Friday, 5 June 2026
SME

ลอกการบ้านสตาร์ตอัป ตอนที่ 5 สร้างแพลตฟอร์มโปร่งใส ลองมองและคิดแบบ “PropertyScout” ขายความโปร่งใสในตลาดที่คนไม่ไว้ใจใคร ทำให้ลูกค้าเชื่อถือ สบายใจที่ได้ใช้บริการ

ตลาดอสังหาฯ ไทย = สนามแห่งความไม่แน่ใจ
- ประกาศซ้ำ  
- ห้องที่ลงไว้ “มี/ไม่มี” ก็ไม่รู้  
- ราคาจริงไม่ตรงกับที่ลง  
- เอเจนต์แข่งกันเอง วุ่นวายไปหมด

สตาร์ตอัปอย่าง PropertyScout เลือกเล่นในตลาดที่ “คนไม่ค่อยไว้ใจใคร” แล้ววางตัวเองง่าย ๆ ว่า “เราเป็นคนจัดระบบและทำให้ข้อมูลน่าเชื่อถือที่สุดเท่าที่จะทำได้”

1. เมื่อ “ความโปร่งใส” กลายเป็นสินค้า

PropertyScout ไม่ได้ขายแค่ “แพลตฟอร์มหาห้อง” แต่ขายสิ่งที่คนอยากได้จริง ๆ คือ
- ความมั่นใจว่าห้องมีอยู่จริง  
- ข้อมูลไม่มั่ว  
- กระบวนการเช่า/ซื้อไม่งง  

เขาทำโดย
- ตรวจสอบ listing ก่อนขึ้นระบบ  
- ใช้ระบบจัดการข้อมูลห้องจำนวนมาก  
- ทำงานร่วมกับเอเจนต์หลายพันคนแบบมีข้อตกลงชัดเจน (co-broke)

SME อยู่ในธุรกิจที่ลูกค้าไม่ค่อยไว้ใจ? เช่น
- รับเหมาก่อสร้าง  
- ที่ปรึกษาการเงิน/ภาษี  
- งานซ่อมรถ ซ่อมบ้าน  
- นายหน้าในรูปแบบต่าง ๆ  

ให้ถามตรง ๆ ว่า “เราขายความโปร่งใสได้มากแค่ไหน?”

2. ใช้ระบบช่วย “คน” ไม่ใช่เอาระบบไปแทนคน

PropertyScout ไม่ได้บอกว่า “เราจะลบเอเจนต์ออกจากสมการ” แต่บอกว่า
- เราจะช่วยเอเจนต์หา deal ได้ง่ายขึ้น  
- ใช้ระบบจัดการห้อง-เอกสาร-นัดหมาย  
- ให้เอเจนต์โฟกัสกับการให้คำปรึกษาและปิดดีล

SME ลองถามตัวเอง
- ถ้าเอาระบบ/ซอฟต์แวร์เข้ามาในธุรกิจ  
  เราต้องการ “ลดคน” หรือ “เพิ่มมูลค่าของคน”?  
- จะดีกว่าไหมถ้าให้ระบบจัดการงานเอกสาร/ตรวจเช็ก/งาน routine  
  แล้วให้คนไปอยู่หน้างาน-สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าแทน?

3. ทำตัวเองให้เป็น “สนามกลางของทั้งวงการ”

ความแหลมของ PropertyScout คือ เขาไม่ทำตัวเป็น “นายหน้ารายหนึ่ง” แต่พยายามเป็น “เวทีที่นายหน้าทุกคนมาเล่นด้วย”
- เปิดระบบ co-broke  
- แบ่งค่าคอมชัดเจน  
- ทำให้เอเจนต์มีแรงจูงใจจะใช้แพลตฟอร์มแทนการทำเดี่ยว

SME ถ้าอยากเป็นมากกว่าร้าน ๆ หนึ่งในตลาด คิดให้ไกลขึ้นว่า “ในอุตสาหกรรมของเรา มีใครบ้างที่ควรมาเจอกันบนเวทีเดียว?” เช่น
- แพลตฟอร์มรวมช่าง-ซัพพลายเออร์-ลูกค้า  
- แพลตฟอร์มรวมคลินิก-แลบ-คนไข้  
- แพลตฟอร์มรวมโรงงานเล็ก-ผู้ซื้อรายใหญ่  

ยิ่งคุณเป็นเวทีกลางได้เร็วเท่าไหร่ คุณยิ่งอยู่ในตำแหน่งที่ “คนอื่นต้องมีคุณ” ไม่ใช่คุณต้องวิ่งหาคนอื่น

4. SME เรียนรู้อะไรจาก PropertyScout

(1) ความโปร่งใส = สินค้าตัวจริง  
- ในตลาดที่คนไม่ไว้ใจใคร คนที่แสดง work process / ข้อมูล / เงื่อนไขชัดที่สุด จะได้เปรียบ

(2) อย่าใช้เทคโนโลยีไปลบคนที่สำคัญกับความสัมพันธ์  
- ใช้ระบบจัดการงานหลังบ้าน  
- ปล่อยให้คนไปทำงานหน้าเดียวที่ต้องใช้หัวใจและประสบการณ์

(3) ทำเวทีให้ทุกคนเล่นด้วย แทนที่จะเล่นคนเดียว  
- ถ้าคุณออกแบบระบบแบ่งผลประโยชน์ดี ๆ คนในอาชีพเดียวกันจะกลายเป็น “พาร์ตเนอร์” ไม่ใช่ศัตรู

สรุปตอนที่ 5 เมื่อความน่าเชื่อถือคือคอร์โปรดักต์

PropertyScout ทำให้เราเห็นว่า ในหลายอุตสาหกรรม “ความน่าเชื่อถือ” ไม่ใช่ของแถม แต่มันคือ “ของที่ลูกค้าซื้อจริง ๆ”

SME ที่ยืนบนฐานนี้ได้ จะไม่ต้องแข่งที่ราคาล้วน ๆ แต่มีสิทธิ์เก็บ premium เพราะลูกค้ารู้สึกว่า “ถ้าใช้เจ้านี้…สบายใจกว่าเยอะ”

ลอกการบ้านสตาร์ตอัป ตอนที่ 6 เอางานวิจัยออกจากห้องแล็บ ลองมองและคิดแบบ “MUI Robotics” วิจัย “จมูกอิเล็กทรอนิกส์” แปลงกลิ่นให้กลายเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล

หลายมหาวิทยาลัยในไทยมีงานวิจัยระดับโลก แต่ปัญหาคือ “ติดอยู่ในห้องแล็บ” รายงานจบไปเป็นเล่ม ๆ แต่ไม่ได้กลายเป็นธุรกิจจริง

MUI Robotics คือหนึ่งในตัวอย่างที่ “ทะลุกำแพง” นี้ออกมาได้ จากงานวิจัยเรื่อง จมูกอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Nose) สู่ธุรกิจที่ช่วยโรงงานอาหาร เกษตร และการแพทย์ “ดม” คุณภาพสินค้าและสิ่งแวดล้อมด้วยเครื่อง ไม่ใช่แค่จมูกมนุษย์

1. จากคำว่า “กลิ่น” สู่ “ดาต้า” ที่เอาไปใช้ตัดสินใจได้

แก่นของ MUI Robotics คือการเปลี่ยนสิ่งที่เคยวัดด้วยความรู้สึก อย่างเช่น
- กลิ่นหืน  
- กลิ่นบูด  
- กลิ่นสารปนเปื้อน  

ให้กลายเป็น
- ค่าตัวเลข  
- กราฟ  
- โมเดล AI ที่บอกได้ว่า “ปกติ/ไม่ปกติ”

ในโลกที่มาตรฐานอาหารและความปลอดภัยเข้มขึ้นเรื่อย ๆ การมีระบบที่วัด “กลิ่น” ได้แบบซ้ำได้ จึงมีค่ามาก

2. SME ที่ไม่ใช่นักวิจัย ลอกอะไรจาก Deep Tech ได้?

หลายคนเห็น Deep Tech แล้วถอย คิดว่า “เราไม่ได้จบวิทย์-วิจัย ทำไม่ได้หรอก” แต่สิ่งที่ SME ลอกได้คือ วิธีคิด:

(1) กล้าทำของลึก-เฉพาะทาง  
   - MUI ไม่ไปทำแอปทั่ว ๆ ไป  
   - แต่เลือกโจทย์ที่โคตรยากและเฉพาะทางมาก  
   - SME ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น  
     - สมุนไพรไทย  
     - ยางพารา  
     - อาหารเฉพาะกลุ่ม  
     ถ้ากล้าลงลึกจริง ๆ ก็สร้างของที่คนอื่นเลียนแบบยากได้เหมือนกัน  

(2) จับตลาดที่เคร่งมาตรฐาน = เขายอมจ่ายสูง  
   - โรงงานอาหาร / การแพทย์ / เคมี  
     พร้อมจ่ายแพงขึ้นถ้าช่วยให้ผ่านมาตรฐานและลดความเสี่ยง  
   - SME ลองมองลูกค้าที่ “กลัวเสี่ยง” เป็นพิเศษ เช่น  
     - โรงพยาบาล  
     - โรงงานส่งออก  
     - แบรนด์ที่กลัวเสียชื่อ  
     สิ่งที่คุณเสนอให้เขาคือ “ลดโอกาสเกิดเรื่องแย่ ๆ”  

(3) จับมือมหาวิทยาลัย แทนที่จะสร้างคนวิจัยเอง  
   - MUI เริ่มจากทีมมหิดล  
   - SME ที่มีไอเดีย แต่ไม่มีทีมเทคนิค  
     สามารถติดต่อหน่วยงานวิจัย มหาวิทยาลัย หรือศูนย์นวัตกรรมมาช่วยได้

3. ทำ “ของยาก” ให้อธิบายง่าย เทคโนโลยีจมูกอิเล็กทรอนิกส์ฟังดูไกลตัวมาก แต่พอ MUI เล่าแบบนี้:

- “ช่วยดมกลิ่นหืนของน้ำมันสำหรับสายการผลิต”  
- “ช่วยคัดกรองความผิดปกติของสินค้า ก่อนส่งถึงมือผู้บริโภค”  

คนในโรงงานเข้าใจทันทีว่า นี่คือเครื่องมือ QC เวอร์ชันอัปเกรด

SME ที่ทำของเทคนิคสูงต้องจำเทคโนโลยีที่ดี ต้องเล่าให้คนธรรมดาเข้าใจได้ใน 2-3 ประโยค  

ถ้าอธิบายไม่ได้ = ยังไม่พร้อมขาย

สรุปตอนที่ 6 จากห้องแล็บสู่โรงงาน

MUI Robotics ทำให้เห็นว่า
- งานวิจัยไทยมีศักยภาพจะกลายเป็นธุรกิจจริง  
- ลูกค้าที่ต้องการมาตรฐานและลดความเสี่ยง ยอมจ่ายแพงกว่าถ้าเชื่อว่าปลอดภัยขึ้น

SME ไม่จำเป็นต้องสร้างเทคโนโลยีเองทั้งหมด แต่ถ้ามองเห็นโจทย์เฉพาะทาง และกล้าจับมือทีมวิจัย ก็มีสิทธิ์สร้าง “ของลึก” ที่ต่างจากคนอื่นแบบถาวรได้เหมือนกัน

ลอกการบ้านสตาร์ตอัป ตอนที่ 7 ดาต้าลูกค้า = ขุมทองของ SME ลองมองและคิดแบบ “AiONE” แปลงข้อมูลลูกค้าให้เป็น “สินทรัพย์ดาต้า” ถือคติ “ทุกการตัดสินใจ ต้องมีตัวเลขรองรับ”

ไทม์ไลน์ของ SME ไทยส่วนใหญ่ตอนนี้คือ
- เปิดร้าน → ลงรูป → ยิงแอด → รอลูกค้า  
- ลูกค้ามาซื้อ → จ่ายเงิน → หายไป  

สิ่งที่เรามัก “ไม่ได้ทำ” คือ
- เก็บข้อมูลลูกค้า  
- ศึกษาพฤติกรรมเขา  
- ใช้ข้อมูลนั้นออกสินค้า/โปรใหม่ให้ตรงใจขึ้น

สตาร์ตอัปอย่าง AiONE เล่นอยู่ตรงนี้เต็ม ๆ ในฐานะแพลตฟอร์มที่ใช้ AI + Data ช่วยธุรกิจเข้าใจ “ตัวตนและพฤติกรรมของลูกค้า (persona)” แล้วแปลงเป็นการตลาดที่แม่นขึ้น

1. ลูกค้าไม่ใช่ “คนกลุ่มเดียวกันทั้งหมด”

ในสายตาของบาง SME ลูกค้าคือ “ใครก็ได้ที่มีเงินและเดินเข้ามา”
แต่ในสายตาของ AiONE ลูกค้าอย่างน้อยถูกแบ่งเป็นกลุ่ม เช่น
- กลุ่มที่ซื้อบ่อย แต่ซื้อน้อย  
- กลุ่มที่ซื้อต่อบิลสูง แต่ซื้อนาน ๆ ที  
- กลุ่มที่ตอบสนองต่อโปรลดราคา  
- กลุ่มที่ชอบสินค้าพรีเมียม ไม่เน้นโปร

พอเห็น pattern แบบนี้ ธุรกิจสามารถ
- ออกโปรต่างกัน ตามกลุ่มลูกค้า  
- ส่งข้อความ/คอนเทนต์ที่ “พูดกับเขาตรง ๆ”  
- ไม่เสียเงินโฆษณาไปกับคนที่ไม่ได้สนใจจริง

2. SME เริ่มเก็บดาต้าแบบง่าย ๆ ยังไงได้บ้าง (โดยไม่ต้องมีแพลตฟอร์มแพง)

แนวคิดแบบ AiONE บอกเราว่า คุณไม่จำเป็นต้องมี AI ใหญ่ ๆ ก่อน ถึงจะ “คิดแบบดาต้า” ได้ เริ่มจากง่าย ๆ:

(1) เก็บข้อมูลลูกค้าอย่างน้อย 3 อย่าง  
   - ชื่อ/ช่องทางติดต่อ  
   - เคยซื้ออะไรบ้าง  
   - ซื้อเมื่อไหร่  

(2) ตั้งคำถามง่าย ๆ กับดาต้าที่มีแล้ว  
   - ลูกค้ากลุ่มไหนซื้อซ้ำ?  
   - เดือนนี้ขายดีเพราะลูกค้ากลุ่มใหม่ หรือหน้าเดิม?  
   - สินค้าตัวไหนมักถูกซื้อคู่กัน?  

(3) ทดลอง ‘ยิงอะไรต่างกัน’ ให้แต่ละกลุ่ม  
   - กลุ่มซื้อบ่อย: เสนอสมาชิก / สะสมแต้ม  
   - กลุ่มตั๋วสูง: เสนอสินค้าใหม่พรีเมียม / บริการพิเศษ  
   - กลุ่มหายไปนาน: ส่งข้อเสนอ “เราคิดถึงคุณนะ” พร้อมโปรเบา ๆ

3. Trust & Privacy เส้นบาง ๆ ที่ห้ามข้าม

การเล่นกับดาต้าลูกค้าไม่ได้มีแค่ด้านสวย แต่มีด้านที่น่ากังวลด้วย

สิ่งที่สตาร์ตอัพสายดาต้าทำดีคือ
- เคลียร์เรื่อง “ใช้ข้อมูลไปทำอะไรบ้าง” กับลูกค้า  
- มีนโยบายไม่ส่งต่อข้อมูลให้คนอื่นแบบมั่ว ๆ  
- ให้ลูกค้าเลือกว่าจะยอมแชร์ข้อมูลแค่ไหน

SME ที่เริ่มเก็บดาต้าลูกค้า ควรทำเหมือนกัน
- บอกให้ชัดว่าเก็บข้อมูลเพื่ออะไร  
- ไม่ขาย/ส่งข้อมูลลูกค้าให้เจ้าอื่นแบบไม่มีเหตุผล  
- ถ้าลูกค้าขอไม่ให้ใช้ในบางเรื่อง ก็ควรเคารพ

ดาต้าคือทรัพย์สิน แต่ความเชื่อใจของลูกค้าคือทรัพย์สินที่ใหญ่กว่า

4. เปลี่ยน “คิดจากความรู้สึก” เป็น “คิดจากตัวเลข”

หัวใจของ AiONE และสตาร์ตอัปสายดาต้าคือ ทุกการตัดสินใจ ต้องมีตัวเลขรองรับ

แต่ SME จำนวนมากยังติดกับดัก
- “เรารู้สึกว่าลูกค้าชอบตัวนี้นะ”  
- “เราว่ากลุ่มนี้น่าจะเยอะ”  
- “รู้สึกว่ายิงแอดแบบนี้แล้วดี”

ลองเปลี่ยนเป็น
- “สินค้าตัวนี้มีคนซื้อซ้ำ X ครั้งใน 3 เดือน”  
- “กลุ่มที่มาจากช่องทาง A มียอดซื้อต่อหัวสูงกว่าช่อง B”  
- “ยิงแอดเซ็ตนี้ ได้ยอดขายต่อบาทโฆษณาสูงกว่าเซ็ตอื่น”

สรุปตอนที่ 7 ดาต้าลูกค้าคือ “น้ำมันดิบ” ของ SME ยุคใหม่

AiONE ทำให้เห็นว่า ใครเข้าใจลูกค้าลึกกว่า คนนั้นได้เปรียบ

SME ไม่จำเป็นต้องสร้างแพลตฟอร์มดาต้าของตัวเอง แต่ควรเริ่ม

1. เก็บข้อมูลให้เป็นระบบ  
2. ถามคำถามดี ๆ กับข้อมูลที่มี  
3. ทดลองใช้ข้อมูลในการออกโปร / สื่อสาร / ออกสินค้า  
4. เคารพความเป็นส่วนตัวของลูกค้าเสมอ

ถ้าคุณเริ่มวันนี้ อีก 6-12 เดือนข้างหน้า คุณจะ “รู้จักลูกค้าของตัวเอง” มากกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน

เมื่อ AI ทำงานแทนคนได้หลายอย่าง ไม่ได้แปลว่า “คนถูกแย่งงาน” แต่ “คน” ต้องอัปสกิลให้เหนือชั้น ขยับบทบาทเป็นผู้คุมผลลัพธ์ด้วย AI

ลองคิดเล่น ๆ แบบจริงจังกันนะ…ถ้า AI มาแทนคนได้ในบางงาน…แล้ว “คน” ควรไปทำงานอะไรแทนดี?

AI ไม่ได้มา “แทนคน” แบบยกล็อตในวันเดียว แต่มันมาแทนงานบางประเภทที่ทำซ้ำ ๆ เดาง่าย วัดผลได้ และไม่ต้องใช้ความรับผิดชอบเชิงมนุษย์มากนัก

คำถามที่ SME และคนทำงานไทยควรถามให้ตรงจุดจึงไม่ใช่ “กลัวไหม” แต่คือ “ถ้า AI ทำงานเดิมแทนเราได้… เราจะย้ายไปทำงานแบบไหนที่ AI แทนได้ยาก?”

คำตอบไม่ใช่ “หนี AI” แต่คือย้ายไปอยู่ฝั่งที่ใช้ AI เป็นอาวุธ พร้อมอัปเกรดตัวเองไปสู่งานที่ต้องใช้ ความเป็นมนุษย์จริง ๆ

งานแบบไหนที่ AI แทนได้ง่าย (และกำลังถูกกินตลาดอยู่เงียบ ๆ) ลองเช็กตัวเองแบบไม่ต้องโกหก
•งานเอกสารซ้ำ ๆ / งานหลังบ้าน: สรุปรายงาน ถอดบันทึก ทำสไลด์ตามเทมเพลต กรอกข้อมูล
•งานคอนเทนต์แบบสูตรสำเร็จ: บทความ SEO ทั่วไป แคปชั่นที่ไม่ต้องมีประสบการณ์จริง
•งานบริการลูกค้าระดับ FAQ: ตอบคำถามเดิม ๆ ให้ข้อมูลพื้นฐาน แจ้งสถานะ
•งานวิเคราะห์พื้น ๆ: สรุปยอดขายรายวัน รายงานมาตรฐาน ทำกราฟแบบเดิม

สรุปง่าย ๆ: งานที่ “เหมือนเดิมทุกวัน” และ “ตรวจคำตอบได้ชัด” คือพื้นที่ที่ AI จะยึดก่อนเสมอ เพราะถูกกว่า เร็วกว่า และไม่บ่น

7 สายงาน “มนุษย์” มีแต้มต่อ AI แทนยาก และ SME ต้องการจริง

ถ้าต้องย้ายงานหรืออัปสกิล ให้ย้ายไปฝั่งนี้
(1) งานขาย-เจรจา-ปิดดีล (Relationship + Trust) AI เขียนสคริปต์ขายได้ แต่ AI ปิดดีลแทนคุณไม่ได้ เพราะดีลเกิดจากความไว้ใจ การอ่านใจคน และการรับผิดชอบต่อคำพูด
•เหมาะกับ: Sales consultative, Key account, Partnership, BD

(2) งานวางกลยุทธ์และตัดสินใจ (Strategy + Trade-off) AI ให้ทางเลือกได้เป็นร้อย แต่คนต้องเป็นคนเลือกว่าทำอะไรก่อนหลัง และรับความเสี่ยงแทนบริษัท
•เหมาะกับ: Strategy, Growth, Product strategy, Owner mindset

(3) งานที่ต้องเข้าใจ “หน้างานจริง” (Field Reality) ธุรกิจจริงไม่ได้อยู่ใน Excel แต่อยู่ในข้อจำกัด: เงินสด คน สต๊อก เวลา ลูกค้างอแง คู่แข่งถีบราคา งานที่ต้องแก้โจทย์หน้างานแบบนี้ AI ทำแทนยาก
•เหมาะกับ: Operations, Project lead, Process improvement, Branch/Store manager

(4) งานบริหารคนและสร้างทีม (Leadership + Coaching) AI ช่วยทำ KPI ได้ แต่ AI สร้างทีมที่สู้ไปด้วยกันไม่ได้ เพราะคนมีอารมณ์ มีแรงจูงใจ มีความกลัว มีความฝัน และมีปัญหา
•เหมาะกับ: Team lead, HRBP, Trainer, Coach, People manager

(5) งานสร้างแบรนด์ที่ “มีตัวตน” (Brand + Narrative) ยุคที่ AI ปั่นคอนเทนต์ได้ทั้งโลก สิ่งที่แพงขึ้นคือความจริงและตัวตนของแบรนด์ แบรนด์ที่รอดคือแบรนด์ที่ยืนได้ด้วยคุณค่า ไม่ใช่ยืนด้วยโพสต์ถี่
•เหมาะกับ: Brand lead, Creative lead, PR เชิงประเด็น, Founder content

(6) งานคุมความเสี่ยง-กฎหมาย-ความรับผิดชอบ (Accountability) เวลาเรื่องพัง คนที่รับผิดคือคน ไม่ใช่โมเดล งานเกี่ยวกับเงิน ข้อมูลส่วนบุคคล ความปลอดภัย จริยธรรม ต้องมีมนุษย์คุมเสมอ
•เหมาะกับ: Compliance, Risk, Data governance, Cyber/Privacy awareness, Internal audit

(7) งานสาย “ไฮบริด” ที่เอาความถนัดไปคร่อม AI (Hybrid Skill) คนที่โตไวสุดคือคนที่ไม่ติดกับดัก “เก่งอย่างเดียว” แต่เอาทักษะไปผูกกับ AI ให้ทำเงินได้จริง
•ตัวอย่าง: นักการตลาด + Data + AI tools; บัญชี + Automation; แอดมิน + Ops + AI workflow + คอนเทนต์ + ขาย + Live commerce

สูตรคิดแบบ TST BIZ: ย้ายจาก “ทำงาน” ไปสู่ “คุมผลลัพธ์” คนจำนวนมากพยายามแข่งกับ AI ด้วย “ความเร็ว” แต่เกมใหม่คือแข่งด้วยการตัดสินใจและผลลัพธ์ทางธุรกิจ

ลองอัปบทบาทตัวเองเป็น 3 ระดับ:
1.AI Operator ใช้ AI ทำงานให้เร็วขึ้น
2.AI Manager ออกแบบขั้นตอนงาน ตรวจคุณภาพ ลดความเสี่ยง
3.AI Owner เอางานไปผูกกับรายได้ กำไร การเติบโต

ระดับ 1 จะถูกแทนง่ายที่สุด ส่วนระดับ 2-3 คือคนที่องค์กรต้องการ เพราะรับผิดชอบผลลัพธ์ได้

ข้อเสนอถึง SME: อย่าถามว่า “จะปลดคนไหม” ให้ถามว่า “จะอัปเกรดคนยังไง”

AI ไม่ได้ทำให้คนไร้ค่า แต่ทำให้คนที่ทำงานซ้ำ ๆ แบบเดิมเสี่ยงกว่าเดิม และทำให้คนที่คุมงาน-คุมผลลัพธ์แพงกว่าเดิม

สิ่งที่ SME ควรทำทันที:
•แยกงานเป็น 3 กอง: งานซ้ำ / งานตัดสินใจ / งานสัมพันธ์ลูกค้า
•ให้ AI รับงานซ้ำ แล้ว “ย้ายคน” ไปทำงานตัดสินใจและสัมพันธ์ลูกค้า
•ตั้ง KPI ใหม่ วัดผลลัพธ์ ไม่ใช่วัดชั่วโมงทำงาน

บทสรุป: อาชีพไม่ได้หายไป… แต่มัน “ย้ายตำแหน่ง”

AI จะไม่แทนคนทั้งหมด แต่ AI จะค่อย ๆ แทนคนที่ทำงานแบบเดิมและไม่ยกระดับตัวเอง

คำถามสุดท้ายจึงเหลือแค่นี้: คุณอยากเป็นคนที่ถูกแทน หรือเป็นคนที่ใช้ AI ไปแทนคนอื่นเพื่อทำกำไร?

ในสงครามครั้งนี้ ผู้ชนะไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่คือคนที่ปรับบทบาทได้เร็วที่สุด

ธปท. ลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ แต่สนามจริงของ SME ยังโหด เพราะแบงก์มอง “ความเสี่ยงผิดนัด” ก่อน เงินเข้าไม่ชัด = ผ่านยาก

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เหลือ 1.25% แบบ “เอกฉันท์” เพื่อพยุงเศรษฐกิจที่ชะลอและรับแรงกดดันหลายด้าน ทั้งหนี้ครัวเรือนสูง ค่าเงินบาทแข็ง และความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย

แต่สำหรับเจ้าของกิจการจำนวนมาก ข่าวนี้ให้ความรู้สึกเหมือน “ดีต่อภาพรวม” มากกว่า “ดีต่อกระเป๋าตัวเอง” เพราะความจริงในตลาดสินเชื่อคือ ดอกเบี้ยลง แต่สินเชื่อ SME ยังยากเหมือนเดิม บางรายยากกว่าเดิมด้วยซ้ำ

ทำไมดอกเบี้ยลง แต่ SME ยังติดด่านกู้

(1) ธนาคารไม่ได้ดูแค่ ‘ราคาเงิน’ แต่ดู ‘โอกาสผิดนัด’ ก่อนเสมอ
ช่วงเศรษฐกิจโตช้า ธนาคารจะเข้มการคัดกรองโดยอัตโนมัติ ต่อให้ดอกเบี้ยลง แต่ถ้าเห็น cash flow แกว่ง ลูกค้าจ่ายช้า ยอดขายไม่แน่น บัญชีไม่สะท้อนจริง…คำตอบก็ยังเป็นคำเดิม: ไม่อนุมัติ หรืออนุมัติวงเงินน้อย พร้อมขอหลักประกันหนัก

(2) ยุคนี้คือ ‘ดอกเบี้ยขาลง แต่เครดิตขาล็อก’
ธปท.ลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ แต่ธนาคารพาณิชย์ต้องดูพอร์ตหนี้เสีย (NPL) และการกันสำรอง จึงเลือกปล่อยกู้กับลูกหนี้ที่ ‘พิสูจน์ได้’ มากขึ้น ผลคือคนที่เอกสารไม่พร้อมหรือรายได้ไม่ชัด ถูกดันออกนอกระบบโดยไม่รู้ตัว

(3) หลักประกันกลายเป็น ‘ภาษากลาง’ เมื่อข้อมูลธุรกิจยังไม่ชัด
SME จำนวนมากยังมีปัญหา classic: แยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีบริษัทไม่ชัด เดินบัญชีไม่สม่ำเสมอ รายได้จริงอยู่ “นอกสเตทเมนต์” พอธนาคารประเมินยาก ก็หันไปพึ่งสิ่งที่จับต้องได้อย่างหลักประกันเพื่อปิดความเสี่ยง

SME ต้องทำอะไรเพื่อเพิ่มโอกาสกู้ผ่าน (ทำได้ทันที)

• ทำรายได้ให้ ‘พิสูจน์ได้’ : เดินบัญชีให้สม่ำเสมอ ใช้ช่องทางรับเงินที่ตรวจสอบได้ (POS/โอน/ออกเอกสารภาษี) และแยกบัญชีให้ชัด

• ทำแผนเงินสดให้เป็นภาษาแบงก์: สรุปกระแสเงินสด 6-12 เดือนหน้า + เหตุผลรองรับ (ออเดอร์/สัญญา/ประวัติรับชำระ)

• เลือกสินเชื่อให้ตรงโจทย์: ถ้ารายได้หมุนเร็ว ให้ดูสินเชื่อที่ผูกกับลูกหนี้การค้า/ใบแจ้งหนี้/PO แทนการขอวงเงินก้อนใหญ่แบบไม่มีที่มา

• ต่อรองอย่างมีข้อมูล: ถ้าโดนขอค้ำหนัก ให้ขอคำอธิบาย ‘เหตุผลความจำเป็น’ และเสนอปรับโครงสร้างวงเงิน/สัดส่วนค้ำให้สัมพันธ์กับความเสี่ยงจริง

ดอกเบี้ย 1.25% อาจช่วยภาพรวมเศรษฐกิจ แต่สนามจริงของ SME คือ “ความน่าเชื่อถือของกระแสเงินสด” ใครทำให้ธนาคารเชื่อได้ว่าเงินจะกลับมาแน่ คนนั้นถึงจะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลงจริง ๆ

แหล่งข้อมูล/อ้างอิง
-Reuters: Thai central bank cuts policy rate by 25 bps to 1.25% (17 Dec 2025)
-Bangkok Post: Bank of Thailand cuts rates to support weak economy (17 Dec 2025)
 

ส่องแพ็กเกจ Quick Big Win รัฐอัด 2.67 แสนล้าน เติมสภาพคล่อง SME แต่ติด 3 ด่าน “เอกสาร-เครดิต-ความเร็ว” คู่มือเตรียมตัวยังไงให้เงินถึงมือจริง

รัฐบาลอนุมัติแพ็กเกจ “Quick Big Win” วงเงินรวม 2.67 แสนล้านบาท เพื่ออัดสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ SME ที่กำลังตึงมือ แบ่งเป็นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan) 2.17 แสนล้านบาท และวงเงินค้ำประกันสินเชื่อ 5 หมื่นล้านบาท

ตัวเลขใหญ่ ฟังแล้วเหมือนทางรอด แต่คำถามที่เจ้าของกิจการอยากรู้คือ ‘เงินจะไหลถึงมือจริงกี่ราย’ หรือจะเป็นมาตรการใหญ่ที่สะดุดอยู่ที่ด่านเดิม: เอกสาร-เครดิต-ความเร็ว

3 ด่านที่ทำให้เงินรัฐไปไม่ถึง SME (ในชีวิตจริง)

1) ด่านเอกสาร: SME ตัวเล็กมักไม่พร้อม
หลายกิจการเดินบัญชีไม่สม่ำเสมอ รายได้จริงไม่ชัด งบการเงินไม่แข็ง หรือภาษียังไม่เรียบร้อย พอเข้าระบบคัดกรองก็ถูกปัดตกทันที ไม่ใช่เพราะธุรกิจไม่ดี แต่เพราะพิสูจน์ไม่ได้ในภาษาธนาคาร

2) ด่านธนาคาร: Soft loan ไม่ได้แปลว่า ‘ปล่อยง่าย’
ต่อให้เป็นโครงการรัฐ ธนาคารยังต้องประเมินความสามารถชำระหนี้และความเสี่ยงผิดนัด ยิ่งเศรษฐกิจโตช้า มาตรฐานเครดิตมักยิ่งเข้ม คนที่ไม่มี “หลักฐานเงินสด” จะถูกขอหลักประกัน/ผู้ค้ำหนักขึ้น

3) ด่านความเร็ว: ใครพร้อมก่อนมักได้ก่อน
มาตรการขนาดใหญ่จำนวนมากจบที่ ‘ใครยื่นก่อน-เอกสารครบก่อน’ ทำให้ SME ที่ระบบบัญชีอ่อน ถูกทิ้งท้ายแถว ทั้งที่เป็นกลุ่มที่ต้องการสภาพคล่องมากที่สุด

แล้วแพ็กเกจนี้มีประโยชน์ตรงไหน?

จุดที่น่าจับตาคือ ‘ค้ำประกัน 5 หมื่นล้าน’ เพราะช่วยลดแรงเสียดทานการปล่อยกู้ในบางเคส โดยเฉพาะรายที่ธุรกิจยังไปได้ แต่ติดเงื่อนไขหลักประกัน

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์จะเกิดจริงหรือไม่ อยู่ที่ 2 เรื่อง: เงื่อนไขที่ไม่ปิดทางคนตัวเล็ก และระบบปฏิบัติการที่ปล่อยได้เร็ว ไม่ใช่เร็วแค่วันแถลงข่าว

คู่มือ SME ถ้าอยาก “ได้จริง” ต้องเตรียมอะไร
• สรุปงบ 12 เดือนล่าสุด + กระแสเงินสด 6-12 เดือนหน้า (แบบที่อธิบายได้)
• ระบุชัดว่าเงินกู้เอาไปทำอะไร และทำเงินกลับมายังไง (ไม่ใช่แค่ ‘หมุน’)
• เตรียมหลักฐานรายได้จริง: statement, POS, e-tax invoice, สัญญาลูกค้า, PO/ใบสั่งซื้อ
• ถ้าถูกปฏิเสธ: ขอเหตุผลเป็นลายลักษณ์ แล้วแก้จุดนั้นก่อนยื่นใหม่ อย่ายื่นซ้ำแบบเดิม

มาตรการ 2.67 แสนล้านอาจเป็น ‘อากาศหายใจ’ ให้ SME แต่จะเป็นอากาศที่เข้าปอดจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะลดด่านเดิมให้ได้แค่ไหน โดยเฉพาะด่านเอกสารและเครดิตที่ทำให้ SME ตัวเล็ก “หายใจรวยริน” อยู่แล้วในวันนี้

แหล่งข้อมูล/อ้างอิง
-Reuters: Thailand plans 267 billion baht support package for SMEs (2 Dec 2025)
-สำนักงานประชาสัมพันธ์รัฐบาล (PRD): รายละเอียดโครงการค้ำประกัน SMEs Quick Big Win (2 Dec 2568)
-Thai Government Spokesman (Facebook): สรุปแพ็กเกจ Quick Big Win 267,000 ล้านบาท

จีนไม่ได้ “ขายของออนไลน์” แต่สร้าง “เครื่องจักรการซื้อขาย” แล้ว SME ไทยต้องเตรียมตัวยังไง หากไม่อยากโดนคลื่น eCommerce ซัดหายไป

ถ้าคุณยังคิดว่า eCommerce คือ “เปิดร้านบนแพลตฟอร์ม + ยิงแอด + ส่งของ” คุณกำลังมองจีนเล็กไป เพราะจีนไปไกลกว่านั้นมาก

เขากำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานการบริโภคที่เอา คอนเทนต์-การปิดการขาย-การชำระเงิน-โลจิสติกส์-บริการหลังบ้าน-AI มาร้อยเป็นเส้นเดียว จนผู้บริโภคติดความเร็ว และผู้ขายถูกบังคับให้บริหารแบบเรียลไทม์มากขึ้น

ภาพรวมหนึ่งที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงคือ “ค้าปลีกออนไลน์” ในจีนกลายเป็นตลาดหลัก ไม่ใช่ตลาดทางเลือก และการแข่งขันจึงไม่ใช่แค่ราคา แต่คือระบบทั้งยวง ตั้งแต่คอนเทนต์จนถึงการส่งถึงมือ

5 สิ่งที่ทำให้ eCommerce จีน “ล้ำ” จนกลายเป็นมาตรฐานใหม่

1) ตลาดใหญ่จนแพลตฟอร์มลงทุนเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน”
ขนาดตลาดทำให้แพลตฟอร์มจีนกล้าลงทุนหนักในเครื่องมือสำหรับผู้ขาย ระบบโฆษณา/แนะนำสินค้า และบริการหลังบ้าน เพื่อเร่งให้ทั้งระบบวิ่งเร็วขึ้น “ใครช้าจะถูกทิ้ง”

2) Content-Commerce: คนดูเพลิน แล้วซื้อเลย
จีนทำให้ “ดูคอนเทนต์ = ช้อป” เป็นพฤติกรรมมาตรฐาน โดยเฉพาะ short video และไลฟ์ ที่ย่นวงจรการตัดสินใจให้สั้นที่สุด: ดู-เชื่อ-กดซื้อ จบในแพลตฟอร์มเดียว

3) Instant retail: จาก “ส่งพรุ่งนี้” → “ส่งภายในชั่วโมง”
การแข่งขันเรื่องความเร็วส่งกดมาตรฐานผู้บริโภคขึ้นเรื่อย ๆ จนคำว่า “ได้ไว” ไม่ใช่ข้อได้เปรียบ แต่กลายเป็นขั้นต่ำที่ลูกค้าคาดหวัง

4) Price war หนักจนรัฐต้องออกมาส่งสัญญาณเบรก
สงครามราคาทำให้ทุกคนกำไรบางลงทั้งระบบ และเสี่ยงลากคุณภาพลงตามราคา จีนเริ่มมีสัญญาณจากภาครัฐ/ผู้กำกับดูแลให้ลดการแข่งขันแบบ race-to-the-bottom เพราะท้ายที่สุดจะทำลายทั้งผู้ขายและผู้บริโภค

5) เทศกาลลดราคายังเงียบ แปลว่า “ส่วนลด” ไม่พออีกต่อไป
ต่อให้แคมเปญใหญ่แค่ไหน หากกำลังซื้อไม่ฟื้นหรือผู้บริโภคไม่มั่นใจ รายการลดราคาก็ไม่อาจการันตียอดขาย เกมต่อไปจึงเป็นเรื่อง “ทำให้ซื้อได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และเชื่อใจได้มากขึ้น” ด้วยระบบ

แล้ว SME ไทยควร “เรียนรู้ล่วงหน้า” อะไร ก่อนคลื่นจีนกลืนตลาด?

บทเรียนที่ 1: เปลี่ยนจาก “เปิดร้าน” เป็น “ทำรายการ”
แบรนด์ที่ชนะไม่ใช่แค่ขายเก่ง แต่เล่าเรื่องเก่ง ทำให้คนติดตามทุกวัน แล้วค่อยผูกตะกร้าให้จบในที่เดียว

บทเรียนที่ 2: สร้าง Content Factory (ใช้ AI ลดต้นทุน)
คุณไม่ต้องมีทีมใหญ่แบบจีน แต่ต้องมีเวิร์กโฟลว์ผลิตคอนเทนต์ที่ทำซ้ำได้และวัดผลได้: ไอเดีย → สคริปต์ → ถ่าย/ตัด → รีไซเคิล → A/B test

บทเรียนที่ 3: โลจิสติกส์ต้องเป็น “จุดขาย” ไม่ใช่หลังบ้าน
ตั้งมาตรฐานส่ง/แพ็ก/คืนของให้ชัด (SLA) และออกแบบสต๊อกให้ใกล้ลูกค้าเท่าที่ทำได้ เพราะความเร็วกำลังกลายเป็นขั้นต่ำ

บทเรียนที่ 4: อย่าตายเพราะสงครามราคา
ถ้าคุณมีคำตอบได้แค่ว่า “ถูกกว่า” คุณจะเหนื่อยตลอดชีวิต ต้องสร้างเหตุผลให้จ่ายแพงกว่า เช่น คุณภาพ บริการ รับประกัน ความเฉพาะทาง และสื่อสารให้คม

บทเรียนที่ 5: ความน่าเชื่อถือคือกำแพงกันของเลียนแบบ
รีวิวจริง ใบรับรอง QC แพ็กมาตรฐาน แชทตอบไว และนโยบายคืนของชัด คือสิ่งที่ทำให้ลูกค้าเลือกซ้ำ แม้คู่แข่งลอกสินค้าได้

บทเรียนที่ 6: วัดผลแบบแพลตฟอร์ม (ไม่ใช่วัดแค่ยอดวิว)
วัดเป็น funnel และ retention: View→Click, Click→Cart, Cart→Buy, CAC, Repeat rate, Return rate แล้วปรับแผนทุกสัปดาห์

แผน “ทำก่อน 30 วัน” (ฉบับ SME ไทย)
•วาง 3 เสาคอนเทนต์: เดโม / เปรียบเทียบ / รีวิวลูกค้า
•ไลฟ์ขายสัปดาห์ละ 2-4 ครั้ง แล้วตัดไฮไลต์เป็นคลิปสั้นทุกครั้ง
•ตั้ง SLA ส่ง-แพ็ก-คืนของ ให้ชัดเจนบนหน้าร้าน
•ทำชุดข้อความ “เหตุผลที่ต้องซื้อของเรา” 5 ข้อ (ห้ามมีแค่ “ถูก”)
•ตั้งแดชบอร์ดตัวเลข 6 ตัว และประชุมปรับแผนทุกสัปดาห์

จีนไม่ได้ล้ำเพราะเทคโนโลยีเท่เพียงอย่างเดียว แต่ล้ำเพราะเอาคอนเทนต์มาบังคับการค้า เอาความเร็วโลจิสติกส์มาบังคับประสบการณ์ และเอาข้อมูล/AI มาบังคับการตัดสินใจ SME ไทยที่รอดไม่ใช่คนที่ขายถูกที่สุด แต่คือคนที่ทำระบบให้ลูกค้าซื้อได้ง่าย เชื่อใจได้ และกลับมาซื้อซ้ำได้ก่อนคนอื่น

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: National Bureau of Statistics of China (สถิติยอดค้าปลีกออนไลน์/สัดส่วนค้าปลีกออนไลน์); U.S. International Trade Administration (ITA)-China Country Commercial Guide (อ้างอิง GlobalData); Reuters (การแข่งขัน instant retail, สัญญาณเบรกสงครามราคา, และบรรยากาศแคมเปญ Singles’ Day)

เติมทุน SME ไทย!! สสว. จับมือ 2 แบงก์รัฐ ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ย 1% กระตุ้นเศรษฐกิจ เน้น SME ท่องเที่ยว-นวัตกรรม หนุนปรับตัวดิจิทัล สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่สุดช่วยเพิ่มสภาพคล่อง

สสว. จับมือ SME D Bank - EXIM Bank อัดฉีด 1,200 ล้าน! ส่งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษ 1% ต่อปี หนุน SME ท่องเที่ยว-นวัตกรรม ปรับตัวรับยุคดิจิทัล คาดกระตุ้นเศรษฐกิจโตกว่า 5,000 ล้านบาท

รัฐบาลยกระดับการช่วยเหลือ SME เป็นวาระเร่งด่วน ผนึกกำลัง 3 หน่วยงานหลัก สสว., ธพว. และ EXIM Bank ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่สุดในระบบเพียงร้อยละ 1 ต่อปี ภายใต้กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม วงเงินรวม 1,200 ล้านบาท มุ่งเติมทุนกลุ่มท่องเที่ยวและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ประธานในพิธีและสักขีพยาน กล่าวว่า ความร่วมมือของทั้ง 3 หน่วยงานในวันนี้ คือภาพสะท้อนนโยบายเชิงรุกของรัฐบาลที่ต้องการแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SME อย่างบูรณาการ โดยการนำจุดแข็งของ สสว. ในการคัดกรองผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ มาผสานกับความเชี่ยวชาญของ 2 สถาบันการเงินของรัฐ เพื่อส่งผ่านเงินทุนต้นทุนต่ำภายใต้วงเงินรวม 1,200 ล้านบาท ไปยังพี่น้อง SME ทั่วประเทศ

“รัฐบาลมุ่งหวังให้สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษเพียงร้อยละ 1 ต่อปีนี้ เป็นเครื่องยนต์สำคัญในการเติมสภาพคล่องและสร้าง ‘แต้มต่อ’ ให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้ทันท่วงที โดยเราจะเร่งกระจายความช่วยเหลือให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่องตลอดเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งคาดการณ์ว่าโครงการนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมต่อระบบเศรษฐกิจและเม็ดเงินหมุนเวียนได้ไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท ช่วยให้ SME ไทยสามารถเติบโตและแข่งขันได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว” นายนภินทร กล่าว

นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดย สสว. ได้สนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ SME รวมทั้งสิ้น 1,200 ล้านบาท ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียงร้อยละ 1 ต่อปี ระยะเวลากู้สูงสุด 5 ปี มุ่งเสริมศักยภาพและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME ไทยในทุกมิติ โดยโครงการนี้ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการ SME ที่หลากหลาย โดยแบ่งการสนับสนุนออกเป็น 3 กลุ่มเป้าหมาย ดังนี้
• กลุ่มที่ 1 — Transformation SME : วงเงินกู้สูงสุด 10 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเงินทุนเพื่อปรับปรุงหรือพัฒนากิจการให้สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้ทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรมและแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

• กลุ่มที่ 2 — Enhancement SME : วงเงินกู้สูงสุด 10–15 ล้านบาท (ตามขนาดกิจการ) สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเงินทุนเพื่อสร้างการเติบโตและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในทุกมิติ เพื่อให้มีการเติบโตเป็นไปอย่างก้าวกระโดดและมีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว
• กลุ่มที่ 3 — ธุรกิจท่องเที่ยวและที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว : วงเงินกู้สูงสุด 2 ล้านบาท เช่น ผู้ประกอบการในธุรกิจโรงแรมและที่พัก บริษัทนำเที่ยว ร้านอาหาร สปา บริการรถและเรือ รวมถึงธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เพื่อเสริมสภาพคล่องและเพิ่มทุนหมุนเวียนในกิจการ

รักษาการ ผอ.สสว. เผยว่า การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนความมุ่งมั่นของทั้งสามหน่วยงานในการผนึกกำลังช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ไทยอย่างครบวงจร ทั้งในมิติของการเติบโตแบบก้าวกระโดด การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการปรับเปลี่ยนธุรกิจเพื่อตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจในปัจจุบัน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการนี้จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งและยั่งยืน ทั้งนี้ สสว. จะทำหน้าที่กลั่นกรองและคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ก่อนส่งต่อให้สถาบันการเงินพันธมิตรพิจารณาอนุมัติสินเชื่อต่อไป
โดย SME D Bank จะรับผิดชอบดูแลการให้สินเชื่อแก่กลุ่มผู้ประกอบการ Enhancement SME และกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว ในวงเงินรวม 800 ล้านบาท และ EXIM Bank จะรับผิดชอบดูแลการให้สินเชื่อแก่กลุ่มผู้ประกอบการ Transformation SME ในวงเงินรวม 400 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการ SME เข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านเครือข่ายสาขาและความเชี่ยวชาญด้านสินเชื่อของทั้งสองสถาบัน

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวว่า SME D Bank มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการสำคัญนี้ เราพร้อมนำเครือข่ายสาขาทั่วประเทศและความเชี่ยวชาญด้านสินเชื่อ SME มาสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการ ให้สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน โดยมุ่งให้กระบวนการพิจารณาสินเชื่อรวดเร็ว โปร่งใส และตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการอย่างแท้จริง
นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือ EXIM Bank กล่าวว่า EXIM Bank มีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการสนับสนุน SME กลุ่ม Transformation ที่มีศักยภาพในการปรับตัวและก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ เราเชื่อว่าการเข้าถึงแหล่งทุนด้วยต้นทุนที่ต่ำจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ SME ไทยสามารถนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาสร้างมูลค่าเพิ่ม และแข่งขันได้อย่างมั่นใจในเวทีระดับสากล

ผู้ประกอบการ SME ที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถสมัครและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สสว. โทร. 1301 หรือเว็บไซต์ www.sme.go.th ทั้งนี้ สสว. จะทำหน้าที่กลั่นกรองและคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติเหมาะสมก่อนส่งต่อให้ SME D Bank และ EXIM Bank พิจารณาอนุมัติสินเชื่อ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับการสนับสนุนอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

คุณอันธิกา วรรณศิลป์
ส่วนประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร ฝ่ายสื่อสารองค์กร สสว.
โทร. 02 142 9035, 081 266 9226 E-mail: [email protected]

‘วราวุธ’ ลุยงานกระทรวง เข้ากระทรวงวันแรก มุ่ง ONE MIND พบปะข้าราชการ ร่วมฝ่าวิกฤติพลังงาน สนับสนุน SME ใช้พลังงานสะอาด เตรียมแถลงนโยบายใน 20 เม.ย.

‘วราวุธ’ เข้า ก.อุตฯ วันแรก ชู ONE MIND พบปะข้าราชการ ผนึกกำลังอุตสาหกรรมไทย ฝ่าวิกฤติพลังงาน

 วันที่ 7 เมษายน 2569 - นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เดินทางเข้ากระทรวงอุตสาหกรรมวันแรก โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรม ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ณ อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า วันนี้ถือโอกาสเข้ามาทักทายข้าราชการกระทรวงฯ และพูดคุยนโยบายเบื้องต้นก่อนการแถลงนโยบายอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ซึ่งตนรู้สึกดีใจที่ได้เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นกระทรวงที่ท่านบรรหารเคยดำรงตำแหน่ง ถือว่าเป็นโอกาสได้มาสานงานต่อ โดยในเบื้องต้นได้ให้นโยบายไปว่าการทำงานในช่วงวิกฤตินี้ต้องทำให้เร็ว

ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญกับกระทรวงอุตสาหกรรมว่า กระทรวงนี้จะเป็นอีกหนึ่งกระทรวงที่ทำให้คนไทยรอดวิกฤติ ซึ่งเราต้องให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการทั้งรายเล็กและรายใหญ่ รวมไปถึงเวทีในต่างประเทศ ตลอดจนการช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปราะบางด้านพลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์ โดยพร้อมนำความรู้ทั้งหมดตั้งแต่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มาประยุกต์ใช้ที่นี่ ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และอุตสาหกรรมสีเขียว

 นายวราวุธ กล่าวต่อไปว่า แผนงานที่เตรียมไว้จะขอแถลงในวันที่ 20 เมษายนนี้  เบื้องต้นเราจะสนับสนุนโรงงานทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอีให้หันมาใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิต รวมทั้งมีการติดตั้งโซลาร์เพื่อลดใช้ไฟฟ้า ลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ โดยจะมีการออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านเครื่องมือ ทั้งสินเชื่อจากกองทุน

เอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ สินเชื่อดีพร้อมของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ซึ่งจะต้องมีการหารือกับกระทรวงการคลังอีกครั้ง เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการ

 “อุตสาหกรรมยุคนี้จะเดินด้วย ONE MIND คืออุตสาหกรรมเป็นหนึ่งเดียว และได้บอกข้าราชการกระทรวงอุตสาหกรรมไปว่า เตรียมเปลี่ยนรองเท้าหนังเป็นรองเท้าผ้าใบ วิ่งลุยงานไปด้วยกัน และพร้อมรับฟังคำแนะนำ เพื่อให้การทำงานสำเร็จลุล่วง” นายวราวุธ กล่าว

เติมทุนสู้วิกฤต!! SME D Bank ขยายกู้ Green Productivity รัฐเร่งอัดฉีดสินเชื่อสีเขียว ดอกเบี้ยแค่ 3% วงเงินสูงสุด 30 ล้านถึงสิ้นปี 69 หนุนเปลี่ยนรถ EV ติดโซลาร์เซลล์ ลดต้นทุนพลังงาน

"วราวุธ" เผยข่าวดี SME D Bank ขยายสินเชื่อ SME Green Productivity อัดฉีดหมื่นล้านบาท  หนุนเอสเอ็มอีเปลี่ยนรถ EV-พลังงานสะอาด ติดโซลาร์เซลล์สู้ศึกน้ำมันแพง ดอกเบี้ยแค่ 3% เปิดรับคำขอถึง 30 ธ.ค.นี้

วันที่ 28 เม.ย. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับมาตรการช่วยบรรเทาผล

กระทบผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SME)  ที่ต้องเผชิญต้นทุนค่าน้ำมันในการขนส่งสินค้า 

ว่า ขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรม โดยธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME D Bank ได้ขยายสินเชื่อครอบคลุมกลุ่ม SME ในการขอสินเชื่อดอกเบี้ยอัตราพิเศษภายใต้โครงการ"SME Green Productivity" ซึ่งเป็นโครงการสินเชื่อนโยบายรัฐ ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก สามารถผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 10 ปี  วงเงินกู้สูงสุดรายละ 30 ล้านบาท โดยมีวงเงิน 10,000 ล้านบาท

นายวราวุธ กล่าวว่า โครงการนี้ไม่ใช่แค่การช่วยเรื่องเงินทุน แต่เป็นการยกระดับเอสเอ็มอีไทยสู่ "อุตสาหกรรมสีเขียว" เพื่อให้แข่งขันได้ในเวทีโลกตามกฎกติกาการค้าใหม่ที่เน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยผู้ประกอบการสามารรถนำเงินสินเชื่อไปใช้ในการเปลี่ยนยานพาหนะมาใช้พลังงานสะอาด นอกเหนือการใช้ระบบไฟฟ้า (EV) รวมทั้งนำไปติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ และปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อใช้พลังงานสะอาด โดยสามารถยื่นคำขอได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 

ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถยื่นคำขอได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 (หรือจนกว่าวงเงินจะเต็ม) ผ่านช่องทาง สาขา SME D Bank ทั่วประเทศ  ,LINE Official: @SMEDevelopmentBank เว็บไซต์: www.smebank.co.th/loan/greenproductivity/  และ Call Center 1357


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top