเป็นศูนย์รวมจิตใจและความศรัทธาภักดีของคนในชาติ

อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.2 ระบุมีความพยายามจากขบวนการต่างชาติมหาอำนาจ เข้ามาแทรกแซง เชื่อมโยงกับกลุ่มต่อต้านสถาบัน ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทย เพื่อกอบโกยผลประโยชน์ชาติไทย และร้อยละ 96.2 เชื่อว่ามีกลุ่มต่อต้านสถาบันและแกนนำรับเงินและผลประโยชน์อื่น เป็นเครื่องมือของประเทศมหาอำนาจในการโค่นล้มสถาบัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top