Tuesday, 9 June 2026
PoliticsQUIZ

“นายกฯ”สั่ง เตรียมเปิดด่านชายแดนใต้ รับ นทท.คาดดีเดย์เดือนมี.ค.นี้ 

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ผอ.ศบค. สั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการศบค.และศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านท่องเที่ยวและกีฬา(ศปก.กก.) 

เร่งพิจารณาแนวทางดำเนินการเปิดด่านชายแดนทางบก รับนักท่องเที่ยว พื้นที่จังหวัดสงขลา ยะลา นราธิวาส และ สตูล คาดว่าน่าจะเปิดได้ประมาณเดือนมี.ค.นี้ ขณะที่ประเทศมาเลเซีย มีความพร้อมดำเนินการเช่นกัน และให้กระทรวงการต่างประเทศ สนับสนุนการประสานงาน ในเรื่องดังกล่าว เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบอย่างเป็นทางการ

น.ส.รัชดา กล่าวว่า เดิมคาดว่าจะการพิจารณาเปิดด่านชายแดนจังหวัดชายแดนใต้ ช่วงเดือนม.ค. แต่สถานการณ์แพร่ระบาดโควิด19 สายพันธุ์โอมิครอน จึงเลื่อนออกไป แต่ขณะนี้ ทุกอย่างอยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวล รัฐบาลจึงเร่งดำเนินการ

เตรียมความพร้อมเปิดด่านรับนักท่องเที่ยว เพื่อจะกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว ที่จะส่งผลต่อการฟื้นฟูธุรกิจอื่น ขณะที่หน่วยงานเกี่ยวข้อง ต้องดำเนินการในเรื่องระบบการตรวจลงตรา ตรวจหาเชื้อโควิด-19 โรงแรมให้มีมาตรฐาน SHA++ และความพร้อมของมาตรการ Covid Free Setting ของสถานประกอบการ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางของนักท่องเที่ยว ทั้งระบบขนส่ง สถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น

“นิพนธ์” เชื่อ เสถียรภาพรัฐบาลยังอยู่ได้ ชี้ จะผ่านศึกซักฟอก ทุกพรรคต้องผิดชอบร่วมกัน

นายนิพนธ์ บุญญามณี รมว.มหาดไทย ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีความคืบหน้า การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ชี้แจงไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยกำหนดการจะเป็นไปตามเดิม

ผู้สื่อข่าวถามว่า เสถียรภาพของรัฐบาล น่าเป็นห่วงหรือไม่ เนื่องจากมีเหตุสภาฯล่มบ่อยครั้ง นายนิพนธ์ กล่าวว่า เรื่องประชุมสภาฯเป็นหน้าที่ส.ส.ต้องช่วยกันรับผิดชอบในเรื่อง ต้องช่วยกันดูแลเรื่ององค์ประชุม

วาเลนไทน์ “บิ๊กตู่” บอกรักคนไทยห่วงใยประชาชนทุกกลุ่ม ขอให้วันนี้เป็นวันแห่งความรัก สามัคคีของไทยทุกคน

ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถือโอกาสวันวาเลนไทน์ เนื่องในวันแห่งความรัก นี้ บอกรักคนไทยห่วงใยประชาชนทุกกลุ่ม ขอให้วันนี้เป็นวันแห่งความรัก สามัคคีของไทยทุกคน ขอให้คนไทยมีความสุข มีความรัก สุข สดชื่นในจิตใจ เพื่อเป็นพลังเกื้อหนุนในการดำเนินชีวิต

“นายกฯ” สั่งเร่งวางโรดแมปสานต่อความร่วมมือไทย-ซาอุดีอาระเบีย บุกตลาดสินค้าไทย พร้อมเสริมกำลังแรงงานไทย เชื่อมั่นต่อยอดความร่วมมือได้อีกทุกด้านที่มีศักยภาพ

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งวางโรดแมปเพื่อสานต่อความร่วมมือไทย-ซาอุดีอาระเบีย ภายหลังการเยือนซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2565 โดยเฉพาะด้านการค้าการลงทุน และด้านแรงงาน ซึ่งเป็นด้านที่ทั้งสองประเทศมีศักยภาพในการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกัน โดยได้พิจารณาจัดตั้งกลไกความร่วมมือทวิภาคีเพื่อผลักดันกรอบนโยบายและแผนความร่วมมือต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรม 

“โดยการฟื้นความสัมพันธ์ครั้งประวัติศาสตร์นี้ ได้ขยายความร่วมมือผ่านการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในด้านต่าง ๆ โดยด้านการค้าการลงทุน จะเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่สินค้าและธุรกิจของไทย ซึ่งล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยตั้งเป้ามูลค่าการส่งออกของไทยไปยังซาอุดีอาระเบียในปี 2565 จะมีการขยายตัวกว่า 6.2% สอดคล้องกับข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่คาดการณ์ว่า ในปี 2565 ไทยจะมีโอกาสเติบโตได้ถึงร้อยละ 15 และจะมีมูลค่าการส่งออกกว่า 1,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการส่งออกสินค้าไปยังซาอุดีอาระเบีย ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการค้าการลงทุน การทำธุรกิจและการท่องเที่ยวร่วมกัน เพื่อต่อยอดไปยังสินค้าไทยให้เป็นที่รู้จักและทำการตลาดได้มากขึ้น เนื่องจากสินค้าไทยมีคุณภาพที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของซาอุดีอาระเบียได้โดดเด่นที่สุดในอาเซียน

โดยมีสินค้าเป้าหมาย 3 ประเภทหลัก ได้แก่ 1. สินค้าเกษตร โดยเฉพาะอาหารฮาลาล เช่น ข้าว อาหารทะเลแปรรูป ไก่สด ผลไม้ กาแฟ ขนมจากน้ำตาล เครื่องปรุงรส อาหารปรุงแต่งจากธัญพืช 2. สินค้าอุตสาหกรรม ประเภทยานยนต์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์ไม้ เครื่องใช้ไฟฟ้า 3. ภาคบริการ ผ่านโรงพยาบาลและบริการทางการแพทย์ ตลอดจนโรงแรมหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ซึ่งไทยล้วนมีศักยภาพในการผลิตและพร้อมส่งออก รวมถึงผ่านซาอุดีอาระเบียไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง “โฆษกรัฐบาลกล่าว

นานธนกร กล่าวว่า ด้านความคืบหน้าแรงงานไทย ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาข้อตกลงความร่วมมือในการจัดส่งแรงงานไทยเข้าทำงานในซาอุดีอาระเบีย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประสานงานกับสำนักงานแรงงานของประเทศซาอุดีอาระเบีย ในการหารายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งงาน ประเภทงาน ระดับทักษะฝีมือ และคุณสมบัติเบื้องต้นของแรงงานที่นายจ้างซาอุดีอาระเบียมีความต้องการ รวมทั้งได้เตรียมความพร้อมในการพัฒนาศักยภาพและปรับเพิ่มทักษะฝีมือแก่แรงงานไทย (upskill & reskill) เพื่อให้สอดรับกับความต้องการแรงงานของซาอุดีอาระเบีย

‘ทิพานัน’ ซัด ‘เพื่อไทย’ จงใจบิดเบือน ปัดรัฐบาลถังแตก ยันติดโควิดยังรักษาฟรี

“ทิพานัน” ซัดเพื่อไทยฆ่าคนทั้งแผ่นดิน จงใจสื่อสารบิดเบือนรัฐบาลปลดโควิดจากการรักษาฟรี ชี้เข้าข่ายผิดพรบ.คอมพ์ฯ - ผิดมนุษยธรรม ยันหากปรับออกจากภาวะฉุกเฉิน (UCEP) เพราะสถานการณ์คลี่คลาย ย้ำผู้ป่วยโควิดยังรับการรักษาฟรีทุกคน ตามสิทธิเดิมที่มีได้

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อดีตผู้สมัครส.ส.กทม. เขตจอมทอง-ธนบุรี อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยมีการเผยแพร่รูปภาพตัดตอนบิดเบือนข้อความให้ประชาชนหลงเข้าใจผิดว่าจะมีปลดโควิดจากการรักษาฟรีว่า เป็นการสื่อสารที่ตรงกันข้ามกับความเป็นจริง ที่นอกจากจะแสดงถึงมาตรฐานการสื่อสารของพรรคเพื่อไทยที่ตกต่ำลงแล้ว ยังส่งผลเสียหายอย่างประเมินไม่ได้ต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชนที่หลงเชื่อข้อความดังกล่าว แล้วไม่ยอมเข้ารับการรักษาเพราะคิดว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง สะท้อนว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้ทำเพื่อประชาชนตามที่มักชอบกล่าวอ้าง 

“พรรคเพื่อไทยต้องระวังการตัดตอนข้อความไปสื่อสารเป็นภาพ แม้จะมีข้อความด้านใน แต่สะท้อนความจงใจบิดเบือนและสร้างความเข้าใจผิด เพียงแค่หวังจะโจมตีทางการเมืองอย่างนั้นหรือ อาจทำให้ประชาชนรู้สึกสิ้นหวัง หมดสิ้นหนทาง ไม่กล้าไปรักษา จนอาจเป็นการฆ่าคนทั้งแผ่นดินให้ตายทั้งเป็น เป็นการผิดหลักมนุษยธรรมที่ควรพึ่งมีต่อชีวิตมนุษย์ทั้งสิ้น" น.ส.ทิพานัน กล่าว

น.ส.ทิพานัน กล่าวต่อว่า ที่สำคัญกรณีนี้อาจเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดมาตรา 14 (1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” 

น.ส.ทิพานัน กล่าวต่อว่า ข้อเท็จจริงคือ แม้ในอนาคตอาจมีการปรับแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ออกจากภาวะฉุกเฉินวิกฤติรักษาทุกที่ (UCEP) มาเป็นการรักษาตามสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพ ผู้ป่วยโควิดก็ยังสามารถเข้ารับการรักษาฟรีทุกคน สามารถเข้ารักษาตามระบบตามสิทธิสุขภาพของแต่ละคน ได้แก่ สิทธิสวัสดิการข้าราชการ ประกันสังคม บัตรทอง ฯลฯ และหากป่วยเป็นโควิดแล้วมีอาการฉุกเฉินด้วย เช่น มีไข้สูง หายใจไม่สะดวก หอบเหนื่อย ความดันต่ำ ไม่ค่อยรู้สึกตัว รู้สึกจะเป็นลม ก็สามารถเข้าโรงพยาบาลเอกชนที่อยู่นอกระบบได้ด้วยอาการฉุกเฉินวิกฤตินั้น ทางกองทุนสุขภาพของผู้ป่วยรายนั้นๆ จะตามไปดูแลให้

“เทพไท” หนุนเลื่อนปลดโควิด ออกจากโรคฉุกเฉิน ชี้สวนทาางสภาพความเป็นจริง ส่งผลกระทบต่อปชช.ที่มีปัญหาด้านเศรษฐกิจ

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีตส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟสบุ๊กว่า เห็นด้วยกับแนวความคิดของนายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่จะเสนอให้รัฐบาลเลื่อนการยกเลิกโรคโควิด-19 ออกจากกลุ่มโรคฉุกเฉิน ตามที่รัฐบาลได้กำหนดไว้ในวันที่ 1 มีนาคม เป็นวันที่ 1 เมษายน  ทั้งนี้ส่วนตัวเห็นว่า รัฐบาลไม่ควรกำหนดห้วงเวลา การรักษาโรคโควิด-19 ออกจากโรคฉุกเฉิน อยากให้รัฐบาลได้รักษาพยาบาล ดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 ออกไปอย่างไม่มีกำหนด จนกว่าสถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 จะลดลงเหลือยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั้งประเทศ วันละไม่เกิน 3,000 คน

และหากพิจารณายอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 4กุมภาพันธ์ จนถึงวันนี้ มียอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้นจำนวนหลักหมื่นทุกวัน และนับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงวันนี้ยังมียอดผู้ติดเชื้อสูงถึง 14,900 คน การจะยกเลิกการรักษาโรคโควิด-19 ออกจากโรคฉุกเฉินนั้น เป็นแนวความคิดที่สวนทาง กับสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

“ผมอยากให้รัฐบาลได้ชะลอ และรอดูสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ออกไปก่อน จนกว่ามีความมั่นใจแล้วว่า สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้จริงๆ ถึงจะยกเลิกการรักษาโรคโควิด-19 ออกจากกลุ่มโรคฉุกเฉิน หากรัฐบาลยังตัดสินใจยกเลิกอย่างเร่งด่วนแบบนี้ ก็จะเกิดผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน ที่มีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ไม่สามารถเข้ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน หรือโรงพยาบาลที่มีคุณภาพได้

'โฆษกรัฐบาล' เผย 'นายกฯ' ขอพรรคร่วมรัฐบาล ช่วยกันทำงานเต็มที่ เพื่อประเทศชาติและประชาชน ไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องการเมือง วอน อย่าหยิบยกมาเป็นประเด็น

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขอความร่วมมือให้พรรคร่วมรัฐบาลช่วยกันทำงานเต็มที่เพื่อประเทศชาติและประชาชน ว่า นายกรัฐมนตรีขอความร่วมมือจากทุกพรรคร่วมรัฐบาลให้ช่วยกันทำงานในทุกเรื่อง ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและการแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชน โดยไม่ได้เฉพาะแค่ว่าเรื่องการเมืองเท่านั้น  และไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าขอความร่วมมือจากพรรคภูมิใจไทยเพียงพรรคเดียว แต่ขอความร่วมมือจากทุกพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมาพรรคร่วมรัฐบาลเองก็ช่วยกันทำงานเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ดังนั้น ไม่อยากให้มีการหยิบยกประเด็นนี้ไปขยายผลว่า นายกฯ ขอความร่วมมือจากพรรคร่วมรัฐบาลเฉพาะเรื่องการเมืองเท่านั้น

เลขาฯ อนุทิน สวนเดือด ‘ธีรรัตน์’ จอมบิดเบือน ตั้งตนเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ แต่ยังทำตัวน้ำเน่า

เลขาฯ อนุทิน สวนเดือด ‘ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์’ จอมบิดเบือน ปมกราฟิกยกเลิกสิทธิ์รักษาฟรี ผู้ป่วยโควิด-19 ซัด ตั้งตัวเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ แต่ยังทำงานแบบน้ำเน่า 

เมื่อวันที่ 14 ก.พ. นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าว ถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพบนเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทย ระบุว่าอย่าด่วนปลดโควิด-19 จากสิทธิ์รักษาฟรี คนไทยยังลำบาก ผู้ติดเชื้อรายวันยังสูง โดยปรากฏหน้าของ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ส.ส.กทม. และโฆษกพรรคเพื่อไทยอยู่ในภาพว่า การทำกราฟิกออกมาเช่นนี้คือการบิดเบือนข่าวสารอย่างน่ารังเกียจที่สุด ในความเป็นจริง สิ่งที่ภาครัฐจะปฏิบัติ คือการเอาโควิด-19 ออกจากบริการ UCEP (ยูเซ็ป) หรือการให้บริการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิทุกที่ แล้วให้ประชาชนไปใช้สิทธิ์การรักษาที่มีแทน ทั้งบัตรทอง ประกันสังคม สิทธิ์ข้าราชการ ซึ่งแปลว่ารัฐยังดูแลท่านอยู่ แต่ข้อความที่ น.ส.ธีรรัตน์นำเสนอออกมานั้น ทำให้คิดไปได้ว่ารัฐเทประชาชนแล้ว รัฐทิ้งประชาชนแล้ว จะรักษาโควิด-19 ต้องจ่ายเพิ่ม ไม่ฟรี ทั้งที่ความจริง นี่คือการปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ระบาด ไปจนถึงการรักษาสถานภาพทางการเงิน และที่สำคัญประชาชนไม่ต้องไปจ่ายอะไรเพิ่มเลย

“สงคราม” แนะ “บิ๊กตู่” ทบทวนสิทธิ์รักษาโควิดฟรี ชี้ ข้ออ้างหมดเงินฟังไม่ขึ้นอัดรัฐบาลอย่าผลักภาระให้ประชาชน 

นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ประธานยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อชาติ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากกรณีที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา-2019 (ศบค.) มีแนวคิดในการยกเลิกการรักษาฟรีให้ประชาชน ที่ติดเชื้อโควิด อ้างว่า ใช้งบประมาณสูงมากมาก ที่ผ่านมา รัฐบาลทุ่มเงินให้ฟรีหมดไม่มีประเทศไหนทำ ในสถานการที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 จะแตะ วันล่ะ 14,000-15,000 คน แบบนี้ รัฐบาลไม่สามารถรับภาระได้ 

อยากเตือนไปยังพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีว่า ที่อ้างว่างบประมาณไม่พอนั้น อยากทราบว่าเงินกู้ 1.5 ล้านล้านบาท ที่มาขออำนาจสภาไปกู้มานำไปใช้อะไรหมด เงินส่วนนี้ควรนำไปใช้เพื่อบริการประชาชน เพราะเป็นเงินของประชาชน หรือนำเงินกู้ไปซื้ออาวุธให้กองทัพ รวมทั้งหากไม่รักษาให้ประชาชน ฟรีก็เป็นการทำผิดรัฐธรรมนูญ ตามาตรา 47 ที่บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐ บุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายบัญญัติ และบุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ดังนั้นรัฐจะมาโยนภาระให้กับประชาชนไม่ได้ 

นายสงคราม กล่าวด้วยว่า จากเดิมเมื่อประชาชนหากติดเชื้อโควิดแล้วสามารถรักษาได้ทุกที่ไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งโรงพยาบาลของรัฐและโรงพยาบาลเอกชน หากยกเลิกสิทธิรักษาโควิดฟรีทุกที่เท่ากับว่ารัฐบาลกำลังผลักภาระให้ประชาชน ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังกลับมาพบผู้ติดเชื้อยอดทะลุ 10,000 รายต่อวันอีกครั้ง

“อนุทิน”แจง ปมยกเลิก โควิด-19 ออกจากยูเซ็ป ยัน รัฐยังดูแลอยู่ตามสิทธิ 

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการบูรณาการนโยบายพัฒนาภาค(ก.บ.ภ.) และคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ(ก.น.จ.) ครั้งที่ 1/2565 ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธาน ว่า นายกฯย้ำให้ติดตามงาน เพื่อรองรับสถานการณ์โควิด-19 จึงให้ความมั่นใจ ว่ากระทรวงสาธารณสุข เตรียมความพร้อมแม้จะมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น

เช่น กรณีนำโรคโควิด 19 ออกจากบริการ UCEP (ยูเซ็ป)หรือการให้บริการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่ไม่ได้หมายความว่ายกเลิก แต่จะทำให้โควิด-19 เป็นโรคปกติ ไม่ใช่โรคฉุกเฉิน หากใครติดโควิด-19 แล้วมีอาการหนักสามารถเข้ารักษาฉุกเฉินได้ในสถานพยาบาลทุกที่ สปสช.ดูแลครบ และสิทธิบัตรทอง ใช้ได้ทุกที่อยู่แล้ว แต่การไปแปลความว่าจะยกเลิก ไม่จ่าย ไม่ดูแล ยืนยันว่าไม่ใช่ ถึงอย่างไรรัฐก็จ่ายตามสิทธิ์ที่ทุกคนมีอยู่ หากใครฉุกเฉินหรือมีอาการหนัก เรารักษาอยู่แล้ว ไม่ใช่เฉพาะโควิด-19 อย่างเดียว 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top