Friday, 5 June 2026
SME

'ก.อุตฯ' ดันสินเชื่อใหม่!! ช่วย SME ไทยฝ่าวิกฤตพลังงาน อัดฉีด 1,500 ล้านบาท ผ่านกองทุนประชารัฐ เปิดโครงการ 'เสือติดปีก-คงกระพัน' รอบ 2 เน้นเพิ่มนวัตกรรมและสภาพคล่องธุรกิจ

“ก.อุตฯ” อัดฉีด 1,500 ล้านบาท ผ่านกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีฯ สานต่อสินเชื่อ 
"เสือติดปีก - คงกระพัน" รอบ 2 ปั้นเกราะคุ้มกัน SME ไทย ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง!

กระทรวงอุตสาหกรรม เดินหน้าช่วยผู้ประกอบการไทยสู้ศึกต้นทุนพลังงานโลก เปิดฉากลุยต่อกับมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่องผ่าน "กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ" เปิดรับสมัครโครงการสินเชื่อ “เสือติดปีก” รอบ 2 และ โครงการสินเชื่อ “คงกระพัน” รอบ 2 อัดฉีดเม็ดเงินรวม 1,500 ล้านบาท มุ่งประคองสภาพคล่องและติดอาวุธนวัตกรรมให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจภูมิภาค 

นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุนพัฒนา
เอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อภาคการผลิต การค้า และการส่งออกของไทย 
ด้วยเหตุนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม ตามนโยบาย นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลและช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ ให้ได้รับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและรักษาคุณภาพมาตรฐานไว้ได้ภายใต้สภาวะวิกฤต โดยเน้นการสร้างความยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะการดำเนินงานผ่านกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ใน 2 โครงการสำคัญ คือ โครงการ “เสือติดปีก” รอบ 2 และ โครงการ “คงกระพัน” รอบ 2

“ในการกลับมาเปิดฉากลุยต่อใน รอบที่ 2 นี้ เรามุ่งเน้นแก้ปัญหาที่ตรงจุด โดยโครงการ ‘เสือติดปีก’ รอบ 2 จะทำหน้าที่อัดฉีดทุนเพื่อการปรับตัว เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ลดต้นทุน ขณะที่โครงการ ‘คงกระพัน’ รอบ 2 จะทำหน้าที่เป็นเกราะคุ้มกันทางธุรกิจ เสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการมีกำลังเพียงพอในการรักษาประคองกิจการ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่และเติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาดโลก” นายณัฐพล กล่าว

กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มกำลังในการขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือครั้งนี้ มีวงเงินรวมกว่า 1,500 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการสินเชื่อเพื่อเพิ่มขีดความสามารถธุรกิจ (เสือติดปีก) รอบ 2 กรอบวงเงิน 1,000 ล้านบาท มุ่งเน้นการให้กู้ยืมเพื่อลงทุนในนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้วยวงเงินสูงสุดไม่เกิน 15 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3% - 5% ต่อปี และโครงการสินเชื่อเสริมสภาพคล่องธุรกิจ (คงกระพัน) รอบ 2 กรอบวงเงิน 500 ล้านบาท ที่เน้นการรักษาสภาพคล่องเป็นเกราะป้องกันธุรกิจด้วยวงเงินสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5% - 7% ต่อปี 

โครงการ “เสือติดปีก” รอบ 2 และ “คงกระพัน” รอบ 2 จะเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน – 30 มิถุนายน 2569 หรือจนกว่าวงเงินจะเต็ม ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถยื่นความประสงค์ขอรับสินเชื่อผ่านระบบออนไลน์ได้ที่ https://i-next.industry.go.th หรือ www.thaismefund.com หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ หรือสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด หรือธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ทั่วประเทศ

ธรรมศาสตร์ชี้ทาง ‘กองทุนแสนล้าน’ 5 แนวทางยกระดับ SME กองทุนแสนล้านช่วยนวัตกรรม เน้นเพิ่มผลิตภาพลดพึ่งพิง ต้องวัดผลจริงปรับตามสถานการณ์

เสนอ 5 แนวทางสร้างความคุ้มค่า หลังกระทรวงอุตฯ ผุดแนวคิด ตั้ง ‘กองทุนแสนล้าน’ ยกระดับ SME
 
นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ กระทรวงอุตฯ จ่อตั้งกองทุนแสนล้านยกระดับ SME ด้วยนวัตกรรม เป็นเรื่องดี พร้อมเสนอ 5 แนวทางดำเนินการเพื่อความคุ้มค่าเงินลงทุน เผยไทยมีหน่วยงานที่ทำงานด้าน SME และนวัตกรรมอยู่มาก ควรใช้โอกาสนี้บูรณาการทั้งระบบ แนะสถานการณ์เร่งด่วนต้องออกมาตรการช่วย SME ให้รอดจากวิกฤตตะวันออกกลางก่อน หากล้มทั้งระบบ กระทบเศรษฐกิจ-ความสามารถในการแข่งขัน
 
รศ. ดร.อัญณิฐา ดิษฐานนท์ อาจารย์ประจำหลักสูตรการบริหารนวัตกรรมและเทคโนโลยี วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การที่กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมจัดตั้งกองทุนเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมให้กับผู้ประกอบการ SME ภายใต้วงเงินแสนล้านบาทถือเป็นเรื่องที่ดี แต่กระทรวงอุตสาหกรรมต้องระวังไม่ให้กองทุนที่จะตั้งขึ้นมาใหม่นี้ กลายเป็นกล่องงบประมาณอีกใบที่แยกส่วนการทำงานออกไปจากระบบเดิมจน SME เกิดความสับสน ต้องทำเอกสารหรือกรอกข้อมูลซ้ำซ้อนหลายรอบ จนสุดท้ายแล้วเสียเวลาไปกับระบบมากกว่าการแก้ไขปัญหาธุรกิจจริงๆ

รศ. ดร.อัญณิฐา กล่าวว่า หากจะทำให้เกิดความคุ้มค่าต่อเม็ดเงินที่จะลงไปสนับสนุน SME และมีส่วนช่วยในการสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ส่วนตัวมองว่า กระทรวงอุตสาหกรรมและรัฐบาลควรดำเนินการอย่างน้อย 5 ประเด็น ให้สำเร็จ ทั้งนี้ประกอบด้วย

1. งบประมาณที่สนับสนุน SME ต้องไม่ใช่เงินอุดหนุนที่ทำให้เกิดการพึ่งพา หากแต่ต้องเป็นเงินที่ช่วยเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน เพื่อทำให้ SME สร้างผลิตภาพได้มากขึ้น เพราะปัญหาของ SME ไทยไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่ยังมีเรื่องทักษะ การเข้าถึงเทคโนโลยี มาตรฐาน กฎระเบียบ และการเข้าถึงตลาดด้วย ซึ่งจากข้อมูลสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ในปี 2567 พบว่า SME ราว 3.25 ล้านราย หรือคิดเป็น 99.5% ของกิจการ SME ทั้งหมด ครอบคลุมการจ้างงานถึง 13.4 ล้านคน หรือ 68.8% ของการจ้างงานทั้งประเทศ แต่กลับสร้าง GDP ได้เพียง 34.8% เท่านั้น

2. กองทุนต้องมีการวัดผลจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง เช่น ผลิตภาพที่เพิ่มขึ้น การผ่านมาตรฐาน การขยายตลาด ไม่ใช่วัดแค่จำนวนโครงการที่อนุมัติ 3. กองทุนต้องมีระบบติดตามและทบทวนเป็นระยะ และหากพบว่าทำแล้วไม่เกิดผลก็ต้องกล้าปรับหรือยุติ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นกองทุนถาวรโดยไม่มีการประเมิน 4. กองทุนต้องไม่ออกแบบการสนับสนุนที่เป็นรูปแบบเดียวกันทั้งระบบ เพราะมีโอกาสสูงที่จะไม่ตอบโจทย์คนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยจากผู้ประกอบการ SME ทั้งหมด มีจำนวน 84.5% เป็นกลุ่ม Micro หรือรายย่อย และแบ่งเป็นขนาดเล็ก 13% และขนาดกลางเพียง 2% ซึ่งแต่ละกลุ่มมีความพร้อมและความต้องการแตกต่างกันอย่างมาก

5. ต้องทำ one-stop service ของภาครัฐให้เกิดขึ้นจริง และเชื่อมโยงกองทุนกับกลไกนี้ พร้อมกับมีที่ปรึกษา หรือ SME Navigator ช่วยวินิจฉัยและวิเคราะห์ปัญหาที่แท้จริง จัดลำดับความสำคัญ แนะนำเส้นทางการพัฒนาให้เหมาะกับธุรกิจแต่ละราย และส่งต่อไปยังเครื่องมือที่เหมาะสม เช่น คูปองนวัตกรรม/การพัฒนา ทุนเฉพาะด้าน ฯลฯ เพื่อไม่ให้เงินกระจายแบบไร้ทิศทาง แต่ถูกใช้เพื่อยกระดับอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง รวมถึงผู้ประกอบการบางรายยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรพัฒนาตรงไหนก่อน บางรายคิดว่ามีปัญหาการตลาด แต่จริงๆ อยู่ที่ต้นทุนหรือระบบการผลิต จึงไม่ควรปล่อยให้ SME ต้องเดาปัญหาและเลือกโครงการเองทั้งหมด
นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีหน่วยงานที่ทำงานด้าน SME และนวัตกรรมอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจ (Depa) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รวมถึงกลไกของมหาวิทยาลัย และอุทยานวิทยาศาสตร์ในภูมิภาค ดังนั้นควรใช้โอกาสนี้ทำให้เกิดการบูรณาการการทำงานร่วมกัน
สำหรับการบูรณาการ ควรเกิดขึ้นใน 3 ระดับ ได้แก่ 1. ระดับนโยบาย ควรมีกลไกกลางที่ทำหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์ร่วมของประเทศในการพัฒนา SME ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ เพราะโจทย์นี้เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) หรือแม้แต่ภาคเอกชนและมหาวิทยาลัย ซึ่งถ้าไม่มีเจ้าภาพกลาง การทำงานก็จะซ้ำซ้อนเหมือนเดิม

2. ระดับปฏิบัติการ ประเทศไทยควรมี one-stop service journey ที่ SME เข้าถึงได้จากจุดเดียว กรอกข้อมูลครั้งเดียว ประเมินครั้งเดียว และระบบสามารถช่วยคัดกรองและส่งต่อไปยังบริการที่เหมาะสมได้ เช่น เครื่องมือด้านนวัตกรรมของ NIA, โครงการดิจิทัลของ depa, มาตรการภาษีหรือสินเชื่อ โดยใช้ข้อมูลร่วมกัน

3. ระดับส่งมอบบริการจริงถึงตัว SME ตรงนี้ไทยมีต้นทุนที่ดีอยู่แล้ว ทั้งหน่วยงานพัฒนา SME อย่าง สสว. อุทยานวิทยาศาสตร์ ศูนย์บ่มเพาะในมหาวิทยาลัย เครือข่ายหน่วยงานของ อว. และกลไกเชิงพื้นที่อื่นๆ ซึ่งควรถูกใช้เป็นฐานในการทำงานกับ SME แต่ละภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ใช้เฉพาะตอนมีโครงการอบรมหรือกิจกรรมระยะสั้น เพราะการพัฒนา SME ที่ได้ผลจริงต้องมีการติดตามต่อ วินิจฉัยซ้ำ และยกระดับต่อเนื่อง ไม่ใช่เข้าโครงการหนึ่งครั้งแล้วถือว่าจบ

อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งกองทุนมูลค่าแสนล้านบาทถือว่าเป็นมาตรการสนับสนุน SME ในระยะยาว ซึ่งมาตรการระยะยาวจะไม่มีความหมายเลย หากผู้ประกอบการอยู่รอดไม่ถึงวันนั้น ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาล กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งดำเนินการโดยทันทีคือ การออกมาตรการที่เร็ว-ง่าย-ตรง เพื่อช่วยลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ เสริมสภาพคล่อง เช่น การลดภาระค่าใช้จ่ายบางส่วน ชะลอภาระที่กดต้นทุน สนับสนุนเงินหมุนเวียนระยะสั้น หรือช่วยปรับธุรกิจในช่วงวิกฤต ฯลฯ เพื่อช่วยให้ SME ปรับตัวได้ทัน อยู่รอดและผ่านพ้นวิกฤตตะวันออกกลางนี้ไปให้ได้ก่อน

ทั้งนี้ หากปล่อยให้ SME จำนวนมากล้มลงในสถานการณ์นี้ จะกระทบทั้งระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพราะ SME เป็นทั้งฐานของการจ้างงาน ห่วงโซ่อุปทาน และเศรษฐกิจท้องถิ่นจำนวนมาก ดังนั้นสิ่งที่จะตามมาคือ GDP หดตัว การจ้างงานหาย รายได้ครัวเรือนลดลง ปัญหาสังคมจะตามมาอย่างรวดเร็ว โดยผลกระทบจะลามต่อไปถึงระบบการเงินและบริษัทขนาดใหญ่ด้วย เนื่องจาก SME จำนวนมากเป็นซัพพลายเออร์อยู่ในห่วงโซ่การผลิต การลงทุนใหม่จะชะลอตัวลง ส่งผลต่อไปถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง และที่น่ากังวลที่สุดคือ เมื่อผู้ประกอบการรายเล็กล้มจำนวนมาก สิ่งที่หายไปไม่ใช่แค่ธุรกิจ แต่คือความเชื่อมั่นและจิตวิญญาณของการเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฟื้นกลับมายากมาก

“การช่วยเหลือไม่ควรเป็นมาตรการเฉพาะหน้าแบบแยกส่วนแล้วจบ รัฐควรใช้จังหวะนี้สร้างระบบ one-stop service ไปพร้อมกัน เพื่อให้ SME ที่เข้ามาขอความช่วยเหลือได้รับทั้งการประคองระยะสั้นและคำแนะนำสำหรับการปรับตัวระยะกลางต่อเลย ไม่ใช่พอหมดวิกฤตก็ต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่เองอีกครั้ง” รศ. ดร.อัญณิฐา กล่าว

สสว. รีแบรนด์สู่ “THE GROWTH CONNECTOR” ปลดล็อก SME ไทยด้วย 5 กุญแจสู่การเติบโต เปิดภาพลักษณ์ใหม่ ทันสมัย เข้าถึงง่าย พร้อมน้อง Forward Boy ช่วย SME โตไว หนุน BDS–Green Business–สิทธิประโยชน์ครบมิติ

สสว. ปรับโฉมใหม่ ปลดล็อกทุกข้อจำกัด เพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการไทย

พร้อมเชื่อมโอกาสความสำเร็จให้ SME ทั่วไทยเติบโตไกลไปด้วยกัน

กรุงเทพฯ – 22 พฤษภาคม 2569: ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและมีการแข่งขันที่สูงขึ้นทุกวัน การประกอบธุรกิจให้เติบโตจึงต้องมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง และจะดีแค่ไหนหากมีใครที่มาช่วยผลักดันให้สำเร็จได้ง่ายขึ้น วันนี้ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. ในฐานะผู้สนับสนุน SME ที่ครอบคลุมทุกมิติ อันล็อกโฉมใหม่ กับบทบาท “THE GROWTH CONNECTOR” ในการทำหน้าที่ “เชื่อม” ที่ไม่ใช่เพียงเชื่อมโอกาสเท่านั้น แต่จะช่วยทำให้โอกาสนั้นเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เป็นตัวเชื่อมทุกมุมของการเติบโต SME ไทย ให้เป็นระบบนิเวศที่ครบวงจร ทั้งด้านเงินทุน องค์ความรู้ และศักยภาพการแข่งขันในตลาดปัจจุบัน เพื่อปลดล็อกทุกข้อจำกัดในการเติบโตของ SME ให้โตได้ไกลและไปได้จริง โดย สสว. ตั้งหมุดหมายในการปลดล็อกไว้ 5 กุญแจสำคัญ ได้แก่ 1) ด้านนโยบาย ผลักดันนโยบายและมาตรการที่ช่วยธุรกิจให้เข้าถึงและทำได้จริง 2) ด้านข้อมูลและสิทธิประโยชน์ สิทธิพิเศษจากพาร์ทเนอร์ เพื่อลดต้นทุน       3) ด้านความรู้และคำปรึกษา ที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง 4) ด้านโอกาสทางการตลาด เพื่อการเข้าถึงตลาด มีช่องทางการขายใหม่ๆ และสุดท้าย 5) ด้านแหล่งเงินทุน สนับสนุนเงินทุนที่เข้าถึงได้จริง ครอบคลุมทุกข้อจำกัดเพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง 

ซึ่งการรีแบรนด์ครั้งนี้เป็นการตอกย้ำจุดยืนของ สสว. ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา เป็นที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญที่ส่งต่อองค์ความรู้และมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ในทุกด้านอย่างเข้าใจ พร้อมส่งเสริมมาตรการและโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ได้มากขึ้น อาทิ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายเพื่อพัฒนาธุรกิจ ผ่านระบบ BDS (Business Development Service) โครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพธุรกิจ ตามแนวทางธุรกิจสีเขียว (Green Business) หรืออีกหลายโครงการ ที่เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญให้ผู้ประกอบการก้าวผ่านปัญหาและอุปสรรค ปลดล็อกทุกอุปสรรคของ SME ผ่านโครงการที่เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ SME ไทยเติบโตและค่อยๆ ก้าวสู่สนามการค้าโลกได้ในอนาคต

ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า “เป้าหมายหลักของ สสว. คือการขับเคลื่อนและสนับสนุน SME ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน การรีแบรนด์ครั้งนี้เป็นครั้งสำคัญที่จะปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของ สสว. ให้ชัดเจน ทันสมัย เป็นมิตรกับผู้ประกอบการทุกกลุ่ม สามารถเข้าถึงทุกคนได้มากขึ้น รวมถึงการร่วมเป็นผู้ปลดล็อก (Unlocker) ส่งต่อคุณค่าและ DNA ใหม่ขององค์กรออกไปให้ผู้ประกอบการเชื่อมั่นใน สสว. มากขึ้น รวมถึงการส่งต่อความเข้าใจและเปลี่ยนทุกภาพจำเดิม ๆ ให้เป็นภาพใหม่ และทำให้ สสว. เป็นแบรนด์ที่เข้มแข็ง เป็นศูนย์กลางการเชื่อมโอกาส และปลดล็อก SME ไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง”

เพื่อให้เกิดการรับรู้และเข้าใจถึงการปลดล็อกครั้งนี้ สสว. ได้ทำการสื่อสารผ่าน Key Visual ใหม่ นำเสนอ 5 กุญแจสำคัญที่สื่อถึงภารกิจของ สสว. ซึ่งจะช่วยปลดล็อกให้ SME ไทยโตได้ไกลไปได้จริง มาพร้อมกับ Brand Mascot น้อง “Forward Boy” ที่มีคาแรคเตอร์ Flash & Fast ปรับตัวได้รวดเร็ว ตอบโจทย์ความต้องการของ SME และสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายขององค์กร เพื่อเน้นย้ำว่า สสว. จะคอยเป็นผู้ช่วยผลักดัน SME สู่ความสำเร็จได้จริง เชื่อมโอกาสและทำให้เข้าถึงได้ สนับสนุนธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง ซึ่งสามารถติดตามการสื่อสารของ สสว. ได้ทุกช่องทาง 

ผู้ประกอบการหรือผู้ที่สนใจสามารถติดตามโครงการ ข้อมูล สิทธิประโยชน์ ที่จะมาปลดล็อกทุกความสำเร็จของ SME ไทย ได้ที่ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ติดต่อคอลเซนเตอร์โทร. 1301 หรือ 02-142-9000 เว็บไซต์ https://sme.go.th/ และติดตามความเคลื่อนไหวของ สสว. ได้ทางเฟซบุ๊ค https://www.facebook.com/officeofsmes และโซเชียลมีเดีย OSMEP ทุกแพลตฟอร์ม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top