Sunday, 1 November 2026
TheStatesTimes

GMS Solar ยกทัพ 4 พันธมิตรยักษ์ใหญ่พลังงานสะอาดระดับโลก “Arctech – REPT – ZTT – Daqo” ชูนวัตกรรมโซลาร์ครบวงจร ลุยงาน ASEAN Sustainable Energy Week 2026

กรุงเทพฯ – 19 สิงหาคม 2569: บริษัท จี เอ็ม เอส โซลาร์ จำกัด (GMS Solar)

ตัวแทนจำหน่ายและผู้ให้บริการโซลูชันอุปกรณ์พลังงานสะอาดชั้นนำประกาศความสำเร็จในการร่วมจัดแสดงนวัตกรรมโซลาร์เซลล์และระบบกักเก็บพลังงานแบบครบวงจร ในงาน ASEAN Sustainable EnergyWeek 2026 (ASEW 2026) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์(QSNCC) โดยตอกย้ำความเป็นผู้นำด้วยการผนึกกำลัง 4 แบรนด์ระดับโลก ได้แก่ Arctech, REPT, ZTT และ Daqo เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านและขับเคลื่อนโครงการพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืนในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน
การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ นำโดย คุณกานต์สิรี ไชยศรีรัตนากูล Business Development Director (New Energy) ของ GMS Solar พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญ ร่วมนำเสนอวิสัยทัศน์และโซลูชันด้านพลังงานสะอาดแบบครบวงจรพร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับผู้พัฒนาโครงการ นักลงทุนและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม

คุณกานต์สิรี กล่าวว่า "การเข้าร่วมงาน ASEW 2026 ในครั้งนี้ GMS Solar มุ่งมั่นนำเสนอโซลูชันด้านวิศวกรรมพลังงานหมุนเวียนที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้พัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์ม (Solar Farm), ภาคอุตสาหกรรม (C&I) และ Utility Scale ที่ต้องการความเสถียรและคุ้มค่าสูงสุดตลอดอายุการใช้งาน ภายในงาน บูธ GMS Solar ได้รับความสนใจอย่างคับคั่งจากการจัดแสดง 4 ไฮไลท์เทคโนโลยีระดับสากล ได้แก่:

1. Arctech (Solar Tracker & Mounting Structure): ผู้นำด้าน Solar Tracker และโครงสร้างติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ระดับโลก ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์

2. REPT (Battery Energy Storage System : BESS): นวัตกรรมระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่มาตรฐานสูง ช่วยเพิ่มความเสถียรในการจ่ายไฟฟ้าและรองรับการบริหารจัดการ พลังงานในโครงการระดับใหญ่

3. ZTT (PV Cable & Infrastructure Cable):สายไฟฟ้าโซลาร์เซลล์มาตรฐานสากล ชูนวัตกรรม ZTT PV Cable AD8 ป้องกันน้ำขังและความชื้นสูง (Waterproof AD8) และ ZTT Adaptive Anti-Rodent PV Cable เทคโนโลยีป้องกันสัตว์กัดแทะช่วยลดความเสี่ยงและค่าบำรุงรักษาระยะยาว

4. Daqo (MV Switchgear & Power Distribution): โซลูชันอุปกรณ์ระบบจำหน่ายไฟฟ้าแรงดันปานกลาง Medium Voltage (MV) Switchgear (6–40.5 kV) และ Ring Main Unit (RMU) เสริมความมั่นคงปลอดภัยให้ระบบไฟฟ้าโรงงานและโครงการพลังงานหมุนเวียน

การเข้าร่วม ASEW 2026 สะท้อนแนวทางของ GMS Solarในการนำเสนอโซลูชันจากพันธมิตรหลากหลายด้านครอบคลุมตั้งแต่ระบบผลิตไฟฟ้า การกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงอุปกรณ์ระบบจำหน่ายไฟฟ้า
เพื่อรองรับความต้องการของโครงการพลังงานสะอาดในภูมิภาค

30 ตุลาคม 2369 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ สถาปนา “คุณหญิงโม” ภริยาพระยามหิศราธิบดี เมืองนครราชสีมา ขึ้นเป็น “ท้าวสุรนารี” เพื่อเชิดชูเกียรติวีรสตรีโคราช

วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2370 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา “คุณหญิงโม” ภริยาพระยามหิศราธิบดี เมืองนครราชสีมา ขึ้นเป็น “ท้าวสุรนารี” เพื่อเชิดชูวีรกรรมที่ใช้อุบายต่อสู้กับกองทัพเจ้าอนุวงศ์ แห่งเวียงจันทน์ ซึ่งยกทัพมาตีเมืองนครราชสีมาและกวาดต้อนชาวเมืองไปเป็นเชลย โดยคุณหญิงโมได้รวบรวมชาวบ้าน โดยเฉพาะสตรี ร่วมกันต่อสู้จนสามารถเอาชนะและผลักดันข้าศึกให้ออกจากพื้นที่ได้สำเร็จ

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นตำนาน “วีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์” ที่เล่าขานต่อกันมาหลายชั่วอายุคน และถือเป็นจุดเริ่มต้นของการยกย่องสตรีสามัญชนผู้กล้าหาญให้เป็นวีรสตรีของชาติ รัชกาลที่ 3 จึงทรงพระราชทานเครื่องยศทองคำแก่ท้าวสุรนารีหลายรายการ อาทิ ถาดทองคำ จอกหมาก และขันทองคำ นับเป็นเกียรติยศสูงสุดในยุคนั้น

เนื่องในโอกาสครบรอบ 198 ปี ของเหตุการณ์พระราชสถาปนาในปีนี้ ชาวนครราชสีมายังคงร่วมรำลึกถึงคุณงามความดีของท้าวสุรนารี โดยอนุสาวรีย์ของท่านที่ประดิษฐานอยู่บริเวณประตูชุมพล ได้กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวโคราช และถือเป็น “อนุสาวรีย์บุคคลธรรมดาแห่งแรกของประเทศไทย” ปัจจุบันทั้ง 32 อำเภอในจังหวัดนครราชสีมา ต่างมีการจำลองอนุสาวรีย์ของท่านไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอ เพื่อแสดงถึงความภาคภูมิใจของ “ลูกหลานย่าโม”

สำหรับ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2476 โดยฝีมือการออกแบบของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี และพระเทวาภินิมมิต ซึ่งเป็นชาวนครราชสีมา อนุสาวรีย์หล่อด้วยทองแดงรมดำ สูง 185 เซนติเมตร หนัก 325 กิโลกรัม และเปิดอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2477 ต่อมาในปี พ.ศ. 2510 ได้มีการบรรจุอัฐิของท่านไว้ใต้ฐานอนุสาวรีย์ และในปี พ.ศ. 2480 กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นโบราณสถานของชาติ ร่วมกับประตูชุมพลและแนวกำแพงเมืองเก่า

ที่มา : สํานักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา

“สุขภาพเป็นสิ่งที่มีค่า เพราะเราต้องใช้ทั้งเวลา และความพยายามในการได้มาซึ่งสุขภาพที่ดี มันคือการลงทุนให้ตัวเอง ผลลัพธ์ที่ได้กลับมา คือการมีสุขภาพแข็งแรง แม้อายุจะมากขึ้นก็ตาม”

Longevity ในแบบพลอย เบนซ์ทองหล่อ จากกีฬาวัยเด็กสู่การลงทุนกับสุขภาพเพื่อวันข้างหน้า

 

การปลูกฝังให้เด็ก ๆ เล่นกีฬาตั้งแต่ยังเล็ก ไม่ได้เป็นเพียงการเสริมสร้างพัฒนาการทางร่างกายหรือใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์เท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้าง ‘ต้นทุนทางสุขภาพ’ และ ‘ทักษะ’ ที่ฝังลึกอยู่ในความทรงจำของกล้ามเนื้อ ซึ่งพร้อมจะถูกหยิบขึ้นมาใช้ในวันที่พวกเขาเติบโต เช่นเดียวกับเรื่องราวของ “คุณพลอย-พลอยกาญจน์ โพธิพิมพานนท์” ประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เบนซ์ทองหล่อ ที่ประสบการณ์การถูกบังคับให้เล่นกีฬาในวัยเด็ก ได้กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางสุขภาพ และหล่อหลอมมุมมองในการดูแลตัวเอง เพื่อเป้าหมายของการมีชีวิตที่ยืนยาวและแข็งแรง (Longevity) ในวันนี้

 

นี่คือเรื่องราวการลงทุนเพื่อสุขภาพ ผ่านบทสัมภาษณ์ที่จะทำให้เห็นว่า สุขภาพที่ดีไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากความสม่ำเสมอและการจัดสรรเวลาให้ตัวเอง

 

จากความเบื่อหน่ายในวัยเด็ก สู่กีฬาโปรดในวัยผู้ใหญ่

 

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก ชีวิตของคุณพลอยก็เหมือนเด็กทั่วไปที่ได้ลองทำกิจกรรมหลากหลาย แต่สิ่งที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของเธอคือการถูกผลักดันให้รู้จักกับกีฬากอล์ฟ

 

“ตอนเด็ก ๆ คือเล่นหลายอย่างค่ะ ทั้งว่ายน้ำ เทนนิส คุณแม่อยากให้ลอง แต่สุดท้ายแล้วทั้งคุณพ่อคุณแม่อยากให้ตีกอล์ฟ เรียกว่าบังคับก็ได้ เพราะเราไม่ชอบเลย ความคิดตอนเด็กคือต้องเจออากาศร้อน ๆ ใช้เวลานาน ทำให้เรารู้สึกไม่ชอบและเบื่อมาก ๆ ส่วนชีวิตวัยรุ่น พลอยก็เป็นวัยรุ่นทั่วไปคนหนึ่ง เพียงแต่ด้วยความที่เป็นลูกคนเดียวแถมเป็นผู้หญิง พ่อกับแม่ก็ห่วงเป็นพิเศษ เวลาไปไหนจะมีพี่เลี้ยงหรือคนขับรถไปด้วยตลอด ช่วงนั้นกิจกรรมเยอะ ได้ไปทำนู่นทำนี่หลากหลาย แต่เรายังเด็ก เลยไม่ได้มองว่ามีความจำเป็นต้องออกกำลังกายให้หนัก”

 

แม้จะเริ่มต้นด้วยความไม่เต็มใจ แต่ทักษะที่ถูกปลูกฝังในวันนั้น กลับกลายเป็นข้อได้เปรียบในวันนี้

.

“จากที่ไม่ชอบในตอนนั้น พอมาถึงวันนี้กอล์ฟกลายเป็นกีฬาที่ ‘ชอบมาก’ และกลับรู้สึกดีใจด้วยที่โดนบังคับตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ เพราะพอโตแล้วอยากจริงจังเรื่องนี้ เราไม่ได้เริ่มจากศูนย์ใหม่ เรามีวงสวิงติดตัวมา พอจะเล่นจริง ๆ แค่ให้โปรปรับวงนิดหน่อยก็เริ่มตีได้ ทุกวันนี้รู้สึกสนุกขึ้นมากค่ะ”

 

“การไปออกรอบก็แล้วแต่ช่วงเวลาเลย ในหนึ่งเดือนต้องพยายามไปให้ได้ ช่วงที่อินมาก ๆ ก็อาทิตย์ละ 1 ครั้ง แต่ถ้าจัดเวลาไม่ได้จริง ๆ ก็ไปทุก 2 อาทิตย์ พลอยจะไปออกรอบกับเพื่อน ไปครั้งหนึ่งก็หมดไปครึ่งวันแล้ว เพราะตี 18 หลุมใช้เวลา 4-5 ชั่วโมง รวมเดินทางก็คือหมดไปทั้งวันเลย พลอยไม่ได้ตีเป็นทัวร์นาเมนต์หรือไปแข่งนะ แต่เป็นการตีเล่นกับเพื่อนเพื่อความสนุกสนานมากกว่า ถือเป็นช่วงเวลาที่ได้เจอเพื่อนและเล่นกีฬาที่ชอบด้วย”

 

จัดสรรเวลา เพื่อสร้างกล้ามเนื้อและดูแลหัวใจ

 

นอกเหนือจากกีฬากอล์ฟ การจัดสรรเวลาเพื่อดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เป็นสิ่งที่คุณพลอยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งเพื่อการฟื้นฟูอาการเจ็บป่วย และการสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกาย

 

“การออกกำลังกายที่พลอยจัดให้ตัวเอง มองว่าเป็นสิ่งเพื่อสุขภาพค่ะ อย่างเช่นการคาร์ดิโอให้หัวใจเต้นถึงความเร็วระดับหนึ่ง อายุขนาดนี้อาจจะต้องออกกำลังกายหัวใจด้วย แล้วก็เล่น Weight Training ควบคู่กันไปเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ เป็น 2 อย่างที่พลอยให้ความสำคัญ ใน 1 สัปดาห์ก็จะจัดสรรเวลาเพื่อให้ได้ทั้งกล้ามเนื้อและให้หัวใจทำงานด้วย”

 

จุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอหันมาใส่ใจการออกกำลังกายเชิงบำบัดอย่าง ‘พิลาทิส’ (Pilates) มาจากปัญหาสุขภาพที่รบกวนการใช้ชีวิตอย่างหนัก

 

“จุดเริ่มต้นจริง ๆ เกิดจากที่พลอยเคยมีอาการปวดคอมาก ๆ ในหนึ่งเดือนจะมีวันที่พลอยปวดคอ ปวดหัวมาก ๆ 2-3 วันเลย อาการแต่ละครั้งทำให้ใช้ชีวิตไม่ได้ ทำงานไม่ได้ อาเจียนตลอด ต้องนอนพักยาว ๆ เหมือนหายไปจากทุกคนเลย พออาการดีขึ้นก็กลับไปเป็นอีก วนอยู่แบบนี้ค่อนข้างนาน ก่อนหน้านี้ทำทุกอย่างที่คิดว่าจะช่วยได้ แต่มันเป็นการรักษาปลายเหตุ เช่น ไปฉีดยาแก้ปวดหรือทำกายภาพ ซึ่งสำหรับพลอยมันอาจจะดีขึ้นหน่อย แต่ไม่ได้ทำแล้วหายเลย”

 

“แต่พอมาลองพิลาทิส ยอมรับเลยว่าอาการปวดทุเลาลงไปเยอะมาก พลอยรู้สึกโชคดีที่เจอครูที่เข้าใจอาการและวิธีแก้ปัญหาของเรา ค่อย ๆ ฝึก ค่อย ๆ แก้อาการ จัดท่าทางใหม่ ถือเป็นกิจกรรมที่ช่วยบรรเทาอาการปวดและเป็นการออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อด้วย พอเห็นว่าช่วยให้อาการดีขึ้นได้จริง พลอยเลยพยายามฝึกมาอย่างต่อเนื่องค่ะ”

 

แม้จะสนใจกีฬาอื่นเพิ่มเติม แต่ด้วยภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบ ทำให้ต้องเลือกทำสิ่งที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตที่สุด

 

“เห็นว่าตอนนี้มีเทรนด์คนหันมาชอบเทนนิสกันเยอะขึ้น ตอนเด็ก ๆ เราก็เคยเรียนมาเหมือนกัน ถ้ามีโอกาสก็อยากกลับไปเล่นนะ เพราะพลอยเป็นคน Active ชอบออกกำลัง ชอบทำกิจกรรมหลายอย่าง แต่ถามว่าตอนนี้ทำได้ไหม... ทำไม่ได้แล้ว เพราะเราไม่มีเวลาแล้วจริง ๆ (หัวเราะ) เนื่องด้วยภารกิจเรื่องงานต่าง ๆ ที่ต้องคอยจัดการดูแล”

 

จุดเปลี่ยนเรื่องอาหารการกิน

 

เรื่องของอาหารการกินก็เป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ คุณพลอยมีจุดเปลี่ยนจากคนที่กินทุกอย่าง สู่การเป็นคนที่รู้จักเลือก เพื่อดูแลรูปร่างและสุขภาพระยะยาว

 

“ตอนเด็กกินปกติ ไม่ได้ระวังอะไรเป็นพิเศษค่ะ พลอยกินได้ทุกอย่างและหลากหลาย ทั้งอาหารญี่ปุ่น อาหารฝรั่ง อาหารไทย จนตอนไปเรียนที่ต่างประเทศ ตอนนั้นตัวใหญ่มาก เพราะอาหารที่เสิร์ฟมาจานใหญ่มาก เราอยู่ไปเรื่อย ๆ ก็ค่อย ๆ กินเยอะขึ้น กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ตอนพ่อกับแม่ไปเยี่ยม ตอนนั้นตัวบวมเลย พอหลังจากนั้นเลยเป็นจุดเปลี่ยนให้เริ่มหันมาสนใจตัวเอง ระวังเรื่องอาหารเพื่อรักษาหุ่น แล้วมันก็ค่อย ๆ ต่อเนื่องมาสู่การดูแลสุขภาพ”

 

กฎเหล็กในการดูแลสุขภาพของคุณพลอย คือการบอกลาความหวาน และหันมาโฟกัสสารอาหารที่จำเป็น

 

“ตอนนี้จะหลีกเลี่ยงพวกน้ำตาลเป็นหลักค่ะ ช่วงหนึ่งเคยติดน้ำอัดลมมาก ตื่นเช้ามาต้องดื่มก่อนเลย แต่พออยากผอมก็เริ่มหาข้อมูล พบว่า ‘น้ำตาล’ เป็นอย่างแรกที่ต้องลด จากนั้นพลอยก็ตัดเลย ไม่ดื่มน้ำอัดลม แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนพฤติกรรมจนเป็นนิสัย กินทุกอย่างจืดหมด กาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล ชาเขียวก็สั่งแบบหวานศูนย์ ทำจนชินและรู้สึกว่ารสชาติแบบนี้อร่อย บางทีคนรอบข้างมาชิมก็ร้อง ‘โอ้โห ไม่หวานเลยเหรอ’ แต่เราทำมานานมากจนชินกับรสชาติไม่มีน้ำตาลไปแล้ว”

.

“ส่วนอาหารที่เลือก ด้วยอายุที่เยอะขึ้น หมอที่ดูแลสุขภาพก็บอกว่าสิ่งที่สำคัญคือ ‘โปรตีน’ พลอยเลยให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก แต่พลอยไม่ได้ทำอาหารนะ เราก็เน้นอะไรง่าย ๆ ที่หาได้ในแต่ละวัน เช่น ไข่ต้ม หรือพวกเครื่องดื่มต่าง ๆ พลอยไม่ได้เข้มงวดว่าต้องเป็นอาหารจากบ้านเท่านั้น ถ้าจำเป็นจริง ๆ ฟาสต์ฟู้ดก็ได้ พื้นฐานเรากินได้หมด เพียงแต่ใช้วิธีเลือกและกำหนดลิมิตเอา เช่น อยากกินเค้กก็กิน แต่เราอาจจะชิมแค่ 1-2 คำ ไม่ถึงขั้นกินคนเดียวหนึ่งชิ้น ถือคติอยากกินก็กิน ไม่ต้องบังคับตัวเองขนาดนั้น”

 

“ส่วนรูปร่างปัจจุบันก็พอใจไปตามอายุค่ะ เวลาตรวจสุขภาพก็ไม่ได้มีอะไรที่หนักใจ ทั้งคอเลสเตอรอลและน้ำตาล รู้สึกว่านี่คงเป็นผลจากสิ่งที่เราตั้งใจทำมาตลอด”

 

การลงทุนเพื่อสุขภาพ... สุขภาพดีคือสมบัติล้ำค่า

 

ประสบการณ์ทั้งหมดหล่อหลอมให้ผู้บริหารแห่งเบนซ์ทองหล่อตกผลึกถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่าสุขภาพดี ซึ่งมีค่ามากกว่าแค่รูปลักษณ์ภายนอก

 

“พลอยรู้สึกว่ายิ่งอายุเยอะขึ้น อาการป่วยหรือโรคต่าง ๆ มันมาง่ายและมาเร็วมาก เพราะฉะนั้นทำยังไงก็ได้ไม่ให้เราไปถึงจุดนั้น รู้สึกว่าสิ่งที่เราลงทุนไป ทั้งเวลา การออกกำลังกาย การปรับเรื่องกิน มันเหมือนลงทุนให้ตัวเอง เพราะเราทำก็คือเราได้ พลอยไม่ได้มองว่าจะทำเพื่อหุ่นดีแล้ว แต่ทำเพื่อสุขภาพมากกว่า เพราะเราไม่อยากแก่ ไม่อยากป่วย ไม่อยากเป็นภาระใครด้วย”

 

“จริง ๆ เรื่องสุขภาพเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับพลอยมาก เพราะต้องใช้ทั้งเวลาและความพยายามในการได้มา ถ้าคนมีมุมมองและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ พลอยว่าการได้มีเวลาดูแลตัวเอง เป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ เลยนะคะ เพราะผลลัพธ์ที่ได้กลับมา จะทำให้เรามีสุขภาพแข็งแรง แม้ว่าอายุจะมากขึ้นก็ตามค่ะ”

 

เรื่องราวของคุณพลอยสะท้อนให้เห็นว่า เป้าหมายของการมีสุขภาพที่ดีและชีวิตที่ยืนยาว (Longevity) ไม่ได้ต้องการความสมบูรณ์แบบที่เคร่งเครียด แต่เริ่มต้นจากการปรับพฤติกรรมง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน ทั้งการเลือกกินและการขยับร่างกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะการลงทุนกับสุขภาพตัวเองตั้งแต่วันนี้ คือการสร้างต้นทุนชีวิตที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับวันข้างหน้า

ภัยร้ายของนักเดินทาง!! ขบวนการสลับแท็กล้ำเส้น ภัยในสนามบินเพิ่มขึ้น ใช้ผู้บริสุทธิ์เป็นแพะรับบาป โทษหนักสุดถึงประหารชีวิต ระวังสลับแท็กกระเป๋าระหว่างเดินทาง

ขบวนการสลับแท็กกระเป๋าเดินทาง (Luggage Tag Swapping Movement)
ภัยร้ายของนักเดินทาง! อาชญากรรมในรูปแบบใหม่ที่นักเดินทางต้องพึงระมัดระวังเป็นพิเศษ มิเช่นนั้นแล้ว อาจต้องเผชิญกับบทลงโทษถึงประหารชีวิต โดยที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเลย

ปัจจุบันบนโลกใบนี้ การเดินทางด้วยเครื่องบินกำลังเป็นที่นิยมสูงสุด ด้วยความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย เช่นเดียวกับเหรียญที่มีสองด้าน การเดินทางด้วยเครื่องบินแม้ว่าจะมี ความสะดวก รวดเร็ว แต่ความปลอดภัยในการเดินทางอาจไม่ได้หมายรวมถึงความปลอดภัยจากภัยทางอาชญากรรมเช่น ขบวนการสลับแท็กกระเป๋าเดินทาง (Luggage Tag Swapping) ซึ่ง เป็นหนึ่งในภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ยกระดับความรุนแรงขึ้นจากการลักขโมยทรัพย์สินธรรมดา กลายเป็นการอาศัยช่องโหว่ของระบบสายพานและเจ้าหน้าที่สนามบินบางกลุ่ม เพื่อใช้ผู้โดยสารผู้บริสุทธิ์เป็น "แพะรับบาป" ในขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น การลักลอบขนยาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมาย

หลังจากที่ CTV News สื่อของแคนาดาได้เปิดโปงพฤติกรรมของขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติที่ปฏิบัติการอยู่ภายในท่าอากาศยานนานาชาติโตรอนโตเพียร์สัน (Toronto Pearson International Airport) โดยมีพฤติการณ์ที่ทำให้ผู้โดยสารผู้บริสุทธิ์ต้องตกเป็นแพะรับบาปและถูกจับกุมโดยไม่รู้ตัว

รูปแบบพฤติการณ์ของขบวนการนี้จะอาศัยความร่วมมือจากพนักงานลำเลียงสัมภาระหรือเจ้าหน้าที่ภายในสนามบินที่สามารถเข้าถึงพื้นที่จำกัดหลังจุดเช็กอินได้ โดยมีวิธีการดังนี้:
1. เช็กอินปกติ: ผู้โดยสารทำการเช็กอิน ชั่งน้ำหนักกระเป๋า และติดแท็กบาร์โค้ด (Luggage Tag) ที่ระบุชื่อและข้อมูลเที่ยวบินของตนเองตามขั้นตอนปกติ
2. สลับแท็กในจุดอับ: เมื่อกระเป๋าเดินทางเข้าสู่ระบบสายพานลำเลียงภายใน พนักงานที่เป็นเครือข่ายของแก๊งค้ายาจะอาศัยช่องโหว่หรือ "จุดอับสายตากล้องวงจรปิด" แกะแท็กติดกระเป๋าของผู้โดยสารบริสุทธิ์ออก
3. ติดกระเป๋ายาเสพติด: พนักงานจะนำแท็กนั้นไปติดเข้ากับกระเป๋าอีกใบที่บรรจุยาเสพติดเอาไว้ภายใน แล้วส่งขึ้นเครื่องบินแทน

อาชญากรมีการใช้วิธีสลับแท็กเพื่อสร้างความเชื่อมโยงที่เป็นเท็จ รายงานจาก Travel + Leisure เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2026 กล่าวถึงคำเตือนเกี่ยวกับการสลับแท็กที่อาจทำให้ผู้โดยสารผู้บริสุทธิ์ถูกเชื่อมโยงกับการลักลอบขนยาเสพติด เมื่อแท็กของกระเป๋าสองใบถูกสลับกัน ทำให้ระบบคัดแยกส่งกระเป๋าไปผิดเที่ยวบินหรือผิดปลายทาง มีกรณีจริงที่เจ้าหน้าที่จัดการสัมภาระสนามบินชางงี ประเทศสิงคโปร์ สลับแท็กกระเป๋า 286 ใบ และถูกดำเนินคดี ก่อนจะถูกจำคุกในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม ข่าวเตือนดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานว่ามีขบวนการลักษณะนี้เกิดขึ้นทั่วไปในทุกสนามบิน การสลับหรือแอบอ้างสิทธิ์ในกระเป๋า อาชญากรอาจใช้ข้อมูลระบุสัมภาระที่ไม่ตรงกับเจ้าของจริง เพื่อพยายามนำกระเป๋าไป หรือทำให้การติดตามและเรียกคืนกระเป๋าซับซ้อนขึ้น จึงควรตรวจสอบทั้งแท็กและลักษณะของกระเป๋าเมื่อรับสัมภาระ

ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเจ้าของกระเป๋าเดินทางต่อผู้บริสุทธิ์คือ:
• กลายเป็นเจ้าของกระเป๋ายาเสพติดทันที: ในระบบฐานข้อมูลของสายการบินจะระบุว่า กระเป๋าใบที่ใส่ยาเสพติดนั้นถูกเช็กอินภายใต้ชื่อของผู้โดยสารที่เป็นเหยื่อ
• ถูกควบคุมตัวที่ปลายทาง: จากรายงานระบุว่า มีผู้โดยสารผู้บริสุทธิ์อย่างน้อย 17 ราย ถูกศุลกากรและตำรวจที่สนามบินปลายทาง (เช่น ในประเทศเกาหลีใต้ ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น และเม็กซิโก) ควบคุมตัวและตั้งข้อหาลักลอบขนยาเสพติดร้ายแรงทันทีที่เดินทางถึง ทั้งที่พวกเขาไม่เคยเห็นหรือสัมผัสกระเป๋าใบนั้นเลย
• โทษสูงสุดถึงประหารชีวิต: การตกเป็นแพะในคดีขนยาเสพติดข้ามชาติเช่นนี้ ในบางประเทศมีบทลงโทษที่รุนแรงมาก ตั้งแต่จำคุกตลอดชีวิตไปจนถึงประหารชีวิต และการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในต่างแดนอาจต้องใช้ระยะเวลานานมาก
(หมายเหตุ: ล่าสุดทางตำรวจแคนาดา (RCMP) ได้เข้ากวาดล้างและจับกุมพนักงานสนามบินที่เกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ได้แล้วบางส่วน)

ผู้โดยสาร-นักเดินทางควรต้องระมัดระวังอะไรบ้าง? เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการในลักษณะนี้ นักท่องเที่ยวสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำได้ดังนี้:
1. ทำตำหนิหรือใช้เอกลักษณ์เฉพาะตัว: เช่น การใช้ผ้าคลุมกระเป๋าที่มีลวดลายชัดเจน, การติดสติกเกอร์ หรือใช้สายรัดกระเป๋า เพื่อให้ง่ายต่อการพิสูจน์ผ่านกล้องวงจรปิดว่ากระเป๋าที่ถูกจับไม่ใช่กระเป๋าของเรา
2. ก่อนโหลดกระเป๋า: ถ่ายรูปและวิดีโอกระเป๋าและแท็กที่มีบาร์โค้ดหรือหมายเลขสัมภาระที่ติดแท็กเรียบร้อยแล้วตอนอยู่ที่เคาน์เตอร์เช็กอิน เพื่อยืนยันว่ากระเป๋าที่ผูกกับแท็กของเราในตอนแรกหน้าตาเป็นอย่างไร เก็บหางตั๋วและแท็ก (Baggage Claim Tag) ไว้ให้ดีที่สุด ห้ามทิ้งเด็ดขาด เพราะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงว่าเราเช็กอินกระเป๋าลักษณะไหน น้ำหนักเท่าใด เก็บไว้จนกว่าจะเดินทางเสร็จ
3. ระหว่างเช็กอิน: ตรวจสอบว่าแท็กระบุสนามบินปลายทางถูกต้อง และอย่าปล่อยให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องจัดการกระเป๋าโดยไม่มีเหตุผล
4. ระหว่างเดินทาง: หากมีบุคคลแปลกหน้าขอให้รับฝากหรือขนกระเป๋าแทน ควรปฏิเสธ โดยเฉพาะเมื่อไม่ทราบสิ่งของภายใน
5. เมื่อรับกระเป๋า: ตรวจสอบสี ยี่ห้อ รอยตำหนิ แท็ก และหมายเลขบนใบรับกระเป๋า ตรวจสอบน้ำหนักตามที่ระบุในใบเสร็จหรือหางตั๋วว่าตรงกับความเป็นจริงหรือไม่ หากกระเป๋ายาเสพติดที่ถูกสลับมีน้ำหนักต่างจากกระเป๋าจริงของเรามาก ข้อมูลนี้จะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญหากพบความผิดปกติ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่สายการบินทันที ก่อนออกจากเขตสายพานรับกระเป๋า
6. หากสงสัยว่าถูกสลับแท็ก: อย่าแก้ไขหรือลอกแท็กเองก่อนเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ให้เก็บหลักฐานและขอรายงานเหตุการณ์เป็นลายลักษณ์อักษร อย่าเพิ่งออกจากสนามบิน รีบแจ้งเคาน์เตอร์สายการบินหรือเจ้าหน้าที่สัมภาระทันที แจ้งตำรวจสนามบินและขอให้ตรวจกล้องวงจรปิด ถือใบเคลมสัมภาระและรูปถ่ายกระเป๋าไปเป็นหลักฐาน หากมี AirTag/GPS ให้แจ้งตำแหน่งแก่เจ้าหน้าที่ (อย่าติดตามไปเอง) และให้ติดต่อบริษัทประกันการเดินทางเพื่อเคลมสิ่งของสูญหาย

ระบบของสนามบินมีการป้องกันเรื่องนี้อย่างไร? สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) กำหนดแนวทางติดตามสัมภาระและตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างผู้โดยสารกับกระเป๋า โดยระบบติดตามสัมภาระตาม Resolution 753 ครอบคลุมจุดสำคัญอย่างน้อย 4 จุด ได้แก่ การรับกระเป๋าจากผู้โดยสาร การโหลดขึ้นเครื่อง การส่งต่อระหว่างเที่ยวบิน และการส่งมอบกระเป๋าถึงผู้โดยสาร

คดี Luggage Tag Swapping มีคดีที่ยืนยันได้จากการดำเนินคดีในศาล และมีคดีที่ตำรวจเปิดเผยผลการสอบสวนซึ่งแสดงให้เห็นว่า การสลับแท็กกระเป๋าไม่ได้เป็นเพียงข่าวลือบนอินเทอร์เน็ต แต่สามารถถูกใช้เพื่อก่อความเสียหายต่อผู้โดยสาร หรือสร้างสถานการณ์ให้ผู้บริสุทธิ์ถูกสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการลักลอบขนสิ่งของได้ สิ่งสำคัญที่ต้องแยกให้ออกคือ การสลับแท็กจนกระเป๋าไปผิดปลายทาง กับการจงใจนำชื่อผู้โดยสารไปผูกกับกระเป๋าที่มีสิ่งผิดกฎหมาย เป็นความเสี่ยงคนละรูปแบบกัน และหลักฐานของแต่ละคดีต้องพิจารณาแยกกัน

1. คดีที่สำคัญ
คดีที่ 1: พนักงานสนามบินชางงีสลับแท็กกระเป๋า 286 ใบ สิงคโปร์ (Changi Journeys) เหตุการณ์ปี 2016–2017 มีคำพิพากษาในปี 2019 โดยพนักงานจัดการสัมภาระชื่อ Tay Boon Keh สลับแท็กกระเป๋าของผู้โดยสารสายการบิน Singapore Airlines และ SilkAir จำนวน 286 ใบ ทำให้กระเป๋าถูกส่งไปยังปลายทางที่ไม่ถูกต้อง ตามรายงานของสื่อสิงคโปร์ระบุว่า เขาไม่พอใจภาระงานและต้องการสร้างความเดือดร้อนให้กับนายจ้าง มีการกระทำการดังกล่าวต่อเนื่องหลายเดือน ทำให้ผู้โดยสาร 221 คนได้รับผลกระทบ และสายการบินจ่ายค่าชดเชยรวมมากกว่า 42,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ในเดือนพฤศจิกายน 2019 เขาถูกพิพากษาจำคุก 20 วัน หลังรับสารภาพในข้อหาก่อความเสียหายหรือก่อความเดือดร้อน (mischief) จำนวน 20 กระทง โดยมีอีก 266 กระทงที่นำมาประกอบการพิจารณาโทษ
บทเรียน: ผู้กระทำไม่จำเป็นต้องเป็นโจรที่มาขโมยกระเป๋าของผู้โดยสารเสมอไป ความเสี่ยงอาจเกิดจากบุคคลภายในที่มีสิทธิ์เข้าถึงพื้นที่จัดการสัมภาระ
คดีที่ 2: ใช้แท็กผู้โดยสารที่ไม่รู้เรื่องกับกระเป๋ากัญชา (Toronto Airport Horror: Innocent Flyers Framed With Drug-Filled Bags) แคนาดา เปิดเผยผลสอบสวนเดือนกรกฎาคม 2025 ตำรวจม้าแคนาดา (Royal Canadian Mounted Police: RCMP) ระบุว่า พนักงานจัดการสัมภาระสองคนถูกจับกุมเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2025 ในการสอบสวนคดีพยายามลักลอบนำกัญชามูลค่ากว่า 147,000 ดอลลาร์แคนาดาไปยังฝรั่งเศส การสอบสวนเริ่มต้นขึ้นหลังจากที่ผู้โดยสารชาวฝรั่งเศสเดินทางถึงกรุงปารีสและถูกควบคุมตัวเพราะสงสัยว่านำกัญชาจากแคนาดามาด้วย ก่อนที่ทางการฝรั่งเศสจะปล่อยตัวโดยไม่มีการตั้งข้อหา และส่งเรื่องให้ RCMP สอบสวนต่อ ตามคำแถลงของตำรวจ มีการสลับแท็กเพื่อทำให้กระเป๋าที่บรรจุกัญชาดูเสมือนเป็นของผู้โดยสารที่ไม่ทราบเรื่อง
บทเรียน: ใบรับกระเป๋าที่มีชื่อของคุณ ไม่ได้พิสูจน์ด้วยตัวมันเองว่าคุณเป็นผู้จัดกระเป๋า หรือเป็นเจ้าของสิ่งของภายในทั้งหมด แต่หากเกิดเหตุ ต้องรีบให้ข้อมูลและหลักฐานแก่เจ้าหน้าที่เพื่อแสดงข้อเท็จจริง

คดีที่ 3: กระเป๋าบรรจุกัญชาประมาณ 66 กิโลกรัมที่สนามบินโตรอนโต แคนาดา รายงานข่าวปี 2026 รายงานของ Global News ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตรวจพบกัญชาประมาณ 66 กิโลกรัมในกระเป๋าของผู้โดยสารชาวเยอรมันสองคนที่กำลังจะเดินทางไปเยอรมนี แต่ผู้โดยสารทั้งสองปฏิเสธว่าเป็นเจ้าของกระเป๋า และผลสอบสวนชี้ว่าพนักงานของ Air Canada ในพื้นที่จัดการสัมภาระเป็นผู้ติดแท็กชื่อของผู้โดยสารเข้ากับกระเป๋าที่มีกัญชา ตามรายงาน ผู้โดยสารทั้งสองให้ความร่วมมือและได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีการตั้งข้อหา ส่วนพนักงานถูกจับกุมและตั้งข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการครอบครองเพื่อส่งออกและการสมคบคิด ทั้งนี้ การตั้งข้อหาไม่เท่ากับการพิสูจน์ความผิดถึงที่สุด
บทเรียน: หากพบสิ่งของที่ไม่ใช่ของคุณในกระเป๋า อย่าพยายามจัดการหรือเคลื่อนย้ายสิ่งของนั้นเอง ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที และขอให้บันทึกข้อเท็จจริงตามที่เกิดขึ้น

คดีที่ 4: เส้นทางนิวซีแลนด์: ผู้โดยสารชื่อนิโคลถูกเนรเทศและควบคุมตัว ขณะต่อเครื่องที่แวนคูเวอร์ หลังจากพบยาเมทแอมเฟตามีนต้องสงสัยมากกว่า 20 กิโลกรัมในกระเป๋าเดินทางของเธอ เธอยืนยันว่ากระเป๋าไม่ใช่ของเธอ และในที่สุดก็ได้รับการปล่อยตัวหลังจากนั้นประมาณเจ็ดชั่วโมง ต่อมาเธอพบว่าป้ายบนกระเป๋าเดินทางที่ต้องสงสัยว่ามียาเสพติดนั้นยับยู่ยี่ ซึ่งแตกต่างจากป้ายที่เธอติดไว้เองอย่างชัดเจน ตำรวจม้าแคนาดาได้จับกุมพนักงานขนสัมภาระและพนักงานภาคพื้นดิน 6 คนที่สนามบินนานาชาติโทรอนโตเพียร์สัน ซึ่งต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการสลับกระเป๋าเดินทางดังกล่าว

ในปีที่ผ่านมา มีผู้โดยสารอย่างน้อย 17 คนที่เดินทางออกจากแคนาดาตกเป็นเหยื่อของแผนการนี้ จุดหมายปลายทางของเที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ สาธารณรัฐโดมินิกัน นิวซีแลนด์ เยอรมนี โมร็อกโก ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และปารีส ประเทศฝรั่งเศส บางประเทศเหล่านี้มีบทลงโทษที่รุนแรงมากสำหรับความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด รวมถึงโทษประหารชีวิต

แล้วในประเทศไทยมีความเสี่ยงแค่ไหน?
มีข่าวและกรณีจากต่างประเทศที่ยืนยันว่าการสลับแท็กสามารถเกิดขึ้นได้จริง แต่ยังไม่ควรสรุปว่ามีขบวนการลักษณะเดียวกันแพร่หลายในสนามบินไทย หากไม่มีหลักฐานหรือรายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากต้องการตรวจสอบข่าวที่พบในไทย ควรพิจารณาว่ามีข้อมูลยืนยันจากสายการบิน สนามบิน CAAT ตำรวจ หรือหน่วยงานศุลกากรหรือไม่ ไม่ควรอาศัยคลิปไวรัลเพียงอย่างเดียว แม้ว่า สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ซึ่งมีผู้โดยสารจำนวนมาก จึงต้องระวังเป็นพิเศษในช่วงเที่ยวบินขาเข้าที่มาถึงพร้อมกันหลายเที่ยว เพราะบริเวณสายพานจะแออัดและเป็นโอกาสของมิจฉาชีพ โดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) มีคำแนะนำให้ถ่ายภาพกระเป๋าและสิ่งของภายในก่อนเดินทาง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการโหลดทรัพย์สินมีค่าไว้ในกระเป๋าที่ลงทะเบียนใต้ท้องเครื่องบิน

เมื่อพบเหตุแล้ว ต้องทำอย่างไร สิ่งที่พบ/ควรทำอย่างไร
หมายเลขแท็กไม่ตรงกับใบรับกระเป๋า
-แจ้งสายการบินทันที
แท็กดูเหมือนถูกแก้ไขหรือมีแท็กซ้อนกัน
-ถ่ายภาพและขอให้ตรวจสอบ
กระเป๋ามีสิ่งของที่ไม่ใช่ของคุณ
-อย่าเคลื่อนย้ายสิ่งของต้องสงสัย แจ้งเจ้าหน้าที่
มีคนขอให้ถือกระเป๋าข้ามด่านแทน
-ปฏิเสธและอย่ารับกระเป๋าที่ไม่ทราบที่มา
กระเป๋าถูกเปิดหรือมีร่องรอยผิดปกติ
-ถ่ายภาพและแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อบันทึกเหตุการณ์

CAAT: คำแนะนำและมาตรการเกี่ยวกับสัมภาระผู้โดยสาร Wสนามบินยกระดับความปลอดภัย!! CAAT ออกเกณฑ์ใหม่ตรวจสัมภาระโหลดใต้ท้อง เริ่ม 16 ต.ค. 69 เจ้าหน้าที่เปิดกระเป๋าได้หากพบเหตุสงสัย แนะใช้ TSA Lock ลดความเสียหายจากการตรวจค้น พร้อมบันทึกภาพ–แจ้งเจ้าของหากเปิดตรวจ”

https://thestatestimes.com/post/2026082402

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

'นิพนธ์' ดันสงขลาสู่ศูนย์เทคโนโลยี!! นำนักลงทุนจีนสำรวจนิคมอุตฯ เล็งตั้งฐานผลิต โดรน-หุ่นยนต์ มุ่งสู่ตลาดอาเซียนและโลก เชื่อมโยงการค้าชายแดนสะเดา

“นิพนธ์” ต่อยอดความร่วมมือไทย-จีน นำนักลงทุนจีนสำรวจนิคมอุตสาหกรรมสงขลา เล็งตั้งฐานผลิตโดรน-หุ่นยนต์ ดันสะเดาสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเพื่อการส่งออก

วันที่ 29 ตุลาคม 2569 นายนิพนธ์ บุญญามณี อุปนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะนักลงทุนจากสาธารณรัฐประชาชนจีน นำโดย Mr. Jin Yunqiang ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีและเจ้าของบริษัท Yunnan Hudian Emergency Equipment Manufacturing Co., Ltd. ซึ่งดำเนินธุรกิจผลิตอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) หุ่นยนต์ ระบบสื่อสาร และอุปกรณ์ช่วยเหลือฉุกเฉิน ลงพื้นที่สำรวจศักยภาพและความพร้อมของนิคมอุตสาหกรรมสงขลา ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายหรือย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย โดยมุ่งใช้พื้นที่อำเภอสะเดาเป็นฐานการผลิตและส่งออกสินค้าเทคโนโลยีไปยังตลาดต่างประเทศ

การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการที่นายนิพนธ์ได้นำคณะผู้แทนไทย ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากกองทัพบกและภาคเอกชน เดินทางเยือนนครคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 18-21 กันยายนที่ผ่านมา เพื่อศึกษาเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรม การสื่อสาร และการป้องกันบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงเยี่ยมชมบริษัท Yunnan Hudian Emergency Equipment Manufacturing Co., Ltd. ตามคำเชิญของ Mr. Jin Yunqiang ซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและโอกาสการลงทุนระหว่างสองประเทศ ก่อนพัฒนามาสู่การเดินทางสำรวจพื้นที่อุตสาหกรรมในจังหวัดสงขลาครั้งนี้

สำหรับบริษัท Yunnan Hudian Emergency Equipment Manufacturing Co., Ltd. เป็นผู้ประกอบการที่มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยี อาทิ โดรนสำหรับภารกิจต่าง ๆ หุ่นยนต์กู้ภัย ระบบสื่อสารฉุกเฉิน และอุปกรณ์สนับสนุนการช่วยเหลือในสถานการณ์ภัยพิบัติ โดย Mr. Jin Yunqiang ได้แสดงความสนใจศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยีและสายการผลิตบางส่วนเข้ามาตั้งฐานในประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์สื่อสาร หุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสะอาดที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดในภูมิภาคอาเซียนและตลาดต่างประเทศ

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มีนายนิรันดร์ สุเจตวงศ์ นายกเทศมนตรีตำบลสำนักขาม (อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา) นายบัณฑูร อู่เจริญ นายด่านศุลกากรสะเดา นายพิพัฒน์ หนูทอง ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมสงขลา (นิคมอุตสาหกรรมสะเดา) นายณัชชกิตติ์ พูลสวัสดิ์ ปลัดอำเภอเจ้าพนักงานปกครอง ชำนาญการอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้ข้อมูลและอธิบายถึงความพร้อมของพื้นที่ ทั้งด้านที่ดิน ระบบสาธารณูปโภค โครงข่ายคมนาคม การผ่านแดน การขนส่งสินค้า และสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะนักลงทุน

ทั้งนี้ นิคมอุตสาหกรรมสงขลาตั้งอยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสงขลา มีพื้นที่รองรับกิจกรรมอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ รวมถึงมีระบบสาธารณูปโภคที่ได้รับการพัฒนาเพื่อรองรับการลงทุน จึงถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการดึงดูดผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยเฉพาะกิจการที่ต้องการใช้ประเทศไทยเป็นฐานประกอบสินค้าและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค

นายนิพนธ์ได้ชี้ให้เห็นถึงข้อได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ของอำเภอสะเดา ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนสำคัญของภาคใต้ มีความใกล้ชิดกับด่านศุลกากรสะเดาและประเทศมาเลเซีย สามารถเชื่อมโยงเส้นทางการค้าสู่ปีนังได้ในระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากท่าเรือน้ำลึกสงขลาประมาณ 100 กิโลเมตร และห่างจากสถานีรถไฟปาดังเบซาร์ประมาณ 20กิโลเมตร ซึ่งเป็นระบบรางที่สามารถเชื่อมถึงท่าเรือน้ำลึกบัตเตอร์เวิดส์ ปีนัง ทำให้มีความได้เปรียบด้านต้นทุนและความสะดวกในการขนส่งสินค้าทั้งทางราง ทางบกและทางทะเล

จุดแข็งดังกล่าวจะช่วยให้นักลงทุนสามารถใช้จังหวัดสงขลาเป็นฐานการผลิต ประกอบ และกระจายสินค้าไปยังมาเลเซีย สิงคโปร์ ตลอดจนตลาดอาเซียนและตลาดโลก โดยอาศัยโครงข่ายคมนาคมและโลจิสติกส์ที่มีอยู่แล้วในพื้นที่ อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่มีการหารือ คือ การศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้สิทธิประโยชน์ของเขตปลอดอากร (Free Zone) หรือรูปแบบการส่งเสริมการลงทุนที่เหมาะสม เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำเข้าชิ้นส่วนและวัตถุดิบสำหรับการผลิตหรือประกอบสินค้า ก่อนส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ภายใต้หลักเกณฑ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศไทย (Local Content) การเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิต ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรและการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมกับอุตสาหกรรมใหม่

นายนิพนธ์มองว่า จังหวัดสงขลามีศักยภาพที่จะพัฒนาไปสู่การเป็นฐานอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและให้ความสำคัญกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อุปกรณ์สื่อสาร อิเล็กทรอนิกส์ และอากาศยานไร้คนขับ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความหลากหลายของโครงสร้างเศรษฐกิจภาคใต้ จากฐานเศรษฐกิจเดิมด้านการค้า เกษตรกรรม และโลจิสติกส์ ไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

การนำนักลงทุนจีนลงพื้นที่ในครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกก้าวหนึ่งของการต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-จีน จากการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีไปสู่การแสวงหาโอกาสลงทุนที่เป็นรูปธรรม โดยในระยะต่อไปจะต้องมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่ รูปแบบการลงทุน สิทธิประโยชน์ และเงื่อนไขด้านกฎหมาย เพื่อผลักดันให้เกิดการลงทุนจริง อันจะนำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของจังหวัดสงขลาและภาคใต้ในอนาคต

‘สีจิ้นผิง’ ปฏิรูปพรรคคอมมิวนิสต์!! มติเน้นควบคุมพรรคเข้มงวดเด็ดขาด ย้ำมาตรการต่อต้านคอร์รัปชันต่อเนื่อง ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนา 5 มิติ วางเป้าสู่สังคมนิยมทันสมัยแบบจีน

ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น โพสต์ลงในเฟสบุ๊คส่วนตัว…

อยากรู้มั้ย การประชุมลับ #สีจิ้นผิง และตัว Top #พรรคคอมมิวนิสต์จีน ในช่วง 26-29 ตุลาคมนี้ มีผลอย่างไร ?

หลังจากอ่านแถลงการณ์ฯ ที่เผยแพร่ทางการเมื่อหัวค่ำวันนี้แล้ว อ.ษรสรุปได้ 3 คำ คือ “เข้มงวด เด็ดเดี่ยว ต่อเนื่อง” !!!

นี่คือ หัวใจแกนหลักผลการประชุม #คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน 🇨🇳 ชุดที่ 20 ครั้งที่ 5 (Fifth Plenary Session of the 20th Central Committee of the CPC) และทางการจีนเพิ่งเผยแพร่เอกสาร #แถลงการณ์ การประชุมเต็มคณะฯ ในวันนี้ (29.10.2026)

Key Message คือ การรับรองมติว่าด้วย #การควบคุม และบริหารจัดการพรรคอย่าง #เข้มงวด และรอบด้านอย่าง #เด็ดเดี่ยว และ #ต่อเนื่อง (Resolution on Certain Major Issues concerning Persevering with Full and Rigorous Party Self-Governance)

สรุปผลการประชุมฯ ดังนี้

(1) วาระและมติสำคัญของการประชุม
* การรับรองมติ #การปฏิรูปพรรค:

ที่ประชุมได้พิจารณาและผ่านมติว่าด้วย #การเดินหน้าควบคุมพรรคอย่างเข้มงวด (Full and Rigorous Party Self-Governance) โดยสีจิ้นผิง เลขาธิการใหญ่ได้ส่งรายงานการทำงานของกรมการเมือง (Political Bureau) และชี้แจงร่างมติดังกล่าวด้วยตนเอง

(2) #ยกระดับความเข้มงวด และจัดการ #ปัญหาภายในพรรค
* #การต่อสู้กับความหย่อนยานในอดีต:
ที่ประชุมชื่นชมความกล้าหาญทางการเมืองของคณะกรรมการกลางพรรคฯ มีสีจิ้นผิงเป็นแกนกลางในการเผชิญหน้าและแก้ไข #ปัญหาพรรค ในอดีตที่มีลักษณะ "อ่อนแอ ไร้ประสิทธิภาพ และ #ขาดการควบคุมดูแลตัวเอง"

* การใช้ #มาตรการขั้นเด็ดขาด:
เน้นย้ำถึงการใช้ #มาตรการที่เข้มงวดที่สุด (Stringent measures) และความพยายามอย่างต่อเนื่อง เพื่อขจัดปัญหา #คอร์รัปชัน การรับของขวัญที่ผิดกฎหมาย โครงการที่ทำเพื่อตนเองและเอื้อพวกพ้อง และการจัดเลี้ยงที่ฟุ่มเฟือย

(3) ทิศทางและเป้าหมายในอนาคต
* ยึดมั่นในอุดมการณ์:
เรียกร้องให้สมาชิกพรรคทุกคนรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น มีคณะกรรมการกลางพรรคที่มีสีจิ้นผิงเป็นแกนกลาง และนำ " #ความคิดสีจิ้นผิงว่าด้วยลัทธิสังคมนิยมที่มีลักษณะเฉพาะของจีนในยุคใหม่" ไปปฏิบัติอย่างเต็มที่

* มุ่งสู่ความทันสมัยแบบจีน :
ตั้งเป้าหมายในการร่วมมือกันพัฒนาและนำพาประชาชนชาวจีนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ เดินหน้าสร้างประเทศจีนให้เป็น #ประเทศสังคมนิยมที่ทันสมัยในทุกมิติ และขับเคลื่อนการ #ฟื้นฟูชาติ ผ่านกระบวนการสร้าง #ความทันสมัยแบบจีน (Chinese modernization)

(4) ในแถลงการณ์ฯ เน้นเรื่อง "Implementing the Five-Sphere Integrated Plan and the Four-Pronged Comprehensive Strategy in a coordinated way" ด้วยการนำเอา 2 ยุทธศาสตร์ใหญ่ของจีนมารวมกันและขับเคลื่อนไปพร้อม ๆ กันในแบบบูรณาการ โดยแยกออกเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้

1.แผนปฏิรูปบูรณาการ 5 มิติ (The Five-Sphere Integrated Plan)

ภาษาจีนเรียกว่า "#อู่เว่ยอี่ถี่" (五位一体) เป็นการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศให้ครอบคลุมและ #สมดุลใน 5 ด้านหลัก เพื่อไม่ให้เน้นไปที่การเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต:

* #ด้านเศรษฐกิจ (Economic): มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีคุณภาพสูงและการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

* #ด้านการเมือง (Political): พัฒนาระบบประชาธิปไตยในกระบวนการทั้งหมดของประชาชน (Whole-process people's democracy) และธรรมาภิบาล

* #ด้านวัฒนธรรม (Cultural): เสริมสร้างวัฒนธรรมจีน อุดมการณ์สังคมนิยม และการสื่อสารมวลชน

* #ด้านสังคม (Social): ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างสังคมที่กลมเกลียว

* #ด้านนิเวศวิทยา (Ecological): เน้นความก้าวหน้าทางสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ธรรมชาติ และการพัฒนาสีเขียว (Eco-environmental progress)

2. ยุทธศาสตร์รอบด้าน 4 ประการ (The Four-Pronged Comprehensive Strategy)

ภาษาจีนเรียกว่า "#ซื่อเก้อเฉวียนเมี่ยน" (四个全面) เป็น เครื่องมือและแนวทางปฏิบัติในเชิงรุก 4 ด้าน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการบริหารประเทศ:

* สร้างประเทศสังคมนิยมที่ทันสมัยอย่างรอบด้าน (Build a modern socialist country)

* ปฏิรูปเชิงลึกอย่างรอบด้าน (Deepen reform across the board)

* บริหารประเทศตามหลักนิติธรรมอย่างรอบด้าน (Advance law-based governance)

* กวดขันวินัยและปกครองพรรคอย่างเข้มงวดรอบด้าน (Strengthen full and rigorous Party self-governance)

( #วินัยพรรค เป็นประเด็นหลักที่ถูกเน้นย้ำอย่างมากในการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 5 ปี 2026 นี้)

(5) ในประเด็น #เศรษฐกิจจีน 🇨🇳 แถลงการณ์มติที่ประชุมฯ ยึดตามแผนพัฒนาฯ 5 ปี ฉบับที่ 15 โดยระบุว่า ….

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายและภารกิจหลักด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในปีนี้ รวมถึงเป็นการวางรากฐานที่ดีสำหรับการเริ่มต้น #แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15
1-จะยึดมั่นในหลักการพื้นฐานของการสร้างความก้าวหน้าไปพร้อมกับ #การรักษาเสถียรภาพ
2-ดำเนินการตาม #แนวคิดการพัฒนาใหม่ ในทุกด้านอย่างเต็มที่และจริงจัง เร่งสร้าง #รูปแบบการพัฒนาใหม่
3-ใช้ประโยชน์จากนโยบายมหภาคอย่างเต็มที่และเหมาะสม
4-ดึงศักยภาพของ #อุปสงค์ภายในประเทศ ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
5-เดินหน้าปฏิรูปและเปิดประเทศต่อไป
6-ขับเคลื่อน #การเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีคุณภาพสูง และยั่งยืนด้วย #นวัตกรรม

สำหรับรายละเอียดของ Communique of the Fifth Plenary Session of the 20th Central Committee of the Communist Party of China จะอยู่ใน comment นี้

Credit : FB ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น
https://www.facebook.com/share/p/19dB8Bvz74/?mibextid=wwXIfr

“ซัมซุง” รายได้พุ่ง!! กำไรไตรมาสสามพุ่ง 783% ธุรกิจชิปหนุนผลประกอบการ รายได้สูงสุดติดต่อกัน 4 ไตรมาส เน้นหน่วยความจำ AI คาดโตต่อเนื่อง

โซล, 30 ต.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพฤหัสบดี (29 ต.ค.) ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ (Samsung Electronics) ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของเกาหลีใต้ รายงานผลกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาสที่สาม (กรกฎาคม-กันยายน) ของปี 2026 อยู่ที่ 107.4 ล้านล้านวอน (ราว 2.71 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 783.1 จากปี 2025 และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ราว 105.7 ล้านล้านวอน (ราว 2.67 ล้านล้านบาท)

ขณะที่รายได้อยู่ที่ 195.3 ล้านล้านวอน (ราว 4.92 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 126.9 และกำไรสุทธิอยู่ที่ 75.14 ล้านล้านวอน (ราว 1.89 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 514.6 ซึ่งผลกำไรจากการดำเนินงานและรายได้พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ติดต่อกันเป็นไตรมาสที่สี่แล้ว

ผลประกอบการโดดเด่นของซัมซุงมีปัจจัยหนุนจากธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งสร้างกำไรจากการดำเนินงาน 106.5 ล้านล้านวอน (ราว 2.68 ล้านล้านบาท) และทำรายได้ 147.1 ล้านล้านวอน (ราว 3.71 ล้านล้านบาท) ในไตรมาสสาม เนื่องมาจากความต้องการชิปหน่วยความจำที่ใช้ในโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

ซัมซุงระบุว่าบริษัทบริหารจัดการสัดส่วนผลิตภัณฑ์โดยมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์ พร้อมขยายการจำหน่ายหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูงรุ่น 4 (HBM4) โดยคาดการณ์ว่าการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์จะเพิ่มแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2027 ตามระบบนิเวศเอไอที่ขยายตัว ขณะที่อุปสงค์ที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอจะสูงกว่าอุปทานของอุตสาหกรรมอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2026

ที่มา : Xinhua

โลกกำลังเตรียมรับมือวิกฤตอะไร? รัฐบาล 20 ประเทศ สั่งสำรองอาหาร หน่วยข่าวกรองเตือนภัยรุนแรง ภัยไซเบอร์พุ่งกระทบอินเทอร์เน็ตกว้าง ชี้ไทยควรมีแผนสำรองระดับครัวเรือนถึงระดับชาติ

สาเหตุ...การแจ้งเตือนพลเมืองให้เตรียมรับเหตุวิกฤตเป็นเวลา 3-10 วัน ของรัฐบาลกว่า 20 ประเทศ

มีรัฐบาลอย่างน้อย 17-18 ประเทศ รวมถึงสหภาพยุโรป (EU) แจ้งเตือนให้ประชาชนของตนได้ทำการสำรองอาหาร น้ำ และสิ่งของจำเป็นสำหรับเหตุฉุกเฉิน และพึ่งพาตนเองให้ได้อย่างน้อย 72 ชั่วโมง ถึง 1 สัปดาห์ ตัวอย่างเช่น:
• สหราชอาณาจักร: เปิดตัวแคมเปญ "Be Ready" เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม แนะนำให้เตรียมเสบียงอาหารและน้ำสำหรับ 3 วันเพื่อรับมือหากระบบสาธารณูปโภคหยุดชะงัก

• ญี่ปุ่น: ประกาศแผนเตรียมความพร้อมระดับชาติในวันที่ 26 ตุลาคม แนะนำให้สำรองเสบียง 3 วันถึง 1 สัปดาห์ โดยเตรียมเปิดตัวหน่วยงานจัดการภัยพิบัติใหม่ในวันที่ 2 พฤศจิกายน

• ประเทศอื่นๆ ในยุโรปและเอเชีย: เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี สวีเดน ฟินแลนด์ เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ และไต้หวัน ต่างออกคำแนะนำที่คล้ายกัน

• หมายเหตุ: ทางการแต่ละประเทศระบุว่า เป็นมาตรการ สร้างความพร้อมรับมือภัยพิบัติตามปกติ (เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม ภัยไซเบอร์ หรือการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน) ไม่ใช่การเตือนว่ากำลังจะเกิดสงครามโลกครั้งที่สามแต่อย่างใด

คำเตือนจากหน่วยข่าวกรองอังกฤษ (MI5) ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 Sir Ken McCallum ผู้อำนวยการใหญ่ของ MI5 ได้ออกบทความเตือนเนื่องในโอกาสครบรอบเหตุการณ์ 9/11 ว่า โลกอาจต้องเผชิญกับ "ภัยคุกคามครั้งใหญ่" หรือ "ความช็อกทางยุทธศาสตร์ครั้งใหม่" ที่อาจกำลังก่อตัวขึ้นในจุดที่หน่วยข่าวกรองไม่ได้จับตามอง และรูปแบบการโจมตีทางยุทธศาสตร์ในอนาคตจะไม่เหมือนกับในอดีตอย่างแน่นอน ต่อมาในเดือนตุลาคมเขายังได้เตือนเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเสี่ยงที่ผู้ก่อการร้ายอาจใช้เทคโนโลยี AI หรือโดรนในการเพิ่มศักยภาพการโจมตี

เหตุการณ์ "Black October" ในแวดวงไซเบอร์ สัปดาห์ที่ผ่านมาในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2569 ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้นิยามช่วงเวลานี้ว่าเป็น "Black October" เนื่องจากมีการตรวจพบภัยคุกคามและช่องโหว่ร้ายแรงทางคอมพิวเตอร์พร้อมกันหลายรายการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:
• ช่องโหว่ PHP2Shell: มีการตรวจพบช่องโหว่ร้ายแรงในภาษา PHP (ซึ่งขับเคลื่อนเว็บไซต์กว่า 70% ทั่วโลก) ทำให้แฮกเกอร์สามารถควบคุมเซิร์ฟเวอร์ได้จากระยะไกล และตรวจพบความพยายามโจมตีหลายล้านครั้งจนหน่วยงานความมั่นคงหลายประเทศและบริษัทเทคโนโลยีต้องเร่งปิดปรับปรุงระบบชั่วคราวเพื่ออัปเดตแพตช์ความปลอดภัย
• การลดกำแพงทางเทคนิคโดย AI: ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า เครื่องมือ AI ในปัจจุบันช่วยให้แฮกเกอร์ค้นหาช่องโหว่และโจมตีระบบได้รวดเร็วขึ้นแบบ 24 ชั่วโมง ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานทางอินเทอร์เน็ตในวงกว้าง

เมื่อนำข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ มาประมวลพิจารณา สรุปได้ว่า กระแสข่าวดังกล่าวเป็นการรวมกันของ การรณรงค์เตรียมความพร้อมรับภัยพิบัติของหลายประเทศ, คำเตือนเชิงยุทธศาสตร์จากหน่วยข่าวกรอง และ วิกฤตช่องโหว่ทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในเดือนนี้

ประเทศไทยควรต้องเตรียมตัวอย่างไร?
ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดวิกฤตระดับโลกก่อน แล้วจึงเริ่มเตรียมความพร้อม ควรใช้แนวทาง 72 ชั่วโมงเป็นมาตรฐานเริ่มต้น และขยายเป็น 7 วันสำหรับครัวเรือนที่มีความพร้อม
- ระดับครัวเรือน: อาหาร น้ำ ยา และอุปกรณ์ฉุกเฉิน
- ระดับชุมชน: จุดพักพิง แผนอพยพ และระบบแจ้งเตือน
- ระดับจังหวัด: แผนสำรองไฟฟ้า น้ำประปา และระบบสื่อสาร
- ระดับประเทศ: ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน ไซเบอร์ และโลจิสติกส์

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

อดีตผู้สมัคร สส.พรรคส้ม ยอมรับคิดน้อยไป!! ‘ศุภลักษณ์’ โร่ขอโทษสังคม–นักเขียนหญิงผู้เสียหาย ยอมรับคิดน้อยไป หลังถูกพบเป็นสมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊กเปิดวาร์ป ยืนยันไม่เคยร่วมคอมเมนต์คุกคาม พร้อมขอโทษผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบ

“ศุภลักษณ์ บำรุงกิจ” อดีตผู้สมัคร สส.พรรคส้ม โร่ขอโทษสังคม-ผู้เสียหาย ยอมรับ "คิดน้อยไป" หลังมีชื่อในกลุ่มเปิดวาร์ปนักเขียนหญิง 

เกิดเป็นประเด็นร้อนสะเทือนโซเชียล เมื่อวงการนักเขียนลุกเป็นไฟ ภายหลังมีการนำภาพนักเขียนหญิงไปเผยแพร่ในกลุ่มเฟซบุ๊ก เพื่อค้นหาบัญชีส่วนตัว ก่อนพบว่าบางโพสต์มีข้อความลักษณะเข้าข่ายคุกคามทางเพศ โดยพบว่าในกลุ่มดังกล่าว มีนักเขียน นักการเมือง คนดังในแวดวงสังคมอยู่ในกลุ่มด้วยนั้น 

ล่าสุดวันที่ 30 ต.ค. 69 นาย ศุภลักษณ์ บำรุงกิจ อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งเป็นหนึ่งในรายชื่อที่ถูกเปิดเผยว่าอยู่ในกลุ่มดังกล่าว ได้ออกมาโพสต์ข้อความร่ายยาวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Suphalak Bumroongkit” เพื่อชี้แจงและขอโทษต่อสังคมว่า “มาแล้วครับ กว่าจะเลิกงาน แล้วต้องไปรพ. เสร็จแล้วฝนตกอีก” 

1.เฟซบุ๊กผมเคยอยู่ในกลุ่มนี้จริงครับ ผมเป็นคนที่กดจอยกลุ่มทุกกลุ่ม ฟอลทุกเพจที่ขึ้นมาในนิวฟีดเป็นธรรมชาติ แม้แต่กลุ่มที่ผมไม่เห็นด้วยเลยก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มต่อต้านแรงงานข้ามชาติ กลุ่มต่อต้านม็อบสามกีบ กลุ่มแมนมินิสต่อต้านสิทธิสตรี ฯลฯ เพราะอยากรู้ความคิดเห็น/ความเคลื่อนไหวในbubbleของคนแต่ละกลุ่มครับ ถ้าเรื่องไหนเดือดๆ มันจะชอบขึ้นมาในนิวฟีดเอง 

ตอนแรกจะโพสต์ลิงก์กลุ่มให้ด้วย ผมว่าจำเป็นต้องโพสต์ลิงก์ให้เป็นกรณีศึกษาของสังคม เพราะมีคนจำนวนมากยังไม่เห็นกลุ่มจริงๆ ว่าเป็นยังไง แต่กลุ่มบินไปแล้วครับ 

2.ส่วนกลุ่มนี้ มันขึ้นมาในนิวฟีดผม ผมก็กดเข้าไปตามวิสัยปกติ เท่าที่จำความได้ในตอนแรกยังไม่ได้มีคอมเม้นต์คุกคามเหมือนตอนนี้ครับ ผมไม่เคยไปเม้นต์ ไม่เคยกดเข้าไปดูในกลุ่มด้วย ทางเดียวที่ผมจะเห็นคือผ่านนิวฟีด (ซึ่งโพสต์กลุ่มนี้ก็ไม่ค่อยขึ้นมาด้วย) 

3.จนผมเริ่มเห็นโพสต์เมื่อคืนวันที่ 27 ต.ค. พูดถึงกลุ่มนี้ ก็พอทราบว่าหมายถึงกลุ่มนี้

ตอนแรกผมไม่ได้กดออกด้วย เพราะเราบริสุทธิ์ใจ แม้จะมีคอมเม้นต์คุกคามจริง, มีคอมเม้นต์ที่ objectify ผู้หญิงให้เป็นแค่วัตถุทางเพศให้เป็นบ่อยๆ แต่ผมคิดว่าก็เราไม่ได้เห็นด้วยกับเรื่องพวกนี้นี่นา เราอยู่กลุ่มอื่นๆ เต็มไปหมด ความคิดเห็นร้อยพ่อพันแม่ การอยู่ในกลุ่มก็ไม่ได้แปลว่าเห็นด้วยกับเรื่องที่เกิดขึ้นในกลุ่มทุกเรื่องสักหน่อย คนในวาปก็เปิด public กันทั้งนั้น ได้ยอดฟอลเพิ่มวินๆ เมื่อก่อนก็มีเพจเปิดวาปคนสวยคนหล่อเต็มไปหมด 

4.แต่หลังจากที่ได้ทบทวน คุยกับหลายๆ คน ผมรู้สึกว่าผมคิดน้อยไปจริงๆ ครับ

-ผมไม่ทราบว่ามีการคุกคามเกิดขึ้นจากการเปิดวาป มีคนถูกส่งข้อความไปคุกคามจริง ส่งผลต่อสภาพจิตใจจริง

-สมมติว่ามีคนโดนทำร้าย แล้วเรายืนเฉยๆ แม้จะไม่เห็นด้วยกับการทำร้าย มันก็ดูแย่อยู่ดี

-การอยู่ในกลุ่มเฉยๆ แม้ไม่ได้ทำอะไร แต่การมีจำนวนเยอะ ก็ถือเป็นการสนับสนุนให้วัฒนธรรมแบบนี้มันยังดำเนินต่อไปได้

-วิธีเช็กที่ง่ายที่สุด ถ้าน้องสาว พี่สาว แม่ แฟน ของท่าน โดนเอาไปโพสต์ในกลุ่มเพื่อหาวาป ท่านจะโอเคไหม?

-จะเอามาเทียบกับการอยู่ในกลุ่มอื่นไม่ได้ เพราะแต่ละกลุ่มมีจุดประสงค์ไม่เหมือนกัน สมมติถ้าผมเข้าไปแฝงอยู่ในกลุ่ม "ซื้อขายบริการเด็กต่ำกว่า 18" เพื่อศึกษาความเคลื่อนไหว แบบนี้ก็คงพูดไม่ได้ล่ะ เพราะกลุ่มนี้มีจุดประสงค์ของการสร้างมาเพื่อทำผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรมอย่างชัดเจน 

5.ขอใช้โอกาสนี้แสดงความเสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ขอโทษสังคม ขอโทษผู้เสียหายครับ 

6.สนับสนุนการที่ผู้หญิงออกมารวมตัวกันพูดเรื่องนี้ ผมคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ตรวจสอบตัวเองอย่างสม่ำเสมอแล้ว แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ต้องยอมรับว่าไม่เพียงพอครับ เสียใจ หลายเรื่องถ้าไม่เกิดกับตัวเองจริงๆ ไม่มีทางเข้าใจครับ ประเทศที่มีความเท่าเทียมทางเพศสูง ล้วนแต่มีขบวนการเคลื่อนไหวของผู้หญิงที่เหนียวแน่นขัดกับผู้ถืออำนาจที่เป็นผู้ชายครับ

ที่มา : https://www.amarintv.com/news/politic/561532 

ชายแดนไทย- พม่าตึงเครียด นายกอนุทินสั่งคุมเข้ม!! หลังระเบิดข้ามแดนทำคนไทยบาดเจ็บ ยกระดับความปลอดภัย 7 วัน ระงับนำเข้าส่งออกช่องทางอื่น ทหารลาดตระเวน 24 ชั่วโมงเต็ม

"นายกฯ"สั่งคุมเข้ม "แม่สอด" ทหารปิดชายแดน 7 วัน ริมแม่น้ำเมย ห้ามน้ำเข้า-ส่งออก ด้าน ฉก.ราชมนู ส่ง กำลังลาดตระเวน 24 ชม. ดูแลความปลอดภัยสู้รบเมียนมาเดือด

30 ต.ค.69 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย สั่งกำชับ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก และเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ให้ดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ ภายหลังการสู้รบในประเทศเมียนมา ส่งผลให้ระเบิดข้ามมาตกในฝั่งไทย ทำให้คนไทย อ.แม่สอด จ.ตาก ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย วานนี้(29 ต.ค.)

พร้อมทั้งมีการแจ้งผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน หากไม่มีการปฏิบัติใดๆ จะต้องมีการยกระดับการป้องกันตนเอง
ด้าน พล.ต.ประสาน เห็นประเสริฐ ผู้บัญชาการกองกำลังนเรศวร มีคำสั่งเป็นหนังสือด่วนมากที่ กห 0483/นเรศวร 577 กองกำลังนเรศวร ค่ายวชิรปราการ อ.เมืองตาก จ.ตาก ถึงด่านศุลกากรแม่สอด เรื่องการระงับการผ่อนผันการนำเข้า – ส่งออกสินค้า ตามช่องทางอื่นนอกจากทางอนุมัติ โดยมีใจความว่า
ตามที่ปรากฎสถานการณ์ความไม่ลงเรียบร้อย พื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา ด้าน อ.แม่สอด จ.ตาก โดยเกิดเหตุการณ์การสู้รบระหว่างทหารเมียนมา กับกองกำลังชนกลุ่มน้อย/กลุ่มต่อต้านรัฐบาลเมียนมาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ บ้านนิละบ้าน อำเภอเมียวดี จังหวัดเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง สหภาพเมียนมา ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้มีกระสุนข้ามมาตกยังฝั่งประเทศไทย บริเวณบ้านห้วยมหาวงก์ ต.มหาวัน อ.แม่สอด ทำให้ส่งผลกระทบต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนในพื้นพื้นที่ นั้น

เพื่อให้การควบคุมพื้นที่ชายแดนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่ให้มีการสนับสนุนใดๆ ข้ามไปยังฝั่งเมียนมาอันอาจจะไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสู้รบของกองกำลังทุกฝ่าย และเพื่อให้เกิดความมั่นคง และความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน กองกำลังนเรศวร และหน่วยความมั่นคงในพื้นที่ จึงขอแจ้งด่านศุลกากรแม่สอดระงับการผ่อนผันการนำเข้า – ส่งออกสินค้า ตามช่องทางอื่นนอกจากทางอนุมัติ ตั้งแต่บริเวณทิศใต้สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ข้ามแม่น้ำเมย แห่งที่ 1 ในพื้นที่อำเภอแม่สอด และในพื้นที่ อ.พบพระ จ.ตาก เป็นระยะเวลา 7 วัน ในห้วงตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม จนถึงวันที่ 5 พฤจิกายน 2569
ในขณะ หน่วยเฉพาะกิจราชมนู โดยกองร้อยทหารราบที่ 1431 กองร้อยทหารราบที่ 1413 หมวดเคลื่อนที่เร็ว กองกำลังนเรศวร และชุดปฏิบัติการพิเศษที่ 1 หมวดลาดตระเวนระยะไกล กองกำลังนเรศวร บูรณาการกำลังปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเฝ้าตรวจตามเส้นทางแนวชายแดนและเส้นทางภายในหมู่บ้านอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน โดยจะมีทั้งจักรยานยนต์เคลื่อนที่เร็วและรถยนต์ในการตรวจพื้นที่ เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราพื้นที่และป้องกันเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง

ทั้งนี้ เพื่อเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การสู้รบในพื้นที่ฝั่งประเทศเมียนมา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดน พร้อมรวบรวมและรายงานข้อมูลข่าวสารให้หน่วยเหนือทราบอย่างต่อเนื่อง โดยปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ด้านตรงข้ามบ้านห้วยมหาวงก์ ตำบลมหาวัน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เป็นความพร้อมของกำลังพลในการดูแลความปลอดภัยและรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1258553?anf=


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top