Sunday, 14 June 2026
Politics

“วิษณุ” ยัน ร่างกฎหมายลูก เลือกตั้งส.ส. เปิดช่อง ใช้สูตรใดคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อก็ได้ ย้ำต้องห้ามขัดรธน. 

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ ในฐานะกรรมาธิการ(กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.)ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.(ฉบับที่…) พ.ศ. … และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่…) พ.ศ. … เตรียมแปรญัตติใช้สูตรคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ แบบจัดสรรปันส่วนผสม  โดยคำนึงถึงส.ส.พึงมี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 93 และมาตรา 94 ว่า ได้อ่านข้อเสนอแล้ว แต่ไม่ทราบเรื่องและไม่เข้าใจว่าคืออะไร ไม่เข้าใจว่าจะทำได้อย่างไร 

ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะกลับมาใช้ระบบจัดสรรปันส่วนผสม นายวิษณุ กล่าวว่า ร่างของพรรคร่วมรัฐบาล ที่นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพปชร.เขียนเปิดกว้าง ใครจะแก้อย่างไรก็แก้ได้ทั้งนั้น เพราะใช้ร่างนี้เป็นหลัก ไม่ใช่ร่างของรัฐบาลเป็นหลัก แต่อย่าให้ไปขัดกับรัฐธรรมนูญ 3 มาตรา พูดได้แค่นี้ เพราะไม่รู้ว่าจะทำอะไรกัน ส่วนจะทำอย่างไรตนยังคิดไม่ออก

ป.ป.ช. เซฟ “ชุมพล” พ้นเก้าอี้ส.ส. อู้ฟู่ 188 ล้าน ที่ดินในชุมพร-กทม. 112 ล้าน  “อิสสระ” รวย 41 ล้าน ครองปืน 6 กระบอก ด้าน “พล.อ.อ.มนัส” พ้น ส.ว. รวย 30 ล้าน ครองปืน 6 กระบอก ส่วน “ต่อศักดิ์” ส.ส.พปชร.ป้ายแดง รวย 54 ล้าน สะสมมอเตอร์ไซค์ 6 คัน 

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนายชุมพล จุลใส อดีต ส.ส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ กรณีพ้นตำแหน่ง ส.ส. เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.64 โดยนายชุมพล แจ้งว่า ตนเอง นางวันทณี จุลใส คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 188,096,925 บาท เป็นทรัพย์สินของนายชุมพล 25,695,642 บาท เป็นทรัพย์สินของนางวันทณี 161,378,223 บาท และเป็นทรัพย์สินของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 1,023,059 บาท นอกจากนี้ แจ้งว่า มีหนี้สิน 67,998,504 บาท เป็นหนี้สินของนายชุมพล 17,393,789 บาท ในจำนวนนี้เป็นเงินกู้ยืมจากนายอิทธิ ลิมสถายุรัตน์ 10,000,000 บาท และเป็นหนี้สินของนางวันทณี 50,604,715 บาท โดยเป็นหนี้ที่มาจากเงินกู้ธนาคารและสถาบันการเงินอื่น

ทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นสิทธิและสัมปทานของผู้ยื่น คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มูลค่ารวมกัน 25,034,688 บาท ที่ดินของผู้ยื่นและคู่สมรส มูลค่ารวมกัน 112,800,000 บาท อยู่ในหลายอำเภอใน จ.ชุมพร และกทม. เงินฝากของผู้ยื่น คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มูลค่ารวมกัน  1,412,236 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างของผู้ยื่นและคู่สมรส มูลค่ารวมกัน 47,200,000 บาท เงินลงทุนของคู่สมรส โดยเป็นร้านชุมพรรังนก มูลค่า 500,000 บาท อย่างไรก็ตาม นายชุมพล แจ้งในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินว่า ไม่มีรายการทรัพย์สินอื่น

ป.ป.ช.ยังได้เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนายอิสสระ สมชัย อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กรณีพ้นตำแหน่ง ส.ส.เมื่อวันที่ 7 เม.ย.64 โดยนายอิสสระ แจ้งว่า ตนเอง และนางนวลนภา สมชัย คู่สมรส มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 41,805,342 บาท ไม่มีหนี้สิน โดยเป็นทรัพย์สินของนายอิสสระ 11,430,063 บาท เป็นทรัพย์สินของนางนวลนภา 21,507,979 บาท และกรรมสิทธิ์ร่วมกันของผู้ยื่นและคู่สมรสอีกจำนวน 8,867,300 บาท ทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นที่ดินของทั้งคู่ จำนวน 18 โฉนด มูลค่ารวมกัน  21,267,400 บาท ส่วนใหญ่อยู่ที่ จ.อุบลราชธานี  โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างของทั้งคู่  จำนวน 7 รายการ มูลค่ารวมกัน 8,531,268 บาท โดยเป็นบ้านและตึกอยู่ที่ จ.อุบลราชธานี และกทม. ขณะที่รายการทรัพย์สินอื่น นายชุมพล แจ้งไว้ จำนวน 6 ราย โดยทั้งหมดเป็นอาวุธปืนในชื่อของผู้ยื่นและคู่สมรส จำนวน 6 กระบอก มูลค่ารวม 233,000 บาท กระบอก อาทิ ลูกซองยาว ปืนสั้นออโตเมติก 9 มม. ปืนยาวลูกกลด ปืนสั้นลูกโม่  

อีกทั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ พล.อ.อ.มนัส รูปขจร กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา เมื่อวันที่ 1 พ.ย.64 โดย พล.อ.อ.มนัส แจ้งสถานะหย่าร้าง พร้อมระบุว่า มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 30,793,690 บาท เป็นเงินฝาก 3,775,340 บาท ที่ดิน 17,506,550 บาท อยู่ที่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย กทม. และนครนายก โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 5,711,800 บาท โดยเป็นห้องพัก ทาวน์เฮาส์ และบ้านเดี่ยว รวม 5 หลัง อยู่ที่ กทม. และปทุมธานี ยานพาหนะ จำนวน 9 คัน มูลค่ารวม 3,584,000 บาท ทรัพย์สินอื่น 216,000 บาท โดยเป็นปืนจำนวน 6 กระบอก นอกจากนี้ พล.อ.อ.มนัส แจ้งว่า มีหนี้สิน 2,631,934 บาท โดยเป็นเงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้จากธนาคารและสถาบันการเงินอื่น 

“ทอ.“เผยความก้าวหน้าโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน (ครั้งที่ 1)

เมื่อวันที่ 7 มี.ค.ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) พล.อ.ต.ประภาส  สอนใจดี โฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยว่าตามที่กองทัพอากาศได้แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาและจัดทำความต้องการเครื่องบินขับไล่โจมตี โดยมี รองผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธาน มีผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศและเสนาธิการทหารอากาศ เป็นรองประธาน เมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ.2565 คณะกรรมการฯ ได้จัดการประชุมมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อพิจารณาภารกิจตามกฎหมาย ยุทธศาสตร์ และแผนปฏิบัติการที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลและได้กำหนดความต้องการเครื่องบินขับไล่โจมตีที่มีคุณภาพ (Quality Air Force) และมีเทคโนโลยีล้ำสมัย (Cutting-Edge Technology) 

โดยเครื่องบินขับไล่โจมตีที่ต้องการ ต้องมีขีดความสามารถของการปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (Network Centric Operations) มีการบริหารจัดการข้อมูลอัตโนมัติ ร่วมกับระบบตรวจจับของกองทัพไทยและฝ่ายพลเรือนได้อย่างสมบูรณ์ มีขีดความสามารถโจมตี ต่อต้านทางอากาศ ปฏิบัติกิจเฉพาะพิเศษ ลาดตระเวนและเฝ้าตรวจ เพิ่มระยะการปฏิบัติการทางอากาศ และการควบคุมการปฏิบัติทางอากาศที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่โจมตีสมรรถนะสูงยุคที่ 5 (The 5th Generation Fighter) มีคุณลักษณะ 5 ประการ ได้แก่ Stealth, Super Cruise, Sensor Fusion, Super Maneuverable และ Synergistic Integrated Avionics พร้อมกำหนดข้อพิจารณาประกอบการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน สรุปดังนี้

1. เป็นเครื่องบินที่ได้รับการรับรองมาตรฐานทางทหาร (Military Standard) มาตรฐานจากองค์กรการบินสากล หรือองค์กรมาตรฐานของประเทศผู้ผลิต 
2. เครื่องบิน ระบบต่าง ๆ และอุปกรณ์ที่ติดตั้งใช้งาน ต้องผลิตโดยใช้มาตรฐานทางทหาร และผ่านการพิสูจน์การใช้งานแล้ว มีความน่าเชื่อถือ เป็นที่ยอมรับในระดับสากล มีการใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วไป
3. สามารถผลิตและนำส่งให้แก่กองทัพอากาศในกรอบงบประมาณและตามห้วงระยะเวลาการจัดหา 
4. มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเครื่องบินขับไล่โจมตีและเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้แก่บุคลากรของกองทัพอากาศ 
5. บุคลากรของกองทัพอากาศควรได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Offset Scholarship) เพื่อการพัฒนาด้านต่าง ๆ บนพื้นฐานของการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน 

“ประวิตร” ถก แก้ปัญหา "สมัชชาคนจน" สั่ง ให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว ยัน รัฐบาลจริงใจช่วยทุกกลุ่ม 

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน ครั้งที่ 1/ 2565 ผ่านระบบ VDO CONFERENCE 

โดยที่ประชุมเห็นชอบ แต่งตั้งให้ นายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการประสานงาน เร่งรัด ติดตามการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน และเห็นชอบการออกโฉนดที่ดิน กรณี พ.ร.ฎ.กำหนดเขตหวงห้ามที่ดิน ทับที่ทำกินของราษฎร อ.ปากน้ำโพ ,อ.พยุหคีรี และ อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์ เห็นชอบจัดหาที่ดินโครงการอ่างเก็บน้ำโปร่งขุนเพชร จ.ชัยภูมิ เห็นชอบให้จ่ายค่าชดเชย กรณีโรงเรียนหนองขุนศรีวิทยา จ.สุรินทร์ ก่อสร้างทับที่ดินราษฎร เห็นชอบให้จัดหาที่ดินทำกินให้ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนพื้นป่า กรณีป่าสงวนแห่งชาติ ดงใหญ่ จ.บุรีรัมย์  รวมทั้งเห็นชอบให้สมาชิกสมัชชาคนจน สามารถตัดโค่นไม้ยางพาราที่หมดสภาพ เพื่อปลูกใหม่ และเข้าถึงสิทธิกองทุนสงเคราะห์สวนยางพาราได้ในพื้นที่ จ.ตรังจ.พัทลุง และ จ.นครศรีธรรมราช

‘เทพไท’ หนุนแนวคิด ‘อานันท์’ รัฐประหาร ไม่ใช่คำตอบ แซะ!! ‘คมช.-คสช.’ เสียของ คว่ำระบบทักษิณไม่ได้อยู่ดี

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีตส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เห็นด้วยกับคำให้สัมภาษณ์ของนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า รัฐประหารไม่ใช่คำตอบ เพราะไม่ได้ช่วยให้ประเทศพัฒนาขึ้น รัฐประหารมีแต่ทำให้เลวลง การบริหารล้มเหลว เกิดการคอร์รัปชัน ทรัพยากรกระจุกอยู่กับคนชั้นบน เป็นความเห็นที่น่ารับฟังเป็นอย่างมาก ซึ่งนายอานันท์ เคยเป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 2 ครั้ง ที่มาจากการรัฐประหารและวิกฤตทางการเมือง ย่อมเข้าใจการเมืองจากการรัฐประหารได้เป็นอย่างดี การออกมาแสดงความเห็นในลักษณะเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่า เป็นการพูดอย่างตรงไปตรงมา ในฐานะผู้มีประสบการณ์จากการเป็นนายกรัฐมนตรีในภาวะวิกฤติถึง 2 ครั้ง จึงเชื่อได้ว่าการรัฐประหารไม่ใช่คำตอบของประเทศจริงๆ

นายเทพไท ระบุว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร และเผด็จการทุกรูปแบบมาโดยตลอด ในช่วงชีวิตเป็นนักการเมือง ก็พบกับเหตุการณ์ของการก่อการรัฐประหาร 2 ครั้ง คือเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่มีการยึดอำนาจโดยคณะรักษาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. และวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ซึ่งเป็นความล้มเหลวและเสียของทั้ง 2 ครั้ง หลังการรัฐประหารโดย คมช. มีการจัดตั้งรัฐบาลโดยมีพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี บริหารประเทศเพียง 1 ปี ก็คืนอำนาจให้กับประชาชน จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้น ผลของการเลือกตั้งก็ไม่สามารถเอาชนะฝ่ายระบอบทักษิณได้ 

‘กรณ์’ ชวนคนไทยอย่าเสียเวลาเชียร์ใครในสงครามยูเครน-รัสเซีย เพราะไม่เป็นประโยชน์อันใดต่อประเทศ ชี้!! ควรแนะรัฐบาลแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจะดีกว่า

ไม่นานมานี้ นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า ได้โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กแสดงความเห็นสถานการณ์ราคาน้ำมันโลก โดยระบุว่า... 

เช้านี้ราคาน้ำมันตลาดโลกกระโดดขึ้น 10% ส่วนเมื่อวานทางประธานาธิบดีปูติน ‘แนะนำ’ ให้งดการส่งออกวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตปุ๋ยเคมี ซึ่งนอกจากเป็นผู้ผลิต Potash รายใหญ่แล้ว รัสเซียมีสัดส่วนตลาดการส่งออก Urea และ Ammonia ที่สูงมาก (15% และ 20%)  ปุ๋ยเคมีนอกจากจะราคาสูงขึ้นไปอีก (หลังจากที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วงปีที่ผ่านมา) แต่มีแนวโน้มที่จะขาดตลาดได้ 

"บิ๊กตู่" ห่วงราคาน้ำมันปรับตัวสูงรายวัน “วอน”ช่วยกันประหยัด ใช้รถส่วนตัวเท่าที่จำเป็น วอนติดตามสถานการณ์ทั่วโลกถึงผลกระทบด้วย

เมื่อเวลา 14.45 น. วันที่ 7 มี.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นรายวันว่า สิ่งสำคัญที่สุดวันนี้ทุกคนต้องเตรียมตัวให้พร้อมรองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกข้างนอกกันเสียบ้าง ดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น และมีผลกระทบกับประเทศไทยอย่างไร กลุ่มของเราตัวของเรา ประชาชนแต่ละกลุ่มจะเดือดร้อนอย่างไรบ้าง รัฐบาลพยายามนำสิ่งเหล่านี้มาคลี่คลายสถานการณ์ให้ได้มากที่สุด แต่จะให้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรือทำให้ทุกคนพอใจมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

แต่เราจะทำให้ทุกคนสามารถบรรเทาความเดือดร้อนให้ได้มากที่สุดในเกณฑ์ที่รัฐบาลสามารถรองรับได้และงบประมาณที่มีอยู่ รวมทั้งตัวบทกฎหมายอีกหลายฉบับ วันนี้เป็นสิ่งที่เราต้องเตรียมตัวและเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด คือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับราคาของพลังงานที่ขึ้นทุกวันทุกคนเห็นตัวเลขอยู่แล้ว รัฐบาลต้องหามาตรการที่เหมาะสม แต่จะดูแลได้ถึงเมื่อไหร่ก็ต้องดูสถานการณ์อีกครั้ง ถ้ามันยืดยาวออกไปก็อาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอะไรไปบ้าง ก็ต้องช่วยรัฐบาลบ้าง ช่วยประเทศชาติกันบ้าง

'ศรีสุวรรณ' บุก ป.ป.ช. นำคำพิพากษาศาลปกครองกลาง เป็นหลักฐานไต่สวน - ชี้มูลความผิด ผู้ว่า รฟม. กับพวก ปม แก้ TOR สายสีส้ม

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย มายัง ป.ป.ช. เพื่อนำคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง มาให้ ป.ป.ช.ใช้ประกอบการดำเนินการไต่สวนและวินิจฉัยเอาผิดและหรือลงโทษผู้ว่า รฟม.และคณะกรรมการตาม ม.36 ตามพรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ 2561 ฐานทุจริตต่อหน้าที่หลังใช้อำนาจเปลี่ยนแปลงทีโออาร์รถไฟฟ้าสายสีส้ม

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า สืบเนื่องจากสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้เคยยื่นเรื่องร้องขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) พิจารณารับกรณีกล่าวหาว่ามีการกระทำความผิดทางอาญาของคณะกรรมการคัดเลือกตาม ม.36 แห่งพรบ.ร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน 2562 และผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในโครงการการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ที่มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขเอกสารประกวดราคาใหม่ (TOR) หลังจากที่มีการขายซองประกวดราคาไปแล้วอันเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งน่าเชื่อว่าจะมีการกีดกันการเสนอราคา (ฮั้วประมูล) อันอาจเป็นความผิดตามพรบ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ 2542 เป็นคดีพิเศษ ตาม ม.21 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพรบ.การสอบสวนคดีพิเศษ 2547

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า แต่การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการคัดเลือกตาม ม.36 และผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ม.1 (16) ประกอบพรบ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ 2502 ม.3 ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่และความผิดตามพรบ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ 2542 ม.11 และ ม.12 ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติในการไต่สวนและวินิจฉัย ตามพรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ 2561 ม. 4 และ ม.172 ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ 2542 ม.14 วรรคสอง (1) กรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) จึงส่งสำนวนทั้งหมดกว่า 1,940 หน้า มาให้ ป.ป.ช.พิจารณาดำเนินการต่อไปเมื่อเมษายน 2564 ที่ผ่านมา

 “นายกฯ” สั่งการผู้ว่า กทม. เร่งแก้ไขการเปิดระบบรับผู้ป่วยนอก “เจอ แจก จบ” ใน รพ.-ศูนย์บริการสาธารณสุข สังกัด กทม. ให้รองรับผู้ป่วยอย่างเต็มขีดความสามารถ  

เมื่อวันที่ 7 มี.ค.นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ติดตามแนวทางการดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 ตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้ปรับแนวทางการดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 รูปแบบใหม่คือ ให้การรักษาแบบผู้ป่วยนอก เจอ แจก จบ ดูแลผู้ป่วยสีเขียว ผู้ติดเชื้อแบบไม่มีอาการ หรือมีอาการเล็กน้อย ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยง ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ 1 มี.ค.65 ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้พบว่า มีผู้ป่วยในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่ยังไม่สามารถเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก “เจอ แจก จบ” ได้ โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เร่งแก้ไขการเปิดระบบรับผู้ป่วยในส่วนของโรงพยาบาลสังกัด กทม. และศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่ง สังกัด กทม. ให้สามารถรับผู้ป่วยนอกแบบ “เจอ แจก จบ” ได้จำนวนมากขึ้นอย่างเต็มขีดความสามารถ  

“รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุข ได้ปรับแนวทางการรักษาผู้ติดเชื้อโควิดแบบไม่มีอาการ หรือมีอาการเล็กน้อย และไม่มีภาวะปัจจัยเสี่ยง สามารถรักษาแบบ OPD และแยกกักตัวเองที่บ้านได้ โดยระบบการดูแลรักษาจะมีการติดตามประเมินอาการ 48 ชั่วโมงหากอาการดีขึ้นทุกอย่าง ก็จะให้ผู้ป่วยแยกกักตัวที่บ้านต่อจนครบกำหนดระยะเวลากักตัว แต่หากมีอาการเปลี่ยนแปลงสามารถติดต่อกลับได้ทุกเวลา ขอให้ประชาชนมั่นใจในระบบรักษา ‘เจอ แจก จบ’ เป็นการดูแลผู้ป่วยสีเขียวที่มีประสิทธิภาพ” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว  

กอช. ชวนนิสิต นักศึกษา ออมเงินรับบำนาญใช้ตลอดชีพ

น.ส.จารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เปิดเผยว่า กอช. เชิญชวนนิสิต นักศึกษา เสริมสร้างวินัยการออมเงินเพื่ออนาคต เริ่มจากจำนวนเงินน้อย แต่ออมอย่างสม่ำเสมอ ด้วยระยะเวลาในการออมที่ยาว เงินออมจะมีผลตอบแทนที่ทบต้นทบดอกไปเรื่อย ๆ ถือเป้นการวางแผนทางการเงินให้กับตัวเอง และสามารถมีเงินใช้ในอนาคต

ทั้งนี้ในรายละเอียดของการออมเงินนั้น หากนิสิต นักศึกษาเริ่มออมกับ กอช. ตั้งแต่อายุ 20 ปีไปจนถึงอายุ 60 ปี เพียงวันละ 20 บาท หรือเดือนละ 600 บาท รัฐจ่ายเงินสมทบให้อีกตามช่วงอายุ สูงสุด 1,200 บาทต่อปี อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ จะสามารถรับเงินบำนาญโดยประมาณไม่ต่ำกว่าเดือนละ 3,000 บาทตลอดชีพ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top