Sunday, 14 June 2026
Politics

‘ปิยบุตร’ โหนแนวคิด ‘อานันท์’ ชี้ คดีม.112 มีเยอะ ต้องแก้ด้วยการนิรโทษกรรม

นายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก Piyabutr Saengkanokkul - ปิยบุตร แสงกนกกุล ระบุว่า ...

ถึงเวลาหรือยัง "เจตจำนงการเมือง" นิรโทษคดี ม.112? - หวังฝ่าย "รอยัลลิสต์" ออกมาเตือนสติสังคมก่อนจะสาย!

ในรายการ "เอาปากกามาวง" ตอนล่าสุด ได้พูดถึงเรื่องสำคัญหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นั่นก็คือเรื่องราวเกี่ยวกับ "ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112" หรือ "ป.อาญา ม.112" หรือที่วันนี้เรามักจะเรียกกันสั้นๆ แต่เข้าใจตรงกันว่า "ม.112"

มี 3 กรณีของบุคคลที่ต้องกลายเป็นผู้ต้องหา และ 1 กรณีของผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้ที่ชัดเจนว่าเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยม ซึ่งได้ออกมาเตือนสติสังคมเรื่องการใช้กฎหมายมาตรานี้

แม้จะพูดไปในรายการแล้ว แต่เห็นว่ามีบางช่วงบางตอนซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่อยากจะชี้ให้เห็น จึงขอนำมาบอกกล่าวเป็นข้อเขียนตรงนี้อีกครั้งแบบสรุปรวบยอด ดังนี้

เริ่มที่ 3 กรณี ของเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ต้องกลายเป็นผู้ต้องหาคดี ม.112

***กรณีแอดมินเพจ 'กูKult' ต้องไม่ตีความรวม "วัตถุสิ่งของ"***

กรณีแรก คือกรณีของ นรินทร์ กุลพงศธร แอดมินเพจ 'กูKult' ซึ่งไปติดสติกเกอร์บนพระบรมสาทิสลักษณ์ รัชกาลที่ 10 ในการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2563

มีเรื่องที่อยากชวนคิดหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกระบวนการพิจารณาในศาล ที่จากรายงานของไอลอร์พบว่า ในการสืบพยานมีการแนะนำ แนะแนวเรื่องของการยอมรับผิด ลดโทษต่างๆ กับทางผู้ต้องหา, เรื่องการไม่บันทึกการถามค้านของพยานถึง 5 ประเด็น โดยหนึ่งในนั้นก็คือคำถามเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการทำลายพระบรมสาทิสลักษณ์ว่าเป็นความผิดทางไหน ทำลายทรัพย์สินราชการ หรือเข้าข่ายผิด ป.อาญา ม.112

รวมถึงการตัดพยานผู้เชี่ยวชาญของจำเลยออก โดยศาลให้เหตุผลว่าสามารถพิจารณาได้เอง จนทำให้ในที่สุด คดีนี้ก็มีคำพิพากษาออกมาอย่างรวดเร็วมาก และน่าจะเป็นคดี ม.112 คดีแรกที่เกิดจากการชุมนุม ในช่วงปี 2563-2564 ที่ศาลพิพากษาแล้วว่ามีความผิด ซึ่งจำเลยเตรียมที่จะอุทธรณ์ต่อไป

สิ่งที่อยากชวนพิจารณาคือว่า ในคำอธิบายกฎหมายอาญา ของปรมาจารย์ของผู้พิพากษาทั้งหลายอย่าง ศ.หยุด แสงอุทัย และ ศ.จิตติ ติงศภัทิย์ เขียนตำราระบุคำอธิบายในรายมาตรา 112 โดยอธิบายความหมายของคำว่าหมิ่นประมาทและดูหมิ่น โดยที่คำว่า "หมิ่นประมาท" ก็ให้ไปดูแบบ ม.326 คือให้เป็นแบบหมิ่นประมาทคนธรรมดา, หรือคำว่า "ดูหมิ่น" ก็ให้ตีความคำว่าดูหมิ่น เหมือน ม.134, ม.136, ม.393 เรื่องดูหมิ่นคนธรรมดา เช่นกัน

ตำรากฎหมายของปรมาจารย์ทั้งสองท่านระบุชัดว่า คำว่า "หมิ่นประมาท" กับ "ดูหมิ่น" ที่ปรากฏอยู่ใน ป.อาญา ม.112 ใช้นิยามเดียวกับคนธรรมดา คือต้องกระทำต่อตัวบุคคล จะขยายความกว่านี้ไม่ได้ ยิ่งกฎหมายอาญานั้น การตีความต้องเคร่งครัด

แต่จากกรณีของคุณนรินทร์ เป็นที่น่าสังเกตว่า คำว่า "หมิ่นประมาท" กับ "ดูหมิ่น" นั้น มีแนวโน้มของศาลที่จะขยับไปถึงเรื่องวัตถุสิ่งของด้วย

***วอนศาลพิจารณาอนุญาต ให้ "รวิสรา" ได้ไปเรียนต่อ***

ต่อมา คือกรณีของรวิสรา เอกสกุล บัณฑิตจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในจำเลยของคดี ม.112 จากการชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมนีเมื่อ 26 ตุลาคม 2563 ซึ่งเธอเป็นคนอ่านแถลงการณ์เป็นภาษาเยอรมัน โดยต่อมาเธอสอบได้ทุนจาก ศูนย์บริการการแลกเปลี่ยนทางวิชาการเยอรมัน (DAAD) ของรัฐบาลเยอรมัน แต่ติดปัญหาคือ ติดเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราว ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร

แม้เคยมีคำร้องขออนุญาตศาลมาแล้วครั้งหนึ่งแต่ศาลไม่อนุญาต และล่าสุด ศาลอาญากรุงเทพใต้ก็ยกคำร้องอีกเช่นเคย โดยอธิบายว่า ศาลเห็นว่าจำเลยยังไม่ผ่านการคัดเลือกว่าจะได้รับทุนหรือไม่ ทั้งเงื่อนไขที่จำเลยเสนอมาว่าหากได้รับอนุญาต จำเลยยินดีจะไปรายงานตัวและแสดงที่อยู่ต่อสถานทูตหรือสถานกงสุลไทยในประเทศเยอรมัน ทุกๆ 30 วัน โดยขอให้อาจารย์ที่ปรึกษาและบิดาเป็นผู้กำกับให้ปฏิบัติตามเงื่อนไข แต่บุคคลทั้ง 2 อยู่ในประเทศไทย แต่จำเลยอยู่ต่างประเทศ จึงเป็นการยากที่จะกำกับให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ จึงไม่เป็นการหนักแน่นเพียงพอ ที่จะแสดงให้เห็นว่า จำเลยจะปฏิบัติตามเงื่อนไขโดยเคร่งครัด

ทั้งที่ เอกสาร หลักฐานที่ใช้ยื่นคำร้องต่อศาลชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นจดหมายเอกอัครราชทูตเยอรมันประจำประเทศไทย เอกสารรับทุน DAAD แต่ก็ถูกพิจารณาด้วยว่า เพราะว่าการไปอยู่ต่างประเทศดูแลได้ยากที่จะกำกับให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขการประกันตัว

นี่คืออนาคตของเยาวชนคนหนึ่ง อนาคตของคนที่จะได้ไปศึกษาหาความรู้ นำความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์กลับมาพัฒนาประเทศไทย

อยากให้ศาลพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง เพราะจากประสบการณ์ คนที่ไปเรียนต่างประเทศ ส่วนใหญ่แล้วเวลาปิดภาคการศึกษาก็อยากกลับมาเยี่ยมครอบครัว มาเยี่ยมบ้าน คงไม่มีใครอยู่ดีๆ แล้วอยากหนีคดี

'หมอวรงค์' รู้ทัน!! เหตุ ‘โทนี่’ ป้วนเปี้ยนใกล้ไทย หวังปลุกกระแสดันลูกสาวนั่งนายกฯ พาตนกลับบ้าน

นพ.วรงค์ เดชวิกรม หัวหน้าไทยภักดี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เคลื่อนไหวป้วนเปี้ยนแถวสิงคโปร์ ระบุว่า…

#สิ่งที่นายทักษิณต้องตระหนัก

นายทักษิณต้องรู้ตัวว่า ตนเองคือนักโทษที่หลบหนีคดีอาญา ที่ศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งนักการเมือง เคยมีคำพิพากษา ตัดสินจำคุกแต่หนีคดีไม่ยอมรับโทษ

ในอดีตมีคำพิพากษาที่จำคุกไปแล้ว 4 คดี รวมทั้งหมด 12 ปี มีเพียงคดีที่ดินรัชดา ที่ศาลตัดสินจำคุก 2 ปี และคดีหมดอายุความ จึงเหลือคดี ที่ต้องจำคุก 3 คดี รวมเวลา 10 ปี ยังไม่นับคดีที่รอ ป.ป.ช. ชี้มูล

การที่นายทักษิณ มาป้วนเปี้ยนแถวสิงคโปร์ พยายามปลุกระดม ผ่านคลับเฮาส์ ว่าจะกลับบ้าน พ.ศ.นี้ ก็เป็นส่วนของการหวังผล สร้างกระแสให้ลูกสาวมาชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อพาตนเองกลับบ้าน

“บิ๊กตู่” สั่งเกษตร-พาณิชย์คุมด่วนราคาปุ๋ย-อาหารสัตว์

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แสดงความเป็นห่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ได้ส่งผลต่อระบบการค้าโลกแล้ว โดยราคาน้ำมัน สินค้าโภคภัณฑ์และสินแร่ที่มีการซื้อขายระหว่างประเทศพุ่งสูงขึ้นในระยะเวลาอันรวดเร็ว และหากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ จะยิ่งทำให้การค้าโลกมีข้อจำกัดมากยิ่งขึ้น
 
โดยเฉพาะปุ๋ยและวัตถุดิบอาหารสัตว์ อาทิ ข้าวสาลี และข้าวโพด จะมีราคาเพิ่มขึ้นอีกเพราะรัสเซียและยูเครนเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญ ขณะที่ ไทยยังต้องนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์และปุ๋ยจากต่างประเทศเป็นหลัก ประกอบกับราคาน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญในการขนส่งสินค้าปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปุ๋ยในประเทศมีราคาแพงตั้งแต่ช่วงปลายปี 2564 ถึงปี 2565  

เสกสกล-บิ๊กโจ๊ก ถก แก้ หวยแพง จ่อชง 3 มาตรการ เข้ากรรมการชุดใหญ่ 18 มีค. เคาะแก้ขายเกิน 80 บาท โทษหนักทั้งอาญา-แพ่ง ลั่น แก้สำเร็จในรัฐบาลนี้แน่

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการ ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการเสนอขายหรือขายสลากกินแบ่งรัฐบาลในราคาเกินกว่าที่กำหนดในสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่มีพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วยผบ.ตร. ในฐานะรองประธานอนุกรรมการฯ เข้าร่วมประชุมด้วย ว่า ที่ประชุมได้วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคที่ผ่านมาว่าทำไมสลากกินแบ่งรัฐบาลจึงมีราคาแพงเกินกว่ากำหนด สาเหตุเกิดจากอะไร และจะทำอย่างไรจึงจะสามารถวางกรอบไม่ให้ขายกันในราคาแพงได้และจะมีมาตรการอย่างไร 

ที่ประชุมสรุปหาแนวทางแก้ไขได้3-4 ข้อ คือ ข้อแรก คือจะให้มีการตั้งจุดขายทุกอำเภอ โดยกำหนดควบคุมราคาอย่างชัดเจนโดยให้อำเภอ ตำรวจ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องตรวจสอบว่าตัวแทนที่จะขายในแต่ละอำเภอนั้นได้โควต้าคนละ 25 เล่ม ขาย ผ่านระบบที่ได้ลงทะเบียน เช่น ถุงเงิน คิวอาร์โค้ด ขายในราคา 80 บาท ดังนั้นทุกอำเภอจะมีตลาดจำหน่ายอย่างน้อย 25,000 ใบ และประชาชนจะสามารถเข้าถึงได้โดยมีการตรวจสอบ และหากพบว่าใครขายเกินราคา 80 บาทก็จะถูกยกเลิกสัญญาในทันที 

ข้อสอง ต้องเข้าสู่ระบบการซื้อจองล่วงหน้า หรือระบบเสรีที่ลงทะเบียนตามยอด 150,000 คนในขณะนี้ และกำลังให้สมัครเพิ่มเติม ซึ่งคนที่ขายจะต้องมีระบบที่ตรวจสอบได้ หรือถ้าใครขายก็ต้องห้ามที่จะมีการขายช่วง ถ้าขายช่วงจะถูกตัดสิทธิทันที และการไปรับส่งที่ไปรษณีย์จะห้ามไม่ให้มีการมอบอำนาจ จะมียี่ปั้วซาปั้วไปรับแทนไม่ได้ แต่ถ้าผู้ขายไปรับเองไม่ได้จริงๆ จะต้องมีเหตุผลลงในใบมอบอำนาจอย่างชัดเจน เช่น ป่วย แต่ขอให้ไปรับด้วยตัวเองจะดีกว่า โดยการซื้อขายในลักษณะอย่างนี้ก็จะมีการตรวจสอบโดยการขายจะต้องแจ้งเข้าระบบโดยให้มีการตรวจสอบผ่านคิวอาร์โค้ดอย่างน้อย 100 คน ที่แจ้งเข้ามาว่าเป็นผู้ขายในราคา 80 บาทอย่างแน่นอน ซึ่งมาตรการดังกล่าวนี้ก็จะทำให้สามารถควบคุมได้ แต่ทั้งนี้ยังเป็นเพียงข้อเสนอ ที่จะต้องเสนอเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่รอให้เป็นมติของที่ประชุมใหญ่ก่อน

ข้อสาม สำหรับข้อนี้เป็นส่วนที่กำลังคิดกันอยู่ว่า ในเรื่องของการขายในระบบแพลตฟอร์ม ที่อาจจะให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นหลัก โดยซื้อขายตรงมาที่คนที่สำนักงานสลากกินแบ่ง หรือ ขายผ่านแพลตฟอร์มในมือถือของตัวเอง เหมือนที่เราขายอยู่ในต่างจังหวัดก็ได้ ซึ่งรูปแบบนี้ก็สามารถตรวจสอบได้ง่าย ควบคุมราคา 80 บาทได้ เพราะไม่สามารถซื้อขายเกินราคา 80 บาทได้เลย 

รวมถึงมาตรการอื่นๆที่เราคิดว่าจะดำเนินการ ในหลายแนวทาง ทั้งนี้เบื้องต้นเราคิดว่าสามมาตรการดังกล่าวน่าจะพอดำเนินการได้ แต่อย่างไรก็ตามอาจจะต้องใช้เวลาในการแก้ไขพ.ร.บ. สลากกินแบ่งรัฐบาลให้มีบทลงโทษที่รุนแรงในเรื่องการดำเนินคดีอาญาและแพ่ง ที่อาจจะต้องมีกฎหมายปปง. เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งมาตรการที่เสนอแนวทางมานี้จะมีการหารือกันอีกครั้งในวันศุกร์ที่ 18 มีนาคม โดยจะทำข้อเสนอเหล่านี้ให้ตกผลึกก่อนที่จะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่

ในคณะอนุกรรมการชุดนี้มี พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วยผบ.ตร. เป็นรองประธานที่กำลังจะดำเนินการหามาตรการในการลงไปจัดการกับคนที่ขายเกินราคา ไม่ว่าจะยี่ปั้วซาปั้วทั้งหลายขอให้หยุดที่จะเอาเปรียบประชาชน ขอให้ช่วยกันควบคุมราคาให้อยู่ใน 80 บาท หากใครขายเกินราคา ทางผู้ช่วยผบ.ตร. ไม่ว่าเจอ.ไหนก็จะปฎิบัติการเข้าดำเนินการทางกฎหมาย อย่างเคร่งครัดในทันทีไม่ละเว้นไม่ปล่อยใครเอาไว้ทั้งสิ้น เพราะเราต้องการช่วยเหลือประชาชนแก้ไขปัญหาให้ประชาชน ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบนโยบายมาแล้วว่าจะต้องทำสำเร็จให้ได้ เพื่อลดความเดือดร้อนให้กับประชาชนและผู้บริโภค 

“บิ๊กป้อม”สั่ง เตรียมแผนรับมือฤดูฝน 

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการ ด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 1/65 เพื่อ ติดตามผลดำเนินงานตามมาตรการฤดูแล้งและมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 65

โดยที่ประชุมเห็นชอบร่างมาตรการรับมือฤดูฝน ปี2565 ซึ่งถอดบทเรียนการบริหารจัดการน้ำฤดูฝนปี 64 จากหน่วยงานต่างๆ และร่วมกำหนด 13 มาตรการ รับมือ ประกอบด้วย การคาดการณ์ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม การบริหารจัดการพื้นที่ลุ่มต่ำ การปรับปรุง เกณฑ์บริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำขนาดต่างๆ การซ่อมแซมปรับปรุงระบบระบายน้ำ การแก้ปัญหาสิ่ง กีดขวางทางน้ำ การขุดลอกคูคลอง การเตรียมพร้อมประจำพื้นที่เสี่ยง การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและ การส่งน้ำ การตรวจความมั่นคงปลอดภัยผนังกั้นน้ำ การซักซ้อมพื้นที่อพยพและแผนเผชิญเหตุ การตั้งศูนย์ ส่วนหน้าก่อนเกิดภัย การสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ รวมทั้งการติดตามประเมินผล เพื่อปรับการ บริหารจัดการให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมสูงสุด

นอกจากนั้น เห็นชอบปฏิทินการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ แบ่งเป็น 2 ฤดู คือ ฤดูแล้ง ตั้งแต่  1 พ.ย. - 30 เม.ย.และฤดูฝน 1พ.ค. - 31 ต.ค.และเห็นชอบแนวทางการกำจัดผักตบชวา ด้วยจุลินทรีย์ชีวภาพ โดยการใช้สารสกัดจากสมุนไพรธรรมชาติจากผลการวิจัย เพื่อลดความเสียหายจากปัญหาผักตบ ชวาในฤดูน้ำหลาก

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ภาพรวมการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งที่ผ่านมา สทนช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถจัดสรรน้ำได้อย่างเพียงพอต่อการเพาะปลูกของเกษตรกร และยังไม่พบสถานการณ์ขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค ขอย้ำให้
สทนช.ช่วยเหลือประชาชน ให้รับผลกระทบจากภัยแล้งน้อยที่สุด และให้ความสำคัญในการดูแลคุณภาพน้ำ ลดความสูญเสียน้ำ ขยายผลกักเก็บน้ำบนดินและเติมน้ำใต้ดิน นอกจากนั้น

“โฆษกรัฐบาล" ซัด “สงคราม” วอนหยุดโหนกระแส-สร้างวาทกรรมเอาเปรียบ แจงเงินกู้ 1.5 ล้านล้านบาท ใช้ช่วยเยียวยาประชาชน ฟื้นฟูเศรษฐกิจยามวิกฤต

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  กล่าวถึงกรณีที่นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อชาติ ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กินหรูอยู่สบาย แต่บังคับให้ประชาชนเสียสละว่า น่าเสียดายที่นายสงครามเป็นถึงอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอยู่ในแวดวงการเมืองมามากกว่า 10 ปี แต่กลับไม่เข้าใจโลก ไม่เข้าใจความเป็นจริง ทั้งเรื่องของเศรษฐกิจการค้าและการเมือง การที่บอกว่านายกรัฐมนตรีไม่ให้ความสำคัญกับเสียงข้างน้อย การเมืองใช้พวกมากลากไป ทำให้ย้อนอดีตกลับไปหลายสิบปีนั้น นายสงครามคงเข้าใจผิด เพราะเรื่องเสียงข้างมากหรือน้อยเป็นเรื่องของสภาฯ ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายบริหาร ซึ่งที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีประกาศชัดเจนว่า การเมืองเป็นเรื่องของพรรคการเมือง ดังนั้นการเมืองที่ใช้พวกมากลากไป ไม่สนใจเสียงส่วนน้อย น่าจะใช้กับอดีตพรรคการเมืองที่นายสงครามเคยสังกัดเมื่อหลายปีก่อนน่าจะเหมาะสมกว่า 

นายธนกร กล่าวว่า สำหรับปัญหาราคาน้ำมันและสินค้าแพงนั้น นายสงครามก็น่าจะเข้าใจดีว่าเกิดจากอะไร อย่าแสร้งทำเป็นโหนกระแส เอาดีใส่ตัวแล้วทำลายผู้อื่น โดยเฉพาะเรื่องราคาน้ำมันที่อ้างว่าแม้ไม่มีสงครามราคาน้ำมันของไทยก็สูงเป็นอันดับต้น ในอาเซียนนั้น ราคาน้ำมันมีปัจจัยต่างๆ ที่เข้ามากำหนดราคา และถ้ามองว่าสูงจริง ทำไมในสมัยรัฐบาลนายสงครามถึงไม่แก้ปัญหาเช่นกัน รถโดยสารสาธารณะวันนี้นายสงครามในฐานะผู้แทนประชาชนเคยนั่งบ้างหรือไม่ อยากให้หยุดสร้างวาทกรรมว่าใครเอาเปรียบใคร ยิ่งในภาวะเช่นนี้ทุกคนต้องร่วมมือกันและมีความเสียสละ

‘โรม’ จวก รัฐบาล ‘หูทวนลม’ ปัญหาค้ามนุษย์โรฮิงญา ไม่คิดสืบสาวหาตัวการใหญ่​ ทั้งที่เรื่องยังคงมี

รังสิมันต์ โรม ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองเลขาธิการพรรคก้าวไกล ให้ความเห็นต่อกรณีที่มีรายงานข่าววันที่ 10 มีนาคม 2565 เกี่ยวกับการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญาระลอกใหม่เกิดขึ้นอีกครั้ง โดยกระบวนการที่เกิดขึ้นเริ่มตั้งแต่การขนคนลงเรือมาจากรัฐยะไข่ ประเทศเมียนมา เข้าประเทศไทยที่ จ.ระนอง เอามาทิ้งไว้ในป่าโกงกาง เช่นที่มีการตรวจพบและควบคุมตัวล่าสุด 14 คน ที่อยู่ในสภาพอิดโรย เพื่อรอนายหน้ามานำส่งข้ามแดนไปยังประเทศมาเลเซียอีกต่อหนึ่ง ซึ่งชาวโรฮิงญาเหล่านี้ต้องจ่ายเงินให้กับกระบวนการทั้งหมดนี้ถึงรายละ 52,000 บาท ทั้งนี้ จากข้อมูลตั้งแต่เดือนมกราคม 2565 เป็นต้นมา มีรายงานการควบคุมตัวผู้หลบหนีเข้าเมืองเป็นจำนวนถึง 251 คน คนนำพา 4 คน และผู้ให้ความช่วยเหลืออีก 36 คน

รัฐบาลหวังแก้หวยแพงเสร็จสิ้นในเดือนพ.ค.นี้

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันนี้ ได้มีการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการเสนอขายหรือขายสลากกินแบ่งรัฐบาลในราคาเกินกว่าที่กำหนดในสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นครั้งแรก โดยได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบถึงข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ที่มีความห่วงใยปัญหาดังกล่าว และกำชับให้คณะทำงานเร่งดำเนินการ แก้ไขปัญหาให้ตรงจุด เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน คาดว่า จะสามารถสรุปสาเหตุ และแนวทางการแก้ไขปัญหาให้ได้ผลในทางปฏิบัติให้ได้ภายในเดือนพฤษภาคม 2565
 
สำหรับการประชุมวันนี้ ได้มีการวางกรอบในการทำงานให้เป็นรูปธรรม ในเบื้องต้น ที่ประชุมเสนอว่า ควรมีการปรับปรุงแก้ไขข้อสัญญาที่สำนักงานฯ ทำกับตัวแทนจำหน่ายสลาก โดยให้มีผลทางแพ่งเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความเข้มข้นในทางปฏิบัติยิ่งขึ้น ที่ประชุมเห็นด้วยกับแนวทางและมาตรการของสำนักงานสลากฯ ในการแก้ไขปัญหาสลากเกินราคาระยะสั้น ที่จัดให้มีการจำหน่ายสลากผ่านโครงการ สลาก 80 

ทั้งนี้ที่ประชุมเห็นว่า ควรเพิ่มบทบาทและบูรณาการหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมทำการตรวจสอบการจำหน่าย เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ด้วย สำหรับการลงทะเบียนเป็นผู้ซื้อ-จองล่วงหน้า ที่อยู่ระหว่างการเปิดให้ผู้ลงทะเบียนรายเดิม ยืนยันตัวตนและตรวจสอบการขายสลากตามราคาคาดว่าจะสามารถคัดกรองผู้จำหน่ายสลากตามราคาที่กำหนดได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ 

'ธรรมนัส' ยันนัดกินข้าวพรรคเล็ก ไม่มีแจกกล้วย ย้ำชัด แค่นัดพูดคุย โอ่รอบหน้ามาแจมศก.ไทยหลายคน

โต๊ะมื้อกลางวันพรรคเล็กคึกคัก "พีระวิทย์" ปัดต่อรองเก้าอี้ "บิ๊กตู่" ไม่ให้อยู่แล้ว บอกนายกฯ ไม่ต้องห่วงซักฟอก ถ้าแจงได้ "ธรรมนัส" แจงไม่ได้มาแจกกล้วย แต่คนพวกนี้ถูกทิ้ง โอ่รอบหน้ามาแจมศก.ไทยหลายคน

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 11 มีนาคม ที่ห้องอาหารจีน โรงแรมโกลเดน ทิวลิป ซอฟเฟอริน พระราม 9 ได้มีการนัดทานอาหารกลางวันร่วมกันของแกนนำพรรคเล็กร่วมรัฐบาลพรรคเล็ก อาทิ นายสุรทิน พิจารณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปไตยใหม่ นายดำรงพิเดช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครักษ์ผืนป่าไทย นายพีระวิทย์ เลื่องลือดลภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทรักธรรม นายพิเชษฐ สถิรชวาล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ น.ส.กวินนาถ ตาคีย์ ส.ส. ชลบุรี พรรคพลังท้องถิ่นไท นายนพดล แก้วสุพัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท นายคฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติไทย และนายสมัคร ป้องวงษ์ ส.ส. สมุทรสาคร พรรคชาติพัฒนา โดย มีร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พรรคเศรษฐกิจไทย และส.ส.เศรษฐกิจไทยบางส่วนมาร่วมด้วย

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พรรคเศรษฐกิจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเชิญพรรคเล็กมาอยู่พรรคเศรษฐกิจไทยหรือไม่ ว่า ก็มีหลายคน เราเป็นนักการเมืองพี่ๆ น้องๆ หลายคนที่เป็นหัวหน้าพรรคก็มีความผูกพันกันมา ไม่ใช่เฉพาะเวทีการเมืองขณะนี้ ยกตัวอย่างนายพิเชฐ รู้จักกันมาเกือบ 30 ปี ตั้งแต่นายพิเชษฐยังเป็นผู้แทนการค้าไทย ตนก็เป็นทีมงานของนายพิเชษฐ ส่วนนายสุรทิน ถือเป็นนักต่อสู้บนเวทีประชาธิปไตยมานาน ขณะที่นายพีระวิทย์ ตนชวนน้องเขามาร่วมอุดมการณ์ช่วยสนับสนุนนายกรัฐมนตรี ทุกคนที่อยู่ตรงนี้ พรรคเล็กทั้งหมด ตนเป็นคนเจรจาเราเอาเขามาอยู่ตรงนี้เราทิ้งเขาไม่ได้ ความผูกพันมันมากกว่าการเป็นส.ส.แต่เป็นพี่เป็นน้องกัน

เมื่อถามว่า จะชวนมาร่วมด้วยเลยหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “หลายท่านก็ตัดสินใจมาอยู่กับผมแล้ว” ต่อข้อถามว่า ตัวเลขตอนนี้มากกว่า 18 เสียง ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ประมาณนั้น หมายความว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าหลายคนจะมาอยู่พรรคเศรษฐกิจไทย เมื่อถามย้ำว่า วันนี้อยู่ในเสียงของพรรคเศรษฐกิจไทยแล้วใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า หลายคนที่มารับประทานอาหารวันนี้ส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองที่มีอุดมการณ์คล้ายๆ กันหรือเหมือนกัน คือ เอาผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองและประชาชนเป็นที่ตั้ง หลายคนแม้จะเป็นพรรคเล็ก แต่ตนให้เกียรติทุกพรรคไม่ว่าจะมีส.ส.กี่คนก็ตาม กว่าจะรวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาลได้ เสียง 20 กว่าเสียงเมื่อตอนปี 2562 มีความสำคัญมาก แต่เวลาผ่านมา 3-4 ปี กลับไม่ให้ความสำคัญกับเขาเลยเป็นสิ่งที่ให้น่าเสียใจ

นายพีระวิทย์ กล่าวว่า เรามาหารือกันเกี่ยวกับการแก้กฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้งว่าจะแปรญัตติกันอย่างไร ซึ่งเราได้มีการนัดกันก่อนหน้านี้แล้ว พอดีว่าร.อ.ธรรมนัสอยากจะมาพบปะด้วย ในฐานะเป็นเพื่อนส.ส.โดยผู้ที่มาวันนี้มีหลายสิบคนและหลายพรรคการเมือง เราเป็นนักการเมืองก็ต้องมาคุยเรื่องการเมืองว่าจะไปในทิศทางแบบไหนอย่างไร

“รัชดา” เผย รัฐบาล ไม่ทิ้งชาวสวนทุเรียน ชี้ เจรจาจีน ส่งออกผลไม้-ขยายตลาดสู่ตะวันออกกลาง เชื่อ สินค้าเกษตรปี65 โตขึ้น

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการส่งออกผลไม้ไทยไปประเทศจีน ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบาย Zero-Covid ของจีน ว่า การตรวจตราที่ด่านโหย่วอี้กวาน ผิงเสียง ตงซิง และโมฮ่าน ที่เข้มงวด ทำให้จราจรติดขัดและส่งผลกระทบต่อการส่งออกผลไม้ของทุกประเทศ ทำให้รัฐบาลบูรณาการการทำงานหลายกระทรวง และหารือฝ่ายจีนมาต่อเนื่อง เพื่อให้การขนส่งสินค้าไทยมีความคล่องตัว ไม่เกิดความเสียหาย นอกจากนั้นเร่งขยายตลาดสู่ประเทศตะวันออกกลางมากขึ้น จึงมั่นใจว่าปีนี้การส่งออกสินค้าเกษตรโตแน่นอน

น.ส.รัชดา กล่าวว่า รัฐบาลไม่เคยนิ่งนอนใจต่อการแก้ปัญหาการส่งสินค้าข้ามพรมแดนไปจีน โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ ได้บูรณาการการทำงาน ประสานกับทางการจีนตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของโควิด19 และแก้ปัญหาข้อติดขัดที่เกิดขึ้น จนทำให้การส่งออกผลไม้ปี 2563 มีมูลค่า 91,000 ล้านบาท ปี 2564 เพิ่มเป็น 160,000 ล้านบาท โดยเฉพาะทุเรียนมูลค่ากว่า1แสนล้านบาท และรัฐบาลได้หารือกับทางจีนในหลายประเด็น โดยขอให้ล้งไทยที่ผ่านกระบวนการอบรมหลักสูตร “ล้งปลอดโควิด-19” มี GMP Plus รับรอง กว่า 400 แห่ง สามารถผ่านด่านจีนได้โดยไม่ต้องเปิดทุกตู้ , การขนส่งบนเส้นทางรถไฟจีน-ลาว โดยการปิดตู้ที่ประเทศลาว ส่งไปคุนหมิงโดยไม่ต้องแวะตรวจที่ด่านโมฮ่าน เพื่อให้ส่งทุเรียนและผลไม้เศรษฐกิจอื่นทางรางได้ตั้งแต่เดือน มี.ค.นี้,เสนอให้มีการประชุมหารือกับประเทศจีน ลาวและเวียดนามเพื่อตกลงมาตรการร่วมกันเรื่อง protocol ในการเปิด-ปิดด่านชายแดน,เสนอให้ด่านมี Green Lane สำหรับผลไม้ไทยเป็นการเฉพาะ

น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯสั่งการให้มีมาตรการรองรับปัญหาผลไม้เศรษฐกิจล่วงหน้าทั้งระบบปี 2565 ได้แก่ การรองรับเหตุการณ์ไม่ปกติ,การช่วยเหลือในการกระจายสินค้า ควบคุมคุณภาพ และกระตุ้นการบริโภคผลไม้,การช่วยเหลือสนับสนุนการส่งออกผลไม้ไทย,การแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มผลไม้ ,การช่วยเหลือเยียวยาและฟื้นฟูเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่ปกติ สำหรับตลาดใหม่ที่กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯเร่งทำการตลาด คือ ตลาดในภูมิภาคตะวันออกกลาง อาทิ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่มีความต้องการผลไม้สดจากไทยจำนวนมากและหลากหลายชนิด เช่น เงาะ มังคุด ลำไย มะม่วง ทุเรียน เป็นต้น 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top