Friday, 5 June 2026
Politics

จับตา "วาระซ่อนเร้น" เมื่อนักการเมืองอึดอัด อยากเขียนกติกาใหม่ ให้ตัวเองพ้นผิด

ในโลกของการเงิน การ “ตีเช็คเปล่า” คือการลงลายมือชื่อในเช็คโดยไม่ระบุจำนวนเงิน ซึ่งมอบอำนาจให้ผู้ถือเช็คสามารถกรอกตัวเลขเท่าใดก็ได้ตามใจชอบ ความเสี่ยงทั้งหมดจึงตกอยู่กับเจ้าของเช็ค

ในบริบทการเมืองไทยปัจจุบัน ความพยายามที่จะ “รีเซ็ต” หรือ “ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ” โดยการโหวตประชามติเห็นชอบในหลักการล่วงหน้า กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากนักวิชาการและประชาชนบางกลุ่มว่า นี่คือการขอให้ประชาชนตีเช็คเปล่าทางการเมืองหรือไม่?

บทความนี้จะวิเคราะห์ว่าเหตุใดการแก้รัฐธรรมนูญ 2560 แบบล้างไพ่ทั้งใบ ถึงถูกเปรียบเปรยว่าเป็นความเสี่ยงระดับเช็คเปล่า
 
1. "ใครเขียน?" - ผู้ถือปากกาที่ไม่ระบุชื่อ
รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 แม้จะมีที่มาจากการแต่งตั้ง แต่เนื้อหาถูกนำไปทำประชามติให้ประชาชนเห็นชอบถึง 16.82 ล้านเสียง แต่สำหรับการยกร่างใหม่ทั้งฉบับในอนาคต ประชาชนถูกชวนให้ "เห็นชอบ" ก่อนที่จะรู้ว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ใครจะเป็นคนคัดเลือก และคนเหล่านั้นมีวาระซ่อนเร้น (Hidden Agenda) หรือไม่
ความเสี่ยง: หากผู้เขียนเป็นกลุ่มคนที่อิงแอบอยู่กับขั้วอำนาจการเมือง กติกาใหม่ที่ออกมาอาจถูกออกแบบมาเพื่อ "พวกพ้อง" มากกว่า "ประเทศชาติ"

2. "ด่านปราบโกง" - สิ่งที่จะถูกลบออกจากเช็ค
รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกขนานนามว่าเป็น “ฉบับปราบโกง” เพราะมีการวางมาตรฐานจริยธรรมนักการเมืองไว้อย่างเข้มงวด และให้อำนาจองค์กรอิสระในการตรวจสอบอย่างเบ็ดเสร็จ
•    มาตรฐานจริยธรรม: ที่ทำให้นักการเมือง "นั่งไม่ติด" เพราะกลัวถูกสอย
•    การตรวจสอบคุณสมบัติ: ที่เข้มข้นจนคัดกรองคนเทาๆ ออกจากการเมือง
การขอแก้ "ทั้งฉบับ" เปรียบเสมือนการขออนุญาตลบด่านตรวจเหล่านี้ทิ้ง โดยไม่มีหลักประกันว่ากติกาใหม่จะมีด่านตรวจที่เข้มแข็งเท่าเดิม หรือจะกลายเป็นกติกาที่ "ปล่อยฟรี" ให้เหล่านักการเมืองทำงานได้สะดวกขึ้นโดยไร้การตรวจสอบ

3. "ค่าใช้จ่ายหมื่นล้าน" - ตัวเลขที่ประชาชนต้องจ่าย
การทำประชามติและการยกร่างใหม่ทั้งฉบับต้องใช้งบประมาณแผ่นดินมหาศาล (คาดการณ์ว่าไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท) หากเทียบกับการแก้ไข "รายมาตรา" ในส่วนที่มีปัญหาจริงๆ การทำใหม่ทั้งฉบับจึงเป็นการลงทุนที่สูงมาก โดยที่ประชาชนยังไม่เห็น "สินค้า" หรือ "ผลลัพธ์" ว่าจะคุ้มค่ากับเงินภาษีหรือไม่

4. "เช็คเปล่าที่แลกด้วยความมั่นคง"
รัฐธรรมนูญ 2560 ใช้งานมาเกือบ 10 ปี ผ่านการเลือกตั้งมาแล้วหลายครั้ง จนเริ่มเห็นร่องรอยของเสถียรภาพทางการเมืองและการวางรากฐานการปฏิรูป การกดปุ่ม "รีเซ็ต" ทั้งหมด อาจนำไปสู่ภาวะสุญญากาศทางการเมือง หรือความขัดแย้งรอบใหม่หากเนื้อหาที่ร่างออกมาไม่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
คำถามสำคัญ: เราจะทิ้งกติกาที่คน 16.8 ล้านคนรับรอง เพื่อไปตายเอาดาบหน้ากับกติกาที่ยังไม่เห็นแม้แต่ร่างแรกจริงหรือ?

5. วาระซ่อนเร้น: แก้เพื่อประชาชน หรือ แก้เพื่อพ้นผิด?
แรงจูงใจของพรรคการเมืองที่เร่งรีบผลักดันเรื่องนี้ ถูกมองว่าอาจไม่ใช่เรื่องของ "ประชาธิปไตย" เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการพยายามลดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ เพื่อให้ฝ่ายการเมืองมีอำนาจล้นพ้นและลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบประเด็นจริยธรรม

‘ภูมิ สวัสดี’ พรรครักชาติ หวิดโดนไล่  ชาวบ้านเห็นเป็นคนรุ่นใหม่ นึกว่า “พรรคส้ม”

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 เวลา 13.00 น. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ (เบอร์ 35) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4)และนายรัฐภูมิ วัลลิกุล เหรัญญิกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9) ลงพื้นที่ย่านชุมชนประเวศ เขตประเวศ เพื่อช่วยหาเสียงและแนะนำตัว นาย นายภูมิ สวัสดี ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 21 (ประเวศ-สะพานสูง) หมายเลข 6   โดยทีมได้เดินเท้า เคาะประตูบ้าน เพื่อแนะนำตัว เสนอนโยบายและขอโอกาสเข้าไปรับใช้พี่น้องในสภาฯ 

โดยมีชาวชุมชนบางส่วนเห็นทีมพรรครักชาติเป็นเด็กรุ่นใหม่ ที่เดินเท้าเข้ามาเสียง จึงเข้าใจผิดคิดว่า “ผู้สมัครจาก พรรคส้ม” มาหาเสียง

ซึ่งเหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นในช่วงที่ทีมพรรครักชาติ กำลังเดินเข้าหาบ้านเรือนประชาชน มีช่วงหนึ่งที่ชาวบ้านในพื้นที่แสดงท่าทีไม่ตอบรับ และเกือบจะปิดประตูบ้านไม่ยอมออกมาพูดคุยด้วย เพราะเข้าใจผิดจากสัญลักษณ์และสีสันบางอย่างว่า เป็นกลุ่มผู้สนับสนุนหรือผู้สมัครจาก “พรรคประชาชน“หรือ “ด้อมส้ม” ซึ่งชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวอาจมีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างออกไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อทีมงานได้เข้าไปชี้แจงและแนะนำตัวอย่างเป็นกันเองว่า นี่คือ “ภูมิ สวัสดี” เบอร์ 6 จาก “พรรครักชาติ” ไม่ใช่กลุ่มที่ชาวบ้านเข้าใจผิด ทันทีที่ทราบความจริง บรรยากาศที่เคยตึงเครียดก็กลับกลายเป็นรอยยิ้ม ชาวบ้านคนดังกล่าวได้เปลี่ยนท่าทีทันที พร้อมเปิดประตูบ้านออกมาต้อนรับอย่างเป็นกันเอง มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนปัญหาในชุมชน และให้กำลังใจนายภูมิอย่างอบอุ่น

"ตอนแรกนึกว่าสีส้มมา ผมเกือบปิดประตูหนีแล้ว แต่พอรู้ว่าเป็นพรรครักชาติ เป็นเบอร์ 6 ก็ยินดีเลยครับ เข้ามาคุยกันก่อน ยินดีต้อนรับเต็มที่" เสียงสะท้อนจากชาวบ้านในพื้นที่
.
“ภูมิ สวัสดี” มั่นใจ การลงพื้นที่คือหัวใจ
.
 

‘โอ๋ ชัยวุฒิ’ ฟาดเเรง “เท้งด้อยค่าทหาร" ไม่กล้าด่าพรรคอังเคิล ถามกลัวอะไร? จะเป็นนายกฯ ต้องรับใช้ประชาชน ไม่ใช่รับใช้ "ชินวัตร"

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 - นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ (เบอร์ 35) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเอกพิทยา เอี่ยมคงเอก ที่ปรึกษานโยบายเศรษฐกิจ และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 2 นำทีมพรรครักชาติ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4), นายโมเซนคาน เมฆดารา (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 24) และนาย กิตติพศ ถนอมวรารักษ์ ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 3 ร่วมลงพื้นที่ ตลาดนางเลิ้ง ซอยนครสวรรค์ 6 แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร เพื่อแนะนำตัว พร้อมขอคะแนนเสียง ให้กับผู้สมัคร สส.กทม. เขต 1 เบอร์ 15 นายอดัม ชินรัตนพิสิทธิ์ 

ซึ่งบรรยากาศค่อนข้างอบอุ่น ได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่ตลาดนางเลิ้ง และซอยนครสวรรค์ 6 เข้ามาทักทาย ถ่ายรูป และให้กำลังใจทีมพรรครักชาติและขอให้พูดเรื่องรักชาติ เยอะ ๆ พร้อมบ่นว่าพรรคเปิดตัวช้าไป ขณะที่ประชาชนหลายคนถามถึง รศ.ดร.เจษฎ์ เพราะเป็นแฟนคลับอาจารย์ ตั้งใจเดินเข้ามาเพื่อขอใบปลิว 

ทั้งนี้ระหว่างการลงพื้นที่ นายชัยวุฒิ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ทางการเมือง โดยแสดงความผิดหวังต่อท่าทีของหัวหน้าพรรคประชาชน หลังจากการปราศรัยเมื่อวานนี้ ที่หัวหน้าพรรค ประชาชน นายณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ กล่าวบนเวที ว่า “ทหารเขามีไว้ปกป้องประเทศ ไม่ได้มีไว้ปกครองประเทศ ” 

‘ชัยวุฒิ’ นำทีมรักชาติ หาเสียง กทม. สุดช้ำ! ป้ายหาเสียงถูกมือดีแกล้งพับปิดหน้า ‘อ.เจษฎ์’ เรียบ - ผู้สมัครหน้าใหม่ วอนเห็นใจพรรคเล็ก ทำเองติดเองไร้นายทุน


(กรุงเทพฯ) 26 มกราคม 2569 เวลา 23.00 น. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ (เบอร์ 35) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเอกพิทยา เอี่ยมคงเอก ที่ปรึกษานโยบายเศรษฐกิจ และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 2 นำทีมพรรครักชาติ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4), นายรวี เลาหพูนรังษี รองหัวหน้าพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7), นายรัฐภูมิ วัลลิกุล เหรัญญิกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9), นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค  และนายปิ่น แจ้งชะไว ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 28  ร่วมลงพื้นที่ย่านตลาดคลองเตย ถนนพระราม 4 ต่อเนื่องถึงถนนสุขุมวิท ย่านสวนสาธารณะอุทยานเบญจสิริ ถนนสุขุมวิท เพื่อแนะนำตัว นายสรยุทธ ลิขิตอาภากุล ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 4 เบอร์ 11 

โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากประชาชนในพื้นที่ ซึ่งระหว่างเดินได้ ทีมได้สำรวจความเรียบร้อยของป้ายโฆษณาหาเสียง แต่กลับต้องพบกับภาพที่น่าตกใจ เมื่อป้ายหาเสียงของถูกผู้ไม่หวังดีกลั่นแกล้ง โดยทำการดึงและพับป้ายลงมาปิดเฉพาะบริเวณใบหน้าของ “อ.เจษฎ์” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ซึ่งพบความเสียหายในลักษณะเดียวกันแทบทุกป้าย คาดว่าเป็นการกระทำในช่วงเวลากลางคืน ทำให้เจ้าตัวต้องลงมือซ่อมแซมป้ายด้วยตัวเอง

ปชป.กทม. เดินหน้าโค้งสุดท้าย “เนเน่–อีฟ–เกม–โจ” นำทัพสตรีทรัน จารึกเลข 27 กลางกรุง ตอกย้ำจุดยืน “เทาไม่ใช่ทาง…ทางที่เลือกต้องไม่เทา”

กรุงเทพฯ – พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร เดินหน้าโค้งสุดท้ายการเลือกตั้ง จัดกิจกรรมสตรีทรันภายใต้แคมเปญ “เทาไม่ใช่ทาง” พร้อมสโลแกน “ทางที่เลือกต้องไม่เทา” นำโดย เนเน่ รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี  รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกับผู้สมัคร สส.กทม. ได้แก่ เกม พงศ์พล เตมีย์, อีฟ วิเวียน จุลมนต์ และ โจ เจตน์สฤษดิ์ เลิศธนสาร ร่วมกันวิ่งสร้างสัญลักษณ์ เลข “27” บนผืนแผ่นดินไทย  ส่งสารชัดเจนถึงประชาชนว่า การเมืองไทยต้องไม่คลุมเครือ และต้องไม่ยอมจำนนต่อระบบสีเทา

กิจกรรมวิ่งระยะทางกว่า 11 กิโลเมตร เริ่มต้นจาก สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) เชื่อมต่อเส้นทางจากพื้นที่สีเขียวสู่ใจกลางเมือง ผ่านซอยพหลโยธิน 18 ถนนวิภาวดีรังสิต ซอยวิภาวดีรังสิต 16 เข้าสู่ถนนรัชดาภิเษก ผ่านย่านสุทธิสาร ก่อนสิ้นสุดที่ ศาลพระพิฆเนศ ห้วยขวาง เพื่อขอฤกษ์ขอชัย สะท้อนการเดินหน้าทางการเมืองอย่างมุ่งมั่นและไม่ถอย

นางรัดเกล้า กล่าวว่า แคมเปญ “เทาไม่ใช่ทาง” เกิดจากความอัดอั้นของประชาชนจำนวนมากที่ เบื่อการเมืองคลุมเครือ เบื่อระบบสีเทา และเบื่อการถูกบังคับให้เอาตัวรอดแบบประนีประนอมกับความไม่ถูกต้อง พร้อมย้ำว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เวลาของทางสายกลางที่ไร้จุดยืน แต่เป็นเวลาที่ประชาชนต้องเลือกข้างอย่างชัดเจน ว่าจะยอมรับความเทาต่อไป หรือเลือกการเมืองที่ซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา

‘น็อต’ ไม่สนดราม่า ไอโอ (io) พาทัวร์ลง ด้าน ‘ภูมิ’ พรรครักชาติ ดอดให้กำลังใจ ชื่นชมพี่น็อต ที่กล้าออกมาปกป้อง สถาบันหลักของชาติ 

(กรุงเทพฯ) หลังจากที่เคย ออกมา ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นของ น็อต วรฤทธิ์ เฟื่องอารมณ์  ล่าสุด วันนี้ (27 มกราคม 2569) เวลา 13:30 น. นายภูมิ สวัสดี (ไมเคิล) ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 21 เบอร์ 6 พรรครักชาติ เดินทางไปยังร้านลูกโต้งชลวัว ซอย บางนา-ตราด 23 แขวงบางนาเหนือ เขตบางนา กรุงเทพมหานคร  เพื่อให้กำลังใจนายวรฤทธิ์ เฟื่องอารมย์ (น็อต) ดารา และพิธีกรรายการโทรทัศน์ หลังเจอกระแสดราม่าจากกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคการเมืองหนึ่ง ที่เข้ามาคอมเมนต์เสียหายทางหน้าโซเชียลมีเดียส่วนตัว ลุกลามไปจนถึงการรีวิวร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น ”ลูกโต้งชลวัว” ของน็อต-วรฤทธิ์ ในเชิงลบ 

โดยนายภูมิ ย้ำว่า ต้องการเข้ามาให้กำลังใจ และสนับสนุนสิ่งที่ทำ แม้จะต้องเจอกับกระแสเชิงลบในโลกออนไลน์ก็ตาม 

“ผมอยากขอเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่รักชาติ อยากจะบอกพี่ว่า สู้ต่อไปนะครับ มันไม่ค่อยมีคนที่อยู่ในสื่อ แล้วออกมาสื่อสารอย่างมีจุดยืนแบบที่พี่ทำ เพราะทำแล้วจะโดน IO ลงจนเสียงานเสียการแบบนี้ ทำให้คนกลัวกัน และขอสนับสนุนให้พี่ทำต่อไป เพื่อเป็นตัวอย่างให้ทุกคนเห็นว่ามันไม่ส่งผลกระทบอะไรขนาดนั้น และอยากให้พี่ทราบว่า พี่ไม่ได้ยืนคนเดียว ยังมีพวกเราอีกมากที่เห็นด้วย และพร้อมสนับสนุนพี่” นายภูมิ กล่าว

ทหารมีไว้ทำไม? ฟังคำตอบจากสมรภูมิจริง ‘พล.ท.กนก’ ชี้ถ้าไร้รั้วของชาติ ไทยเสี่ยงเสียเอกราชชายแดน

วันที่ 28 ม.ค. 69 ที่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จัดเสวนาวิชาการ ในหัวข้อ ทหารมีไว้ทำไม :วิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งด้านกองทัพของพรรคการเมืองไทย นำเสวนาโดย พล.อ.ดร.นพนันต์ ชั้นประดับ อดีตที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก , พล.ท.กนก เนตระคะเวสนะ อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการกอง กำลังสุรนารี , ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และที่ปรึกษา รมว.กลาโหม

โดยช่วงหนึ่ง พล.ท.กนก เนตระคะเวสนะ อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการกองกำลังสุงสุรนารี กล่าวว่า คำถามที่หลายคนพูดกันว่าทหารมีไว้ทำไม ตนอยากจะถามว่าเคยได้ยินคำว่าว่าประเทศเป็นบ้านทหารเป็นรั้วหรือไม่ หน้าที่ของทหารคือป้องกันประเทศ และปกป้องแผ่นดินไม่ให้ข้าศึกเข้ามารุกราน ในห้วงเวลาที่ผ่านมาถ้าไม่มีการสู้รบก็จะไม่เห็นว่าทหารนั้นทำหน้าที่อย่างไร แต่เราทุกคนก็เห็นหน้าที่ของทหารจากการสู้รบครั้งที่ 1 ทำให้เรารู้ว่าพื้นที่ที่บางส่วนที่อยู่ชายแดนของเรานั้นเป็นอย่างไร เช่น บริเวณพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 จะเป็นภูเขา ในส่วนของกองทัพภาคที่ 1 จะเป็นพื้นที่ราบและในชายแดนจันทบุรี ตราดจะมีพื้นที่เป็นลำน้ำสลับกับภูเขา ในส่วนการสู้รบในพื้นพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 2 นั้น ก็ดำเนินการที่จะผลักดันทหารกัมพูชาที่เข้ามาอยู่อาศัยรวมทั้งประชาชนบางส่วนในแต่ละพื้นที่ซึ่งรวมทั้งหมด 11 จุด

พล.ท.กนก กล่าวอีกว่า แต่ยังมีพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ทับช้อน อาทิ ช่องอานม้า, เนิน 677, เนิน 500, เนิน 350, ปราสาทตาควาย โดยเฉพาะปราสาทตาเมือนธม ที่มีการเผชิญหน้ากันจนเกิดการกระทบกระทั่ง และเกิดเหตุการณ์รบครั้งที่ 2 ซึ่งใช้เวลาในการรบมากกว่ารอบแรก และรบต่อเนื่องหลายในหลายพื้นที่ เราสามารถยึดได้หลายพื้นที่และสามารถผลักดันทหารกัมพูชาออกไปได้

พล.ท.กนก กล่าวอีกว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันในพื้นที่ของทัพภาคที่ 2 เราได้คุมพื้นที่ส่วนใหญ่ที่อยู่บนภูเขาได้ กัมพูชาลงไปอยู่ในพื้นที่ราบ แต่ก็ยังมีหลายพื้นที่ที่ยังเผชิญหน้ากันอยู่ นี้คือคำตอบที่ชี้บอกได้ว่า กัมพูชากับไทยแต่ยังแต่ยังมีการสู้รบรอบที่ 3 เพราะในบางพื้นที่ยังไม่มีการถอนกำลังออกไป เพราะฉะนั้นหน้าที่ของกองทัพภาคที่ 2 คือพยายามที่จะผลักดันให้กับกัมพูชาออกไป แต่หากไม่มีการผลักดัน ปัญหาเหยียบทุ่นระเบิดทหารไทยขาขาด ปัญหาทหารกัมพูชามาลาดตระเวนยั่วยุเพื่อที่จะยึดพื้นที่เพิ่มขึ้น ก็จะมีการเกิดขึ้นมาอีก

พล.ท.กนก กล่าวอีกว่า แต่จากการสู้รบทั้ง 2 ครั้ง จะเป็นภาพและคำตอบให้ประชาชนได้รับทราบและรับรู้ว่าได้ว่าทหารมีไว้ทำไม แต่ก่อนจะมาถึงจุดนี้ให้ลองมองกลับไปว่าทหารคือใคร ทหารก็คือประชาชนแต่ได้เข้ารับการฝึกทางด้านยุทธวิธีทางด้านการทหารตามลำดับขั้นตามรูปแบแบหน่วย ที่ฝึกหลายด้านผสมผสานเพื่อทำการรบ การรบในพื้นที่แตกต่างกันออกไป จึงต้องใช้ทหารที่ฝึกออกมาในรูปแบบชำนาญการ อยากให้ลองนึกดูว่าทหารที่จะเข้าทำการตีบังเกอร์ของอีกฝ่ายที่เป็นพื้นพื้นที่มั่นนั้น จะต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่งแค่ไหน เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ต้องเสี่ยงชีวิต อีกทั้ง ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นก็จะพยายามที่จะทำงานให้ประสบความสำเร็จคือการผลักดันกัมพูชาออกไปยึดที่หมายให้ได้โดยให้มีการสูญเสียน้อยที่สุด ทั้งหมดนี้จึงย้ำให้เห็นได้ว่า นี้คือหน้าที่ของทหาร

เมื่อถามว่านโยบายพรรคการเมืองใด ที่เหมาะสมกับทางด้านกองทัพในช่วงเวลานี้ พล.กนกกล่าวว่า ทางด้านนักการเมืองอาจจะมีความรู้ความสามารถในด้านอื่น แต่อาจจะไม่มีความรู้ความสามารถทางด้านของกองทัพและทหาร แม้กระทั่งการที่จะเข้าเป็นรัฐบาล ก็ต้องมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงกับการทำงานของกองทัพ บางส่วนเห็นว่ายังทำไม่เต็มที่ เพราะฉะนั้นรัฐบาลที่เข้ามาทำหน้าที่ต้องเข้าใจสถานการณ์ในปัจจุบันว่ากองทัพต้องการ สิ่งที่กองทัพได้ใช้ไปในการสู้รบ 2 ครั้งรัฐบาลต้องเติมเต็มในการที่จะสู้รบหากเกิดเหตุการณ์รบครั้งที่ 3

พล.ท.กนก กล่าวว่า ในเรื่องของการเติมเต็มในสิ่งที่ใช้ไปนั้น ในการรบเราที่เร่าใช้ก็ส่วนมากคือในด้านของกระสุนซึ่งต้องมีการเติมเต็มเข้ามาทดแทน อีกทั้ง กัมพูชาได้มีการพัฒนาอาวุธขึ้นมาใหม่เพื่อจะต่อสู้ เช่น อาวุธที่จะต่อสู้กับเครื่องบินรบ F-16 ฉะนั้นเราต้องคิดกันต่อว่า เราจะมีอาวุธอะไรไปสู้รบกับเขาอีก ไม่ใช่ที่จะใช้รูปแบบเดิมเพราะฝั่งตรงข้ามก็พัฒนาเช่นกัน หากจะถามว่าหลังจากนี้ไปจนถึงวันที่ 8 ก.พ. 2569 จะมีการสู้รบหรือไม่ ขอตอบว่าปัจจุบันนี้ยังไม่มี แต่จะให้ดูความพร้อมของกัมพูชาว่ากัมพูชามีความพร้อมขนาดไหน ซึ่งต้องเปรียบเทียบจากการสู้รบทั้ง 2 ครั้ง

พล.ท.กนก กล่าวอีกว่า กรณีที่กัมพูชามีการขุดดูเลตที่พื้นที่ตราดนั้น เป็นการขุดคูเลตในรูปแบบซิกแซก โดยเป็นลักษณะการขุดเป็นร่องซึ่งจะทำเป็นคูเลตทางยุทธวิธี สำหรับในส่วนบังเกอร์ของทหารกัมพูชาที่มีภาพออกมานั้น มีลักษณะแผ่นปูนสามเหลี่ยมมีการวางอยู่บริเวณแนวชายแดนตรงข้ามเนิน 350 ซึ่งมีระยะห่างจากชายแดนไทยออกมา 1 กิโลเมตร ซึ่งจากที่เราเห็นว่าเป็นแผ่นปูนก็แสดงให้เห็นว่ามันยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งหากดำเนินการเสร็จแล้วจะต้องมีการนำดินมากลบในพื้นที่เพื่อเป็นที่กำบัง

พล.ท.กนก กล่าวย้ำว่า นี้เป็นสัญญาณว่าทางกัมพูชายังไม่พร้อมที่จะกับไทย และรัฐบาลใหม่หากเข้ามาเป็นรัฐบาลแล้ว อยากจะให้มีการทำความเข้าใจกับกองทัพ และสามารถสนับสนุนกองทัพให้มีความพร้อมในการที่จะป้องกันประเทศให้เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการร่วมมือร่วมใจการทำงานเพื่อชาติเพื่อแผ่นดิน และรักษาแผ่นดินให้รุ่นต่อไปได้

จาก “ทหารมีไว้ทำไม” ถึง “ประกันสังคม” ถอดรหัสยุทธศาสตร์หาเสียงของพรรคส้ม: ทำไมต้องทำแบบนี้

การหาเสียงของพรรคสาย “ส้ม” รอบก่อน–รอบนี้ มีแพตเทิร์นคล้ายกันชัดเจน: เลือกหยิบ “สถาบัน/ระบบใหญ่” ที่คนรู้สึกว่าแตะต้องยาก แล้วเปลี่ยนให้เป็น “คำถามสาธารณะ” ที่คนธรรมดาพูดคุยและตัดสินได้ในชีวิตประจำวัน

รอบก่อน คำถามคือ “ทหารมีไว้ทำไม” ที่พาเกมการเมืองไปสู่การถกเถียงเรื่องงบประมาณ–บทบาท–ความคุ้มค่า และความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจรัฐกับประชาชน ส่วนรอบนี้ เป้าหมายคือ “ประกันสังคม” ซึ่งเกี่ยวพันกับคนทำงานโดยตรง เพราะเงินถูกหักจริงทุกเดือน และกองทุนมีขนาดใหญ่ระดับประเทศ

คำถามสำคัญคือ: ทำไมพรรคส้มต้องทำแบบนี้? คำตอบคือ นี่คือ “วิธีสร้างสนามเลือกตั้ง” ให้เป็นเรื่อง ความโปร่งใส–ความคุ้มค่า–อำนาจตรวจสอบ มากกว่าเรื่องตัวบุคคล

1) หลักการเดียวกัน: ทำเรื่อง “ใหญ่และกลัวแตะ” ให้กลายเป็น “เรื่องที่คนธรรมดามีสิทธิถาม”
วาทกรรมแบบ “ทหารมีไว้ทำไม” เป็นคำถามชนิดที่บีบให้ระบบต้องอธิบายตัวเอง (explain-or-lose) เพราะตั้งต้นจากความรู้สึกของประชาชนว่า “งบสูง อำนาจสูง แต่ผลลัพธ์จับต้องยาก”
เมื่อย้ายสนามมาที่ “ประกันสังคม” หลักการสื่อสารยิ่งแรงขึ้น เพราะความรู้สึกของคนทำงานคือ เงินเป็นของเราโดยตรง แต่ข้อมูลการใช้เงินและกระบวนการตัดสินใจอยู่ไกลมือ

2) เลือกประเด็นที่ “ชนะใจคนทำงาน” ได้จริง: กระทบกระเป๋า และกระทบศักดิ์ศรี
เรื่องกองทัพเป็นสนามที่อ่อนไหวสูงเพราะพัวพันกับความมั่นคงและอารมณ์ร่วมเชิงชาติ แต่ “ประกันสังคม” เป็นเรื่องปากท้องและความเป็นธรรม จึงทำให้การสื่อสารเข้าถึงคนส่วนใหญ่ได้ง่ายกว่า
เมื่อเกิดประเด็นที่สื่อสารได้สั้นๆ (เช่น ความเหมาะสมของการใช้งบ โครงการจัดซื้อจัดจ้าง หรือความล่าช้าในการบริการ) มันจะกลายเป็น “หลักฐานเชิงอารมณ์” ที่ทำให้คนรู้สึกว่าเงินก้อนใหญ่ควรถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น

3) กองทุนใหญ่ + โครงสร้างกำกับถูกตั้งคำถาม = เชื้อไฟชั้นดีของการเมืองตรวจสอบ
ประกันสังคมไม่ได้เป็นแค่หน่วยบริการ แต่เป็นผู้จัดการสินทรัพย์สาธารณะก้อนใหญ่ และเมื่อโครงสร้างกำกับ หรือกติกาการมีส่วนร่วมถูกตั้งคำถาม ก็ยิ่งต่อยอด narrative ได้ว่า “เงินของแรงงาน แต่แรงงานกำกับได้ไม่เต็มที่”
ในเชิงยุทธศาสตร์ พรรคส้มได้เรื่องเล่าครบชุดในสนามเดียว: เงินของแรงงาน + ต้องตรวจสอบได้ + ต้องมีธรรมาภิบาล และนี่เป็นพื้นที่ที่พรรคสื่อสารได้ถนัด เพราะเป็นการเมืองแบบโครงสร้าง–กติกา–ตรวจสอบ ไม่ใช่แค่แจกอย่างเดียว

4) เป้าหมายลึกๆ: แย่งนิยาม “ความดี/ความรักชาติ” ให้กลับมาเป็นเรื่องประสิทธิภาพและความคุ้มค่า
รอบก่อน คำพูดแรงๆ เกี่ยวกับทหารถูกอีกฝ่ายตีความว่า “ไม่เคารพ/ไม่เข้าใจความมั่นคง” จนเกิดแรงตีกลับ และทำให้พรรคต้องถอยเชิงถ้อยคำ
รอบนี้ การย้ายสมรภูมิไปที่ประกันสังคม คือการพาเกมกลับมาอยู่ในพื้นที่ที่ได้เปรียบกว่า: พูดเรื่องธรรมาภิบาลแล้วคนจำนวนมากรู้สึกว่า “ใช่”, โจมตีเรื่องความคุ้มค่าแล้วฝ่ายตั้งรับตอบยาก, และใช้บทบาทฝ่ายค้านตรวจสอบได้อย่างชอบธรรม

5) ความเสี่ยงแบบเดิม: วาทกรรมแรง = ถูกตีว่าเหมารวม/ทำลายความเชื่อมั่นระบบ
บทเรียนจาก “ทหารมีไว้ทำไม” คือ วาทกรรมที่แรงเกินไปมักถูกตีความว่า “ดูถูกทั้งระบบ” แทนที่จะวิจารณ์เฉพาะกลไกที่มีปัญหา
กับประกันสังคมก็เช่นกัน หากสื่อสารแรงแต่ไม่ทำการบ้าน อาจถูกสวนกลับว่า หยิบเคสเดียวมาปั่น ไม่เข้าใจกฎหมาย/โครงสร้างงบ หรือทำลายความเชื่อมั่นระบบสวัสดิการโดยไม่จำเป็น
แต่ถ้าทำการบ้านแน่นและเสนอทางออกควบคู่ (เช่น เปิดข้อมูลเชิงรุก, KPI บริการ, แดชบอร์ดกองทุนที่อ่านง่าย) เกมนี้จะกลายเป็นแต้มบวกมากกว่าดราม่า

ถอดรหัสทำไมต้องเล่นสถาบันใหญ่ จากโจมตี ‘ทหารมีไว้ทำไม’ เป็นประกันสังคม ยุทธศาสตร์หาเสียงพรรคส้มที่ทำซ้ำ หวังสร้างแต้มต่อโกยคะแนนเสียงยุคโซเชียล

จาก “ทหารมีไว้ทำไม” ถึง “ประกันสังคม” ถอดรหัสยุทธศาสตร์หาเสียงของพรรคส้ม: ทำไมต้องทำแบบนี้

การหาเสียงของพรรคสาย “ส้ม” รอบก่อน–รอบนี้ มีแพตเทิร์นคล้ายกันชัดเจน: เลือกหยิบ “สถาบัน/ระบบใหญ่” ที่คนรู้สึกว่าแตะต้องยาก แล้วเปลี่ยนให้เป็น “คำถามสาธารณะ” ที่คนธรรมดาพูดคุยและตัดสินได้ในชีวิตประจำวัน

รอบก่อน คำถามคือ “ทหารมีไว้ทำไม” ที่พาเกมการเมืองไปสู่การถกเถียงเรื่องงบประมาณ–บทบาท–ความคุ้มค่า และความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจรัฐกับประชาชน ส่วนรอบนี้ เป้าหมายคือ “ประกันสังคม” ซึ่งเกี่ยวพันกับคนทำงานโดยตรง เพราะเงินถูกหักจริงทุกเดือน และกองทุนมีขนาดใหญ่ระดับประเทศ

คำถามสำคัญคือ: ทำไมพรรคส้มต้องทำแบบนี้? คำตอบคือ นี่คือ “วิธีสร้างสนามเลือกตั้ง” ให้เป็นเรื่อง ความโปร่งใส–ความคุ้มค่า–อำนาจตรวจสอบ มากกว่าเรื่องตัวบุคคล

1) หลักการเดียวกัน: ทำเรื่อง “ใหญ่และกลัวแตะ” ให้กลายเป็น “เรื่องที่คนธรรมดามีสิทธิถาม”
วาทกรรมแบบ “ทหารมีไว้ทำไม” เป็นคำถามชนิดที่บีบให้ระบบต้องอธิบายตัวเอง (explain-or-lose) เพราะตั้งต้นจากความรู้สึกของประชาชนว่า “งบสูง อำนาจสูง แต่ผลลัพธ์จับต้องยาก”
เมื่อย้ายสนามมาที่ “ประกันสังคม” หลักการสื่อสารยิ่งแรงขึ้น เพราะความรู้สึกของคนทำงานคือ เงินเป็นของเราโดยตรง แต่ข้อมูลการใช้เงินและกระบวนการตัดสินใจอยู่ไกลมือ

2) เลือกประเด็นที่ “ชนะใจคนทำงาน” ได้จริง: กระทบกระเป๋า และกระทบศักดิ์ศรี
เรื่องกองทัพเป็นสนามที่อ่อนไหวสูงเพราะพัวพันกับความมั่นคงและอารมณ์ร่วมเชิงชาติ แต่ “ประกันสังคม” เป็นเรื่องปากท้องและความเป็นธรรม จึงทำให้การสื่อสารเข้าถึงคนส่วนใหญ่ได้ง่ายกว่า
เมื่อเกิดประเด็นที่สื่อสารได้สั้นๆ (เช่น ความเหมาะสมของการใช้งบ โครงการจัดซื้อจัดจ้าง หรือความล่าช้าในการบริการ) มันจะกลายเป็น “หลักฐานเชิงอารมณ์” ที่ทำให้คนรู้สึกว่าเงินก้อนใหญ่ควรถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น

3) กองทุนใหญ่ + โครงสร้างกำกับถูกตั้งคำถาม = เชื้อไฟชั้นดีของการเมืองตรวจสอบ
ประกันสังคมไม่ได้เป็นแค่หน่วยบริการ แต่เป็นผู้จัดการสินทรัพย์สาธารณะก้อนใหญ่ และเมื่อโครงสร้างกำกับ หรือกติกาการมีส่วนร่วมถูกตั้งคำถาม ก็ยิ่งต่อยอด narrative ได้ว่า “เงินของแรงงาน แต่แรงงานกำกับได้ไม่เต็มที่”
ในเชิงยุทธศาสตร์ พรรคส้มได้เรื่องเล่าครบชุดในสนามเดียว: เงินของแรงงาน + ต้องตรวจสอบได้ + ต้องมีธรรมาภิบาล และนี่เป็นพื้นที่ที่พรรคสื่อสารได้ถนัด เพราะเป็นการเมืองแบบโครงสร้าง–กติกา–ตรวจสอบ ไม่ใช่แค่แจกอย่างเดียว

4) เป้าหมายลึกๆ: แย่งนิยาม “ความดี/ความรักชาติ” ให้กลับมาเป็นเรื่องประสิทธิภาพและความคุ้มค่า
รอบก่อน คำพูดแรงๆ เกี่ยวกับทหารถูกอีกฝ่ายตีความว่า “ไม่เคารพ/ไม่เข้าใจความมั่นคง” จนเกิดแรงตีกลับ และทำให้พรรคต้องถอยเชิงถ้อยคำ
รอบนี้ การย้ายสมรภูมิไปที่ประกันสังคม คือการพาเกมกลับมาอยู่ในพื้นที่ที่ได้เปรียบกว่า: พูดเรื่องธรรมาภิบาลแล้วคนจำนวนมากรู้สึกว่า “ใช่”, โจมตีเรื่องความคุ้มค่าแล้วฝ่ายตั้งรับตอบยาก, และใช้บทบาทฝ่ายค้านตรวจสอบได้อย่างชอบธรรม

5) ความเสี่ยงแบบเดิม: วาทกรรมแรง = ถูกตีว่าเหมารวม/ทำลายความเชื่อมั่นระบบ
บทเรียนจาก “ทหารมีไว้ทำไม” คือ วาทกรรมที่แรงเกินไปมักถูกตีความว่า “ดูถูกทั้งระบบ” แทนที่จะวิจารณ์เฉพาะกลไกที่มีปัญหา
กับประกันสังคมก็เช่นกัน หากสื่อสารแรงแต่ไม่ทำการบ้าน อาจถูกสวนกลับว่า หยิบเคสเดียวมาปั่น ไม่เข้าใจกฎหมาย/โครงสร้างงบ หรือทำลายความเชื่อมั่นระบบสวัสดิการโดยไม่จำเป็น
แต่ถ้าทำการบ้านแน่นและเสนอทางออกควบคู่ (เช่น เปิดข้อมูลเชิงรุก, KPI บริการ, แดชบอร์ดกองทุนที่อ่านง่าย) เกมนี้จะกลายเป็นแต้มบวกมากกว่าดราม่า

บทสรุป: ทำไมพรรคส้มต้องทำแบบนี้?
เพราะนี่คือสูตรการเมืองที่ทำให้ “แตกต่าง” และ “คุมวาระ” ได้พร้อมกัน:
1) เลือกสถาบันใหญ่ที่คนรู้สึกว่าแตะยาก
2) แปลงให้เป็นคำถามที่คนธรรมดาถามได้
3) ผูกกับเงิน–ความคุ้มค่า–ความโปร่งใส
4) ทำให้การเลือกตั้งกลายเป็นเรื่อง “ระบบ” ไม่ใช่แค่ “ตัวคน”

รอบก่อน เขาใช้ “ทหาร” เป็นภาพแทนอำนาจรัฐที่ประชาชนอยากตรวจสอบ รอบนี้ เขาใช้ “ประกันสังคม” เป็นภาพแทน รัฐราชการ–กองทุนใหญ่–ความโปร่งใส และนี่คือเหตุผลว่าทำไมพรรคส้ม “ต้องทำแบบนี้” ในเกมเลือกตั้งยุคโซเชียล

 

‘ดร.เจษฎ์’ ชม ‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ จี้ กกต.เร่งตรวจสอบเบิกเงินสด 250 ล้าน ก่อนบ้านเมืองวิบัติ

(อยุธยาฯ) 29 มกราคม 2569 เวลา 08.00 น. รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ เบอร์ 35 ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในระหว่างการลงพื้นที่หาเสียง ตลาดเจ้าพรหม ถนนอู่ทอง ตำบลหอรัตนไชย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถึงกรณีที่มีการนำเงินทุนเทามาใช้ซื้อเสียงเลือกตั้งว่า จากกระแสข่าวในช่วงแรกที่มีการคุยกันว่า มีเงินจากทุนเทาไหลเข้ามานับแสนล้าน เอามาใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ต่อมาก็มีข่าวว่ามีการจ่ายเงินซื้อเสียงหัวละ 7,500 บาท นั่นเท่ากับว่ามีการนำเงินเทาเข้ามาใช้ซื้อเสียงประมาณ 2 แสนล้านบาท

"มันชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ จากเดิมที่คุยกันว่า มีเงินจากทุนเทาเข้ามาแสนล้าน เพื่อที่จะเอามาจ่ายในการเลือกตั้ง ต่อมาก็มีการพูดกันว่า จ่ายหัวละ 7,500 บาท นั่นเท่ากับว่าเงินประมาณ 2 แสนล้านเข้ามา" แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ กล่าว

รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า วันนี้ ก็มีความชัดเจนแล้วเมื่อผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาเปิดข้อมูลการเบิกถอนเงินสดก้อนโตผิดปกติถึง 2 ระลอก  ครั้งแรก 100 ล้านบาท และอีกครั้ง 250 ล้านบาท ซึ่งการเบิกเงินในลักษณะนี้ มีความไม่ชอบมาพากลสูง

"ความชัดเจนในวันนี้ ต้องขอบคุณท่านผู้ว่าแบงก์ชาตินะครับ ที่ท่านออกมาเปิดเผยว่า มีการเบิกเงิน 2 ระลอก อันนี้ของจริงเลย 100 ล้านทีหนึ่ง 250 ล้านอีกทีหนึ่ง เงินแบบนี้มีความไม่ชอบมาพากลสูง" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top