Sunday, 1 November 2026
TheStatesTimes

ลดภาษีน้ำมัน แต่โรงกลั่นยิ่งรวย?! ชำแหละราคาน้ำมันไทยอิงสิงคโปร์ ส่วนต่างดีเซลกับน้ำมันดิบพุ่งจาก 32 เป็น 63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รัฐควรกำหนดเพดานราคาแทนใช้เงินกองทุน เปรียบเทียบสงครามราคาน้ำมันปี 65 กับ 69

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ  ได้กล่าวว่า…

“การลดภาษีน้ำมัน (ทั้งที่ยังอ้างอิงราคาขายที่สิงคโปร์) = ทำให้โรงกลั่นรวย”

รัฐควรกำหนดเพดานราคาเบนซิน–ดีเซล แทนการใช้เงินกองทุนฯ-ภาษี ที่ถมเท่าไรก็ไม่พอ

เทียบสงครามยูเครนในปี 2565 กับสงครามอิหร่านในปีนี้ 2569

กรณีปี 65 น้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 94.71 เหรียญต่อบาร์เรล ส่วนดีเซลสำเร็จรูปที่สิงคโปร์ (MOPS) อยู่ที่ 126.64 เหรียญ ส่วนต่างราว 32 เหรียญ แต่พอมาถึงปี 69 ราคา ณ 22 ตุลา น้ำมันดิบดูไบอยู่ 108.62 ส่วนดีเซลสิงคโปร์พุ่งไป 170.70 ส่วนต่างเพิ่มขึ้นราว 63 เหรียญ เพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว โรงกลั่นกำไรมหาศาล เพราะไทยเราอิงราคาขายที่สิงคโปร์ ไม่ได้อิงตามต้นทุนราคาน้ำมันดิบ

ไทยกลั่นน้ำมันดิบวันละ 1 ล้านบาร์เรลเท่าสิงคโปร์ แต่สิงคโปร์เป็น City State ประเทศเล็กกว่ากรุงเทพฯ ครึ่งหนึ่ง ตลาดส่วนใหญ่คือส่งออกจึงต้องทำกลไกให้ราคาขายสูงเพื่อทำกำไรเข้าประเทศ เช่นเดียวกับมาเลเซียที่เน้นส่งออก ราคาหน้าปั๊มต้องสูง อย่างโครงการBUDI ของมาเลเซีย ถ้าใช้บัตรประชาชนเติมดีเซลจะได้โควตา 300 ลิตรต่อเดือน ในราคา 16 บาท เท่านั้น ส่วนไทย เราขายในประเทศมาก โครงสร้างราคาควรทำต่างวิธีกัน

แล้วจะแก้ยังไง? ต้องให้กระทรวงพาณิชย์ใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการควบคุมราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 (เดิมกระทรวงพลังงานแยกออกมาจากกระทรวงพาณิชย์ ปี 45) เครื่องมือตัวนี้จึงอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ “น้ำมันถูกประกาศเป็นสินค้าควบคุม” นานแล้วแต่ไม่เคยประกาศอัตราราคาเพราะมติ ครม. ปี 2534 บอกให้เป็นเสรี บัดนี้ควรถึงเวลาประกาศอัตราราคา เบนซินและดีเซลได้แล้ว

การใช้เงินกองทุนหรือภาษีมาอุ้มน้ำมัน ใช้เท่าไรก็ไม่พอ ถ้ายังปล่อยโรงกลั่นไทยทำกำไรขายในราคาสิงคโปร์

ที่มา : https://www.facebook.com/reel/2321784521694406

ไทยดัน FastPass ดึงทุน!! ลุยใช้เทคโนโลยีพลิกโฉมระบบเงินทุน ลดเวลาขอใบอนุญาต 20-50% เข็นนวัตกรรม AI 8 หน่วยงานรัฐรวมพลังเร่งดึงเงินลงทุน เป้าหมายกระจายทุนแสนล้านสู่ท้องถิ่นเร็วขึ้น

ไทยงัด FastPass ‘ทางด่วนเงินทุน’ ดึงทุนโลกเข้าประเทศ พร้อมนวัตกรรม AI พลิกโฉมทั้งระบบ

ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านกำลังไล่กวดไทยในทุกมิติ สิ่งที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติตัดสินใจนำเงินมาลงทุน นอกจากเรื่องค่าแรง หรือ สิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้ว สิ่งหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือ “ความรวดเร็วในการเดินเอกสาร” ซึ่งเป็น Pain Point ที่มีมายาวนานของระบบราชการไทย

ล่าสุด 8 หน่วยงานรัฐได้เร่งผนึกกำลังแก้ปัญหาคอขวดนี้ โดยเฉพาะการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ที่นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาทลายทุกกำแพง เพื่อดึงเม็ดเงินเกือบ 7 แสนล้านบาทให้กระจายสู่ท้องถิ่นอย่างเร็วที่สุด

คลิปนี้พาไปดูการแก้เกมของทีมไทย ผ่านกลไก Thailand FastPass และวิธีการทำงานแบบใหม่ของกนอ. ทั้งการร่นระยะเวลาขอใบอนุญาตลง 20-50% และการใช้ AI เข้ามาช่วยบริหารจัดการนิคมฯ แบบครบวงจร ด้วยระบบระดับโลกอย่าง Salesforce เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ให้นักลงทุนเลือกปักหมุดที่ไทยในระยะยาว

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1454468943213576&id=100059514523438&rdid=mbqcOYtBbhKUiVTs#

นงนุช เวิลด์ พัทยา จัดโปรวันเกิด!! ต้อนรับเดือนพฤศจิกายน เจ้าของวันเกิดเที่ยวฟรีชมสวนและพิพิธภัณฑ์ โปรโมชั่นสำหรับครอบครัวและนักท่องเที่ยวไทย เปิดโอกาสสัมผัสวัฒนธรรมและธรรมชาติครบวงจร

นงนุช เวิลด์ พัทยา จัดโปรเดือนพฤศจิกายน เจ้าของวันเกิดเที่ยวฟรี พาครอบครัวชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณฟรีทุกท่าน

พัทยา จ.ชลบุรี วันที่ 29 ตุลาคม 2569 นงนุช เวิลด์ พัทยา (NONGNOOCH WORLD PATTAYA) จัดโปรโมชั่นพิเศษต้อนรับเดือนพฤศจิกายน 2569 ภายใต้แนวคิด “เกิดเดือนพฤศจิกายน สุขไปด้วยกันทั้งครอบครัว” มอบสิทธิ์ให้ผู้ที่เกิดในเดือนพฤศจิกายนเข้าชมสวนฟรี พร้อมเข้าชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และพิเศษยิ่งขึ้น สมาชิกในครอบครัวที่ซื้อบัตรเข้าชมสวนและเดินทางมาพร้อมเจ้าของวันเกิด สามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณฟรีทุกท่าน ตั้งแต่วันที่ 1–30 พฤศจิกายน 2569

นายกัมพล ตันสัจจา ประธานนงนุช เวิลด์ พัทยา เปิดเผยว่า การจัดโปรโมชั่นครั้งนี้มุ่งส่งเสริมให้ครอบครัวได้ใช้เวลาท่องเที่ยวร่วมกัน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสคุณค่าของพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ที่รวบรวมพระพุทธรูป เหรียญ และวัตถุมงคลเก่าแก่หลากหลายยุคสมัย ถ่ายทอดเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาและมรดกทางวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะการสร้างความสนใจและปลูกฝังการเรียนรู้ให้แก่เด็กและเยาวชนผ่านประสบการณ์จริง

นอกจากนี้ นงนุช เวิลด์ พัทยา ยังเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการท่องเที่ยวของครอบครัว มีสวนสวยหลากหลายรูปแบบมากกว่า 70 สวน หุบเขาไดโนเสาร์ที่จัดแสดงไดโนเสาร์จำขนาดเท่าตัวจริงกว่า 1,800 ตัว และเมืองอียิปต์ที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมและสีสันตระการตา พร้อมการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย “นงนุชโชว์” และการแสดงช้างแสนรู้ ณ โรงละครสกาลา วันละ 4 รอบ ตอบโจทย์ความสนใจของนักท่องเที่ยวทุกช่วงวัย ภายใต้แนวคิด “More Than a Beautiful Garden. A World for Every Family.”

สำหรับสิทธิประโยชน์ที่เปิดให้บริการตามปกติ ได้แก่ เด็กที่มีความสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตรและเดินทางมากับครอบครัว รวมถึงผู้พิการ สามารถเข้าชมสวนฟรีทุกวัน ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเข้าฟรีทุกวันศุกร์ และผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไปเข้าฟรีตลอดปี สะท้อนความตั้งใจในการเปิดโอกาสให้คนทุกวัยได้สัมผัสความงดงามของธรรมชาติและแหล่งเรียนรู้ร่วมกัน

ทั้งนี้ โปรโมชั่นวันเกิดเดือนพฤศจิกายนเปิดให้เฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาใช้บริการด้วยตนเอง (Walk-in) เพียงแสดงบัตรประชาชนหรือหลักฐานยืนยันเดือนเกิด ณ จุดจำหน่ายบัตร เพื่อรับสิทธิ์ตามเงื่อนไขที่กำหนด นงนุช เวิลด์ พัทยา เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00–18.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

กฟผ. จัดงาน “Thailand Space Expo 2026” !! มหกรรมอวกาศแห่งชาติ 2569 จับมือ GISTDA และพันธมิตรร่วมขับเคลื่อน โชว์ AI ภูมิสารสนเทศและพลังงานสะอาด พร้อมเสริมศักยภาพประเทศในเวทีโลก

กฟผ. เฝ้ารับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานมหกรรมด้านอวกาศแห่งชาติ 2569 (Thailand Space Expo 2026)

กฟผ. จับมือ GISTDA และพันธมิตร จัดงาน “มหกรรมด้านอวกาศแห่งชาติ” (Thailand Space Expo 2026) โชว์เทคโนโลยี AI ภูมิสารสนเทศ และนวัตกรรมด้านพลังงาน ขับเคลื่อนพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน ระหว่างวันที่ 28 – 31 ตุลาคม 2569 ณ ทรู ไอคอน ฮอลล์ ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม

วันนี้ (28 ตุลาคม 2569) สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นประธานเปิดงานมหกรรมด้านอวกาศแห่งชาติ ประจำปี 2569 หรือ Thailand Space Expo 2026 โดย
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นเจ้าภาพร่วม (Co-host) กับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ สทอภ. (GISTDA) และพันธมิตร จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 31 ตุลาคม 2569 ณ ทรู ไอคอน ฮอลล์ ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม กรุงเทพฯ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีอวกาศระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง จากนั้นเสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการของ กฟผ. โดยมีนายธีรวุฒิ เวทะธรรม รองผู้ว่าการพัฒนาระบบส่ง นายบุญมา พูชิน ผู้ช่วยผู้ว่าการก่อสร้างระบบส่ง และผู้บริหาร กฟผ. ร่วมเฝ้ารับเสด็จ ณ บูท กฟผ. No.C03

นายธีรวุฒิ เวทะธรรม รองผู้ว่าการพัฒนาระบบส่ง กฟผ. เผยว่า กฟผ. เป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดงาน Thailand Space Expo 2026 เพื่อร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจจากกิจการอวกาศ (New Space Economy) ตามนโยบายของรัฐบาล ยกระดับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงาน และผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระดับสากล รวมถึงส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านพลังงาน เกษตรกรรม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

โดยในปีนี้ บูท กฟผ. นำเสนอนิทรรศการภายใต้แนวคิด “Beyond What We See : Empowering Tomorrow” สะท้อนบทบาทและภารกิจ กฟผ. ในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ขับเคลื่อนความยั่งยืน และนำไปสู่เป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทย ผ่าน 7 โซน ได้แก่ 1.ศักยภาพด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทยเพื่อรองรับการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ (Thailand’s Electric Power Potential to Support Investment in Large-Scale Projects 2.ENZY Platform แพลตฟอร์มบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ ภายใต้ EGAT Smart Energy Solutions 3.การลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (EGAT’s Driving the Future of Sustainability: Integrated Solutions for Decarbonization) 4.การใช้ AI ตรวจจับแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อประโยชน์ในการคาดการณ์ความต้องการไฟฟ้า และดำเนินระบบควบคุมกำลังไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ (AI-Powered Solar Intelligence Platform: From Satellite Detection to Solar Generation Analytics) 5.เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อสนับสนุนความเป็นกลางทางคาร์บอน (Orbit for a Greener Future: EGAT Carbon Neutrality) 6.การประมาณค่ามวลชีวภาพเหนือดิน ของพืชพลังงานในจังหวัดลำปาง โดยใช้ดาวเทียม Landsat 8 (Estimation of Above-Ground Biomass for Energy Crops in Lampang Province Using Landsat 8 Satellite) และ 7.การพัฒนาระบบแจ้งเตือนสถานการณ์การเคลื่อนตัวของโครงสร้างพื้นฐานโดยใช้เทคโนโลยี InSAR: กรณีศึกษาอ่างพักน้ำตอนบนโรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา (Development of an Early Warning System for Infrastructure Displacement Using InSAR Technology)

กบน. ปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน!! ลดราคาน้ำมันดีเซล 1 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ลดลง 0.50 บาทต่อลิตร ยกเลิกค่าขนส่ง-ประกันภัยในโครงสร้าง ตรึงราคาน้ำมันชนิดอื่นลดภาระประชาชน

โครงสร้างใหม่ ราคาลงทันที กบน.เคาะ ดีเซล B7 ลด 1 บาท แก๊สโซฮอล์ 91-95 ลด 0.50 บาท มีผลหน้าปั๊มพรุ่งนี้ สะท้อนราคาที่เป็นธรรม

(28 ตุลาคม 2569) คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบปรับอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยน้ำมันดีเซล บี7 ชดเชยลดลง 0.38 บาทต่อลิตร เป็น 2.93 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกลดลง 1 บาทต่อลิตร เหลือ 42.54 บาทต่อลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล อี10-95 ชดเชยลดลง 0.16 บาทต่อลิตร เป็น 1.61 บาทต่อลิตร ราคาขายปลีกลดลง 0.50 บาทต่อลิตร เหลือ 41.54 บาทต่อลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล อี10-91 ชดเชยลดลง 0.16 บาทต่อลิตร เป็น 1.61 บาทต่อลิตร ราคาขายปลีกลดลง 0.50 บาทต่อลิตร เหลือ 41.17 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2569

การปรับลดราคาครั้งนี้เป็นผลจากมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่ปรับหลักเกณฑ์การคำนวณโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยยกเลิกค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าสูญเสียระหว่างขนส่ง (Freight, Insurance, Loss) ซึ่งเดิมคำนวณโดยสมมุติว่าน้ำมันขนส่งทางเรือจากสิงคโปร์ ทั้งที่น้ำมันส่วนใหญ่กลั่นในประเทศ ต้นทุนเหล่านี้จึงไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่แฝงอยู่ในราคาน้ำมันที่ประชาชนจ่ายมาโดยตลอด พร้อมกันนี้ยังปรับลดค่าสำรองน้ำมันเหลือ 2 ใน 3 ส่วน ให้สอดคล้องกับปริมาณสำรองที่เกิดขึ้นจริง

แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังผันผวน โดย ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2569 ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์อยู่ที่ประมาณ171 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และน้ำมันเบนซินอยู่ที่ประมาณ 139 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระชดเชยสูงถึงประมาณวันละ 253 ล้านบาท แต่ กบน. ยังคงตรึงราคาขายปลีกน้ำมันประเภทอื่นไว้ตามเดิม เพื่อไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน
ท่ามกลางวิกฤตพลังงานและภาวะค่าครองชีพในปัจจุบัน กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการทั้งมติ กบง. และกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้ราคาพลังงานที่ประชาชนจ่ายสะท้อนต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงและเป็นธรรมมากที่สุด ประชาชนต้องไม่จ่ายในสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ควบคู่กับการบรรเทาภาระในยามวิกฤต และวางรากฐานโครงสร้างราคาพลังงานที่เป็นธรรมและยั่งยืนสำหรับคนไทยทุกคนในระยะยาว

130 ชาติ หนุนยุติคว่ำบาตรคิวบา!! สมัชชาใหญ่ UN ลงมติเรียกร้องสหรัฐฯ เลิกปิดล้อมเศรษฐกิจกว่า 60 ปี แต่เสียงสนับสนุนลดจากปีก่อน ขณะ 17 ประเทศรวมสหรัฐฯ–อิสราเอลโหวตค้าน

สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติลงมติท่วมท้น เรียกร้องสหรัฐฯ ยุติมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อคิวบา หลังบังคับใช้มายาวนานกว่า 60 ปี

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (United Nations General Assembly: UNGA) ได้ลงมติด้วยเสียงข้างมากอย่างท่วมท้น เรียกร้องให้สหรัฐอเมริกายุติมาตรการปิดล้อมและคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อประเทศคิวบา ซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ

ผลการลงมติของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ
130 เห็นชอบ
25 งดออกเสียง
17 คัดค้าน

ผลการลงมติตามรายงานข่าวที่ให้มา
ผลการลงมติปรากฏว่า มีประเทศสมาชิกจำนวน 130 ประเทศลงคะแนนเห็นชอบ ให้ยุติมาตรการคว่ำบาตร ขณะที่ 25 ประเทศงดออกเสียง และอีก 17 ประเทศลงคะแนนคัดค้าน ซึ่งรวมถึงสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล

เมื่อเปรียบเทียบกับการลงมติเมื่อปีก่อน ซึ่งมี 165 ประเทศเห็นชอบ 7 ประเทศคัดค้าน และ 12 ประเทศงดออกเสียง พบว่าจำนวนประเทศที่สนับสนุนมติเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติการคว่ำบาตรคิวบาลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่จำนวนประเทศคัดค้านและงดออกเสียงเพิ่มขึ้น
ชาติตะวันตกหลายประเทศงดออกเสียง ขณะที่บางประเทศเปลี่ยนมาคัดค้าน
ประเทศตะวันตกหลายแห่ง ได้แก่ เยอรมนี อิตาลี และลัตเวีย อยู่ในกลุ่มประเทศที่งดออกเสียงต่อมติดังกล่าว

ขณะเดียวกัน มีประเทศสมาชิกหลายแห่งที่ลงคะแนนคัดค้าน ได้แก่ บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา โคลอมเบีย คอสตาริกา เอกวาดอร์ ลิทัวเนีย โมร็อกโก นอร์ทมาซิโดเนีย ปารากวัย และสโลวีเนีย โดยหลายประเทศในกลุ่มนี้ลงคะแนนคัดค้านเป็นครั้งแรก
ความเปลี่ยนแปลงของผลการลงมติสะท้อนให้เห็นว่า แม้มติเรียกร้องให้ยุติการคว่ำบาตรคิวบายังคงได้รับเสียงสนับสนุนจากประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ แต่ท่าทีของบางประเทศต่อประเด็นดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปจากปีก่อนหน้า

มติสหประชาชาติมีน้ำหนักทางการเมือง แต่ไม่สามารถบังคับสหรัฐฯ ให้ยกเลิกมาตรการได้
แม้ผลการลงมติของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติจะมีความสำคัญในเชิงการเมืองและการทูตระหว่างประเทศ แต่มติดังกล่าวไม่มีผลบังคับทางกฎหมายให้สหรัฐอเมริกาต้องยุติมาตรการคว่ำบาตรในทันที
การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรที่บังคับใช้มาตั้งแต่ยุคสงครามเย็นอย่างเต็มรูปแบบจำเป็นต้องอาศัยการดำเนินการของรัฐสภาสหรัฐฯ โดยเฉพาะมาตรการที่กำหนดไว้ในกฎหมายของรัฐบาลกลาง
ทั้งนี้ สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิกทั้งหมด 193 ประเทศ ได้ลงมติรับรองข้อมติเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติการคว่ำบาตรคิวบาเป็นประจำทุกปีมาเป็นเวลากว่าสามทศวรรษแล้ว
สหรัฐฯ คว่ำบาตรคิวบากว่า 60 ปี รัฐบาลทรัมป์เพิ่มแรงกดดัน

สหรัฐอเมริกาดำเนินมาตรการห้ามค้าขายและคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อคิวบามายาวนานกว่า 60 ปี นับตั้งแต่ช่วงสงครามเย็น ซึ่งเป็นยุคที่ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศคอมมิวนิสต์ทวีความรุนแรง

ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สหรัฐฯ ได้เพิ่มแรงกดดันต่อคิวบาอย่างต่อเนื่อง
รายงานข่าวยังเชื่อมโยงนโยบายดังกล่าวกับท่าทีที่แข็งกร้าวมากขึ้นของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อประเทศในภูมิภาคลาตินอเมริกา โดยระบุว่า ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ ได้ใช้ปฏิบัติการทางทหารเข้าจับกุมและนำตัวประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา ออกนอกประเทศ

เหตุการณ์ดังกล่าวถูกนำมาอ้างถึงในรายงาน เพื่อสะท้อนแนวทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลทรัมป์ที่เพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลซึ่งมีความขัดแย้งกับสหรัฐฯ ในภูมิภาค

TRT World

ที่มา : https://www.facebook.com/100064567517750/posts/1623358483159720/?rdid=GWDNPCxdxQsTng9Z#

'รัดเกล้า' ทวงเดือดกลางสภาฯ!! วิกฤตลำน้ำฝางซัดพังตลิ่ง พื้นที่เกษตรจมหาย ชาวบ้านเดือดร้อนหนัก ร้อง 2 รมต. เลิกโยนเรื่องกันไปมา ขออนุมัติงบสร้างเขื่อนก่อนหมดตัว

"รัดเกล้า" ทวงเดือดกลางสภาฯ ลำน้ำฝางซัดตลิ่งพัง-ที่ทำกินหาย วอน 2 รมต. เลิกส่งต่อเรื่อง เร่งเคาะงบสร้างแนวเขื่อนกั้นน้ำก่อนชาวบ้านหมดตัว

"รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี" สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เปิดภาพถ่ายดาวเทียม ชี้วิกฤตลำน้ำฝางซัดตลิ่งพังทลาย ลำน้ำเปลี่ยนทิศกลืนที่ดินเกษตร-บ้านเรือน-ถนนชาวอำเภอฝางและไชยปราการจมหาย เผยชาวบ้านวิ่งโร่ขอความช่วยเหลือตั้งแต่ ก.ค. แต่ถูกโยนเรื่องไปมาระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กับคมนาคม จี้ 2 รัฐมนตรีเร่งอนุมัติงบสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งถาวร ชี้ เวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่ 4 แต่ชาวบ้านยังรอเก้อ

29 ตุลาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นำประเด็นความเดือดร้อนรุนแรงของเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือเข้าสู่การหารือต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยระบุว่าได้รับเรื่องร้องเรียนผ่าน นายวิชิต กลิ่นทอง ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่ และประธานสาขาพรรคประชาธิปัตย์ เขต 27 จังหวัดเชียงใหม่ เกี่ยวกับปัญหาอุทกภัยและกระแสน้ำกัดเซาะตลิ่งลำน้ำฝาง ในพื้นที่อำเภอฝาง และอำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่

นางรัดเกล้า ได้แสดงภาพถ่ายดาวเทียมและหลักฐานเชิงประจักษ์ในที่ประชุมสภาฯ ชี้ให้เห็นจุดเสี่ยงสำคัญ 2 จุด ซึ่งเป็นจุดวิกฤตที่กระแสน้ำไหลเชี่ยวกรากซัดจนตลิ่งพังทลายเป็นวงกว้าง ส่งผลกระทบอย่างหนัก ดังนี้

1. พื้นที่การเกษตรถูกกลืนหาย ที่ดินทำกินและแปลงเพาะปลูกของเกษตรกรถูกกระแสน้ำกัดเซาะพังทลายสไลด์หายไปกับสายน้ำทันที

2. พนังกั้นน้ำทรุด-น้ำเปลี่ยนทิศทาง พนังกั้นน้ำเดิมเกิดการทรุดตัวและพังเสียหายหลายจุด ส่งผลให้ร่องน้ำเปลี่ยนทิศทาง ทะลักเข้ากัดเซาะพื้นที่การเกษตรซ้ำเติมขยายวงกว้าง

3.โครงสร้างพื้นฐานพังเสียหายยับเยิน ความรุนแรงของน้ำได้สร้างความเสียหายแก่สิ่งปลูกสร้าง ที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน ถนนเลียบแนวตลิ่ง รวมถึงระบบชลประทานและบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่ทั้งหมด

นอกจากนี้ นางรัดเกล้า ยังได้สะท้อนถึงขั้นตอนการขอความช่วยเหลือจากภาครัฐที่ล่าช้า โดยเปิดเผยว่า เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ตัวแทนเกษตรกรได้เดินทางไปยื่นหนังสือขอความช่วยเหลือต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อของบประมาณจัดทำแนวเรียงหินป้องกันตลิ่ง แต่กลับได้รับคำแนะนำให้เปลี่ยนไปยื่นเรื่องที่กระทรวงคมนาคม เนื่องจากลำน้ำฝางอยู่ในเขตความรับผิดชอบของกรมเจ้าท่า ซึ่งตัวแทนชาวบ้านก็ได้ทำหนังสือติดตามเรื่องไปยังรัฐมนตรีของทั้งสองกระทรวงอย่างต่อเนื่อง

"ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่มีการยื่นหนังสือ จนสิงหาคม กันยายน และล่วงเลยมาจนปลายเดือนตุลาคม เวลาผ่านไปหลายเดือนแล้ว แต่ชาวบ้านยังคงรอคอยการอนุมัติงบประมาณอยู่อย่างไร้จุดหมาย" นางรัดเกล้า กล่าว

นางรัดเกล้า กล่าวย้ำข้อเรียกร้องผ่านประธานสภาฯ ไปยังรัฐมนตรีทั้งสองท่าน ให้เร่งรัดพิจารณาอนุมัติงบประมาณฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างแนวเขื่อนป้องกันตลิ่งถาวร ผนังคอนกรีต หรือการเรียงกล่องหินดักตะกอน เพื่อหยุดยั้งความเสียหายต่อทรัพย์สินและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในอำเภอฝางและอำเภอไชยปราการโดยเร่งด่วน

อินโดนีเซีย-สิงคโปร์ ผนึกกำลังตั้งคณะทำงาน!! ร่วมมือจัดการบริษัทต้นเหตุไฟป่า หวังแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง เน้นติดตามยึดคืนทรัพย์สินบริษัท เตรียมเพิ่มกฎหมายหมอกควันข้ามแดน

อินโดนีเซีย-สิงคโปร์ผนึกกำลังตั้งคณะทำงาน เอาผิดบริษัทต้นเหตุไฟป่าก่อหมอกควันข้ามแดน

เมื่อวันอังคาร (27 ต.ค.) อินโดนีเซียและสิงคโปร์เห็นพ้องจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อจัดการกับบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุไฟป่าซึ่งก่อให้เกิดหมอกควันข้ามพรมแดน ภายหลังอาร์มานาธา นาซีร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของอินโดนีเซีย และวิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสิงคโปร์ หารือร่วมกันในเมืองจาการ์ตาของอินโดนีเซีย

อาร์มานาธา นาซีร์ กล่าวว่าคณะทำงานจะประสานความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวกรองทางการเงิน การรวบรวมหลักฐานข้ามพรมแดน และการติดตามยึดคืนทรัพย์สินเท่าที่สามารถดำเนินการได้ โดยทั้งสองประเทศหวังว่าความร่วมมือนี้ครั้งนี้จะช่วยยับยั้งบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุไฟป่า และป้องกันเหตุไฟป่าที่ก่อให้เกิดหมอกควันข้ามพรมแดนในอนาคต

ขณะเดียวกัน เมื่อวันอังคาร (27 ต.ค.) เกรซ ฟู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมของสิงคโปร์ เปิดเผยว่าสิงคโปร์เตรียมเพิ่มความเข้มงวดของกฎหมายที่มีอยู่ อาทิ กฎหมายหมอกควันข้ามพรมแดน และจะออกกฎหมายใหม่หากจำเป็นเพื่อเอาผิดบริษัทที่มีส่วนก่อให้เกิดปัญหาหมอกควัน ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายอุดช่องโหว่การบังคับใช้กฎหมาย เพิ่มความรับผิดชอบของภาคธุรกิจ และปรับปรุงกระบวนการสอบสวนและการดำเนินการขั้นเด็ดขาด

ฟูยังกล่าวว่ารัฐบาลสิงคโปร์ได้ประกาศจัดตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งประกอบด้วยสำนักงานกฎหมาย บริษัทตรวจสอบบัญชี และบริษัทสืบสวน เพื่อสนับสนุนการสอบสวนข้ามพรมแดนเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ ความเชื่อมโยงระหว่างบริษัท และห่วงโซ่อุปทานของบริษัทที่ถูกระบุชื่อไว้

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากทั้งอินโดนีเซียและสิงคโปร์เผชิญปัญหาหมอกควันและไฟป่า โดยหน่วยงานในอินโดนีเซียระบุว่ามีพื้นที่ป่าถูกไฟไหม้ในช่วงเดือนมกราคม-กันยายน มากกว่า 1.9 ล้านเฮกตาร์ (ราว 11.87 ล้านไร่) ขณะที่สำนักงานสิ่งแวดล้อมของสิงคโปร์ได้ออกประกาศแจ้งมาตรการป้องกันภายใต้กฎหมายหมอกควันข้ามพรมแดนต่อหลายบริษัทที่อาจมีส่วนทำให้เกิดปัญหาหมอกควัน

ที่มา : Xinhua

เปิดตำนาน “ซิโก้” แข้งไทยผู้ทลายกำแพงอคติ จากซูเปอร์สตาร์เบอร์หนึ่งในบ้านเกิด สู่ฮีโร่ขวัญใจเวียดนาม ไอคอนลูกหนังสองแผ่นดิน

ซิโก้ ยอดตำนานสองแผ่นดิน ผู้เป็นสะพานเชื่อมไทย และ เวียดนาม

ในโลกของลูกหนัง คำว่า คู่ปรับ มักมาพร้อมกับกำแพงความเกลียดชัง และศักดิ์ศรีที่ยอมกันไม่ได้ ยิ่งในเวทีฟุตบอลอาเซียนระหว่าง ไทย กับ เวียดนาม ด้วยแล้ว กำแพงนั้นยิ่งสูงชันจนแทบมองไม่เห็นอีกฝั่ง จนมีวลีที่ว่า “แพ้ใครก็แพ้ได้ แต่ห้ามแพ้คู่แค้นร่วมภูมิภาคเด็ดขาด”

ท่ามกลางบรรยากาศอันดุเดือดจากอดีตจนถึงปัจจุบัน กลับมีชายไทยคนหนึ่งตัดสินใจก้าวข้ามกำแพงแห่งความขัดแย้งนั้นไป เขาไม่ได้เดินข้ามไปด้วยความก้าวร้าว ไม่ได้ใช้อำนาจทางการเมือง หรือแม้แต่เงินตรา

แต่ข้ามไปพร้อมกับ รอยยิ้ม และ ฝีเท้าอันยอดเยี่ยม จนกลายเป็นไอคอน และได้รับการยกย่องจากชาวเวียดนามราวกับเขาเป็นลูกชายของแผ่นดิน ชายคนนั้นคือ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง

ปรากฏการณ์ Zico Fever

ย้อนกลับไปในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ถึงต้นปี 2000 ฟุตบอลเวียดนาม กำลังอยู่ในช่วงตั้งไข่สร้างลีกอาชีพที่เรารู้จักกันในชื่อ “วีลีก” โครงสร้างสโมสรในยุคนั้นยังเป็นเพียงทีมท้องถิ่น พวกเขากำลังโหยหาจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่จะมายกระดับ

ขณะที่ ฝั่งไทย เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ซึ่งเป็นศูนย์หน้าหมายเลขหนึ่ง เป็นกัปตันทีมชาติไทย และเป็นซูเปอร์สตาร์ขวัญใจคนทั้งประเทศ กำลังอยู่ในช่วงพีคที่สุดของชีวิตการค้าแข้งถึงขนาดได้เซ็นสัญญาไปร่วมทีม ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ ในศึก ดิวิชัน 1 เดิมของอังกฤษ

แม้ไม่ประสบความสำเร็จกับในเมืองผู้ดี แต่ความพลิกผันระดับประวัติศาสตร์ก็เกิดขึ้นในปี 2002 เมื่อสโมสรเศรษฐีใหม่อย่าง ฮอง อันห์ ยาลาย ภายใต้การนำของ ด่วน เหงียน ดึ๊ก เจ้าพ่อแห่งวงการอสังหาริมทรัพย์ และเกษตรกรรมเวียดนาม ได้ทุ่มเงินมหาศาลดึงตัว ซิโก้ ไปร่วมทีม

ในเวลานั้น สื่อมวลชน และแฟนบอลไทยต่างตั้งคำถามครั้งใหญ่ว่า เหตุใดดาวยิงอันดับหนึ่งของประเทศถึงเลือกไปเล่นในลีกที่มาตรฐานยังเป็นรอง ? นี่เป็นการตัดสินใจที่เสี่ยงต่อชื่อเสียงหรือไม่ ?

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น คือ สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ซิโก้ ไม่ได้แค่ย้ายไปรับค่าเหนื่อยก้อนโต และเล่นให้ครบตามสัญญา แต่เขาระเบิดฟอร์มถล่มประตูเป็นว่าเล่น พา ฮองอันห์ ยาลาย ผงาดคว้าแชมป์วีลีก 2 สมัยซ้อนในปี 2003 และ 2004

ภาพแฟนบอลชาวเวียดนามหลายหมื่นคนพากันหลั่งไหลเข้าสนามจนแตกทะลัก เพียงเพื่อมาชมฝีเท้าของนักเตะไทย กลายเป็นปรากฏการณ์ที่สื่อเวียดนามขนานนามว่า Zico Fever ที่ระบาดไปทั่วทุกหัวระแหง

เด็กๆ สวมเสื้อหมายเลข 13 ของเขา ผู้คนพูดถึงแต่ชื่อเขา นั่นคือวินาทีแรกที่กำแพงแห่งความเกลียดชังระหว่างชาติ ถูกพังทลายลงด้วยลูกฟุตบอลที่ส่งไปซุกก้นตาข่าย

มากกว่าฝีเท้า คือ หัวใจ และการยอมรับในความเป็นมนุษย์

หากฝีเท้าบนสนาม คือ เหตุผลเดียว ซิโก้ คงเป็นได้เพียงแข้งต่างชาติราคาแพงที่แฟนบอลเวียดนามชื่นชมแล้วลืมไป แต่สิ่งที่ทำให้เขากลายเป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจในหัวใจของคนเวียดนาม คือ ความเป็นมืออาชีพ ทัศนคติ และความถ่อมตน

ในยุคที่กระแสความขัดแย้งระหว่างแฟนบอลสองชาติยังคุกรุ่น นักเตะต่างชาติหลายคนอาจเลือกวางตัวเป็นซูเปอร์สตาร์ หรือรักษาระยะห่าง แต่ ซิโก้ กลับเลือกทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

ซิโก้ ใช้เวลาว่างศึกษาภาษาเวียดนามอย่างจริงจัง เขาไม่ได้เรียนรู้แค่ศัพท์ฟุตบอล แต่พยายามสื่อสารกับเพื่อนร่วมทีม สื่อมวลชน และแฟนบอลด้วยภาษาเวียดนาม

ความพยายามนี้ทำให้คนเวียดนามสัมผัสได้ถึงความจริงใจ ว่าชายคนนี้ไม่ได้มองพวกเขาเป็นแค่ที่สร้างรายได้ แต่มองด้วยความเคารพ และให้เกียรติอย่างแท้จริง

ไม่ว่าเขาจะยิงประตูได้มากมาย หรือถูกแฟนบอลฝั่งตรงข้ามกดดันด้วยเสียงโห่ในการเป็นทีมเยือน ซิโก้ มักจะรับมือด้วยรอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ ความใจเย็น และความสุภาพอ่อนน้อม

สมัยที่ ซิโก้ อาศัยอยู่ในเมืองเพลย์กู ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ฮองอันห์ ยาลาย ยุคนั้นเมืองท่ามกลางหุบเขาแห่งนี้ยังคงมีความยากลำบาก แต่เขาใช้ชีวิตราวกับชาวบ้านคนหนึ่ง กินอาหารท้องถิ่น และทำตัวติดดิน จนทำให้ชาวเวียดนามรู้สึกว่า เขาไม่ใช่นักเตะแปลกหน้าจากชาติคู่แข่งอีกต่อไป

สะพานเชื่อมสองแผ่นดิน

เวลาผ่านไปนับสิบปี ซิโก้ แขวนสตั๊ด ผันตัวมาเป็นกุนซือ พาทีมชาติไทยชุดใหญ่ก้าวสู่ยุคทองด้วยสไตล์ “Tiki-Taka” คว้าแชมป์มากมาย

แต่เส้นทางชีวิตของเขาก็ยังคงผูกพันกับแผ่นดินเวียดนามอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการกลับไปรับงานคุมทัพ ฮองอันห์ ยาลาย หรือการขยับไปคุมทีม กงอัน ฮานอย ในเวลาต่อมา

สิ่งที่น่าอัศจรรย์ก็คือ ไม่ว่า ซิโก้ จะสวมเสื้อของทีมไหน หรือยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามในฐานะโค้ชคู่แข่ง ปฏิกิริยาของแฟนบอลเวียดนามที่มีต่อเขาก็ไม่เคยเปลี่ยน ทุกครั้งที่เขาก้าวลงสู่สนาม เสียงปรบมือและเสียงตะโกนเรียกชื่อ “ซิโก้! ซิโก้!” จะดังกระหึ่มทันที

เมื่อเรามองย้อนกลับไปในเส้นทางชีวิตของ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง มรดกที่เขาทิ้งไว้บนแผ่นดินเวียดนามไม่ได้มีเพียงถ้วยรางวัล หรือสถิติการยิงประตูที่ยากจะทำลาย

แต่มันคือ บทเรียนเรื่องการใช้ชีวิต และการเชื่อมโยงผู้คนสองประเทศเข้าด้วยกัน

ชายคนนี้แสดงให้เห็นว่า กำแพงแห่งอคติ ความชาตินิยม หรือความเคียดแค้นในกีฬาสามารถทลายลงได้ หากเราเริ่มต้นด้วยความเข้าใจ การให้เกียรติวัฒนธรรมของผู้อื่น และการปฏิบัติต่อกันด้วยความจริงใจที่มนุษย์คนหนึ่งพึงมี

เรื่อง : Che GuevarA

‘อนุทิน’ ฟ้อง “ไอซ์ รักชนก” และเพจ “Godd Dam”!! ส่งทนายแจ้งความสน.ทองหล่อ ฟ้องหมิ่นประมาทแชร์สลิปปลอม ชี้สร้างเรื่องเท็จค่าน้ำชา7 ล้าน เดินหน้าดำเนินคดีทางกฎหมายเต็มที่

“อนุทิน” ส่งทนายลุย สน.ทองหล่อ ฟ้อง “ไอซ์ รักชนก” และเพจ “Godd Dam” ปมปล่อย-แชร์สลิปปลอม 7 ล้าน ฟันหมิ่นประมาท-พ.ร.บ.คอมฯ ชี้สร้างเรื่องเท็จอ้างค่าน้ำชาเข้าบัญชีนายกฯ มอบหมายทนายเอาผิดทางกฎหมายถึงที่สุดทั้งผู้โพสต์ต้นทางและคนแชร์ต่อ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้ทนายความส่วนตัว เดินทางไปยังสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ เพื่อเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ นายชัยรัตน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก "Godd Dam" และ นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

สำหรับการเข้าแจ้งความดำเนินคดีในครั้งนี้ สืบเนื่องจากเพจ "Godd Dam" ได้นำภาพสลิปการโอนเงินปลอมมูลค่า 7 ล้านบาท มาเผยแพร่บนโลกออนไลน์ พร้อมระบุข้อความอ้างว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็น "ค่าน้ำชา" โอนเข้าบัญชีของนายอนุทิน ขณะที่ นางสาวรักชนก ได้นำโพสต์ดังกล่าวพร้อมภาพสลิปปลอมไปแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดีย จนสร้างความเสียหายและทำให้สังคมเข้าใจผิด

เบื้องต้น ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งข้อกล่าวหาเพื่อดำเนินคดีในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์) เพื่อให้พนักงานสอบสวน ดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป

ที่มา : https://thaitv5hd.com/content/203023/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87-%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%99-%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B8%8B%E0%B9%8C-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%81-%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%88-Godd-Dam-%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%97-%E0%B8%9E-%E0%B8%A3-%E0%B8%9A-%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%AF


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top