Friday, 5 June 2026
TECHNOLOGY

Google Translate เปิดตัวฟีเจอร์ 'แปลภาษาผ่านหูฟัง' แบบเรียลไทม์ คุณสมบัติใหม่สุดล้ำแปลได้กว่า 70 ภาษา นำร่องระบบ Android ก่อนเปิดใช้ใน iOS ปีหน้า

(ซินหัว) เมื่อวันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม 2568 กูเกิล (Google) ประกาศเปิดตัวฟีเจอร์เวอร์ชันเบตาที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถฟังคำแปลแบบเรียลไทม์ผ่านหูฟังได้ ซึ่งเป็นความพยายามของบริษัทในการปรับปรุงบริการแปลภาษาและการเรียนรู้ภาษาให้ดียิ่งขึ้น

ฟีเจอร์ใหม่นี้ ซึ่งใช้งานได้ผ่านแอปพลิเคชันกูเกิล ทรานสเลต (Google Translate) จะให้การแปลแบบเรียลไทม์โดยคงไว้ซึ่งน้ำเสียง การเน้นเสียง และจังหวะการพูดของผู้พูด ทำให้เข้าใจการสนทนาได้ง่ายขึ้น

โรส เหยา รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์และการค้นหาของกูเกิล โพสต์ข้อความว่าไม่ว่าคุณต้องการสนทนาในภาษาอื่น ฟังการพูดหรือการบรรยายขณะอยู่ต่างประเทศ หรือดูรายการโทรทัศน์หรือภาพยนตร์ในภาษาอื่น ตอนนี้คุณสามารถใส่หูฟัง เปิดแอปฯ แปลภาษา กดฟังก์ชัน "การแปลสด" และฟังคำแปลแบบเรียลไทม์ในภาษาที่คุณต้องการได้

ขณะนี้ฟีเจอร์เวอร์ชันเบตากำลังทยอยเปิดให้ใช้งานบนอุปกรณ์แอนดรอยด์ (Android) ในสหรัฐฯ เม็กซิโก และอินเดีย โดยรองรับมากกว่า 70 ภาษา และใช้งานได้กับหูฟังทุกประเภท โดยกูเกิลกล่าวว่ามีแผนจะขยายฟีเจอร์นี้ไปยังอุปกรณ์ไอโอเอส (iOS) และประเทศอื่นๆ เพิ่มเติมในปี 2026
 

ปลดล็อก Level 3!! จีนสร้างจุดเปลี่ยนเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะ อนุญาตรถยนต์ขับขี่อัตโนมัติบนถนนครั้งแรก ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตผู้คน พร้อมช่วยลดอุบัติเหตุจากมนุษย์

จีนอนุมัติยานยนต์ไฟฟ้าขับขี่อัตโนมัติระดับ 3 วิ่งบนถนนสาธารณะเป็นครั้งแรก

(16 ธ.ค. 68) สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีนรายงานการอนุมัติให้ยานยนต์ไฟฟ้าซีดานที่มีสมรรถนะการขับขี่อัตโนมัติระดับ 3 จำนวน 2 รุ่น พัฒนาโดยค่ายรถยนต์ชั้นนำของจีน สามารถวิ่งสัญจรบนถนนสาธารณะเป็นครั้งแรกเมื่อวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม ที่ผ่านมา ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติของจีน

สองรุ่นที่ได้รับอนุมัติ

ยานยนต์ทั้งสองรุ่นที่ได้รับอนุมัติประกอบด้วย รุ่นแรกพัฒนาโดย ฉางอัน ออโตโมบิล (Changan Automobile) และรุ่นที่สองโดย อาร์กฟอกซ์ (Arcfox) ซึ่งเป็นแบรนด์ภายใต้บีเอไอซี มอเตอร์ (BAIC Motor)

รายงานระบุว่า ยานยนต์ของฉางอันสามารถขับขี่อัตโนมัติในเลนเดียวด้วยความเร็วสูงถึง 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในช่วงการจราจรแออัดบนทางหลวงและทางด่วนในเขตเมืองบางช่วงของเทศบาลนครฉงชิ่ง

ส่วนยานยนต์ของอาร์กฟอกซ์มีสมรรถนะที่สูงกว่า โดยสามารถขับขี่อัตโนมัติด้วยความเร็วสูงถึง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บนทางหลวงและทางด่วนในเขตเมืองบางช่วงของกรุงปักกิ่ง

ระดับ 3: การขับขี่อัตโนมัติแบบมีเงื่อนไข

ระบบขับขี่อัตโนมัติแบ่งออกเป็น 6 ระดับ (ระดับ 0-5) โดยระดับที่สูงขึ้นหมายถึงเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและชาญฉลาดมากขึ้น 

ระดับ 3 หรือที่เรียกว่า "การขับขี่อัตโนมัติแบบมีเงื่อนไข" (Conditional Automation) อนุญาตให้ยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติได้ในสภาวะที่กำหนด แต่ยังคงต้องมีมนุษย์นั่งอยู่ในตำแหน่งขับและพร้อมเข้าควบคุมการขับขี่ทันทีหากจำเป็น นี่คือความแตกต่างสำคัญจากระดับ 4 และ 5 ที่ยานยนต์สามารถขับขี่ได้โดยไม่ต้องมีการควบคุมจากมนุษย์

นโยบายส่งเสริมของจีน

จีนได้ส่งเสริมการปรับใช้เทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติมาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา จีนได้เผยแพร่แผนงานที่กำหนดการอนุมัติการผลิตยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติระดับ 3 แบบมีเงื่อนไข แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์อัจฉริยะ

ความสำคัญต่ออุตสาหกรรม

การอนุมัติให้ยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติระดับ 3 วิ่งบนถนนสาธารณะครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของจีนในการแข่งขันด้านเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะระดับโลก โดยเฉพาะการแข่งขันกับสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และยุโรป ที่ต่างพัฒนาเทคโนโลยีคล้ายคลึงกัน

นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน กฎหมาย และระบบความปลอดภัยของจีนในการรองรับยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติในระดับที่สูงขึ้น

การพัฒนาเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการเดินทาง แต่ยังมีศักยภาพในการลดอุบัติเหตุจากความผิดพลาดของมนุษย์ ลดการจราจรติดขัด และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของจีน

การอนุมัติครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นความก้าวหน้าทางเทคนิค แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ของการเดินทางที่อาจเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนในจีนและทั่วโลกในอนาคตอันใกล้

PwC ไทยใช้ AI สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก ชี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพงาน-รายได้ สร้างความมั่นคงในอาชีพท่ามกลางวิกฤต ศก. แนะนายจ้างไทยกระจายโอกาสเรียนรู้ AI

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 – PwC ประเทศไทย เผยผลสำรวจล่าสุดในปี 2568 ชี้ให้เห็นว่าแรงงานไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านการเงินที่ทวีความรุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม การนำ AI เข้ามาใช้ในที่ทำงานกำลังสร้างความหวังและโอกาสใหม่ ๆ ให้กับคนทำงานไทย พร้อมแนะนายจ้างยกระดับทักษะพนักงานอย่างต่อเนื่องและทั่วถึงเพื่อสร้างแรงงานที่มีความพร้อมสำหรับอนาคต

รายงานผลสำรวจความหวังและความกังวลของกำลังแรงงานไทย ประจำปี 2568 (Thailand Hopes & Fears Survey 2025) ของ PwC พบว่า แรงงานไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ความกังวลจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจกำลังถูกท้าทายด้วยศักยภาพของเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเกือบครึ่ง (48%) ของผู้ตอบแบบสอบถามยอมรับว่ากำลังเผชิญความเครียดด้านการเงิน เพิ่มขึ้นจาก 43% ในปี 2567 โดย 11% มีปัญหาในการชำระค่าใช้จ่าย และ 37% เหลือเงินหลังค่าใช้จ่ายที่จำเป็นน้อยหรือแทบไม่มีเลย แม้ 51% ได้รับการปรับเงินเดือนขึ้น และ 20% ได้เลื่อนตำแหน่งในปีที่ผ่านมา แต่มีเพียง 27% ที่วางแผนจะขอขึ้นเงินเดือน และ 25% ตั้งใจจะขอเลื่อนตำแหน่งในอีก 12 เดือนข้างหน้า

อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence: AI) กำลังเป็นความหวังใหม่สำหรับพนักงานชาวไทยท่ามกลางแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงถาโถม โดย 72% ของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าตนใช้ AI ในที่ทำงานตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 54%

นอกจากนี้ การใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง (generative AI: GenAI) ในชีวิตประจำวันก็เพิ่มขึ้นเป็น 24% จาก 17% ในปีก่อน โดย 90% ของแรงงานไทยที่ใช้ AI เป็นประจำทุกวัน ระบุว่ามีประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น 58% รู้สึกมั่นคงในงานที่ทำมากขึ้น และ 49% มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่าผู้ที่ใช้ AI เป็นครั้งคราว

นาง เซีย พาตอน หุ้นส่วนสายงานปรึกษา บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวว่า:

“GenAI ช่วยให้แรงงานไทยสามารถประหยัดเวลาในการทำงานประจำ แต่คุณค่าที่แท้จริงอยู่ที่การนำเวลานั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เมื่อองค์กรกำหนดแนวทางที่ชัดเจนในการนำ GenAI มาใช้ ปรับบทบาทและเส้นทางความก้าวหน้าในสายงาน รวมทั้งส่งเสริมความสามารถในการปรับตัว เราก็จะเห็นประสิทธิภาพโดยรวมของแรงงานที่ดีขึ้น โอกาสในการเติบโตในสายอาชีพที่เพิ่มขึ้น และแรงกดดันทางการเงินที่ลดลง โดยการใช้งาน GenAI อย่างมีความรับผิดชอบจะช่วยให้พนักงานได้โฟกัสกับงานที่มีความหมายมากขึ้น และสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้ทั้งต่อบุคคลและองค์กร”

ความเชื่อมั่น: รากฐานของความก้าวหน้า
ทั้งนี้ ความไว้วางใจ (trust) ในผู้นำองค์กรถือเป็นจุดแข็งสำคัญของผลสำรวจของประเทศไทย โดย 67% ของแรงงานแสดงความเชื่อมั่นในผู้จัดการของตน และ 68% เชื่อมั่นในผู้บริหารระดับสูง สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 58% และ 51% ตามลำดับ

นอกจากนี้ 66% ของแรงงานยังรู้สึกสบายใจที่จะพูดคุยอย่างเปิดเผยกับผู้จัดการของตน เมื่อ AI ถูกนำมาใช้ในการปฏิบัติงานประจำวันมากขึ้น ผู้นำองค์กรที่มีความรับผิดชอบและธรรมาภิบาลจะมีความสำคัญต่อการรักษาความไว้วางใจนี้

“ความเชื่อมั่นในตัวผู้บริหารของพนักงานชาวไทย น่าจะมีรากฐานมาจากวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับการเคารพผู้อาวุโส โดยเน้นลำดับชั้น ความปรองดอง และความเมตตาเป็นหลัก” นาง เซีย กล่าว

“รากฐานนี้สร้างข้อได้เปรียบที่โดดเด่นให้แก่องค์กรไทย แต่ในขณะเดียวกันควรต้องพัฒนาควบคู่ไปกับการปรับวิธีการทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยการนำ GenAI มาใช้อย่างมีความรับผิดชอบ จะช่วยลดกำแพงที่เป็นลำดับชั้นในองค์กร ส่งเสริมความร่วมมือ และสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ เมื่อองค์กรมีผู้นำที่น่าเชื่อถือร่วมกับการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสม ความเข้มแข็งและความเชื่อมั่นก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น” เธอกล่าว

การยกระดับทักษะ: สร้างกำลังแรงงานที่พร้อมสำหรับอนาคต
องค์กรในประเทศไทยกำลังลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดย 74% ของแรงงานรู้สึกว่าตนเองสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลการเรียนรู้และการพัฒนาที่ต้องการได้อย่างเพียงพอ เทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 59%

อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการพัฒนาทักษะยังไม่ทั่วถึงในทุกระดับ โดย 67% ของพนักงานที่ไม่ใช่ระดับผู้จัดการรู้สึกว่าได้รับการสนับสนุน ในขณะที่ผู้จัดการอยู่ที่ 79% และผู้บริหารระดับสูงอยู่ที่ 87%
.
“การเข้าถึงทรัพยากรการเรียนรู้ที่โดดเด่นของไทยช่วยส่งเสริมยุทธศาสตร์การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ” นาง เซีย กล่าว
.
“การปิดช่องว่างในการเข้าถึงการเรียนรู้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับทรัพยากรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องแก้ไขปัญหาอื่นด้วย เช่น การกระจายข้อมูลที่ไม่ทั่วถึง ความลังเลทางวัฒนธรรมในการแสวงหาความกระจ่าง และข้อจำกัดด้านเวลา รูปแบบ และภาษา ดังนั้น องค์กรควรพยายามลดอุปสรรคในการขออนุญาตและปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับบริบทไทย เพื่อให้พนักงานทุกคนได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียม” เธอกล่าว

‘ดูไบ’ โชว์ "Tetris" ยักษ์จากโดรน 2,800 ตัว เปลี่ยนทะเลทรายเป็นหน้าจอเกมที่ใหญ่ที่สุดในโลก พร้อมเทคโนโลยีระบบป้องกันการชนสุดแม่นยำ รากฐานการกู้ภัยและขนส่งสินค้าทางอากาศยุคใหม่

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ท้องฟ้าเหนือทะเลทรายอันกว้างใหญ่ของมหานครดูไบไม่ได้ถูกประดับประดาด้วยเพียงหมู่ดาวตามธรรมชาติ แต่ถูกแต่งแต้มด้วยแสงสีจากนวัตกรรมที่ล้ำสมัยที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ กับการจัดแสดง "Tetris Drone Show" ที่เปลี่ยนโดรนกว่า 2,800 ตัว ให้กลายเป็นเกมตัวต่อในตำนานที่ขยับได้จริงและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชม

เบื้องหลังนวัตกรรม: ฝูงบินโดรนอัจฉริยะ 2,800 ตัว

การจัดแสดงครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแปรอักษรหรือรูปภาพนิ่ง แต่เป็นการใช้เทคโนโลยี Swarm Intelligence (ปัญญาประดิษฐ์แบบฝูงบิน) ขั้นสูง เพื่อควบคุมโดรนจำนวนมหาศาลให้ทำงานประสานกันอย่างไร้รอยต่อ
• เทคโนโลยี RGB Precision: โดรนแต่ละตัวติดตั้งไฟ LED คุณภาพสูงที่สามารถเปลี่ยนสีได้มากกว่า 16 ล้านเฉดสี ทำให้บล็อก Tetris แต่ละชิ้นมีความคมชัดและสดใสเหมือนมองจากหน้าจอคอมพิวเตอร์
• การควบคุมแบบ Real-time: สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือการจัดแสดงนี้ "เล่นได้จริง" โดยมีนักเล่นเกมมือโปรควบคุมผ่านจอยสติ๊กจากภาคพื้นดิน สัญญาณถูกส่งผ่านเครือข่าย 6G ทดลอง เพื่อลดความหน่วง (Latency) ให้เกือบเป็นศูนย์ ทำให้โดรนขยับตามการสั่งการได้ทันที
• ระบบป้องกันการชน (Collision Avoidance): ด้วยระยะห่างระหว่างโดรนเพียงไม่กี่เซนติเมตร ระบบอัลกอริทึมต้องประมวลผลตำแหน่งนับหมื่นครั้งต่อวินาที เพื่อให้บล็อกที่ "ตกลงมา" สามารถจัดเรียงแถวได้อย่างแม่นยำ

มากกว่าแค่ความบันเทิง: สัญญาณแห่งอนาคต

การโชว์ Tetris ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการอวดความรวยหรือความสวยงาม แต่ดูไบกำลังส่งสัญญาณถึงศักยภาพของเทคโนโลยีโดรนในอนาคต:
1. การสื่อสารแบบฝูงบินขนาดใหญ่: การควบคุมโดรนพร้อมกันเกือบ 3,000 ตัว โดยไม่เกิดความผิดพลาด เป็นรากฐานสำคัญของการใช้โดรนในการกู้ภัย การขนส่งสินค้าในเมือง (Urban Air Mobility) และการสอดแนมทางทหาร
2. Smart City Hub: ดูไบตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็น "สนามทดลองของโลก" (The World's Sandbox) ที่พร้อมเปิดรับเทคโนโลยีที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ให้เกิดขึ้นจริง
3. นวัตกรรมสีเขียว: โชว์โดรนนี้เป็นการตอกย้ำการใช้ความบันเทิงที่ยั่งยืน แทนการใช้พลุไฟที่สร้างมลพิษทางอากาศและเสียง

ภาพของบล็อก Tetris สีสันสดใสที่ค่อยๆ หล่นลงมาจากฟากฟ้าและถูกจัดเรียงจนหายไปในอากาศเหนือน่านฟ้าดูไบ เป็นข้อพิสูจน์ว่าเส้นแบ่งระหว่าง โลกดิจิทัล (Digital World) และ โลกทางกายภาพ (Physical World) กำลังจางลงเรื่อย ๆ นวัตกรรมโดรนในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือถ่ายภาพหรือของเล่นอีกต่อไป แต่คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการใช้ชีวิตและการสื่อสารของเราในทศวรรษหน้า

อธิปไตยทางเทคโนโลยี!! ผู้เชี่ยวชาญเทคฯ ชี้ “โดรนไทยทำเอง" ตกแต่ได้ใจ ชวน Startup ไทยปักธงสนาม Defense Tech ชูความสำเร็จโดรนลาดตระเวน DP-20 ฝีมือคนไทย ช่วยลดการพึ่งพาต่างชาติและประหยัดงบประมาณ

‘ปฐม อินทโรดม’ ชี้ DP-20 คือก้าวสำคัญสู่อธิปไตยทางเทคโนโลยี ฝีมือคนไทย ช่วยเลื่อนฐานะจาก "ผู้นำเข้า" สู่ "ผู้ผลิต" ลดการพึ่งพาต่างชาติและประหยัดงบประมาณมหาศาล

(19 ธันวาคม 2568) นายปฐม อินทโรดม กรรมการผู้จัดการ SVOA (เอสวีโอเอ) และเป็น กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DCT) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า เพิ่งได้รู้ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งจากเหตุการณ์โดรนตกครั้งนี้ว่า โดรนที่ถูกยิงตกเป็น “โดรนของไทย” และที่สำคัญคือ “ผลิตในประเทศไทย” ครับ ยอมรับตรง ๆ ว่ารู้แล้วดีใจมากกว่ากังวล

ดีใจ เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องอาวุธหรือยุทโธปกรณ์ แต่มันคือสัญญาณว่า ประเทศไทยกำลังขยับสถานะจาก “ผู้นำเข้าเทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศ” ไปสู่ “ผู้พัฒนาและผู้ผลิตเอง” อย่างจริงจัง

โดรนลำนี้คือ DP-20 เป็นอากาศยานไร้คนขับแบบปีกตรึง (Fixed-wing UAV) ใช้ในภารกิจลาดตระเวน ตรวจการณ์ และเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดน พัฒนาภายใต้ความร่วมมือของ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (DTI) และอุตสาหกรรมการบินในประเทศ

บินได้นานหลายชั่วโมง ครอบคลุมพื้นที่กว้าง ส่งภาพและข้อมูลกลับมาศูนย์ควบคุมแบบเรียลไทม์ ไม่ใช่ของเล่น ไม่ใช่โดรนเชิงพาณิชย์ แต่เป็นโดรนในระบบยุทธวิธีจริง

สิ่งที่สำคัญกว่าสเปกคือ เงินทุกบาทที่ใช้พัฒนา DP-20 ไม่ต้องไหลออกไปต่างประเทศ ไม่ต้องผูกชะตากรรมกับใบอนุญาตส่งออก ไม่ต้องรออะไหล่จากต่างชาติในวันที่โลกปั่นป่วน

เหมือนกับที่เราเริ่มเห็นในอุตสาหกรรมอื่น ๆ
– รถหุ้มเกราะที่ประกอบในประเทศ
– ระบบสื่อสารทางทหารที่พัฒนาเอง
– ระบบไซเบอร์ซีเคียวริตี้ที่ไม่ต้องพึ่งซอฟต์แวร์ต่างชาติทั้งหมด

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่มันคือ “อธิปไตยทางเทคโนโลยี” ในรูปแบบที่จับต้องได้

และไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสได้คุยกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง เป็นผู้ใหญ่ที่อยากเห็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีป้องกันประเทศของไทยเติบโตจริง ไม่ใช่แค่ซื้อของเหมือนในหลายทศวรรษที่ผ่านมา

ท่านพูดประโยคหนึ่งว่า “เรามีคนเก่ง มีเทคโนโลยี แต่เราไม่เคยชวนเขาเข้ามาเล่นเกมนี้อย่างจริงจัง”
ผมเลยอยากใช้พื้นที่นี้ชวนพี่ ๆ น้อง ๆ Startup ไทย ที่มีเทคโนโลยีอยู่ในมือ ลองช่วยกัน “ส่งเสียง” ดูสักนิด
เพราะความจริงคือ หลายบริษัทไทยต่อยอดสู่ด้านกลาโหมได้ทันที

คนแรกที่ผมคิดถึงคือ HG Robotics ของ ดร. ช้าง Mahisorn Wongphati หลายคนอาจรู้จักจาก Tiger Drone ที่ถูกนำไปใช้ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่หาดใหญ่ 

ผมคิดว่าโดรนตัวเดียวกันนี้ ถ้าเปลี่ยนภารกิจ เปลี่ยนเซนเซอร์ ก็กลายเป็นโดรนลาดตระเวนหรือโดรนสนับสนุนภาคสนามได้ไม่ยาก

หรืออาจารย์ Prinya Hom-anek แห่ง Cybertron เพราะไซเบอร์ซีเคียวริตี้ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่คือ “แนวป้องกันประเทศในยุคที่สงครามไม่ต้องยิงปืน” SOC, Threat Intelligence, Critical Infrastructure Protection ทั้งหมดนี้คือ defense tech เต็มตัว

หรือ mu Space อวกาศกับความมั่นคงไม่เคยแยกจากกัน ดาวเทียม การสื่อสาร การนำทาง การรับรู้สถานการณ์ (situational awareness) คือหัวใจของกองทัพยุคใหม่ และนี่คือบริษัทไทยที่ยืนอยู่ในสนามนี้แล้ว

ผมเชื่อว่ายังมีอีกมาก
บริษัทที่ทำ AI Vision
บริษัทที่ทำ Robotics
บริษัทที่ทำ Secure Communication
บริษัทที่ทำ Geospatial / Data Analytics

บางทีคุณอาจไม่เคยคิดว่าตัวเองอยู่ใน “อุตสาหกรรมกลาโหม” แต่เทคโนโลยีที่คุณมีอาจเป็นชิ้นส่วนที่ประเทศต้องการที่สุดในอนาคต

ลองมองไปที่อิสราเอล ประเทศเล็ก แต่สร้างอุตสาหกรรม defense tech ระดับโลก ไม่ใช่เพราะเขารวย แต่เพราะเขา เปิดโอกาสให้ startup เติบโตไปพร้อมกับโจทย์ความมั่นคงของชาติ

สุดท้ายนี้ ผมอยากชวนทุกคนช่วยกันคิด ช่วยกันบอก ช่วยกันเสนอชื่อว่า ประเทศไทยยังมีใครบ้างที่พร้อมเดินเส้นทางนี้

ผมเชื่อจริง ๆ ว่า ถ้าเราเริ่มวันนี้ 
ประเทศไทยไม่ได้มีแค่อดีตให้ปกป้อง
แต่มีอนาคตอีกมากให้สร้างครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/100001294357814/posts/25254460300847101/?rdid=RyUehYbaxo9sYTji#

ทรูบิสิเนสโชว์ล้ำ!! จับมือสตาร์ตอัปจากไต้หวัน ใช้ 5G + AI เฝ้าไข้แบบไม่ต้องสัมผัส ลดอัตราการกลับมานอนโรงพยาบาล 9.6% เตรียมพร้อมให้บริการเต็มรูปแบบปีหน้า

ทรูบิสิเนส จับมือ SymptomTrace สร้างนวัตกรรมโซลูชัน 5G Patient Digital Twin ผสานศักยภาพเครือข่าย 5G และ AI พลิกโฉมการดูแลผู้ป่วยเรื้อรังแบบเชิงรุก เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดแบบไร้สัมผัสตลอด 24 ชั่วโมง

(21 ธันวาคม 2568) - ทรูบิสิเนส เดินหน้าทรานสฟอร์มอุตสาหกรรมสาธารณสุขไทยสู่ดิจิทัล ผนึกกำลังร่วมกับ SymptomTrace สตาร์ทอัพด้านเฮลท์เทคสัญชาติไต้หวันที่มุ่งใช้ AI ขับเคลื่อนการบริหารจัดการโรคเรื้อรัง พัฒนานวัตกรรมโซลูชัน 5G Patient Digital Twin ผสานอัจฉริยภาพเครือข่ายทรู 5G และ AI เปลี่ยนวิถีการดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง ชูเทคโนโลยีอุปกรณ์เซ็นเซอร์ตรวจวัดค่าสุขภาพได้แบบไร้การสัมผัสขั้นสูง ดูแลและเฝ้าระวังผู้ป่วยได้อย่างใกล้ชิด รวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องรบกวนการพักผ่อนของผู้ป่วย ครอบคลุมทั้งการวัดสัญญาณชีพและการเคลื่อนไหวของร่างกาย ส่งข้อมูลสุขภาพแบบเรียลไทม์ผ่านเครือข่ายทรู 5G เพื่อวิเคราะห์และประมวลผลด้วย Edge AI Analytics 

พร้อมเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการดูแลผู้ป่วยโดยรวมผ่านแพลตฟอร์มศูนย์กลาง สามารถแจ้งเตือนบุคลากรทางการแพทย์ทันทีเมื่อพบความผิดปกติหรือเหตุฉุกเฉิน ทั้งยังเอื้อประโยชน์ในการใช้ข้อมูลสุขภาพ ภายใต้ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลขั้นสูง เพื่อวางแผนฟื้นฟูดูแลรักษาผู้ป่วยเฉพาะรายอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมการแพทย์เฉพาะบุคคลให้เกิดขึ้นได้จริงในประเทศไทย เผยเตรียมส่งโซลูชัน 5G Patient Digital Twin เข้าสู่ตลาดผู้ให้บริการด้านสาธารณสุข ทั้งโรงพยาบาล ศูนย์ดูแลผู้ป่วย และสถาบันดูแลสุขภาพ ในปี 2569

นวัตกรรม 5G Patient Digital Twin ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี 5G และระบบตรวจวัดแบบไร้การสัมผัสผ่านอุปกรณ์เซ็นเซอร์ ผสานการทำงานร่วมกับ AI เปลี่ยนรูปแบบการดูแลและเฝ้าระวังผู้ป่วยจากเชิงรับไปสู่เชิงรุก ด้วยระบบติดตามสุขภาพที่มีความปลอดภัยสูง ต่อเนื่อง และมีความเป็นส่วนตัว สร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความปลอดภัยของผู้ป่วย เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรการแพทย์ และความคุ้มค่าด้านต้นทุนสำหรับโรงพยาบาล ศูนย์ดูแลผู้ป่วย และสถาบันดูแลสุขภาพ 

ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำบริการสื่อสารและดิจิทัลโซลูชันครบวงจรสำหรับลูกค้าธุรกิจ ทรูบิสิเนสบูรณาการเครือข่ายทรู 5G คลาวด์ เทคโนโลยี AI และอุปกรณ์เซ็นเซอร์อัจฉริยะที่สามารถตรวจจับแบบไร้สัมผัส พัฒนานวัตกรรม 5G Patient Digital Twin ที่จะช่วยให้โรงพยาบาลและศูนย์ดูแลผู้ป่วยสามารถเฝ้าระวังและส่งมอบบริการดูแลรักษาและฟื้นฟูสุขภาพของผู้ป่วยแบบเฉพาะบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย 

หลายงานวิจัย*เกี่ยวกับ 5G Patient Digital Twin ได้ระบุผลการศึกษาเชิงประจักษ์ว่า การตรวจวัดสัญญาณชีพระยะไกล ช่วยให้ตรวจพบภาวะทรุดลงได้เร็วยิ่งขึ้น และในหลายกรณีสัมพันธ์กับการลดการกลับมารักษาซ้ำภายใน 30-60 วัน ทั้งยังสามารถตรวจพบความเสี่ยงได้เร็วขึ้น ช่วยพัฒนาผลลัพธ์ด้านการรักษา ลดอัตราการเข้ารักษาในโรงพยาบาล 9.6% และลดอัตราการเสียชีวิต 3% นอกจากนี้ ระบบเฝ้าระวังสัญญาณชีพระยะไกลแบบอัตโนมัติ ช่วยลดเวลาในการดูแลตามขั้นตอนประจำและการประสานงานได้ประมาณ 45.9% ทำให้พยาบาลมีเวลามากขึ้นในการดูแลผู้ป่วยโดยตรง”

นายจอร์จ ไท ประธานกรรมการบริหาร บริษัท SymptomTrace เปิดเผยว่า “ด้วยโครงสร้างพื้นฐานขั้นสูงของทรูบิสิเนส เสริมด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สุดล้ำของอินเทล (Intel) เราสามารถขยายการให้บริการเทคโนโลยีการดูแลสุขภาพภายใต้คอนเซ็ปต์ Digital Twin ให้ครอบคลุมทั่วประเทศไทย เพื่อช่วยให้โรงพยาบาลต่างๆ ติดตามอาการของผู้ป่วยเรื้อรังได้อย่างปลอดภัยและชาญฉลาด”

สำหรับ เทคโนโลยีที่เบื้องหลัง 5G Patient Digital Twin ทำงาน 2 ฟังก์ชันหลัก คือ การวัดสัญญาณชีพ และ การตรวจจับความเคลื่อนไหว ตลอดจนแนวโน้มการพลัดตกเตียงและการล้ม โดยใช้เซ็นเซอร์ตรวจวัดแบบไร้การสัมผัสขั้นสูง และเรดาร์ (Radio Detection And Ranging) เพื่อตรวจจับการเคลื่อนไหวและสร้างข้อมูลแผนที่ 3 มิติของอัตราการเต้นของหัวใจ การหายใจ และลักษณะการเคลื่อนไหวของร่างกาย ขณะที่ยังคงความเป็นส่วนตัว ด้วยการตรวจจับเพียงโครงร่างและรูปแบบการเคลื่อนไหวเท่านั้น สามารถดูแลและเฝ้าระวังได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องรบกวนการพักผ่อนของผู้ป่วย

ทลายขีดจำกัดมนุษย์!! จีนโชว์ระบบเชื่อมสมอง-คอมพิวเตอร์ ช่วยผู้ป่วยอัมพาตควบคุมวีลแชร์ด้วยความคิด ปลดล็อกข้อจำกัดร่างกายด้วยความไวต่ำกว่า 0.1 วินาที ให้การใช้ชีวิตในฝันเป็นจริงได้เพียงแค่นึกคิด

นักวิจัยจีนทดลอง 'ส่วนต่อประสานสมอง-คอมพ์' ช่วยผู้ป่วยอัมพาตคุมวีลแชร์ด้วยความคิด

 (22 ธ.ค.) ซินหัว -- เมื่อไม่นานนี้ คณะนักวิจัยจากสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีนได้ดำเนินการทดลองทางคลินิกกับส่วนต่อประสานสมอง-คอมพิวเตอร์ (BCI) โดยผู้ป่วยอัมพาตทั้งแขนขาสามารถควบคุมรถเข็นหรือวีลแชร์อัจฉริยะให้เคลื่อนที่ผ่านย่านชุมชนโดยอาศัยเพียงความคิด รวมถึงสามารถสั่งหุ่นยนต์สุนัขให้ออกไปรับอาหารที่มาส่ง

ความคืบหน้านี้ได้ทลายขอบเขตดั้งเดิมของการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย สะท้อนว่าการวิจัยของจีนในสาขานี้กำลังก้าวจากการฟื้นฟูปฏิสัมพันธ์ขั้นพื้นฐานสู่การขยายขอบเขตการใช้ชีวิตจริงของผู้ป่วยอัมพาต โดยยกระดับคำสั่งจากสมองที่เดิมทีจำกัดอยู่เพียงการควบคุมเคอร์เซอร์สองมิติบนหน้าจอสู่การมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกับโลกทางกายภาพแบบสามมิติอย่างเต็มรูปแบบทั้งร่างกาย

ส่วนต่อประสานสมอง-คอมพิวเตอร์ถูกออกแบบมาสร้างช่องทางการสื่อสารโดยตรงระหว่างสมองกับอุปกรณ์ภายนอก คณะนักวิจัยทั่วโลกสามารถสร้างความคืบหน้าในห้องปฏิบัติการทดลอง ทั้ง "พิมพ์ข้อความด้วยความคิด" หรือควบคุมแขนกลหุ่นยนต์ ทว่าความท้าทายสำคัญอยู่ที่ทำให้ระบบเหล่านี้น่าเชื่อถือพอจะผสานเข้ากับชีวิตประจำวันของผู้ป่วย

ผู้ป่วยรายข้างต้นเป็นอัมพาตทั้งแขนขาในปี 2022 เพราะอาการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง และได้รับการติดตั้งระบบส่วนต่อประสานสมอง-คอมพิวเตอร์ ซึ่งพัฒนาโดยศูนย์ความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์สมองและเทคโนโลยีอัจฉริยะ สังกัดสถาบันฯ เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 โดยเขาสามารถควบคุมเคอร์เซอร์คอมพิวเตอร์และแท็บเล็ตหลังจากฝึกฝนนานหลักสัปดาห์

คณะนักวิจัยใช้ระบบส่วนต่อประสานสมอง-คอมพิวเตอร์แบบรุกล้ำเข้าสู่ร่างกายชนิดไร้สายที่มีอัตราการประมวลผลสูง เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมรถเข็นหรือวีลแชร์อัจฉริยะและหุ่นยนต์สุนัขโดยใช้สัญญาณประสาทอย่างมั่นคงต่อเนื่อง ส่งผลให้สามารถเคลื่อนที่ด้วยตนเองและหยิบจับวัตถุในสภาพแวดล้อมจริง

นอกจากนั้นคณะนักวิจัยยังผสานกลยุทธ์การถอดรหัสสัญญาณสมองที่แตกต่างกันสองแบบ เพื่อคัดกรองคำสั่งที่มีความหมายจากสัญญาณประสาทที่มีสัญญาณรบกวน และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมด้วยสมองโดยรวมมากกว่าร้อยละ 15

ขณะเดียวกันคณะนักวิจัยลดความหน่วงของระบบนี้ตั้งแต่การรับสัญญาณประสาทจนถึงการสั่งงานให้ต่ำกว่า 100 มิลลิวินาที ซึ่งเร็วกว่าระยะเวลาตอบสนองตามธรรมชาติของร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าการควบคุมเป็นไปอย่างลื่นไหลตามธรรมชาติ

รู้ทัน...Scammers!! เปิดจิตวิทยาที่มิจฉาชีพใช้เล่นงานเหยื่อ "กล้าเสี่ยง-ยับยั้งชั่งใจต่ำ-ใช้อารมณ์นำ" 3 นิสัยอันตรายเป้าหมายชั้นดีของนักต้มตุ๋น ต้องสร้างภูมิคุ้มกัน "ต้นน้ำ" สู้จิตวิทยามืด

รู้ทัน...Scammers EP#3 จิตวิทยาของมิจฉาชีพในการหลอกลวงและฉ้อโกง

การปราบปรามด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับบรรดามิจฉาชีพที่หลอกลวงและฉ้อโกงออนไลน์นั้น เป็นได้แต่เพียงกระบวนการปลายน้ำในการจัดการกับ Scammers ของภาครัฐ จะเห็นได้จากสถิติคดีหลอกลวงและฉ้อโกงออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หากนับจากปี พ.ศ. 2565 บ้านเรามีสถิติการแจ้งความคดีออนไลน์มากมายมหาศาลเป็นล้าน ๆ คดี และมูลค่าความเสียหายรวมแล้วร่วม 100,000 ล้านบาท

สถิติและมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นมากจนน่ากลัวนี้ แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของเหล่ามิจฉาชีพที่หลอกลวงและฉ้อโกงทางออนไลน์มากขึ้นทุกวัน จนน่าจะเกินกำลังของหน่วยงานที่รับผิดเกี่ยวข้องแล้ว แม้การปราบปรามด้วยการบังคับใช้กฎหมายจะทำไปด้วยความเด็ดขาด และวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการณ์นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศให้การปราบปรามสแกมเมอร์และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็น “วาระแห่งชาติ”

ตามที่กล่าวไว้ในตอนต้นว่า การปราบปรามด้วยการบังคับใช้กฎหมายกับบรรดามิจฉาชีพที่หลอกลวงและฉ้อโกงออนไลน์เป็นได้แต่เพียงกระบวนการปลายน้ำ การกวาดล้างมิจฉาชีพที่เป็นขบวนการ Scammers  นั้น จำเป็นต้องจัดการตั้งแต่ต้นน้ำของกระบวนการนี้ ได้แก่การป้องกันไม่ให้เกิดมิจฉาชีพที่หลอกลวงและฉ้อโกงออนไลน์ ซึ่งทำได้ยาก มีความเป็นนามธรรมสูง และการสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันไม่ให้พี่น้องประชาชนต้องตกเป็นเหยื่อ ด้วยการให้ ความรู้ ความเข้าใจ เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันสามารถรับมือกับมิจฉาชีพเหล่านั้นได้

ดังนั้นหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจึงต้องให้ ความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องของเครื่องมือที่มิจฉาชีพที่หลอกลวงและฉ้อโกงออนไลน์นำมาใช้แก่พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเรื่องของ “จิตวิทยาในการหลอกลวงและฉ้อโกง” ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ถูกบรรดามิจฉาชีพออนไลน์นำมาใช้ 100% อาจารย์ ดร.สุภสิรี จันทวรินทร์ ประธานแขนงวิชาจิตวิทยาปริชาน คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ระบุในบทความ “จิตวิทยาของการตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ (Victim of scams)” ว่า งานวิจัยทางจิตวิทยาที่วิเคราะห์การหลอกลวงทางโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตมากกว่า 580 ประเภท ชี้ว่ามิจฉาชีพมักใช้เทคนิคจิตวิทยาการโน้มน้าว 2 ประเภทหลัก ๆ คือ การอ้างอำนาจ (authority) และการกดดันโดยการจำกัดเวลาหรือจำนวนรางวัลตอบแทน (scarcity) หรือเสริมด้วย การสร้างความเชื่อใจ (building trust หรือ gaining trust) ด้วยการทำให้เหยื่อคล้อยตามเห็นด้วย

โดยมิจฉาชีพอาจสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจโดยการแสดงให้เห็นว่าข้อเสนอที่นำมาล่อลวงนั้นมีความถูกต้องตามกฎหมายและมีหน่วยงานหรือบริษัทที่น่าเชื่อถือรองรับ หรือแม้กระทั่งการอ้างอิงว่าตนเป็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งทำให้เหยื่อรู้สึกเชื่อใจและไว้ใจ อีกทั้ง ผู้หลอกลวงมักใช้การโน้มน้าวทางอารมณ์มากกว่าการโน้มน้าวด้วยเหตุผล เช่น จงใจจำกัดระยะเวลาในการส่งข้อมูลหรือโอนเงิน จำกัดจำนวนสินค้าที่จำหน่าย หรือจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมการลงทุน ซึ่งทำให้เหยื่อรู้สึกว่าต้องรีบส่งข้อมูลหรือโอนเงินเพื่อจะได้รับผลตอบแทนที่ล่อตาล่อใจ และหลงเชื่อว่าตนจะได้รับผลตอบแทนตามที่ผู้หลอกลวงสัญญาไว้

อาจารย์ ดร.สุภสิรี ยังได้ระบุด้วยว่า คนทุกเพศทุกวัยสามารถเป็นกลุ่มเป้าหมายของการหลอกลวงฉ้อโกง ทั้งนี้ เพศหญิงมักตกเป็นเหยื่อเป้าหมายของการหลอกล่อให้รักเพื่อหลอกลวงโกงทรัพย์สิน ส่วนผู้สูงวัยมักเป็นเหยื่อของการโกงทรัพย์หรือหลอกล่อเอาข้อมูลส่วนตัวออนไลน์ และบุคคลที่มีการศึกษาและมีรายได้ค่อนข้างสูงมักเป็นเหยื่อของการล่อลวงให้ลงทุน อีกทั้ง งานวิจัยทางจิตวิทยาชี้ว่ามี 3 ลักษณะนิสัยที่เพิ่มความเสี่ยงการถูกโกงทรัพย์สินโดยมิจฉาชีพ ดังนี้

1. นิสัยและพฤติกรรมเสี่ยง (risk-taking) บุคคลที่มีนิสัยกล้าลองทำสิ่งใหม่ ๆ และรับความเสี่ยงนั้นมีแนวโน้มตอบรับข้อเสนอของผู้หลอกลวงมากกว่าบุคคลที่ไม่ชอบความเสี่ยงถึงสองเท่า ลักษณะชอบความเสี่ยงจึงเป็นตัวชี้วัดหนึ่งว่า บุคคลนั้นมีแนวโน้มจะทำตามข้อเสนอผู้หลอกลวงและเชื่อใจผู้หลอกลวง เพราะไม่ได้ใส่ใจกับการประเมินระดับความสุ่มเสี่ยงของข้อเสนอ แต่กลับมุ่งความสนใจไปที่รางวัลผลตอบแทนที่อาจได้รับจากการลองเสี่ยง

2. ความสามารถในการควบคุมตนเอง (self-control) โดยการกำกับตนเองเป็นทักษะสำคัญที่รวมถึงการควบคุมอารมณ์ชั่วขณะ การควบคุมพฤติกรรม และการควบคุมความต้องการของตนเอง บุคคลที่ชอบตัดสินใจเสี่ยงมักมีความสามารถในการกำกับตนเองต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยที่ชี้ว่าคนที่เคยตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพมักมีทักษะในการควบคุมตนเองค่อนข้างต่ำ อาท เวลาซื้อของมักไม่ทันยั้งคิด ผู้ที่มีความบกพร่องในการควบคุมตนเองจึงไม่สามารถยับยั้งการตัดสินใจลงทุนหรือโอนเงินแบบหุนหันพลันแล่น โดยเฉพาะกรณีที่มิจฉาชีพใช้วิธีการจำกัดเวลาหรือจำกัดจำนวนรางวัลตอบแทนเพื่อโน้มน้าวและชักใยทางอารมณ์

3. ความสามารถในการจัดการอารมณ์ (emotional competence) ความฉลาดทางอารมณ์คือความสามารถในการรับรู้และการควบคุมอารมณ์ของตนเอง อันเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจทางการธุรกิจการเงินที่มีความเสี่ยงสูง ผู้ที่มีทักษะจัดการและควบคุมอารมณ์ตนเองต่ำจะมีความสามารถในการไตร่ตรองข้อมูลลดลง และอาจตัดสินใจทางการเงินโดยใช้อารมณ์ชั่วขณะ อาทิ กลัวพลาดโอกาสทองในการทำกำไร หรือรู้สึกคล้อยตามแนวคิดโน้มน้าวของมิจฉาชีพ จึงมีแนวโน้มตอบรับข้อเสนอการล่อลวงทรัพย์สินมากกว่าผู้ที่สามารถกำกับควบคุมอารมณ์ตนเองได้ดี (ยังมีตอนต่อไป)

เจาะลึกภัยเงียบ GenAI!! การ์ทเนอร์เตือน "5 จุดบอดอันตราย" ทั้งปัญหาอธิปไตยข้อมูล – ต้นทุนบำรุงรักษา หากองค์กรไม่รีบแก้ไขภายในปี 2573 อาจล้าหลังและเผชิญภาวะทักษะมนุษย์เสื่อมถอย

การ์ทเนอร์เตือน "จุดบอดอันตราย GenAI" คลื่นใต้น้ำทำลายความสำเร็จองค์กร

อรุณ จันทรเศกการัน รองประธานนักวิเคราะห์การ์ทเนอร์ เปิดเผยว่า แม้เทคโนโลยี GenAI จะพัฒนารุดหน้าอย่างรวดเร็ว พร้อมความคาดหวังสูงจากองค์กร แต่ซีไอโอกำลังเผชิญความท้าทายจาก "จุดบอดสำคัญ" ที่มักถูกมองข้าม

5 จุดบอดคุกคามความสำเร็จระยะยาว
การ์ทเนอร์ระบุว่า องค์กรส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับความท้าทายเร่งด่วนอย่างคุณค่าทางธุรกิจ ความปลอดภัย และความพร้อมข้อมูล แต่มักมองข้ามผลกระทบระดับรองที่ไม่ชัดเจนตั้งแต่แรก ได้แก่ Shadow AI หนี้ทางเทคนิค การเสื่อมถอยของทักษะ ความต้องการอธิปไตยข้อมูล และปัญหา Vendor Lock-In ซึ่งล้วนเป็น "คลื่นใต้น้ำ" ที่บ่อนทำลายความสำเร็จในระยะยาว

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2573 จุดบอดเหล่านี้จะสร้างเส้นแบ่งระหว่างองค์กรที่นำ AI มาใช้ได้อย่างปลอดภัยและมีกลยุทธ์ กับองค์กรที่ติดกับดัก ล้าหลัง หรือถูกรบกวนจากภายใน

1. Shadow AI ระเบิด - พนักงานแอบใช้เครื่องมือต้องห้าม
ผลสำรวจผู้นำด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ 302 ราย (มี.ค.-พ.ค. 2568) เผยว่า 69% ขององค์กรสงสัยหรือมีหลักฐานว่าพนักงานกำลังใช้ GenAI สาธารณะที่ต้องห้าม
การใช้เครื่องมือ AI ที่ไม่ได้รับอนุญาตอาจนำไปสู่การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา การเปิดเผยข้อมูล และความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น การ์ทเนอร์คาดว่า ภายในปี 2573 มากกว่า 40% ขององค์กรจะเผชิญเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยหรือการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เชื่อมโยงกับ Shadow AI
แนวทางแก้ไข: ซีไอโอควรกำหนดนโยบายชัดเจนสำหรับการใช้เครื่องมือ AI ทั่วองค์กร ตรวจสอบกิจกรรม Shadow AI เป็นประจำ และบูรณาการการประเมินความเสี่ยง GenAI เข้ากับกระบวนการประเมินและตรวจสอบ SaaS

2. หนี้ทางเทคนิคกัดกร่อนผลตอบแทน
การ์ทเนอร์คาดว่า ภายในปี 2573 องค์กร 50% จะเผชิญการอัปเกรด AI ที่ล่าช้าและ/หรือต้นทุนการบำรุงรักษาที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากหนี้ทางเทคนิคของ GenAI ที่ไม่ได้รับการจัดการ
แม้องค์กรจะตื่นเต้นกับความเร็วของ GenAI แต่ต้นทุนสูงในการบำรุงรักษา แก้ไข หรือปรับเปลี่ยนสิ่งที่ AI สร้างขึ้น (โค้ด เนื้อหา การออกแบบ) อาจกัดกร่อนผลตอบแทนที่คาดหวัง
แนวทางแก้ไข: จัดทำมาตรฐานชัดเจนสำหรับการตรวจสอบและจัดทำเอกสารสินทรัพย์ที่ AI สร้างขึ้น และติดตามตัวชี้วัดหนี้สินทางเทคนิคในแดชบอร์ดไอที

3. ความต้องการอธิปไตยข้อมูลเพิ่มสูง
การ์ทเนอร์คาดว่า ภายในปี 2571 รัฐบาล 65% ทั่วโลกจะนำข้อกำหนดด้านอธิปไตยทางเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อเพิ่มความเป็นอิสระและป้องกันการแทรกแซงด้านกฎระเบียบจากต่างแดน
ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบเกี่ยวกับการแบ่งปันข้อมูลข้ามประเทศสามารถชะลอการปรับใช้ AI ทั่วองค์กร เพิ่ม TCO (Total Cost of Ownership) และส่งผลให้ได้ผลลัพธ์ที่ไม่เหมาะสม
แนวทางแก้ไข: สร้างอธิปไตยข้อมูลเข้าไปในกลยุทธ์ AI ตั้งแต่เริ่มต้น ให้ทีมกฎหมายเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่เนิ่นๆ และเลือกผู้ให้บริการที่ตอบสนองความต้องการด้านอธิปไตยข้อมูลและ AI

4. ทักษะมนุษย์เสื่อมถอย
การพึ่งพา AI มากเกินไปอาจกัดกร่อนความเชี่ยวชาญ การตัดสินใจ และความรู้โดยนัยของมนุษย์ที่มีความสำคัญและไม่สามารถถ่ายทอดหรือทดแทนได้ง่าย
การเสื่อมถอยนี้เกิดขึ้นค่อยเป็นค่อยไปและมักไม่มีใครสังเกตเห็น ผู้บริหารอาจไม่รับรู้ถึงความเสี่ยงจนกว่าองค์กรจะมีปัญหาในการทำงานเมื่อไม่ได้ใช้งาน AI หรือเมื่อ AI ล้มเหลวและต้องใช้สัญชาตญาณมนุษย์
แนวทางแก้ไข: ระบุว่าการตัดสินใจและงานที่เกิดจากฝีมือมนุษย์นั้นมีความจำเป็นในด้านใด และออกแบบโซลูชัน AI เพื่อเสริม ไม่ใช่แทนที่ทักษะเหล่านี้

5. ติดกับดัก Vendor Lock-In
องค์กรที่ต้องการใช้ประโยชน์ GenAI ในวงกว้างมักเลือกผู้ให้บริการเพียงรายเดียวเพื่อความรวดเร็วและง่าย แต่การพึ่งพาเชิงลึกนี้ส่งผลกระทบต่อความคล่องตัวทางเทคนิคและอำนาจในการต่อรองด้านราคา เงื่อนไข หรือระดับการให้บริการในอนาคต

ผู้บริหารจำนวนมากมักประเมินความเชื่อมโยงระหว่างข้อมูล โมเดล หรือเวิร์กโฟลว์ต่ำไป และยึดติดกับ API ที่ออกแบบเฉพาะจากผู้ให้บริการ

ดังนั้น เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและความยืดหยุ่น ซีไอโอต้องจัดการทั้งความท้าทายที่มองเห็นได้และความเสี่ยงที่ซ่อนเร้นในการนำ GenAI มาใช้ พร้อมจัดลำดับความสำคัญเพื่อแก้ไขจุดบอดเหล่านี้ได้อย่างเหมาะสม มิฉะนั้น องค์กรอาจตกเป็นเหยื่อของ "คลื่นใต้น้ำ" ที่บ่อนทำลายความสำเร็จในระยะยาวได้

รัสเซียจับมือจีน ผุดโปรเจกต์ 'โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์' แก้โจทย์พลังงานนอกโลกงัดข้อสหรัฐฯ หวังทวงคืนมหาอำนาจองกาศยุคใหม่

รัสเซียประกาศแผนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ. 2025 หน่วยงานอวกาศของรัฐ สหพันธรัฐรัสเซีย Roscosmos «Роскосмос» ได้ประกาศแผนการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์ภายในปี ค.ศ. 2036 เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานหลักสำหรับการสำรวจและการดำเนินงานระยะยาวบนพื้นผิวดวงจันทร์ แผนดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อรองรับโครงการความร่วมมือกับจีนภายใต้ชื่อ International Lunar Research Station (ILRS) «Международная научная лунная станция» ซึ่งมีเป้าหมายจัดตั้งฐานวิจัยนานาชาติถาวรบนดวงจันทร์ที่ริเริ่มโดยจีนและรัสเซีย โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานถาวรสำหรับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การทดลองเทคโนโลยีอวกาศขั้นสูง และการดำเนินกิจกรรมของมนุษย์ระยะยาวบนพื้นผิวดวงจันทร์

โครงการ ILRS ถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือแบบเปิดสำหรับประเทศและองค์กรต่าง ๆ ที่สนใจเข้าร่วม โดยเน้นหลักการไม่ผูกขาด ไม่ขึ้นกับชาติใดชาติหนึ่ง และไม่อยู่ภายใต้กรอบโครงการของสหรัฐฯ เช่น Artemis Accords ในเชิงเทคนิค ILRS จะประกอบด้วยระบบสถานีวิจัยบนพื้นผิวดวงจันทร์ ระบบยานสำรวจอัตโนมัติ เครือข่ายสื่อสาร โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และในระยะต่อไปอาจรองรับการปฏิบัติงานของมนุษย์ โครงการนี้ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นของดวงจันทร์

(In-Situ Resource Utilization: ISRU) เช่น น้ำแข็งหรือแร่ธาตุ เพื่อสนับสนุนความยั่งยืนของฐานวิจัยในระยะยาว ในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์อวกาศ ILRS สะท้อนความพยายามของจีนและรัสเซียในการสร้าง “ขั้วความร่วมมือทางอวกาศ” ทางเลือก นอกเหนือจากระเบียบอวกาศที่นำโดยสหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตก

โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ในการกำหนดกติกา บทบาท และอิทธิพลในยุคของการแข่งขันอวกาศระลอกใหม่ ซึ่งดวงจันทร์กำลังถูกมองว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของมนุษยชาติในศตวรรษที่ 21

โดยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะทำหน้าที่จ่ายพลังงานอย่างต่อเนื่องให้แก่ระบบสื่อสาร ยานสำรวจ โครงสร้างพื้นฐาน และกิจกรรมวิจัยที่ไม่สามารถพึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์ได้ตลอดเวลา เนื่องจากข้อจำกัดของสภาพแวดล้อมบนดวงจันทร์ ทั้งกลางคืนที่ยาวนานและอุณหภูมิที่ผันผวนสูง การประกาศแผนดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามของรัสเซียในการฟื้นบทบาทความเป็นมหาอำนาจด้านอวกาศ ควบคู่ไปกับการสร้างแนวร่วมทางเทคโนโลยีกับจีน เพื่อตอบรับการแข่งขันอวกาศยุคใหม่ที่กำลังทวีความเข้มข้นระหว่างมหาอำนาจโลก

จากคำแถลงของ Roscosmos โครงการดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญของการสำรวจอวกาศยุคใหม่ เนื่องจากพลังงานจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานหลักในการขับเคลื่อนยานสำรวจ ระบบกล้องโทรทรรศน์ เครื่องมือวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ระบบสื่อสาร รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดของสถานีวิจัยบนดวงจันทร์ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน ทั้งนี้ดวงจันทร์มีรอบกลางคืนที่ยาวนานเป้นระยะเวลาหลายวันของโลก ทำให้การพึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอและมีความเสี่ยงต่อความต่อเนื่องของภารกิจ การนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้จึงถูกมองว่าเป็นทางออกเชิงเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการดำเนินงานระยะยาว การตั้งฐานวิจัยถาวร และการขยายกิจกรรมมนุษย์บนพื้นผิวดวงจันทร์ในอนาคต

แม้ Roscosmos จะยังไม่ได้ระบุรายละเอียดเชิงเทคนิคอย่างชัดเจนว่าระบบพลังงานดังกล่าวเป็น “นิวเคลียร์” ในรูปแบบใด แต่การที่โครงการนี้ดำเนินการร่วมกับ Rosatom (Государственная корпорация по атомной энергии «Росатом») ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานนิวเคลียร์ของรัสเซีย และ สถาบัน Kurchatov Национальный исследовательский центр «Курчатовский Институт» อันเป็นศูนย์วิจัยพลังงานนิวเคลียร์ชั้นนำของประเทศ ย่อมสะท้อนอย่างมีนัยสำคัญว่าแหล่งพลังงานหลักของโครงการมีแนวโน้มสูงที่จะเป็นระบบนิวเคลียร์ การมีส่วนร่วมของหน่วยงานทั้งสองซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์และเทคโนโลยีพลังงานขั้นสูง บ่งชี้ว่าโครงการโรงไฟฟ้าบนดวงจันทร์ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงสัญลักษณ์

แต่เป็นแผนงานที่ตั้งอยู่บนศักยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่รัสเซียมีความเชี่ยวชาญมาอย่างยาวนาน

โดยรัสเซียได้วางตำแหน่งโครงการโรงไฟฟ้าบนดวงจันทร์นี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การฟื้นบทบาทของประเทศในเวทีอวกาศโลก ภายหลังความล้มเหลวของภารกิจ Luna-25 ในปี ค.ศ. 2023 ซึ่งยานอวกาศประสบอุบัติเหตุพุ่งชนพื้นผิวดวงจันทร์และไม่สามารถลงจอดได้ตามแผน เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของโครงการอวกาศรัสเซียในระดับนานาชาติ การประกาศแผนโครงการขนาดใหญ่และมีความทะเยอทะยานอย่างการสร้างแหล่งพลังงานถาวรบนดวงจันทร์ จึงไม่เพียงเป็นการแก้ไขความเสียหายเชิงสัญลักษณ์ แต่ยังสะท้อนความตั้งใจของรัสเซียในการยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยี สร้างความต่อเนื่องของภารกิจอวกาศระยะยาว และยืนยันบทบาทของตนในฐานะหนึ่งในมหาอำนาจด้านอวกาศ ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นกับสหรัฐฯ และจีนในยุคของ “การแข่งขันอวกาศระลอกใหม่”

การประกาศแผนดังกล่าวยังเกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันด้านอวกาศระดับโลกที่ทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย และรัสเซียต่างเร่งพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศเพื่อรองรับทั้งการสำรวจเชิงวิทยาศาสตร์และการตั้งถิ่นฐานระยะยาวนอกโลก อวกาศจึงไม่ใช่เพียงพื้นที่แห่งการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์อีกต่อไป หากแต่กลายเป็นมิติใหม่ของการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์และอำนาจระหว่างมหาอำนาจ ในบริบทนี้สหรัฐฯ ผ่านองค์การ NASA ก็ได้เดินหน้าโครงการติดตั้งเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กบนดวงจันทร์ภายในปี 2030 เพื่อเป็นแหล่งพลังงานถาวรสำหรับโครงการ Artemis ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในอวกาศกำลังกลายเป็นมาตรฐานสำคัญของการสำรวจและตั้งฐานถาวรบนดวงจันทร์ และเป็นตัวชี้วัดศักยภาพทางเทคโนโลยีของประเทศมหาอำนาจในยุคการแข่งขันอวกาศระลอกใหม่

นักวิเคราะห์ทั้งในรัสเซียและต่างประเทศเห็นพ้องกันว่า โครงการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านพลังงานหรือเทคโนโลยีอวกาศเท่านั้น หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์อวกาศโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจอย่างเต็มรูปแบบ โครงการดังกล่าวเกี่ยวข้องโดยตรงกับการแสดงศักยภาพทางเทคโนโลยี ความสามารถในการดำเนินการวิจัยระยะยาวนอกโลก และการกำหนดบทบาทเชิงอำนาจในอวกาศซึ่งถูกมองว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ใหม่ของศตวรรษที่ 21 นักวิเคราะห์บางส่วนถึงกับมองว่าโครงการนี้อาจกลายเป็น “New Sputnik moment” ซึ่งมีนัยเชิงสัญลักษณ์ว่ารัสเซียและจีนกำลังผนึกกำลังกันท้าทายความเป็นผู้นำด้านอวกาศของสหรัฐฯ และประเทศตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะการตอบโต้เชิงภูมิรัฐศาสตร์ต่อโครงการ Artemis ของสหรัฐฯ และพันธมิตร ที่มุ่งสร้างการตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์อย่างยั่งยืนภายใต้กรอบกติกาที่ตะวันตกเป็นผู้กำหนด

ในมุมมองของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและอวกาศฝั่งตะวันตก การนำพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นไปใช้บนดวงจันทร์ถูกมองว่าเป็นทางออกทางวิศวกรรมที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการปฏิบัติการระยะยาว เนื่องจากพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบสนองความต้องการพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนของดวงจันทร์ที่อาจยาวนานเป็นเวลาหลายวันของโลก โครงการพลังงานนิวเคลียร์อวกาศของ NASA เองก็สะท้อนแนวคิดนี้อย่างชัดเจน โดยตั้งเป้าติดตั้งเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์บนดวงจันทร์ภายในช่วงต้นทศวรรษ 2030 เพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ระบบที่อยู่อาศัยของนักบินอวกาศ ระบบสื่อสารระยะไกล และการพัฒนาเทคโนโลยีการใช้ทรัพยากรในสถานที่จริงซึ่งรวมถึงการขุดแร่และการผลิตพลังงานในอนาคต

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์บางรายเตือนว่า การผลักดันโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์ให้เกิดขึ้นจริงยังต้องเผชิญกับอุปสรรคทางเทคนิคและการเงินในระดับสูง ตั้งแต่การพัฒนาเตาปฏิกรณ์ที่สามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยในสภาพแวดล้อมที่ปราศจากชั้นบรรยากาศ การรับมือกับความผันผวนของอุณหภูมิที่รุนแรงระหว่างกลางวันและกลางคืนของดวงจันทร์ ไปจนถึงปัญหาการจัดการและระบายความร้อนในพื้นที่ที่ไม่มีอากาศช่วยถ่ายเทความร้อน ซึ่งแตกต่างจากเงื่อนไขบนโลกอย่างสิ้นเชิง ความท้าทายเหล่านี้ไม่เพียงเพิ่มต้นทุนทางการเงินอย่างมหาศาล แต่ยังทำให้โครงการต้องอาศัยการวิจัยและการทดสอบระยะยาวก่อนจะสามารถนำไปใช้จริงได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

จากมุมมองของรัสเซียเองการประกาศแผนใช้พลังงานนิวเคลียร์บนดวงจันทร์สะท้อนความพยายามในการยืนหยัดและฟื้นบทบาทของตนบนเวทีอวกาศโลกอีกครั้ง ภายหลังความล้มเหลวของภารกิจ Luna-25 ซึ่งตอกย้ำข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและงบประมาณเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และจีน การผลักดันโครงการพลังงานนิวเคลียร์จันทราจึงถูกมองว่าเป็นการแสดงศักยภาพในด้านที่รัสเซียมีความเชี่ยวชาญเชิงโครงสร้างมาอย่างยาวนาน ขณะเดียวกัน ความร่วมมือกับจีนภายใต้กรอบ International Lunar Research Station (ILRS) ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ของรัสเซียในฐานะผู้เล่นสำคัญที่ยังคงมีบทบาทในความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ และเปิดพื้นที่ทางการทูตอวกาศ (space diplomacy) ทางเลือกนอกเหนือจากกรอบที่ตะวันตกเป็นผู้กำหนด

สรุปคือ แม้โครงการนี้จะมีศักยภาพสูงและถูกยกย่องว่าเป็นก้าวสำคัญของการสำรวจดวงจันทร์ในระยะยาว แต่แรงกดดันทางเทคนิค การจัดสรรงบประมาณ และการแข่งขันกับโครงการอื่นของโลก ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่นักวิเคราะห์ทั้งรัสเซียและตะวันตกต่างจับตามองอย่างใกล้ชิด


ผู้เขียน : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top