Friday, 5 June 2026
TECHNOLOGY

จีนโชว์ J-35A เครื่องบิน stealth หวังสู้เทคโนโลยี F-35 ของสหรัฐฯ

(8 พ.ย.67) เครื่องบินขับไล่สเตลท์รุ่น J-35A ของจีน ซึ่งมีคุณสมบัติล่องหนและสามารถหลบเลี่ยงการตรวจจับจากเรดาร์ของศัตรูได้ ถูกเปิดตัวครั้งแรกต่อสาธารณชนในงานนิทรรศการการบินและอวกาศนานาชาติจีน ครั้งที่ 15 หรือ China International Aviation & Aerospace Exhibition ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองจูไห่ มณฑลกวางตุ้ง ระหว่างวันที่ 12-17 พฤศจิกายน 2567

เจ้าหน้าที่จากหน่วยอุปกรณ์ของกองทัพอากาศจีนเผยว่า เครื่องบิน J-35A ไม่เพียงแต่มีเทคโนโลยีการอำพรางตัว แต่ยังสามารถบรรทุกขีปนาวุธจากพื้นสู่อากาศรุ่น HQ-19 และจะมีการเปิดตัวอากาศยานไร้คนขับใหม่ที่ใช้สำหรับภารกิจลาดตระเวนและโจมตีในงานนี้ด้วย

นิทรรศการการบินและอวกาศครั้งนี้ถือเป็นงานแสดงอากาศยานของพลเรือนและทหารที่ใหญ่ที่สุดในจีน ซึ่งจะมีการจัดแสดงเครื่องบินหลายรุ่น รวมถึง J-20, J-16 และเครื่องบินเติมน้ำมัน YY-20A ขณะเดียวกันก็จะมีการเปิดให้เข้าชมห้องบรรทุกของเครื่องบินขนส่งหนัก Y-20 อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการแสดงบินผาดโผนที่ดึงดูดความสนใจจากผู้ชมจำนวนมาก

เผยอีก 3 ปีไม่ต้องพึ่งมนุษย์ AI แปลได้หมดทุกภาษา

(14 พ.ย. 67) Unbabel เปิดตัวบริการแปลภาษาใหม่ Widn.AI ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อก้าวเข้าสู่ตลาดแปลภาษาที่มีการแข่งขันสูง โดยซีอีโอของบริษัทเตือนว่าอีกเพียง 3 ปีข้างหน้า AI อาจพัฒนาได้ถึงขั้นที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการแปลโดยมนุษย์อีกต่อไป

Widn.AI สร้างขึ้นจากโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ที่บริษัทพัฒนาขึ้นเองในชื่อ Tower ซึ่งเป็นระบบ AI ที่คล้ายกับโมเดลเบื้องหลัง ChatGPT ของ OpenAI

วาสโก เปโดร ซีอีโอของ Unbabel ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า LLM ของบริษัททำให้ AI สามารถแปลได้ถึง 32 ภาษา แต่จากการตรวจสอบบนเว็บไซต์ของบริษัท บริการนี้ยังไม่รองรับภาษาไทย

เปโดรกล่าวว่า “เมื่อเราเริ่มก่อตั้ง Unbabel เมื่อ 10 ปีก่อน AI ยังไม่สามารถทำงานได้ถึงระดับนี้ เราจึงพัฒนาโซลูชันที่ผสานมนุษย์กับ AI … แต่ตอนนี้เป็นครั้งแรกที่เราเชื่อว่าการแปลภาษาอยู่ในขอบเขตที่ AI สามารถทำได้เต็มรูปแบบ โดยไม่ต้องพึ่งพามนุษย์”

ผลิตภัณฑ์เดิมของ Unbabel เคยใช้ระบบ Machine Learning ร่วมกับการตรวจสอบโดยมนุษย์เป็นขั้นตอนสุดท้าย อย่างไรก็ตาม เปโดรชี้ว่า Widn.AI นั้นไม่จำเป็นต้องใช้มนุษย์เข้ามาช่วยอีกต่อไป

“ผมคิดว่ามนุษย์ยังมีข้อได้เปรียบเล็กน้อยในกรณีการใช้งานที่ซับซ้อนมาก แต่นั่นเป็นข้อได้เปรียบที่เล็กน้อยจริง ๆ ยกเว้นในงานที่ยากและท้าทายอย่างมาก เราเชื่อว่า AI กำลังจะถึงจุดที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ และในอีก 3 ปีข้างหน้า ผมมองไม่เห็นว่าเราจะยังจำเป็นต้องใช้มนุษย์ในการแปลอีกต่อไป”

สื่อตะวันตกยอมรับ อเมริกาตามหลัง ผู้นำตัวจริงในสงครามเทคโนโลยี

(18 พ.ย. 67) สถาบันวิจัยระดับโลกอย่าง Australian Politics Policy Institute และสื่อตะวันตกหลายแห่ง เช่น Bloomberg, The Economist และ Voice of America ได้ออกมายอมรับว่า จีนได้ชัยชนะในสงครามเทคโนโลยีและกลายเป็นผู้นำในด้านนี้ไปแล้ว ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสำคัญในระเบียบโลกที่กำลังเกิดขึ้น

สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ถือเป็นชัยชนะของจีนมาแล้วนาน โดยสหรัฐฯ ยังประสบปัญหาการขาดดุลการค้า ขณะที่จีนยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แม้สหรัฐฯ จะพยายามใช้มาตรการปิดกั้น เช่น การเพิ่มภาษีสูงๆ เพื่อปกป้องเศรษฐกิจภายใน แต่สิ่งที่จีนทำสำเร็จคือการคว้าผู้นำในด้านเทคโนโลยีที่สำคัญ

รายงานจาก Australian Politics Policy Institute เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ระบุว่า จีนเป็นผู้นำในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีในสาขาที่สำคัญอย่างการป้องกันประเทศ, อวกาศ, พลังงาน, เทคโนโลยีชีวภาพ และเทคโนโลยีใหม่ๆ มากถึง 57 หมวดหมู่จากทั้งหมด 64 หมวดหมู่ เทียบกับสหรัฐฯ ที่ยังคงนำอยู่ใน 7 สาขา เช่น การประมวลผลภาษาธรรมชาติและควอนตัมคอมพิวติ้ง

The Economist และ Voice of America รายงานว่า จีนตอนนี้ได้แซงสหรัฐฯ ไปแล้วในด้านการวิจัยเทคโนโลยีชี้ขาด ที่สำคัญคืออำนาจในการพัฒนาเทคโนโลยีที่มีผลกระทบต่ออนาคตของโลก โดยจีนได้กลายเป็นศูนย์กลางในการกำหนดทิศทางของศตวรรษที่ 21

ในด้านเศรษฐกิจ ขณะนี้จีนใกล้จะแซงสหรัฐฯ ในเรื่องของอำนาจการซื้อ (Purchasing Power Parity) แม้เศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะยังคงมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก แต่การเติบโตทางเทคโนโลยีและอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ของจีนทำให้จีนมีศักยภาพในการนำพาโลกเข้าสู่ยุคใหม่

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่แค่การต่อสู้ทางเศรษฐกิจหรือการค้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการท้าทายระเบียบโลกเก่าที่ถูกนำโดยสหรัฐฯ โดยจีนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในหลายด้าน โดยเฉพาะในเรื่องของนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สำคัญ

อนาคตของเศรษฐกิจโลกจะถูกกำหนดโดยความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกันหรือการแข่งขันอย่างดุเดือด แต่ที่แน่ๆ คือตอนนี้จีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในสงครามเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 21

บริษัทจีนสร้างเคเบิลใต้น้ำลึกทุบสถิติ ทนสภาวะความลึกถึงร่องมาเรียน่า

(29 พ.ย. 67) สื่อจีนรายงานว่า ทีมวิศวกรจากมหาวิทยาลัยการเดินเรือต้าเหลียน ร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์หลายแห่งของจีน ได้ทำการทดลองวางสายเคเบิลที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ให้สามารถทนต่อแรงดันใต้น้ำและการกัดกร่อนได้สมุทรได้ยิ่งขึ้น ระบบใหม่นี้มีชื่อว่า Haiwei GD11000

หลี่ เหวินฮวา หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ของโครงการ Haiwei GD11000 เปิดเผยว่า จากการทดลองสายเคเบิลชนิดใหม่นี้สามารถรองรับน้ำหนักได้มากกว่า 15 ตัน มีอัตราความเร็วในการวางระบบใต้ทะเลที่  393.7 ฟุตต่อนาที อีกทั้งยังประสบความสำเร็จในการทดสอบความลึกที่มากกว่า 4 กิโลเมตร จากการทดสอบในทะเลจีนใต้ โดยเหวินฮวา ยืนยันว่า จากการทดสอบในหลายสภาวะใต้สมุทร Haiwei GD11000 เป็นเคเบิลที่สามารถทนความลึกได้ถึงระดับ 11,000 เมตร (36,089 ฟุต) ซึ่งเทียบเท่ากับความลึกของ Challenger Deep ของร่องลึกมาเรียน่า

เหวินฮวา กล่าวว่า จากความสำเร็จดังกล่าว ทำให้ Haiwei GD11000 สามารถเป็นเคเบิลใต้น้ำที่วางระบบในมหาสมุทรทั่วโลกได้ในทุกความลึกและทุกสภาวะของพื้นใต้สมุทร สำหรับระบบเคเบิ้ลใต้น้ำลึก สถิติก่อนหน้านี้เป็นของบริษัท Prysmian ผู้ผลิตสายเคเบิลและผู้ให้บริการติดตั้งสายเคเบิลของอิตาลีที่เคยทำไว้เมื่อเดือนกรกฎาคมโดยบริษัทได้วางสายเคเบิลที่ความลึก 2,150 เมตร (7,053 ฟุต)

รถ Tesla ขับตัวเองออกจากโรงงาน ไปจอดขึ้นเรือรอส่งออก โดยไร้มนุษย์ควบคุม

(29 ม.ค.68) บัญชี X ทางการของ Tesla AI เผยแพร่วิดีโอล่าสุด แสดงให้เห็นขบวนรถยนต์ Tesla ใช้ระบบขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบ (Full Self-Driving - FSD) ขับออกจากโรงงานผลิตใน Fremont ไปยังจุดขนถ่ายสินค้า ระยะทาง 1.2 ไมล์ (ประมาณ 1.9 กิโลเมตร) โดยไม่มีมนุษย์ควบคุม

จากวิดีโอ เผยให้เห็นได้ว่ารถ Tesla ขับเคลื่อนเองอย่างสมบูรณ์ ตั้งแต่เร่งเครื่อง ออกตัว เปิดไฟเลี้ยว หยุดเมื่อพบสิ่งกีดขวาง และจอดเรียงกันอย่างเป็นระเบียบที่จุดขนส่งสินค้า เพื่อเตรียมขึ้นเรือส่งออก

ปัจจุบัน ระบบขับขี่อัตโนมัติ FSD ที่เปิดให้ใช้งานยังอยู่ในเวอร์ชันที่ต้องมีมนุษย์ดูแล (Supervised) แต่จากวิดีโอนี้ ชี้ให้เห็นว่า Tesla กำลังก้าวไปสู่ระบบขับขี่อัตโนมัติแบบไร้มนุษย์ดูแล (Unsupervised) ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับ

ชมคลิป https://x.com/tesla_ai/status/1884457749226090590

บริษัทเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติของจีน ระดมทุน 2.39 หมื่นล้าน พัฒนาเทคโนโลยี ขยายสู่ตะวันออกกลาง อาเซียน และญี่ปุ่น ตั้งเป้าปล่อยโรบอทแท็กซี่ 10,000 คันทั่วโลก

(6 พ.ย. 68) บริษัทเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติของจีน WeRide เดินหน้าปักธงเชิงพาณิชย์เต็มกำลัง หลังระดมทุน 2.39 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 1.12 หมื่นล้านบาท) จากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง 

โทนี ฮั่น (Tony Han) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ WeRide ระบุว่าเงินระดมทุนจะใช้เร่งงานวิจัยพัฒนา ขยายสู่ตะวันออกกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และญี่ปุ่น พร้อมตั้งเป้าปล่อยโรบอทแท็กซี่ 10,000 คันทั่วโลกในไม่กี่ปี และขยายได้ถึง “หลักแสนคัน” เพื่อมุ่งสู่บริการแท็กซี่อัตโนมัติที่เข้าถึงได้ในทุกที่

WeRide ทำคำเสนอขายหุ้นที่ฮ่องกงควบคู่กับการเป็นหุ้นคู่ (dual listing) หลังจดทะเบียนในแนสแด็กอยู่ก่อน โดยกำหนดราคาเสนอขายที่ 27.10 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อหุ้น (สูงกว่าราคาปิดในแนสแด็ก ซึ่ง 1 ADS เท่ากับ 3 หุ้นสามัญ) อย่างไรก็ตาม วันเปิดซื้อขายหุ้นฮ่องกงร่วงลง 14% มาอยู่ที่ 23.22 ดอลลาร์ฮ่องกง ชี้แรงกดดันตลาดระยะสั้น ซึ่งไม่เปลี่ยนโรดแมปเติบโตของบริษัท

ปัจจุบัน WeRide มีรถไร้คนขับราว 700 คันทั่วโลก และขายเทคโนโลยีให้ผู้ผลิตรถอย่าง GAC Motor และ Chery โดยยานยนต์ดังกล่าวอยู่ในระดับอัตโนมัติ Level 4 ตามมาตรฐาน SAE ซึ่งโดยทั่วไปไม่ต้องมีมนุษย์แทรกแซงในสภาวะการใช้งานที่กำหนด 

สำรับบริษัทวางโมเดลหลายระดับ ทั้งรถพรีเมียมสำหรับลูกค้ากำลังซื้อสูง และบริการ “คุ้มค่า-ประหยัด” สำหรับคนทำงาน โดยในจีนโรบอทแท็กซี่เก็บค่าโดยสารต่ำสุดได้ราว 10% ของค่าโดยสารเฉลี่ยในพื้นที่ทดลองเดินรถ

ด้านกระแสอุตสาหกรรมหนุนแรงจากชิป AI และการแข่งขันรถยนต์ไฟฟ้า โดย UBS คาดว่าในปี 2030 อาจมีรถไร้คนขับถึง 3 แสนคันใน 4 เมืองระดับท็อปของจีน และแตะ 4 ล้านคันช่วงปลายทศวรรษ 2030 ขณะที่ HSBC ประเมินว่าโรบอทแท็กซี่จะมีสัดส่วน 6% ของตลาดแท็กซี่จีน มูลค่าตลาดอาจเกิน 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 1.46 ล้านล้านบาทต่อปี) 

ทั้งนี้ WeRide ยังขยายไปยุโรปด้วย โครงการนำร่องในสวิตเซอร์แลนด์ร่วมกับการรถไฟแห่งชาติ (SBB) ให้บริการในเขตเฟิร์ททาล ภายใต้การบริหารจัดการของ Swiss Transit Lab นอกเหนือจากแท็กซี่ บริษัทยังพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับรถตู้และรถกวาดถนนด้วย 

นักวิเคราะห์มอง WeRide ร่วมกับ Baidu Apollo และสตาร์ทอัพ Pony.ai คือคำตอบของจีนต่อ Waymo ของสหรัฐ โดย Pony.ai ก็เข้าตลาดฮ่องกงในวันเดียวกัน ซึ่ง WeRide เคยระดมทุน 440.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากการทำ IPO และ private placement ในแนสแด็กเมื่อเดือนตุลาคม 2024 เพื่อปูทางสู่การเติบโตระดับโลกต่อไป

จีนลุยปราบ deepfake หลังพบ AI แอบอ้างคนดังไลฟ์ขายของระบาดแพลตฟอร์มรับมือยาก–ผู้บริโภคเสี่ยงถูกหลอก ปฏิบัติการลบคลิปกว่า 8,700 รายการ จัดการบัญชีปลอมคนดังกว่า 11,000 บัญชี

ปักกิ่ง, 15 พ.ย. (ซินหัว) -- สำนักบริหารไซเบอร์สเปซแห่งประเทศจีนรายงานความพยายามปราบปรามการใช้ดีปเฟก (deepfake) ที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อแอบอ้างเป็นบุคคลสาธารณะในการไลฟ์สตรีมมิงหรือไลฟ์สดจำหน่ายสินค้าของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

เมื่อไม่นานนี้ ทางการจีนได้จัดการกับบัญชีผู้ใช้งานทางออนไลน์จำนวนมากอย่างเข้มงวด เนื่องจากบัญชีผู้ใช้งานเหล่านี้ใช้ปัญญาประดิษฐ์มาแอบอ้างเป็นคนดังเพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าผ่านการไลฟ์สตรีมมิงและคลิปวิดีโอสั้น ซึ่งสร้างความเข้าใจผิดแก่ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต

ขณะเดียวกันสำนักบริหารฯ กระตุ้นเตือนแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ดำเนินการกวาดล้างพฤติกรรมความผิดเหล่านี้ โดยปัจจุบันมีการลบเนื้อหาที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดมากกว่า 8,700 รายการ และจัดการกับบัญชีผู้ใช้งานที่แอบอ้างเป็นผู้อื่นอีกมากกว่า 11,000 บัญชี

ความพยายามปราบปรามมีขึ้นหลังจากเกิดกรณีตัวอย่างอันเป็นที่สนใจของคนหมู่มากหลายกรณี เช่น กรณีของนักแสดงสาว "เวินเจิงหรง" ที่พบการใช้ดีปเฟกพลังปัญญาประดิษฐ์มาแอบอ้างเป็นเธอเพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าในการไลฟ์สตรีมมิงต่างๆ หลายครั้ง ซึ่งเวินเคยเข้าไปโต้แย้งผ่านช่องสนทนาในการไลฟ์สตรีมมิงแต่สุดท้ายกลับถูกบล็อก

กรณีของเวินตอกย้ำปัญหาความท้าทายที่เพิ่มขึ้นในภาคธุรกิจอีคอมเมิร์ซของจีนหลังจากผู้คนเข้าถึงเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ต่างๆ ได้มากขึ้น ทำให้พ่อค้าแม่ค้าใจคดฉวยโอกาสใช้ประโยชน์จากการแอบอ้างภาพลักษณ์ของบุคคลสาธารณะมาจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพต่ำหรือสินค้าปลอม

กรณีตัวอย่างอื่นๆ เช่น การใช้ปัญญาประดิษฐ์มาแอบอ้างเป็น "หลี่จื่อเหมิง" พิธีกรรายการโทรทัศน์ เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าน้ำมันปลาทะเลลึกที่แท้จริงกลับเป็นลูกอมธรรมดา หรือการแอบอ้างเป็น "เฉวียนหงฉาน" และ "ซุนอิ่งซา" นักกีฬาแชมป์โอลิมปิกชื่อดัง เพื่อจำหน่ายไข่อีกด้วย

หลิวหงชุน รองศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยอวิ๋นหนาน กล่าวว่าพฤติกรรมเหล่านี้ถือเป็นการละเมิดกฎหมายแพ่งและละเมิดสิทธิของบุคคลสาธารณะ รวมถึงละเมิดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลของผู้บริโภคด้วย

แม้จีนดำเนินมาตรการติดป้ายกำกับเนื้อหาที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์เมื่อวันที่ 1 ก.ย. แต่ยังคงเผชิญปัญหาความท้าทายอยู่ดี โดยผู้ฝ่าฝืนมักซ่อนลายน้ำไว้ในมุมอับของวิดีโอหรือใช้วิธีการทางเทคนิคลบป้ายกำกับ หรือแยกเนื้อหาที่สร้างขึ้นมาเป็นส่วนเล็กส่วนน้อยและกระจายผ่านหลายบัญชีผู้ใช้งานจนตรวจจับยาก

นอกจากนั้นแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ประสบปัญหาการกลั่นกรองเนื้อหา โดยโต่วอิน (Douyin) หรือติ๊กต็อก (TikTok) ฉบับจีน ได้ลบวิดีโอที่แอบอ้างเป็นเวินเจิงหรงกว่า 10,000 คลิป และลงโทษบัญชีผู้ใช้งาน 37 บัญชี ซึ่งหลี่เลี่ยง รองประธานโต่วอิน ยอมรับว่าการระบุเนื้อหาที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์เพื่อตรวจจับการละเมิดยังคงเป็นความท้าทายทางเทคนิคในวงกว้าง

สำหรับเหยื่อที่ถูกแอบอ้าง การรวบรวมหลักฐานและพิสูจน์ว่าเนื้อหานั้นสร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์มีความซับซ้อนทางเทคนิคและใช้เวลานาน โดยกลุ่มสื่อมวลชนรายงานว่าทีมงานของเวินเจิงหรงเคยรายงานบัญชีผู้ใช้งานที่แอบอ้างเป็นเวินถึง 50 บัญชีภายในวันเดียว แต่กลับพบว่าบางบัญชีผู้ใช้งานปรากฏขึ้นมาในรูปแบบใหม่อย่างรวดเร็ว

คณะผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายและคนวงในอุตสาหกรรมมองว่าการแก้ไขปัญหานี้ต้องใช้แนวทางหลายแง่มุม ได้แก่ บทลงโทษที่เข้มงวดยิ่งขึ้น เทคโนโลยีตรวจจับที่เก่งขึ้น และความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ สำนักบริหารฯ จะยังคงดำเนินการปราบปรามอย่างเข้มงวด กระตุ้นเตือนแพลตฟอร์มต่างๆ แสดงความรับผิดชอบ รวมถึงกำจัดและเปิดโปงบัญชีผู้ใช้งานเพื่อการตลาดที่เป็นอันตราย เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมโลกออนไลน์ที่ดี

ตลาดคริปโตส่อฟองสบู่แตก หลัง วาฬ Bitcoin ‘Owen Gunden’ เทขายเกลี้ยงพอร์ต 1,300 ล้านดอลลาร์ ปิดฉากการถือครองยาวนานกว่าทศวรรษ

วาฬ Bitcoin ระดับตำนาน Owen Gunden เทขายเกลี้ยงพอร์ต 1,300 ล้านดอลลาร์ ท่ามกลางตลาดคริปโตดิ่งสู่หุบเหว

Owen Gunden นักลงทุน Bitcoin รายใหญ่ที่ร่ำรวยเป็นอันดับ 8 ของโลกคริปโต ได้ตัดสินใจขายทิ้ง Bitcoin ทั้งหมดในพอร์ตมูลค่ารวมกว่า 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดสกุลเงินดิจิทัลกำลังเผชิญแรงขายรุนแรง

ปิดฉากการถือครองยาวกว่าทศวรรษ

ข้อมูลจากแพลตฟอร์มติดตาม On-chain อย่าง Arkham เผยว่า เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา กระเป๋าเงินของ Gunden ได้โอน Bitcoin ล็อตสุดท้ายจำนวน 2,499 BTC เข้าสู่กระดานเทรด Kraken เพื่อทำการขาย ถือเป็นการปิดฉากการเทขายมาราธอนรวมกว่า 11,000 BTC นับตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคมเป็นต้นมา

Gunden เป็นนักลงทุนยุคบุกเบิกที่สร้างความมั่งคั่งจากการทำกำไรส่วนต่างราคา (Arbitrage) บนกระดานเทรดในยุคแรก ๆ อย่าง Tradehill และ Mt. Gox ที่ล่มสลายไปแล้ว โดยเขาถือครอง Bitcoin มายาวนานกว่าทศวรรษก่อนจะตัดสินใจออกจากตลาดในช่วงเวลานี้

ตลาดเผชิญแรงกดดันรุนแรง

การเทขายของ Gunden เกิดขึ้นในจังหวะที่ตลาด Bitcoin กำลังดิ่งลงอย่างรุนแรง โดยราคาร่วงจากระดับสูงสุดเหนือ 103,000 ดอลลาร์เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ลงมาเหลือเพียงโซน 88,000-91,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน

ข้อมูลจาก CoinGlass ระบุว่าใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีนักเทรดถูกล้างพอร์ตไปกว่า 636 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นกว่า 200,000 ราย สะท้อนความรุนแรงของแรงขายที่กำลังเกิดขึ้น

เงินทุนถอนออกจาก ETF ยับเยิน

ความผันผวนของตลาดยังส่งผลกระทบต่อกองทุน Spot Bitcoin ETF โดยเดือนพฤศจิกายนกลายเป็นเดือนที่แย่ที่สุด ด้วยยอดเงินไหลออกสุทธิรวมกว่า 2.8 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนความกังวลของนักลงทุนสถาบันต่อแนวโน้มตลาด

Tony Severino นักวิเคราะห์ทางเทคนิค ออกมาเตือนว่า การร่วงลงในครั้งนี้อาจเป็น "จุดเปลี่ยนอันตราย" ที่ส่งสัญญาณว่าตลาดอาจกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงตลาดหมี (Bear Market) ที่อาจยืดเยื้อไปหลายเดือน

การที่นักลงทุนระดับตำนานอย่าง Gunden ที่ถือครอง Bitcoin มาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มตัดสินใจขายทิ้งทั้งหมด ถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญสำหรับตลาดคริปโตในขณะนี้

 

‘hatyaitongrod’ แพลตฟอร์มแจ้งขอความช่วยเหลือ จากฝีมือ ‘นิสิตวิทย์คอมพ์’ จุฬา เปิดให้ผู้ประสบภัยปักหมุดที่อยู่โดยตรง ทำให้การช่วยเหลือเข้าถึงรวดเร็วและแม่นยำ 

นิสิตสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาแพลตฟอร์ม “hatyaitongrod” เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้

แพลตฟอร์มนี้เปิดให้ผู้ประสบภัยสามารถ ปักหมุดที่อยู่อาศัย และ แจ้งความต้องการความช่วยเหลือ ได้โดยตรง ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ 

นอกจากนี้ ผู้ที่เข้าช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็น จิตอาสา อาสาสมัคร เจ้าหน้าที่ทหาร หรือหน่วยกู้ภัย ยังสามารถเปิดดูแผนที่ปักหมุดของผู้ประสบภัย เพื่อเข้าช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดมากยิ่งขึ้น

อาณาจักร Tencent จากโปรแกรมแชตเล็ก ๆ สู่ Super App ของจีน ปั้นเกม-โซเชียล-ฟินเทค เป็นระบบนิเวศเดียวกัน สร้างมูลค่าจากทุกคลิก-ทุกการจ่ายบนแพลตฟอร์ม โมเดลที่ SME ไทยควรรู้และนำปรับใช้ต่อยอด

ถ้าวันนี้เราโอนเงินผ่านแอป แชตคุยงานในมือถือ แล้วพักสมองด้วยเกมออนไลน์ มีโอกาสสูงมากที่ “หลังบ้าน” อย่างน้อยหนึ่งจุด จะผ่านระบบของ Tencent โดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

จากบริษัทเล็ก ๆ ในเซินเจิ้นเมื่อปี 1998 วันนี้ Tencent กลายเป็นอาณาจักรดิจิทัลที่แตะชีวิตคนจีนกว่าพันล้านคน และมีอิทธิพลในตลาดเกม-ฟินเทค-โฆษณา-คลาวด์ไปทั่วโลก

บทความนี้ TST BIZ ชวนมาถอดรหัสว่า “Tencent สร้างอาณาจักรแบบนี้ได้อย่างไร” และผู้ประกอบการไทยหยิบอะไรไปใช้ได้บ้าง

1. จากโปรแกรมแชตเล็ก ๆ สู่แนวคิด “อยู่กับผู้ใช้ทั้งวัน”
จุดเริ่มต้นของ Tencent คือโปรแกรมแชต QQ ที่ได้ไอเดียจากบริการ IM ในต่างประเทศ แล้วดัดให้เข้ากับพฤติกรรมคนจีนยุคนั้น ก่อนจะค่อย ๆ ขยายจาก “เครื่องมือแชต” ไปเป็น “แพลตฟอร์มความบันเทิง” ทั้งเกม เพลง การ์ตูน และบริการออนไลน์อื่น ๆ

สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ แต่คือ “มุมมองต่อเวลาและพฤติกรรมผู้ใช้”
- ถ้าเราเปิดแชตทั้งวัน → Tencent จะหาวิธีสร้างรายได้จากสิ่งที่คนทำอยู่แล้ว  
- ถ้าเราเล่นเกม ดูคอนเทนต์ผ่านแพลตฟอร์มของเขา → Tencent จะทำให้การเติมเงิน การโฆษณา การซื้อของ เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มเดียวกัน

เป้าหมายไม่ใช่แค่ให้คน “เข้ามาใช้” แล้วออกไป แต่คือทำให้ Tencent “อยู่กับผู้ใช้ตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน” ผ่านบริการที่เชื่อมกันหมดใน ecosystem เดียว

นี่คือฐานคิดสำคัญของสิ่งที่ต่อมาโลกเรียกว่า “Super App”

2. WeChat: จากแชต สู่โครงสร้างพื้นฐานชีวิตประจำวัน
WeChat (หรือ Weixin ในจีน) คือหัวใจของอาณาจักร Tencent
บนหน้าจอผู้ใช้ WeChat คือแอปแชตทั่วไป

แต่ในมุมธุรกิจ WeChat คือ “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่เอาทุกอย่างมาวางซ้อนกัน:
- Social & Communication - แชต กลุ่ม โพสต์ Moments  
- Mini Programs - มินิแอปนับล้านที่รันอยู่ใน WeChat เช่น สั่งอาหาร เรียกแท็กซี่ ซื้อของออนไลน์ จองหมอ  
- WeChat Pay - ระบบจ่ายเงินที่แทรกไปในแทบทุกกิจกรรม ตั้งแต่ร้านสตรีทฟู้ดจนถึงห้างใหญ่

ผลคือทุกครั้งที่คนจีน  
- แสกนจ่าย  
- สั่งของ  
- กดเล่นเกม  
- กดเข้า Mini Program ของแบรนด์ต่าง ๆ

คือทุกครั้งที่ Tencent “เก็บค่าผ่านทาง” จากการเดินทางของผู้ใช้และธุรกิจบนแพลตฟอร์มตัวเอง - ทั้งในรูปค่าธรรมเนียม ฟรีโฆษณา หรือส่วนแบ่งรายได้จากพาร์ตเนอร์

บทเรียนสำหรับธุรกิจไทย  
- ถ้าวันนี้เรามีแค่ “ช่องทางขาย” เราอาจจะกำลังคิดแบบร้านค้า  
- แต่ถ้าเราคิดแบบ Tencent เราจะถามว่า  
  - ทำอย่างไรให้ลูกค้าใช้เวลาชีวิตอยู่กับเราให้นานที่สุด  
  - ทำอย่างไรให้พาร์ตเนอร์มา “เปิดร้านในระบบเรา” แทนที่จะขายแข่งกันเฉย ๆ

3. เกม: เครื่องจักรผลิตเงินสดที่ป้อนทั้งอาณาจักร
อีกขาหนึ่งที่ทำให้อาณาจักร Tencent ใหญ่และหนาคือ “เกม”

Tencent ไม่ได้ทำแค่เกมมือถือในจีน แต่เป็นผู้เล่นระดับโลกที่  
- มีเกมเรือธงอย่าง Honor of Kings, Peacekeeper Elite, PUBG Mobile ฯลฯ  
- เป็นเจ้าของ Riot Games (League of Legends) และถือหุ้นใน Epic Games (Fortnite), Supercell (Clash of Clans) และสตูดิโอเกมดังอีกจำนวนมาก

รายได้จากเกมและบริการมูลค่าเพิ่ม (Value-Added Services) เป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัทอย่างต่อเนื่อง

มองในเชิงธุรกิจ:
- เกม = เครื่องจักรผลิตกระแสเงินสด (Cash Machine)  
- เงินสดจากเกม = เชื้อเพลิงให้ Tencent ลงทุนต่อในฟินเทค คลาวด์ AI และการลงทุนในสตาร์ตอัป-เทคบริษัทอื่น

Tencent ยังมองเกมไม่ใช่แค่ “สินค้า” แต่เป็น “แพลตฟอร์มคอนเทนต์” ที่ต่อยอดไปยัง  
- eSports  
- สตรีมมิง  
- ไลฟ์คอมเมิร์ซ  
- สินค้าในเกม (Virtual Goods)

บทเรียนสำหรับผู้ประกอบการไทย  
- สินค้าตัวเก่งของเราวันนี้ อาจไม่ใช่แค่ “ตัวทำยอดขาย” แต่สามารถออกแบบให้เป็น “ตัวผลิตกระแสเงินสด” เพื่อเอาไปลงทุนต่อยอดธุรกิจใหม่ ๆ  
- ถ้าคุม IP (ลิขสิทธิ์แบรนด์/คอนเทนต์) ได้ดี จุดเริ่มจาก “สินค้าหนึ่งชิ้น” สามารถกลายเป็น “แฟรนไชส์” ที่มีหลายแหล่งรายได้ในอนาคต

4. ฟินเทค-โฆษณา-คลาวด์: การเก็บมูลค่าจากทุกจุดที่คนเดินผ่าน
เมื่อมีทั้งผู้ใช้จำนวนมหาศาล คอนเทนต์ และแพลตฟอร์มที่คนใช้ทุกวัน คำถามต่อมาคือ “จะเก็บมูลค่าอย่างไรให้ครบทุกมิติ”

Tencent ทำสิ่งนี้ผ่านเสาหลัก 3 ด้าน:
1) ฟินเทคและ WeChat Pay  
- บริการจ่ายเงิน โอนเงิน ลงทุน จ่ายบิล ประกัน ฯลฯ  
- กลายเป็น “การเงินที่ฝังอยู่ในชีวิตประจำวัน” (Embedded Finance) - คนจีนบางส่วนสามารถใช้ชีวิตแทบทั้งวันโดยไม่ต้องพกเงินสดหรือบัตรเครดิตเลย

2) โฆษณาออนไลน์  
- จาก Social Feed และวิดีโอสั้นบน WeChat Channels ไปจนถึงแพลตฟอร์มอื่น  
- ข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้มหาศาล ทำให้ยิงโฆษณาแบบเจาะจงและวัดผลได้ดีขึ้น

3) คลาวด์และบริการองค์กร  
- ให้โซลูชันคลาวด์-ดิจิทัลแพลตฟอร์มกับธุรกิจและภาครัฐ  
- ใช้จุดแข็งด้านเกม-วิดีโอ-ฟินเทคมาสร้างโซลูชันแบบครบวงจร (เช่น ระบบสตรีมมิง, แพลตฟอร์มเกม, ระบบจ่ายเงินในแอป) ให้ลูกค้าองค์กร

มุมมองเชิงกลยุทธ์  
- Tencent ไม่ได้มองผู้ใช้เป็นแค่ “ยอดดาวน์โหลด” แต่คือ “เส้นทางชีวิตดิจิทัล” ที่เดินผ่านหลายจุด  
- หน้าที่ของบริษัทคือออกแบบ “สถานีเก็บมูลค่า” ตามเส้นทางนั้น ตั้งแต่  
  - การดูคอนเทนต์ → โฆษณา  
  - การคุยงาน → เครื่องมือคลาวด์  
  - การซื้อของ → ฟินเทคและมินิโปรแกรม

5. แรงกดดัน-ข้อจำกัด: อาณาจักรใหญ่ไม่ได้เติบโตแบบไร้ตัวแปรเสี่ยง
ภาพใหญ่ของ Tencent วันนี้คือบริษัทที่  
- รายได้โตต่อเนื่อง  
- โครงสร้างรายได้กระจายหลายขา  
- เร่งลงทุน AI อย่างหนัก ทั้งโมเดลใหม่ ๆ และการฝัง AI ลงในแพลตฟอร์มต่าง ๆ

แต่ในอีกด้าน Tencent ก็เผชิญความท้าทายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น
- การกำกับดูแลจากรัฐจีน ทั้งเรื่องเกม เด็กติดเกม การผูกขาด ฟินเทค  
- การแข่งขันจากแพลตฟอร์มอื่น ทั้งในจีนและต่างประเทศ  
- ข้อจำกัดด้านภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยี (เช่น เรื่องชิป AI, การขยายธุรกิจบางประเภทนอกจีน)

ตรงนี้คือบทเรียนอีกข้อสำหรับผู้ประกอบการ  
- ยิ่งเราสร้าง “ระบบนิเวศที่ใหญ่ขึ้น” ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ การเมือง และสังคม จะยิ่ง “เดินมาพร้อมกัน” เสมอ  
- ธุรกิจที่โตด้วย “แพลตฟอร์มและข้อมูล” ต้องลงทุนด้านธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการทำงานร่วมกับภาครัฐ-สังคม พอ ๆ กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์

6. สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยหยิบจาก Tencent ได้ (โดยไม่ต้องใหญ่เท่า Tencent)
แม้ Tencent จะดูไกลจากบริบทธุรกิจไทย แต่มีหลายหลักคิดที่เอามาใช้ได้แม้เราจะเป็น SME หรือ Content Creator รายเล็ก ๆ

1) คิดแบบระบบนิเวศ ไม่ใช่แค่สินค้าชิ้นเดียว  
- วันนี้เราขายสินค้า/บริการอะไรได้ → พรุ่งนี้ลองคิดต่อว่า  
  - ลูกค้ายังต้องการอะไร “ก่อนซื้อ-ระหว่างใช้-หลังใช้”  
  - มีใครเป็นพาร์ตเนอร์ที่มาวางบริการบนช่องทางเราได้ไหม

2) หาสินค้าที่เป็น “เครื่องจักรผลิตเงินสด”  
- สินค้าตัวไหนมียอดขายนิ่ง ต้นทุนชัด กระแสเงินสดดี → อาจเอามาเป็นฐานทุนสำหรับทดลองโมเดลธุรกิจใหม่ โดยไม่ต้องไปกู้แบงก์อย่างเดียว

3) เอาดาต้ามาใช้ให้เกิดคุณค่า  
- แม้จะไม่มีดาต้ามหาศาลแบบ Tencent แต่ธุรกิจไทยเก็บข้อมูลง่าย ๆ ได้ เช่น  
  - ลูกค้าซื้ออะไรบ่อยในเดือนนี้  
  - ลูกค้ามาจากช่องทางไหน  
  - คอนเทนต์แบบไหนพอปล่อยแล้วคนทักแชตเยอะ  
- ดาต้าเหล่านี้ช่วยให้เรา “ยิงแอดแม่นขึ้น–ออกสินค้าได้ตรงขึ้น–ดูแลลูกค้าเก่าได้ดีขึ้น”

4) สร้างแพลตฟอร์มเล็ก ๆ ของตัวเอง  
- ไม่จำเป็นต้องทำ Super App แต่เราทำ “Super Group” หรือ “Super Line OA” ได้  
- ทำให้ลูกค้ามองเรามากกว่าแบรนด์ แต่เป็น “พื้นที่” ที่เขาเข้ามาเรียนรู้ ซื้อของ พูดคุย แนะนำกันเอง

5) คิดเรื่องกฎเกม-ความเสี่ยงตั้งแต่วันนี้  
- ธุรกิจไหนที่เริ่มแตะเงินคนจำนวนมาก ข้อมูลส่วนบุคคล หรือการลงทุน → ยิ่งต้องคิดเรื่องความโปร่งใส การสื่อสาร การป้องกันข้อร้องเรียน  
- ยิ่งเราสร้างระบบนิเวศได้ดีเท่าไร ความเชื่อใจคือ “ทรัพย์สินที่สำคัญไม่แพ้เทคโนโลยี”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top