Monday, 15 June 2026
Politics

‘ทิพานัน’ ดึงสติ ‘ธนาธร’ หยุดอ้างการเมืองกลั่นแกล้ง ควรใช้สิทธิสู้คดีตามกม. ไม่ใช่ไลฟ์สดว่าถูกกลั่นแกล้ง 

‘ทิพานัน’ ดึงสติ ‘ธนาธร’ หยุดโยนบาปการเมืองกลั่นแกล้ง ยันสังคมมีสิทธิตรวจสอบ ชี้ปมซื้อที่ดินหลายพันไร่ เหตุใดไม่ตรวจสอบเอกสารให้ละเอียด ร่ายยาวพฤติการณ์หนุนฝ่า ม.112

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อดีตผู้สมัครส.ส.กทม. เขตจอมทอง-ธนบุรี อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า แถลงข่าวเปิดเผยความรู้สึกและความคืบหน้าในคดีความต่างๆ และยอมรับเจ็บปวดที่ถูกกล่าวหาโกงชาติว่า สังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปมากตั้งแต่นายธนาธรเข้ามาทำงานการเมือง เข้าใจได้ที่นอกจากนายธนาธรจะถูกประชาชนกล่าวหาว่าชังชาติ ตอนนี้ครอบครัวก็ถูกตราหน้าว่าโกงชาติ โกงแผ่นดิน โกงป่า จึงอยากแนะนำให้นายธนาธรใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ หยุดการไลฟ์สื่อสารทางสื่อโซเชียลว่าถูกกลั่นแกล้ง หยุดเพ่งโทษผู้อื่น ขอให้ยอมรับความจริงและทำแบบวิญญูชนคือทุ่มเทเวลาหาพยานหลักฐานไปพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรม

น.ส. ทิพานัน กล่าวต่อว่า ที่นายธนาธรกล่าวว่าครอบครัวถูกตราหน้าว่าโกงชาติ โกงแผ่นดิน โกงป่า เพราะตนเองมาเล่นการเมืองนั้น ไม่ใช่ข้อเท็จจริง เพราะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงก่อนที่จะมาลงการเมือง และเมื่อเป็นนักการเมืองก็ต้องยอมรับการตรวจสอบและไม่มีอภิสิทธิ์เหนือประชาชน สังคมก็มีสิทธิ์สงสัยและมีเสรีภาพในการแสดงออกวิจารณ์ถึงเจตนาและการรับรู้ว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ป่าสงวน เพราะเป็นครอบครัวนักธุรกิจใหญ่ระดับประเทศ มีกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เป็นปกติทางธุรกิจ การซื้อที่ดินผืนใหญ่จำนวนหลายสิบแปลง พื้นที่หลายพันไร่ย่อมต้องตรวจสอบอย่างละเอียด

‘รัฐบาล’ ลุยเอาผิดทุจริตโครงการรัฐ ‘เราเที่ยวด้วยกัน-คนละครึ่ง-เราชนะ’ ดำเนินคดีอาญา 435 คดี

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. รับทราบรายงานความคืบหน้าการดำเนินคดีอาญากับผู้ทุจริตโครงการเราเที่ยวด้วยกัน โครงการคนละครึ่ง และโครงการเราชนะ ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอ ซึ่งเป็นการรายงานการดำเนินคดีอาญาระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2564 - 1 มกราคม 2565 มีคดีรวมทั้งสิ้น 435 คดี

“ประยุทธ์” ถือฤกษ์สงกรานต์ฟื้นฟูปท. มอบหลักการจัดทำงบฯปี 66  ผุดมอตโต้ “อยู่รอด ปลอดภัย พอเพียง ยั่งยืน” รับมีแนวคิดคนละครึ่งเฟส 5  “ชี้” กู้เพิ่ม ดูความจำเป็น เล็งขยับปลดล็อกมาตรการโควิด เร็วขึ้น “วอน”เข้าใจรัฐบาล ไม่มัวโจมตีกัน

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า วันนี้เป็นการประชุมครม.ครั้งแรกหลังหยุดสงกรานต์ที่ผ่านไปได้ด้วยดี ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกคน ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ทั้งหน้างาน และอยู่เบื้องหลัง ที่ช่วยดูแลความปลอดภัยพี่น้องประชาชนตลอดช่วงวันหยุดที่ผ่านมา เทศกาลสงกรานต์ถือเป็นปีใหม่ของไทย และตนเห็นว่าสงกรานต์ปีนี้เป็นสัญลักษณ์เร่ิมต้นใหม่เพื่อขับเคลื่อนประเทศ ฟื้นฟูเศรษฐกิจตามแผน และโรดแมปหลังโควิด-19 ทั้งเรื่องการท่องเที่ยว การลงทุน การส่งออก รวมถึงการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุ ก็ต้องมีการวางแผนรองรับสังคมผู้สูงอายุที่จะเข้ามาอย่างรวดเร็ว ซึ่งรัฐบาลได้เตรียมการทุกมิติอย่างเต็มที่แล้ว
  
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทั้งนี้ ปัญหาอยู่ที่งบประมาณที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน โดยสรุปแล้วเราใช้เงินเหล่านี้ดูแลคนทุกช่วงวัน ตั้งแค่อยู่ในครรภ์ จนกระทั่งถึงผู้สูงอายุ เราใช้งบประมาณในแต่ละปีเป็นเงิน 8 แสนกว่าล้านบาท ฉะนั้นการที่จะให้เพิ่มขึ้นก็อยู่ที่งบประมาณที่เราจะหาได้ในอนาคต ว่าเราจะเพิ่มขึ้นได้อย่างไร เพื่อรองรับการใช้จ่าย นอกจากนี้ ก็ยังมีมาตรการช่วยเหลือด้านการเกษตร พืชหลัก 6 ชนิด เป็นจำนวนหลายแสนล้านบาท ฉะนั้น ในการใช้จ่ายงบประมาณในปี  2565 ที่เหลืออยู่ และการจัดทำงบประมาณในปี 2566 ตนให้หลักการไปแล้วว่าเราจะทำยังไงที่จะนำพาประเทศของเราผ่านปัญหาอุปสรรคและวิกฤติการณ์ที่มันเกิดขึ้น ทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศที่เราควบคุมไม่ได้นั้นจะนำไปสู่อนาคตได้อย่างไร โดยใช้หลักการว่าจะทำให้อยู่รอดปลอดภัย พอเพียง และนำไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต นี่หลักการของผม ที่ได้สั่งการมอบหมายไปกับครม.วันนี้ ว่าต้องระมัดระวังอย่างที่สุด ในขณะที่รายได้เราก็ลดลงหลายๆเรื่องด้วยกัน ถึงแม้การส่งออกเราจะดีขึ้นก็ตาม 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในเรื่องการแก้ปัญหาระบบการเงิน การคลัง ทางคณะกรรมการนโยบาบการเงิน(กนง.)ได้รายงานชี้แจงมาแล้วว่าเรายังมีเสถียรภาพที่เข้มแข็งเพียงพอ เพียงแต่ว่างบประมาณที่เรานำมาใช้ในการบริหารประเทศอาจจะต้องลดลงบ้าง แน่นอนว่าต้องเกิดผลระทบ ซึ่งตนก็บอกว่าเราต้องใช้งบประมาณในกาารดูแลกลุ่มเปราะบาง หรือผู้มีรายได้น้อย เป็นจำนวนสูงมาก คงต้องย้อนกลับไปดูผู้ประการธุรกิจขนาดกลาง ขนาดใหญ่ไว้ด้วย เนื่องจากเป็นแหล่งจ้างงาน เพื่อให้ได้เกิดห่วงโซ่ไปด้วยกัน เราจึงต้องหามาตรการดูแลไว้ด้วย ไม่เช่นนั้นการจ้างงานก็จะลดลง รวมไปถึงการพัฒนาฝีมือแรงงานต่างๆเพื่อไปสู่การมีรายได้สูงในอนาคต 

"ผมเป็นห่วงการใช้จ่ายเงินของประชาชน วันนี้รายได้ลดลง ขณะเดียวกันราคาสินค้าบริโภค พลังงาน ก็สูงขึ้น ทำให้รายได้ที่เขาได้แต่ละวัน แต่ละเดือนไม่เพียงพอ ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตประจำวันมันเกือบถึง 50% ของรายได้เขา หรืออาจจะมากกว่าเพราะได้เขาไม่มากนัก เพราะฉะนั้นก็ต้องอยู่ที่พฤติกรรมด้วย ต้องปรับเปลี่ยน เรามีเงินน้อย ก็ต้องเลือกใช้ เลือกกิน ให้เหมาะสมกับสถานะของเราในขณะนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลไม่สนใจในเรื่องของความเหลื่อมล้ำ และพยายามไม่ยกระดับรายตรงนี้ให้มากขึ้น แต่พอดีมีเหตุการณ์เกิดขึ้น หลายอย่างกำลังจะดีขึ้น แต่รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ วันนี้ได้สั่งการให้มีมาตรการต่างๆทยอยออกมาเรื่อยๆ แต่ทั้งนี้ก็จำเป็นต้องหาแหล่งรายได้เพิ่มเติมให้ได้ อันนี้ต้องเข้าใจตรงกัน"นายกฯกล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับเรื่องการค้าระหว่างประเทศ ได้เร่งรัดให้มีการเจรจาทางการค้าระหว่างหลายประเทศด้วยกัน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงต่างประเทศ และกระทรวงอื่นที่เกี่ยวข้องได้หารือจากข้อมูลที่ผู้นำระดับสูงและเอกอัครราชทูตมาพบตน ซึ่งเขาสนใจประเทศไทย เพราะเขาเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพ มีทรัพยากร มีความพร้อมหลายอย่างที่เรียกว่า  Sofe Power เขาก็อยากมาอยู่ มาลงทุน เพราะเป็นประเทศไทยปลอดภัย มีอาหารการกินดี มีธรรมชาติสวยงาม เหล่านี้เป็นศักยภาพของไทย ฉะนั้นเราต้องช่วยกันรักษาไว้ให้ได้ วันนี้การเจรจาต่างประเทศต้องไปดูว่พันธสัญญาต่างๆที่เรามีอยู่ จะปรับเปลี่ยนแก้ปัญหากันอย่างไร ต้องทำทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งตนเร่งรัดการเจรจา การทำเอ็มโอยูและข้อตกลง FTA การเจรจาต่างๆก็เดินหน้ามาโดยตลอด เพื่อเร่งการค้าการลงทุน การขยายเศรษฐกิจ 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ก็ได้มีการเปิดการเจรจาการบินกับมองโกเลียซึ่งวันนี้นำเข้าครม.แล้ว ซึ่งจะเป็นผลประโยชน์กับการเดินทาง วันนี้ประเทศไทยเป็นจุดเร่ิมต้นในการเดินทางไปประเทศอื่นๆ ซึ่งเป็นผลดีกับการบินของเรา ดังนั้น เราต้องใช้ประโยชน์ตรงนี้ ซึ่งตนได้สั่งการไปเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ยังมีการประชุมเรื่องพลังงานกับกลุ่มเอเซียใต้ ซี่งเราต้องส่งเสริมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการเจรจาความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น ที่เรียกว่า ไจก้า ซึ่งได้มอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ และการถ่ายทอดเทคโนโลยี และยกระดับการตรวจโรครักษาผู้ป่วยโควิด-19  การพัฒนาเก็บรักษาวัคซีน ซึ่งมีงบประมาณ 130 ล้านบาท ขณะนี้กำลังเร่งให้ทำโครงการเหล่านี้อยู่ เพื่อใช้เงินตรงนี้ออกมาได้ 

'ดร.กิตติธัช' ชำแหละ!! 'ประธานผู้ลี้ภัย' ชูทัศนคติผิดๆ 'หากไม่ใช่พวกฉัน ไม่ใช่ประชาธิปไตย'

ดร.กิตติธัช ชัยประสิทธิ์ นักวิชาการอิสระ และอาจารย์ด้านสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Kittitouch Chaiprasith' ในหัวข้อ “หากไม่ใช่พวกฉัน ไม่ใช่ประชาธิปไตย” โดยระบุว่า...

สาเหตุที่นายจรัล ออกมาโวยวายและอยากให้มีการปฏิวัติล้มระบบเดิม เพราะผลการเลือกตั้งฝรั่งเศสรอบแรก พรรคฝ่ายซ้ายตกรอบไม่ได้ไปต่อ โดยผลเป็นดังนี้...

- มาครง (ฝ่ายกลาง) 27.6%
- เลอ เปน (ฝ่ายขวา) 23.41%
- เมลองชอง (ฝ่ายซ้าย) 21.95%

‘พิธา’ ยัน!! อภิปรายงบสถาบันฯ เป็นหน้าที่ ส.ส. พร้อมปัด ‘ก้าวไกล’ ไม่มีเอี่ยวคดีฉาวคาวโลกีย์

พิธา พบ ก.ก.ต.ตามนัด กรณีอภิปรายงบสถาบันกษัตริย์ ส่อล้มล้างการปกครองหรือไม่ ยืนยันเจตจำนงก้าวไกล อภิปรายงบฯ ตามรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่ผู้แทนเคียงข้างประชาชน 

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วย เบญจา แสงจันทร์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะผู้อภิปรายงบส่วนราชการในพระองค์ และทีมกฎหมายพรรคก้าวไกล เดินทางมายังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เพื่อเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ประเด็นที่มีผู้ยื่นคำร้อง กล่าวหาว่าพรรคก้าวไกลมีพฤติการณ์และการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ตามมาตรา 92(2) เป็นปฏิปักษ์การปกครองฯ จากกรณี ส.ส. พรรคก้าวไกล อภิปรายงบประมาณสถาบันฯ ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี 2565

พิธา กล่าวว่า ในวันนี้ตนมาให้ถ้อยคำกับเจ้าหน้าที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ก.ก.ต.) ว่า การอภิปรายของพรรคก้าวไกล เป็นการกระทำที่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ได้เป็นปรปักษ์ต่อการปกครองอย่างที่ถูกกล่าวหา

พิธา กล่าวต่อไปว่า ส่วนตัวไม่กังวลในข้อกล่าวหานี้ เนื่องจากส่วนราชการในพระองค์ เป็นหน่วยรับงบประมาณเหมือนหน่วยงานอื่นๆ ตามพระราชบัญญัติวิธีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ตามมาตรา 4 ซึ่งจัดอยู่ในส่วนราชการที่ถูกเรียกให้มาชี้แจงในการขอรับงบประมาณจากสภาผู้แทนราษฎร เป็นหน้าที่ของส.ส.ที่มีหน้าที่ตรวจสอบงบประมาณ เพื่อความโปร่งใสและประสิทธิภาพจากการใช้งบประมาณจากภาษีของประชาชน และเป็นการดำรงพระราชสถานะของพระมหากษัตริย์ ที่อยู่เหนือการเมือง ใต้รัฐธรรมนูญ

รัฐบาลมั่นใจโครงการ “มัสยิดสานใจสู่สันติ”  สร้างสันติสุขจังหวัดขายแดนใต้ เปิดโอกาสกลุ่มผู้เห็นต่างกลับมาปฏิบัติศาสนกิจในช่วงเดือนรอมฏอน

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ภายใต้การบริหารประเทศ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีรัฐว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐบาลมีความมุ่งมั่นเดินหน้าแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ โดยเน้นสร้างสันติสุขควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ และในช่วงนี้เป็นเดือนรอมฏอน เดือนศักดิ์สิทธิ์ของพี่น้องชาวมุสลิมทั่วโลก รัฐบาลโดย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค4 สน.) ได้ดำเนินโครงการ “มัสยิดสานใจสู่สันติ” เริ่มตั้งแต่ 3 เม.ย.65-14 พ.ค.65 เปิดโอกาสให้กลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐในห้วงเวลาที่ผ่านมาและหลบหนี ได้กลับภูมิลำเนา มาพบกับครอบครัวและปฏิบัติศาสนกิจอย่างเต็มที่ ปราศจากการต่อสู้ด้วยวิธีรุนแรง ตัวเลข ณวันที่ 18 เม.ย. มีผู้แสดงความจำนงแล้ว 266 คน

น.ส.รัชดา กล่าวว่า โครงการนี้ เป็นการเปิดพื้นที่พูดคุยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลามที่บริสุทธิ์ ผ่านกลไกของผู้ประสานงานในระดับพื้นที่ เช่น ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น สมาชิกชมรมสารใจสู่สันติ และสมาชิกศูนย์ประชาชนพันธุ์ดี โดยมีศูนย์สันติวิธี กอ.รมน.ภาค4 สน. เป็นแม่งานหลัก ซึ่งจำนวนผู้แสดงความจำนงเข้าร่วมโครงการในปีนี้ เป็นสัญญาณที่ดีที่สุดในรอบ 18 ปี จากที่รัฐได้เปิดโอกาสและอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องเหล่านี้ ด้วยหลักการให้อภัย ให้โอกาส และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

'นายกฯ' ยินดี ความสำเร็จ กระชับความสัมพันธ์ ทางเศรษฐกิจ ไทย-อินเดีย หวัง เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวฟื้นตัวจากโควิด-19 

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ติดตามความคืบหน้า และพอใจต่อแผนงาน "Air Travel Bubble" ระหว่างไทย-อินเดีย ที่หน่วยงานภาครัฐได้พัฒนาความร่วมมือร่วมกับภาคเอกชนส่งเสริมการท่องเที่ยวเส้นทางจากสาธารณรัฐอินเดียมายังประเทศไทย เสริมสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่นักท่องเที่ยว และมุ่งขยายตลาดอินเดียในประเทศไทยให้กว้างขึ้น หวังกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทยให้ฟื้นตัวหลังการผ่อนคลายข้อจำกัดในการเดินทางระหว่างประเทศ 

นายธนกร กล่าวว่า สถิติก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาพบว่า นักท่องเที่ยวชาวอินเดียเดินทางเข้าประเทศไทยในปี พ.ศ. 2562 สูงถึง 1,995,516 คน สร้างรายได้กว่า 86,372 ล้านบาท แสดงถึงศักยภาพการบริโภคสินค้าและบริการที่เติบโตสูงของตลาดอินเดีย จึงกลายเป็นโอกาสของไทยในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวผ่านการฟื้นคืนตลาดอินเดียให้กลับมาเติบโตอีกครั้ง ซึ่งภายหลังการบรรลุข้อตกลงเรื่อง Air Travel Bubble Arrangement ระหว่างสองประเทศ รัฐบาลไทยได้ร่วมมือกับภาคเอกชนยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้พัฒนายิ่งขึ้นผ่านการประชาสัมพันธ์ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย การมอบสิทธิประโยชน์ในการเดินทาง การแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ รวมถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้งในไทยและอินเดีย เพื่อแสดงถึงความพร้อมของไทยในการรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มต่างๆ พร้อมกันนี้ รัฐบาลไทยยังมีการลงนามแสดงเจตจำนง (Letter of Intent - LoI) ว่าด้วยความร่วมมือส่งเสริมการเดินทางของตลาดนักท่องเที่ยวอินเดียมายังประเทศไทยร่วมกับบริษัทสายการบิน เพื่อวางกลยุทธ์และดำเนินงานรองรับการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวอินเดียให้มีประสิทธิภาพและครอบคลุมในทุกมิติ

ราเมศ แจ้ง ประชุมใหญ่ ปชป 23 เม.ย.นี้

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงการจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2565 ว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้กำหนดให้มีการประชุมใหญ่สามัญพรรคประชาธิปัตย์ ประจำปี 2565 ใน วันเสาร์ที่ 23 เมษายน 2565 ธันวาคมนี้ เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 3 อาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช กรุงเทพฯ โดยมีวาระการประชุมที่สำคัญ ดังนี้ ระเบียบวาระรับรองรายงานการประชุมใหญ่วิสามัญพรรคประชาธิปัตย์ ประจำปี 2564 ครั้งที่ 1 พ.ศ.2564 การดำเนินการตามพรป.พรรคการเมือง มาตรา 43 และมาตรา 61 รายงานการดำเนินกิจการของพรรคในรอบปีที่ผ่านมา รับรองงบการเงิน ประจำปี 2564 พิจารณาแผนยุทธศาสตร์ของพรรค แผนหรือโครงการที่จะดำเนินการกิจกรรมสำหรับปีต่อไปโดยเฉพาะการหารายได้ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ในทางการเมืองและการพัฒนาบุคลากรทางการเมือง

'จุรินทร์' ประชุม JTC ไทย-เวียดนาม ลุยเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ลดอุปสรรค-ร่วมมือแก้ไขปัญหาทั้ง 2 ประเทศ 

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันนี้ตั้งแต่เวลา 9.30-11.30 น.นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะมีการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee: JTC) ไทย-เวียดนาม ครั้งที่ 4 กับนายเหวียน ห่ง เซียน (H.E. Mr. Nguyen Hong Dien) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ของประเทศเวียดนาม ที่โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ

ที่ประชุมจะหารือความร่วมมือในประเด็นการค้าการลงทุนที่สําคัญ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้า ระหว่างไทย-เวียดนาม และภายในงานยังมีกิจกรรมจับคู่ธุรกิจในระบบออนไลน์ ซึ่งถือเป็นการประชุม JTC ระดับรัฐมนตรีครั้งแรก นับตั้งแต่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ที่มีการจํากัดการเดินทางระหว่างประเทศ

"โดยกำหนดการในวันนี้จะประกอบด้วยพิธีการเปิดการประชุม โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวต้อนรับและเปิดการประชุม จากนั้นรัฐมนตรีเวียดนามกล่าวและต่อด้วยวาระมีการรายงานสรุปผลการหารือระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสหรือระดับอธิบดี โดยเจ้าหน้าที่อาวุโสฝ่ายไทย เป็นอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวรายงาน จากนั้นจะมีการพิจารณาให้ข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะการหารือประเด็นการค้าการลงทุนที่สำคัญระหว่างไทยและเวียดนาม และจะมีการรับรองผลการประชุม JTC ไทย-เวียดนาม ครั้งที่ 4 กำหนดเวลาและสถานที่จัดการประชุม JTC ไทย-เวียดนาม ครั้งที่ 5 ต่อไปและปิดการประชุมซึ่งท่านรองนายกจะได้สรุปและแจ้งข่าวให้ทราบต่อไป" 

‘รัชดา’ ปชป. เชิญภาคประชาสังคม ร่วมทำงานสร้างเกณฑ์ป้องกันพวกใช้ตำแหน่งแสวงประโยชน์ทางเพศ 

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ตามที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวในการแถลงการขอโทษต่อเหตุการณ์นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งโดยมีตนเป็นประธาน เพื่อกำหนดแนวทางในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ เพิ่มเติมจากข้อบังคับพรรคที่มีอยู่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์การใช้ตำแหน่งไปแสวงประโยชน์ รวมถึงพิจารณาแนวทางการให้การช่วยเหลือผู้เสียหายจากกรณีอดีตรองหัวหน้าพรรคด้วย

ขณะนี้มีรายชื่อคณะกรรมการครบ 9 ท่านแล้ว ประกอบด้วยบุคคลทั้งภายในและภายนอกพรรค ดังนี้

บุคคลในพรรค 
1.ดร.รัชดา ธนาดิเรก
2.นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท
3.นางสาวนริศา อดิเทพวรพันธุ์
4.พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ
5.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ 

บุคคลภายนอก
1.นางสาวเสาวลักษณ์ ทองก๊วย
-สมาชิกคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ 
-ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน (กรรมการสิทธิคนพิการสหประชาชาติ)
-นายกสมาคม ส่งเสริมศักยภาพสตรีพิการ

2.นางสาวสุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง 
ผู้อำนวยการมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม

3.นางเรืองรวี พิชัยกุล
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา

4.นางสาวธนวดี ท่าจีน 
ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อนหญิง

นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า ต้องการให้คณะกรรมการชุดนี้ทำงานได้อย่างเป็นอิสระ มีมุมมองที่ครอบคลุม ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อสรุปของคณะกรรมการฯ นอกจากจะนำไปสู่การแก้ไขข้อบกพร่องภายในพรรคแล้ว ก็อาจเป็นประโยชน์กับองค์กรอื่นได้ เพราะพฤติกรรมการใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศ มีโอกาสเกิดขึ้นในองค์กรอื่นเช่นกัน ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นกับพรรคในวันนี้ และความตั้งใจที่จะแก้ปัญหา น่าจะเป็นบทเรียนที่สังคมเรียนรู้ไปด้วยกัน และร่วมกันขจัดมันออกไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top