Saturday, 6 June 2026
Politics

‘อรรถวิชช์’ ขอบคุณสมาชิก รทสช. รับตำแหน่ง!! ‘รองหัวหน้าพรรค’ ลั่น!! เดินหน้า ‘เสรีโซลาร์–ปฏิรูปเครดิตบูโร’ เชื่อมั่น!! ‘พีระพันธุ์’ นำพรรคสู้วิกฤตประเทศ

เมื่อวานนี้ (2 พ.ย. 68) นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ขอบคุณสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยมีใจความว่า ...

ผมขอขอบคุณสมาชิกพรรค #รวมไทยสร้างชาติ ที่มอบหมายให้ทำหน้าที่รองหัวหน้าพรรค ในภารกิจงานนโยบายพรรค ผมจะทำให้ดีที่สุด 

นโยบายพลังงาน "เสรีโซลาร์" จะชนกี่ตอ เราจะทำให้สำเร็จ! นโยบายเศรษฐกิจฐานราก "ปฏิรูปเครดิตบูโร" ยุติการแช่แข็งลูกหนี้ให้คนมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อแก้หนี้ครัวเรือน เราจะลุยต่อจนสำเร็จ!!

ผมเชื่อ "ความเด็ดขาดและการทำงานที่จริงจัง" ของคุณพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่สู้กับวิกฤตของประเทศ ถ้าพรรคมีคนแบบเดียวกัน มาสู้ด้วยกัน การเมืองจะเปลี่ยนไป…. เชื่อในสิ่งที่ทำ ทำในสิ่งที่เชื่อ!!
 

คนไทย ‘เจ็บแล้วไม่จำ’ วงจรอุบาทว์ทางการเมือง ไม่สิ้นสุด เพราะประชาชน ยังเลือก!! นักการเมืองในคราบโจร

เมื่อวันที่ (2 พ.ย. 68) คนไทยมีความโดดเด่นในเรื่อง “เจ็บแล้วไม่จำ” ซ้ำยังเป็นชาติพันธุ์ที่ให้อภัยพร่ำเพรื่อ ผสมกับการลืมง่าย และเห่อของใหม่ นิสัยทั้งหมดเหล่านี้จึงทำให้ได้นักการเมืองขายชาติ, โกงที่ดิน, ฮั้ว สว., เอี่ยวสแกมเมอร์, หนีการเกณฑ์ทหาร และนัการเมืองล้มล้างสถาบันกษัตริย์ เข้ามาอยู่ในสภา

สภาอันทรงเกียรติ กลายเป็น “สภาที่น่ารังเกียจ” ดูหมอง ไร้ราคา และไร้ความน่าเชื่อถือ กลายเป็นพื้นที่ของกลุ่มคนที่เป็นอันตรายต่อประเทศชาติในความรู้สึกของประชาชนคนไทยที่ “คิดเป็น” 

ทั้งหมดล้วนมาจากน้ำมือของ “คนที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง” ไม่น้อยกว่า 30 ล้านเสียง ที่ผลักดัน สนับสนุนด้วยการกาเลือก “นักการเมืองในคราบโจร” ให้มาทำร้ายแผ่นดินไทย 

นักการเมืองที่กระทำชั่วกับชาติ และประชาชน กี่ยุคสมัยก็ไม่ได้ฉลาดล้ำ แถมยังอ่านออกได้ง่าย ๆ เพราะถ้ามองดี ๆ ก็จะเห็นคำว่า “นักการเมืองเลว” แปะติดอยู่ที่หน้าผากทุกคน แต่ขนาดว่าดูง่าย แค่ไหน ก็ยังมี “คนไทยบ้องตื้น” หลงวนอยู่กับความมืดบอด ออกไปกาเลือกในสิ่งที่เข้าใจเพียงผิวเผิน ผลจึงออกมาอย่างที่เห็น เป็น “ลูปนรก” หมุนวนอยู่กับที่ ไร้ทางออก ไร้ความรุ่งเรือง

คำกล่าวที่ว่า ถ้าประเทศใดมีประชาชนไม่ฉลาด ประเทศชาตินั้นก็จะได้ “นักการเมืองเลว” นั้นจริงที่สุด 

สำหรับประเทศไทย นอกจากมี “ประชาชนฉลาดน้อย” ที่มีอยู่ในจำนวนไม่น้อยในสังคม ก็ยังถือดี อวดดี ไม่อ่านหนังสือ ไม่ติดตามข่าว ไม่สนเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ไม่แยแสเรื่องบ้านเรื่องเมือง ดูแต่ข่าวซุบซิบดารา สนแต่เรื่องราวบันเทิงน้ำเน่า ตามติดแต่ “คนดัง” ที่ผลัดเปลี่ยนกันมา “หลอกต้มสังคม” เมื่อถึงเวลาต้องเลือกตั้ง ก็ออกไปเลือกตามกระแส หรือสิ่งที่เคยเห็นผ่าน ๆ ทางหน้าจอมือถือ เรื่องที่จะใช้ “สติปัญญาตรองคิด” ยากที่จะมี กรรมจึงต้องตกอยู่กับคนไทยทั้งประเทศ

“คนไทยคิดน้อย” เหล่านี้ ก็ไม่เคยรู้สึกรู้สา หรือสำนึกถึงการกระทำของตัวเอง ส่วนใหญ่ ๆ เลือกคนเลวเข้ามาเสร็จก็หันไปสายลมแสงแดดกับชีวิตตนเอง ปล่อยความเน่าเหม็นให้คนไทยทั้งชาติร่วมรับกรรมกันไป 

คิดเหมือนผมไหมครับ โคตรจะไม่แฟร์ ไม่แฟร์เลยจริง ๆ

‘เนเน่’ เล่าบรรยากาศตึงเครียด เหตุการณ์ ‘อภิสิทธิ์’ นั่งเคลียร์นิสิตจุฬาฯ หลังชูป้ายป่วนถามกรณีสลายชุมนุมปี 53 สุดท้ายจบสวยด้วยเหตุผลบนข้อเท็จจริง

'เนเน่ รัดเกล้า' เล่าเหตุระทึก 'อภิสิทธิ์' นั่งเคลียร์นิสิตจุฬาฯ ประท้วงเหตุสลายชุมนุมปี 53 ก่อนเข้าบรรยายในหัวข้อ “นโยบายสาธารณะ: ทฤษฎีและการปฏิบัติ”

นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ด้านสตรี เยาวชน ความยั่งยืน) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เนเน่ รัดเกล้า สุวรรณคีรี เมื่อวันที่ 2 พ.ค. ที่ผ่านมา ระบุว่า "เพราะอยู่ในเหตุการณ์จริง #อภิสิทธิ์นิสิตจุฬา …เลยอยากเล่าให้ฟังค่ะ 

วันนี้เนเน่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ที่ด้านล่างคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ก่อนที่การบรรยายในห้องจะเริ่มขึ้นไม่นานค่ะ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนที่กลุ่มน้องๆนิสิตจุฬาฯ ประมาณ 5–6 คน เข้ามาถือป้ายแสดงออกและขอคำชี้แจงกับ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เกี่ยวกับกรณี #สลายการชุมนุมปี53 ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายคนยังคงมีคำถาม และอยากฟังจากเจ้าตัวโดยตรง

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ สื่อประชาไท ที่บันทึกเหตุการณ์ไว้อย่างครบถ้วน และเผยแพร่คลิปให้ประชาชนได้เห็นข้อเท็จจริงด้วยตนเองค่ะ

เหตุการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม Policy Talk หัวข้อ “นโยบายสาธารณะ: ทฤษฎีและการปฏิบัติ” จัดโดย ศาสตราจารย์ ไชยันต์ ไชยพรในหลักสูตรรัฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขานโยบายสาธารณะ (CU-DriPP) ซึ่งเนเน่เองก็กำลังศึกษาอยู่พอดีค่ะ

อาจารย์ไชยันต์ ได้เชิญ คุณอภิสิทธิ์ มาเป็นผู้บรรยายคนแรกของซีรีส์ Policy Talk (จากทั้งหมด 4 ครั้ง ซึ่งการคัดเลือกผู้มาบรรยายเป็นการหารือร่วมกันระหว่างคณะนักศึกษา ปริญญาเอกในหลักสูตรและอาจารย์ไชยันต์) เนื่องจากท่านเป็นหนึ่งในอดีตนายกรัฐมนตรีที่มีความอิสระในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะอย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากในผู้นำทางการเมืองของไทยยุคหลัง ในความเห็นของอาจารย์ ไชยันต์

เหตุการณ์ในวันนี้... ทั้งคณะอาจารย์ และคณะนักศึกษาปริญญาเอก ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าเลย ว่าน้อง ๆ นิสิตประมาณ 5–6 คน จะเข้ามาถือป้ายใส่แขกรับเชิญของพวกเราเช่นนี้ ทั้งนี้ (ดูได้จากในคลิป) พี่ๆ ทีม รปภ. พยายามทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสุดความสามารถ พยายามเข้าดูแลสถานการณ์ แต่คุณอภิสิทธิ์กลับพูดกับเจ้าหน้าที่อย่างสุภาพ (พร้อมแตะที่แขน รปภ. เบาๆ) ว่า...

“ไม่เป็นไรครับ ให้เขาแสดงออกเถอะ อย่าไปกีดกัน”

จากนั้นท่านได้ชวนน้อง ๆ มานั่งพูดคุยกันที่ม้านั่งบริเวณใกล้ ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ถาม-ตอบกันตรงไปตรงมา การสนทนานั้นกินเวลาประมาณ 20 กว่านาที โดยหนึ่งในน้องนิสิตได้ขออนุญาตบันทึกเสียงและวิดีโอไว้ คุณอภิสิทธิ์ไม่ติดขัดใดๆ ซึ่งเราก็พึ่งมารู้กันภายหลังว่า มีสื่อประชาไทมารวมอยู่ในกล้องของน้อง ๆ นิสิตด้วย

สำหรับเนเน่ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ตรงนั้นตั้งแต่เริ่มจนจบ อยากให้ทุกคนได้ดูคลิปเต็มจากประชาไทด้วยตาของตัวเอง เพื่อรับรู้บรรยากาศและข้อเท็จจริงทั้งหมดในแบบที่มันเป็นจริง ๆ เพราะบางครั้ง… “สิ่งที่เราเห็นผ่านบางมุม อาจไม่ใช่เรื่องทั้งหมด” การได้ฟังจากต้นเหตุการณ์ ย่อมดีที่สุดเสมอค่ะ เนเน่ขอแชร์คลิปฉบับเต็มไว้ตรงนี้ค่ะ

คลิปเต็มจากประชาไท – เหตุการณ์นิสิตจุฬาฯ ขอคำชี้แจงคุณอภิสิทธิ์
https://youtu.be/EjHzPh95PyM?si=gG1UqEZJSHpVw2YO

ไม่ว่าคุณจะคิดเห็นอย่างไร… สิ่งสำคัญคือการฟังกันด้วยเหตุผล และใช้วิจารณญาณบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง

 

ไร้มารยาททางการเมือง เปิดตัวผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย  หน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ แต่งสีกากีหาเสียง อาจผิดกฎหมาย

(3 พ.ย. 68) นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.ประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กตำหนิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หลังเดินทางไปเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย ที่จังหวัดตรัง บริเวณหน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ โดยมองว่าเป็นการกระทำที่ “ไร้มารยาททางการเมือง” และไม่ให้เกียรติพรรคการเมืองอื่น

 

นอกจากนี้ อดีต สส.ประชาธิปัตย์ยังตั้งข้อสังเกตว่า การที่นายอนุทินสวมเครื่องแบบสีกากี ขึ้นเวทีหาเสียงให้พรรคภูมิใจไทย ที่จังหวัดกระบี่ อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายและผิดจริยธรรม พร้อมฝากถึงนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ให้ช่วยแนะนำว่า “อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ” เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำ

 

ทั้งนี้ นายนิพิฏฐ์ทิ้งท้ายว่า นายกรัฐมนตรีควรระมัดระวังมากกว่านี้ โดยเฉพาะการแสดงออกในจังหวัดที่มีความหมายทางการเมืองอย่างตรัง พร้อมเหน็บแรงว่า “ยุคการเมืองไร้มารยาท ผมก็บังอาจไร้มารยาทกับนายกรัฐมนตรีอย่างนี้แหละครับ”

ตรวจหลักฐานคดี ‘สุชาติ’ ฟ้องหมิ่นประมาท 50 ล้าน ปมกล่าวหาซื้อตึก Skyy9 นัดสืบพยานนัดแรก 17 พ.ย. 6

(3 พ.ย. 68) ที่ศาลอาญารัชดา ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานคดีที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทรัพยากรธรรมชาติฯ เป็นโจทก์ ฟ้อง น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือ “ไอซ์” สส.กทม. และนายสหัสวัส คุ้มคม สส.ชลบุรี ของพรรคประชาชน ร่วมกันเป็นจำเลย ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เรียกค่าเสียหายรวม 50 ล้านบาท

คดีนี้สืบเนื่องจากการแถลงข่าวของทั้งสอง ที่กล่าวหานายสุชาติในช่วงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน ว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่สำนักงานประกันสังคมเข้าซื้อตึก “Skyy9” โดยทั้งคู่ได้รับการประกันตัว และเดินทางมาศาลตามนัดโดยไม่ให้สัมภาษณ์สื่อ

ขณะเดียวกัน ทนายความโจทก์ได้ยื่นขอแก้ไขคำฟ้อง ขอให้นับโทษ น.ส.รักชนก ต่อจากคดีหมายเลขดำ อ.683/2565 ซึ่งเป็นคดีความผิดตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

ทั้งนี้ ศาลได้อ่านคำฟ้องให้จำเลยทั้งสองฟัง และสอบถามคำให้การ โดยทั้ง น.ส.รักชนก และนายสหัสวัสให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมยืนยันต่อสู้คดีเต็มที่ ฝ่ายโจทก์แถลงจะนำพยาน 4 ปากขึ้นสืบ ส่วนฝ่ายจำเลยเตรียมนำพยาน 11 ปาก โดยศาลกำหนดนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรกวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ และฝ่ายจำเลยระหว่างวันที่ 18–20 พฤศจิกายน เวลา 09.00 น.

เลือกตั้งครั้งหน้า เขต 4 สงขลา ระอุแน่ ‘ประชาธิปัตย์’ ส่ง ‘สิทธิพัฒน์ เสนเนียม’ หวังล้มแชมป์เก่า ‘สส.กฤต’ จากกล้าธรรม แม้ชื่อชั้นเป็นรองแต่เชื่อแบรนด์ “เสนเนียม” ยังขายได้

‘น้องภู สิทธิพัฒน์’ ทายาทเสนเนียม คนหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง ผู้หาญกล้าอาสาลง สส. เขต 4 สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ชน ‘สส. กฤต ชนนพัฒฐ์’

แทน-ชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ภาคใต้)นำตัว “น้องภู – สิทธิพัฒน์ เสนเนียม” ลูกชายของวินัย เสนเนียม อดีต สส.สงขลา และเป็นหลานของถาวร เสนเนียม อดีต สส.สงขลาเช่นกัน เข้าเสนอตัวเข้ารับการคัดสรรเป็นผู้สมัคร สส.เขต 4 สงขลา เดิมเขตนี้จะมี “ชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว” เป็น สส.ในนามประชาธิปัตย์ แต่แพ้มาสองสมัย และชัยวุฒิยังมีคดีเสียบบัตรแทนกันติดตัวอยู่

เขต 4 สงขลา อันประกอบด้วยอำเภอระโนด กระแสสินธุ์ สทิงพระ และสิงหนคร บางตำบลถือว่าเป็นหมากสำคัญของพรรคเก่าแก่นี้ ที่พยายาม “ชุบชีวิต” ตัวเองในฐานะพรรคหลักของภาคใต้ หลังจากเสียที่นั่งให้พรรคใหม่ๆ มาหลายสมัย

ชัยวุฒิแพ้ให้กับ ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี พรรคพลังประชารัฐ และมาแพ้ให้กับ “กฤต ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” พรรคพลังประชารัฐ แล้วย้ายมาอยู่พรรคกล้าธรรม

“น้องภู – สิทธิพัฒน์ เสนเนียม” สายเลือดการเมืองเข้มข้นเป็นบุตรของ “วินัย เสนเนียม” และหลานของ “ถาวร เสนเนียม” ซึ่งทั้งคู่มีบทบาททางการเมืองระดับชาติและท้องถิ่นมายาวนาน โดยเฉพาะ “ถาวร” ที่มีชื่อเสียงดี ได้รับการยอมรับในสงขลา

แบรนด์ “เสนเนียม” ยังมีน้ำหนัก ในพื้นที่ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นเก่าของประชาธิปัตย์ ที่ยังผูกพันกับชื่อ “ถาวร”และคำว่า ประชาธิปัตย์

ภาพลักษณ์ความเป็นคนรุ่นใหม่ในตระกูลการเมืองเก่า อาจช่วยรีแบรนด์พรรคประชาธิปัตย์ให้ดูทันสมัยขึ้นได้บ้าง ถ้าสื่อสารดี ก็มีโอกาสกลับมาแจ้งเกิดได้

คู่แข่งหลัก “ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” (พรรคกล้าธรรม)ถือว่าเป็น “ตัวแข็ง” เป็นแชมป์ในสนามนี้เพราะมีฐานเสียงจริงในพื้นที่ และมีบทบาทต่อเนื่องกับชุมชน เป็นที่ยอมรับของชาวบ้าน

แต่ตอนนี้ชื่อของเขา ถูกโยงถูกเปิดโปงกับประเด็นด้านลบ เช่น การพนันออนไลน์และสแกมเมอร์ ซึ่งหากกระแสข่าวนี้แรงและมีหลักฐานชัด อาจกระทบความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างรุนแรง และอาจทำให้พรรคเสียหายได้

พรรคกล้าธรรมยังถือว่าเป็น “พรรคเกิดใหม่” ที่พึ่งบารมีผู้นำเป็นด้านหลัก รวมถึงปัจจัยที่มากพอ ดังนั้นหากตัวบุคคลถูกโจมตีจนเสียภาพลักษณ์ อาจไม่มีพลังพรรคมาช่วยพยุงได้มาก

ผู้เล่นที่สาม “โยธิน ทองเนื้อแข็ง” เปิดตัวลงสมัครในนามภูมิใจไทย ที่กำลังอู้ฟู่อยู่ทางภาคใต้ โยธินปัจจุบันเป็น สจ.กระแสสินธุ์ ทำให้มีเครือข่ายท้องถิ่นที่แน่นในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มอบจ.และผู้ใหญ่บ้าน ยิ่งถ้าได้รับแรงหนุนจาก “นิพนธ์ บุญญามณี” ที่เข้าไปมีบทบาทสูงในพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคใต้ จะทำให้โยธินแข็งขึ้น

จุดแข็งคือ พรรคภูมิใจไทยยังคงมีงบลงพื้นที่ต่อเนื่อง และมีภาพลักษณ์ “พรรคทำงาน ไม่พูดเยอะพูดแล้วทำ“ อย่างล่าสุดเตรียมลงนามสร้างสะพานมโนราห์ เชื่อมระหว่าง กระแสสินธุ์ของสงขลา ข้ามทะเลสาบสงขลาไปควนขนุน ของพัทลุง ถือว่าถ้านำไปใช้หาเสียงจะมีคะแนนมากทีเดียว

จุดอ่อนคือ ชื่อเสียงส่วนตัวของโยธินยังไม่กว้างเท่าคู่แข่งและหากประชาธิปัตย์กับกล้าธรรมเปิดศึกหนัก อาจได้ประโยชน์ทางอ้อมจากการ “แย่งคะแนนกันเอง”

น่าจะเป็นผลดีต่อโยธิน

แนวโน้มโดยรวมตอนนี้สนาม เขต 4 สงขลา กำลังกลายเป็น “ศึกสามเส้า” แต่แกนกลางอยู่ที่ “เสนเนียม vs นาคสั้ว”

หากข่าวเรื่องพนันออนไลน์ของฝ่ายชนนพัฒฐ์พัฒนาไปถึงระดับที่กระทบความน่าเชื่อถือจริงประชาธิปัตย์อาจพลิกกลับมาคืนชีพได้ในเขตนี้

แต่น้องภูยังขาดประสบการณ์การเมืองภาคสนาม และพรรคไม่ส่งทีมลงช่วยเต็มที่ก็อาจถูกมองว่า “เด็กเสนเนียมที่พ่ออุ้มมา” ได้เช่นกัน

แต่เชื่อว่าถาวร เสนเนียม คงไม่ปล่อยให้หลานต้องสู้อย่างโดดเดี่ยว จะต้องกระโดดเข้าไปช่วยอย่างเต็มกำลังแน่นอน เพราะเดิมบ้านของถาวรอยู่ที่แดนสงวน อ.ระโนด จ.สงขลา ซึ่งอยู่ในเขตเลือกตั้งที่ 4 

ถึงที่สุดแล้ว เชื่อว่า ทีมประชาธิปัตย์ จะต้องสู้เต็มประตู ยังมีแรงหนุนจาก “จุรี นุ่มแก้ว” ที่เป็นคนอำเภอระโนดอีกคนหนึ่ง ก็จะเป็นแรงบวกให้น้องภูได้เป็นอย่างดี

‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ จากโต๊ะเจรจาปี 53 ถึงเวทีรัฐศาสตร์ จุฬาฯ 2568 กล้าเผชิญหน้าด้วยสติและความนิ่ง พร้อมรับฟัง–พร้อมตอบ–พร้อมถูกตรวจ ทุกข้อครหา

เด็กถามแรง–ผู้ใหญ่ตอบตรง: เวทีรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
2 พ.ย. 2568 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เชิญ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” บรรยาย ก่อนเริ่มงานมีนิสิต 5–6 คนชูป้ายทวงถามคดีปี 2553 เจ้าตัวไม่หลบ–เดินเข้าหา อธิบายข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรมต่อหน้า พร้อมตอบคำถามยาว ๆ แบบใจเย็น เหตุการณ์ถูกสื่อหลายสำนักรายงานต่อเนื่องและกลายเป็นไวรัลทางการเมืองในวันถัดมา

เสียงสะท้อนก็แรงทั้งสองขั้ว แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นร่วมกันคือ “สติและความนิ่ง” ระหว่างเผชิญหน้า สะท้อนทักษะการสื่อสารและความมั่นใจในข้อเท็จจริงของตนเอง แม้ท่ามกลางบรรยากาศกดดันในรั้วมหาวิทยาลัยก็ตาม

ย้อนเฟรมประวัติศาสตร์: เจรจาสดกับแกนนำ นปช. ปี 2553
ก่อนหน้านี้กว่า 15 ปี ประเทศไทยเคยเห็น “ผู้นำรัฐบาล” นั่งโต๊ะดีเบตกับแกนนำผู้ชุมนุม ออกอากาศสดทั่วประเทศ 2 วันติด (28–29 มี.ค. 2553) ที่สถาบันพระปกเกล้า—ภาพจำสามฟ้าปะทะสามแดง โต้แย้งด้วยเหตุผลและเงื่อนไขยุบสภาแบบเปิดหน้า ไม่มีสคริปต์ ไม่มีตัดต่อ นี่คือมาตรฐาน “การเมืองในที่แจ้ง” ที่หาได้ยากในวิกฤตการเมืองไทยยุคนั้น

สาระสำคัญของโต๊ะเจรจาในวันนั้นคือการต่อรอง “เส้นตาย” ยุบสภา ซึ่งสุดท้ายไปต่อกันไม่ได้ แต่ชี้ให้เห็นชัดว่า “อภิสิทธิ์” เลือกสู้ด้วยข้อมูลและกระบวนการต่อหน้า ไม่ใช่หลังไมค์ เป็นภาพสะท้อนสไตล์การเมืองแบบรับผิดชอบต่อสาธารณะ มากกว่าการส่งตัวแทนหรือเลี่ยงเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้าม

นิสัยการเมืองที่โผล่ชัดจาก 2 เหตุการณ์
• ฟังเป็น–ตอบเป็นระบบ: เหตุการณ์จุฬาฯ แสดง “สกิลอธิบาย” ยาว ๆ โดยไม่หลุดอารมณ์ ทั้งที่ถูกขึงคำถามย้ำ ๆ—ภาพนี้สอดคล้องกับยุคเป็นนายกฯ ที่มักขึ้นเวทีนโยบาย/ดีเบตด้วยโทนเยือกเย็น เนื้อหาแน่น

• ไม่หนีดีเบตในเรื่องยาก: ทั้งการขึ้นโต๊ะเจรจากับแกนนำเสื้อแดงแบบสด และการเผชิญหน้ากับนิสิตในรั้วจุฬาฯ คือการ “ยืนในแสง” ให้ตรวจสอบต่อหน้า มากกว่าหลบหลังโพเดียม

• เชื่อกระบวนการ–ยอมถูกตรวจ: เจ้าตัวย้ำว่าคดีปี 2553 ผ่านการตรวจสอบหลายชั้น และข้อกล่าวหาต่อเขาถูกยุติในปี 2558 ตามมติ ป.ป.ช. นี่อธิบายได้ว่าทำไมเขาจึงกล้าพูดเรื่องนี้ในที่สาธารณะซ้ำ ๆ

เสี้ยวคำบอกเล่าจากวงในยุคนั้นยังสะท้อน “แนวคิดลดการปะทะ” เช่น การผลักดันให้ “นั่งโต๊ะเจรจา อย่าเอาชีวิตคนมาเสี่ยง” ก่อนปมการเมืองจะบานปลายในเดือนต่อมา—นี่คือ mindset แบบผู้นำสายสถาบันนิยมที่มองหาทางออกด้วยกติกา มากกว่าทางลัด

ทำไมจึงเรียกว่า “คนจริง”
เพราะ “ความจริงใจทางการเมือง” ต้องวัดในสถานการณ์ยาก ไม่ใช่บนเวทีที่มีแต่เสียงเชียร์—การยอมดีเบตสดกับคู่ขัดแย้งในปี 2553 และยอมยืนตอบคำถามนิสิตในปี 2568 สะท้อน 3 คุณสมบัติหลัก: (1) กล้ารับผิดชอบต่อสาธารณะ, (2) มั่นใจในข้อเท็จจริง/กระบวนการ, และ (3) ให้เกียรติคนเห็นต่างด้วยเหตุผล ซึ่งทั้งหมดคือทุนทางศรัทธาที่นักการเมืองยุคใหม่ควรมี หากอยากยกระดับการเมืองไทยจากการป้ายสี สู่การโต้แย้งบนข้อมูล

เช็คพอยต์ข้อเท็จจริงที่ควรแนบทุกครั้งที่อ้างอิง
• เวทีรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เกิดขึ้นเช้า 2 พ.ย. 2568 มีการชูป้าย–ตั้งคำถาม และเจ้าตัวเข้าไปชี้แจงเองต่อหน้า (มีคลิปและรายงานข่าวหลายสำนัก)
• โต๊ะเจรจารัฐบาล–นปช. ถ่ายทอดสด 28–29 มี.ค. 2553 ที่สถาบันพระปกเกล้า เป็นรูปแบบ “สามต่อสาม” บนจอทีวีทั้งประเทศ
• สถานะคดีปี 2553: ป.ป.ช.มีมติให้ข้อกล่าวหาต่อนายอภิสิทธิ์ตกไป เมื่อ 29 ธ.ค. 2558

สรุป
สองฉากในสองยุค—เจรจาสดกับแกนนำเสื้อแดง และเผชิญหน้าคำถามในรั้วจุฬาฯ—ชี้ไปทางเดียวกันว่า “อภิสิทธิ์” เล่นการเมืองแบบคนจริงในที่แจ้ง: พร้อมรับฟัง–พร้อมตอบ–พร้อมถูกตรวจ โดยถือธง เหตุผลและกติกาเป็นเครื่องมือหลัก ไม่ใช่เสียงโห่หรือกองเชียร์ มาตรฐาน “ยืนตอบต่อหน้า” แบบนี้ คือสิ่งที่การเมืองไทยควรรักษาและส่งต่อ

‘ไอซ์ รักชนก’ โพสต์ตอบ ‘ไผ่ ลิกค์’ ยอมรับระดมเพื่อนปั่นกระแส อ้างเปิดโปงทุจริตเงินนักกีฬา – งบซีเกมส์ที่น่าสงสัยมันไม่ดีตรงไหน?

เมื่อวันที่ (4 พ.ย.68) หลังจากที่นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรคกล้าธรรม ได้โพสต์ภาพในเฟซบุ๊กเป็นแชตหลุด ที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือไอซ์ สส.พรรคประชาชน ระดมเพื่อน สส.ในพรรคเพื่อปั่นข่าวปัญหาการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ เพื่อโจมตีไปถึง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ พร้อมกับแท็กหา น.ส.รักชนก ศรีนอก - Rukchanok Srinork และระบุข้อความว่า "ปั่นไม่ปั่นครับ มันเป็นกระบวนการทำเพื่อคะแนนเสียงของพรรคหรือสู้เพื่อพ่อแม่พี่น้องประชาชนกันแน่"

ทำให้ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม.พรรคประชาชน ได้โพสต์ตอบกลับนายไผ่ ลิกค์ ว่า อันนี้คุณไผ่แหกใคร แหกดิฉันหรือแหกรัฐมนตรีกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อนร่วมพรรค ? 

ทีแรกดิฉันกะว่าจะยังไม่รับ เพราะอยากเก็บไว้ดำเนินคดีกับคนที่เผยแพร่ แต่โพสต์มาแล้วก็เอาค่ะ การเปิดโปงข้อสงสัย เรื่องการทุจริตเงินนักกีฬาที่รู้กันทั่วว่าได้ไม่ครบ ประเด็นงบประมาณที่น่าสงสัยในซีเกมส์ที่กำลังจะมาถึง โดยร่วมกับเพื่อนๆที่เชี่ยวชาญด้านกีฬา มันไม่ดียังไงนะคะ ?

ดิฉันยอมรับว่าต้องการจะปั่น 
เพราะยิ่งประชาชนหูตาสว่างมากขึ้น ยิ่งประชาชนรู้ว่าใครทำอะไรกับเงินภาษี แล้วจับตาดูว่ามีหน้าใครหน้าไหนที่เป็นเห็บหมัดกัดกินภาษีของพวกเค้า มันไม่ดีตรงไหน ? ทำไมกันนะคุณไผ่ถึงเป็นเดือดเป็นร้อนกับการเปิดโปงการทุจริตนักหนา ?

ท่านใดเห็นว่าการปั่นของดิฉันมีประโยชน์ อยากเอาด้วย มาช่วยกันปั่นนะค้าาา 

ทำเพื่อคะแนนเสียงหรือสู้เพื่อพ่อแม่พี่น้องประชาชน ? อ่านดูแล้วคิดไม่ออกด้วยตัวเองไม่ออกจริงๆหรือคะ ว่าพ่อแม่พี่น้องประชาชนจะได้ประโยชน์ยังไง ถ้าการ โ ก ง เปิดโปง แล้วถ้าประชาชนจะสนับสนุนดิฉันเพิ่มขึ้น เพราะการทำงานที่เอาจริง นั่นก็เป็นสิ่งที่ดิฉันใฝ่ฝันเลยล่ะ

เป็นนักการเมือง จะเขินอายทำไมว่าอยากได้รับการสนับสนุน ดิฉันอยากได้จริงๆค่ะ ได้โปรดขอการสนับสนุนให้พวกเราเถอะ ขอเวลาแค่ 4 ปี พรรคประชาชนจะทำให้เห็นว่าประเทศที่ไม่มีทุจริตคอร์รัปชันมันน่าอยู่ขึ้นขนาดไหน ลูกหลานเราจะมีอนาคตที่ดีขึ้นกว่านี้ได้อย่างไร แล้วประเทศเราจะเหลือเงินไปทำประโยชน์ให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนได้อีกมหาศาล

มีพรรคประชาชน ไม่มีสแกมเมอร์
มีพรรคประชาชน ไม่มีทุนสีเทากินรวบประเทศ
มีพรรคประชาชน ไม่มีทุจริตนมโรงเรียน/อาหารกลางวันลูกหลานเรา
มีพรรคประชาชน ไม่มีใครหน้าไหนโยกงบลงพื้นที่ได้อีก
มีพรรคประชาชน ไม่มีหมูเถื่อน ปลาหมอคางดำ
มีพรรคประชาชน ไม่มีโกงโควตาหวยคนพิการ
มีพรรคประชาชน ไม่มีโกงเงินนักกีฬาทีมชาติ

มีพรรคประชาชน มีการศึกษาที่ดีให้ลูกหลาน
มีพรรคประชาชน มีสวัสดิการให้เด็กเล็กและผู้สูงอายุ
มีพรรคประชาชน ทุกที่มีแต่ความโปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน
มีพรรคประชาชน เราจะแก้ปัญหาที่ต้นตอ ถอนรากถอนโคนพวกโกงกิน
มีพรรคประชาชน แล้วเรามาสร้างประเทศแบบที่เราฝันกันเถอะค่ะ

ยังไงก็ขอขอบคุณที่โปรโมทผลงาน โฆษณาให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจัง และการทำงานเป็นทีมของพรรคประชาชน

ปล. เผื่อไม่รู้ว่าย่อมาจากอะไร ธมน = ธรรม มะย่อมชนะอธรรม นะ

โจทย์สุดหินในมือ ‘อภิสิทธิ์’ ภารกิจฟื้นศรัทธาที่ดูแล้วไม่น่าง่าย แม้เลือดเก่าไหลกลับ แต่บางส่วนไม่ไปต่อ สุดท้ายต้องเร่งสร้างทีมใหม่ให้ทันเลือกตั้ง

การกลับมานั่งหัวหน้าพรรคของ ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ เกิดในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) คะแนนเสียงตกต่อเนื่องและที่ผ่านมาเปลี่ยนหัวหน้ามาหลายรอบ ทำให้ “ทางขึ้น” ชันทั้งด้านภาพลักษณ์และเอกภาพภายในพรรคเอง 

โจทย์ของอภิสิทธิ์ ซึ่งถือเป็นภารกิจเร่งด่วนในขณะนี้ คือฟื้นศรัทธาและรีเซ็ตดุลอำนาจในพรรคให้ทันก่อนเลือกตั้งหน้า ซึ่งใกล้ตัวกว่าที่คิดมาก ๆ 

แต่ทว่า ภารกิจนี้ ดูเหมือนจะยากลำบากขึ้นเรื่อย เพราะพอเปลี่ยนหัวหน้า พรรคก็สั่นสะเทือน 2 แกนหลักคือ

แกนภาคใต้ ซึ่งอยู่ภายใต้โครงข่ายอดีตผู้บริหารยุค ‘เฉลิมชัย ศรีอ่อน–เดชอิศม์ ขาวทอง’ เป็นฐานกำลังภาคใต้ที่ทรงอิทธิพลในเชิงพื้นที่และตัวผู้สมัคร หลายคนถูกโยงข่าวย้ายขั้วหรือเจรจากับพรรคอื่น เมื่อพรรคแกว่ง ซึ่งอภิสิทธิ์เองยอมรับต่อหน้าสื่อว่า “มี สส.บางส่วนอาจไม่ร่วมงานต่อ” 

แกน “เลือดเก่า–ทีมอดีตผู้นำพรรค” หลังข่าวคัมแบ็ก ปรากฏการณ์ “เลือดเก่าไหลกลับ” เกิดขึ้นจริง ระดับอดีต สส./แกนนำบางส่วนกลับมายืนยันสมาชิกเพื่อโหวต/ร่วมทีมใหม่ แต่การไหลกลับก็ปะทะกับเงื่อนไขระเบียบสมาชิกภาพและชนกับโควตาพื้นที่เดิมอีกเช่นกัน

ผลลัพธ์คือ “คนเข้า–คนออก พร้อมกัน” จึงเห็นข่าวสมาชิกและ สส.บางรายลาออก ขณะที่อีกด้านก็มีอดีตแกนนำกลับมา สะท้อนให้เห็นถึงการจัดวางอำนาจใหม่ที่ยังไม่นิ่ง) และนี่คือที่มาของภาพ “พรรคกำลังคัดกรองพันธมิตรภายในตัวเอง” มากพอ ๆ กับเตรียมเลือกตั้งนอกพรรค 

ทำไมคนทยอยลาออกหลังหัวหน้าใหม่?

กองเชียร์พรรคประชาธิปัตย์จำนวนไม่น้อย คงมีคำถามในใจ ในเมื่ออภิสิทธิ์ กลับมาเพื่อร่วมกอบกู้พรรคเหตุใดยังมีคนสำคัญของพรรคทยอยลาออกอยู่เกือบทุกวัน ล่าสุด ดร.รัชดา ธนาดิเรก อดีตกรรมการบริหารพรรค ได้โบกมือลาไปร่วมพรรคภูมิใจไทยเรียบร้อย 

และหากจะมองหาสาเหตุหลัก ก็น่าจะมีทั้งเชิงโครงสร้างและยุทธศาสตร์เลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็น

ดีลพื้นที่–ตัวผู้สมัคร : เขตที่พรรคแพ้ติดกันหลายสมัย ถูกทบทวนใหม่ ใครไม่ได้ไปต่อหรือถูก “ชน” ด้วยชื่อใหม่ย่อมมองหาช่องทางอื่น ซึ่งก็มีบางคนที่ได้ไปคุยกับพรรคอื่นไว้แล้ว

ดุลอำนาจในพรรค : จากยุคเฉลิมชัย -เดชอิศม์ สู่ยุคอภิสิทธิ์ การย้ายศูนย์ถ่วงทำให้บางกลุ่มประเมินว่าผลประโยชน์ทางการเมือง–โอกาสเลือกตั้งไม่เหมือนเดิม จึงเคลื่อนตัวตีจากพรรค

ปัจจัยภาพรวมการเมืองระดับชาติ : ความผันผวนของรัฐบาลกลาง–แนวโน้มยุบสภา/เลือกตั้งเร็ว ทำให้พรรคคู่แข่งเปิดรับตัวผู้สมัครที่มีฐานเสียงดีในพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคใต้ที่กำลังแย่งชิง “บ้านใหญ่” กันอย่างดุเดือด

พรรคแก้เกมอย่างไร? 

สัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ที่ประกาศต่อสาธารณะแล้ว มีทั้ง “คน–นโยบาย–เครื่องจักรเลือกตั้ง” โดยเริ่มจากงานนโยบาย ซึ่งอภิสิทธิ์ ได้ตั้ง ‘กรณ์ จาติกวณิช’ คุมด้านนโยบายเศรษฐกิจ พร้อมกับเร่งคลอดนโยบาย เพื่อรีบมี “ของ” ไปขายในสนามเลือกตั้ง และสกัดภาพพรรคเก่าไม่มีข้อเสนอใหม่ 

ตามมาด้วยคัดสรรผู้สมัครแบบเร่งด่วน ตั้งคณะกรรมการสรรหาฯ ทำงานกับรองหัวหน้าพรรคประจำภาค/สาขาจังหวัดทันที เป้าหมายคือ “ลงให้มากที่สุด เท่าที่เวลาจำกัดอนุญาต” พร้อมยอมรับความจริงว่าบางเขตต้องหา “หน้าใหม่” แทนผู้ที่ย้ายพรรค

ล่าสุด อภิสิทธิ์ ได้เปิดตัวโครงการ “สส. ที่ดี คุณเองก็เป็นได้” เป้าหมายคือการเปิดรับสมัครผู้ประสงค์เสนอตัวสมัครเป็นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่วันที่ 5พ.ย. จนถึง 30 พ.ย. นี้ พร้อมย้ำว่าปัจจุบันบ้านเมืองมีปัญหาสะสมเรื้อรัง ยืดเยื้อยาวนาน ส่วนหนึ่งมาจากการเมืองไม่สุจริต เงินทุนสีเทา การกระทำผิดกฎหมาย คอร์รัปชัน อาชญากรรมข้ามชาติ หากปล่อยให้เป็นต่อไป ตนมองไม่เห็นว่าบ้านเมืองจะเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร

“สถานการณ์ตอนนี้มีแต่ว่าใครจะอยู่พรรคไหนอีกนานเท่าไร นโยบายมีเรื่องตัวเลข 2 หลักต่อด้วยจำนวนล้านต่อเขต ทั้งนี้หากใครเชื่อเรื่องการเมืองสุจริต มีดีในตัว มีแนวทางพัฒนาประเทศ ผมขอเชิญชวนให้มาร่วมงาน พรรคประชาธิปัตย์พร้อมสร้างคน คนสร้างพรรค และพรรคสร้างประเทศ” 

อย่างไรก็ตาม อภิสิทธิ์ ยืนยันว่า ขณะนี้พรรคยังไม่ได้อนุมัติผู้สมัคร สส. แม้แต่เขตเดียว หากโครงการดังกล่าวมีการตอบรับทั่วประเทศ ทางพรรคพร้อมส่งสส.ครบทุกเขตแน่นอน เพราะตนอยากตั้งต้นสร้างการเมืองใหม่ ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของพื้นที่หรือเจ้าของประชาชน ส่วนกรณีที่มี สส. แสดงเจตจำนงลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์นั้น ตนเคารพการตัดสินใจ และเคยมีคนที่มาบอกกับตนว่าด้วยความผูกพันจะอยู่เลือก แต่จะไม่อยู่ร่วมงาน เพราะได้คุยกันเชิงลึกแล้ว ตัดสินใจแล้ว รับปากไปแล้ว ส่วนที่ไม่ลาออกวันนี้เพราะเข้าใจในข้อกฎหมายที่จะสูญเสียสถานภาพสส.

“ใครจะตัดสินใจอย่างไร ไม่ว่ากัน เคารพการตัดสินใจ หากจะอยู่ที่นี่ต้องเป็นแนวทางนี้ หากใครมีแนวทางอื่น หรือ มีพรรคอื่นที่ดีกว่า การตัดสินใจไปอยู่กับพรรคอื่นเป็นสิทธิของแต่ละคน ซึ่งผมเชื่อว่าจะมีคนมาร่วมแนวทางนี้เพียงพอให้พรรคเดินต่อได้” อภิสิทธิ์ ย้ำ

ดังนั้น หากมองในภาพรวม จะเห็นว่า การลาออกของ ส.ส./สมาชิกหลังอภิสิทธิ์กลับมา ไม่ใช่ “แรงต้านส่วนตัว” เพียว ๆ แต่คือผลพวงจากการจัดเรียงผลประโยชน์–พื้นที่–บทบาทใหม่ นั่นเอง

‘นราพัฒน์ แก้วทอง’ เปิดใจ!! เลือก ‘ไปต่อ’ กับ ‘รวมไทยสร้างชาติ’ มั่นใจ DNA ตรงกัน มุ่งสร้างอนาคตเกษตรกร-ท่องเที่ยวไทย ชูนโยบาย ‘ปุ๋ยสั่งตัด-เกษตรพาณิชย์-เกษตรท่องเที่ยว’ เสริมความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานราก

(5 พ.ย. 68) นายนราพัฒน์ แก้วทอง อดีต สส.หลายสมัย อดีตกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  เปิดเผยถึงความท้าทายทางการเมืองครั้งใหม่ในฐานะรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติว่า  การที่ตนตัดสินใจเข้ามาร่วมงานทางการเมืองกับพรรครวมไทยสร้างชาติในครั้งนี้ เป็นเพราะมีความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ของพรรคซึ่งตรงกับอุดมการณ์ของตน นั่นคือการทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ นอกจากนี้ การที่หัวหน้าพรรค นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ก็จะเป็นอีกกุญแจสำคัญในการผลักดันนโยบายและการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมด้วย

“ผมเป็นคนชอบทำงาน และพรรครวมไทยสร้างชาติก็เป็นพรรคที่มุ่งหน้าทำงานและมีแนวทางการทำงานที่ชัดเจนเพื่อชาติและประชาชนเช่นกัน ดังนั้น DNA จึงตรงกัน และอีกสิ่งหนึ่งที่ผมเห็นว่ามีประโยชน์กับการทำงานของผมด้วย ก็คือ กฎหมาย เพราะทุกเรื่องที่เราจะทำให้ชาวบ้านล้วนต้องอาศัยกฎหมายเป็นกลไกขับเคลื่อน เราต้องผลักดันกฎหมายบางฉบับให้ออกมามีผลบังคับใช้ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นแนวทางที่ชัดเจนของท่านพีระพันธุ์อยู่แล้ว เพราะท่านแม่นยำเรื่องกฎหมาย เมื่อนำมารวมกับนโยบายที่ผมอยากจะทำ โดยเฉพาะนโยบายด้านการเกษตร ผมมั่นใจว่าผมจะทำได้สำเร็จแน่นอน ผมก็เลยตัดสินใจมาร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ” นายนราพัฒน์กล่าว

นายนราพัฒน์ ยังบอกเล่าถึงเส้นทางการเมืองที่ผ่านมาว่า ในวัยเด็กตนไม่ได้มีความสนใจที่จะเข้ามาทำงานการเมือง เนื่องจากเห็นความเหนื่อยยากและเวลาที่หายไปของคุณพ่อ นายไพฑูรย์ แก้วทอง อดีต สส. 12 สมัย ผู้ได้รับการขนานนามว่า "พ่อพระของพิจิตร" โดยหลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี บริหารธุรกิจ สาขาบัญชี จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ตนก็ได้ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท บริหารธุรกิจ (M.B.A) ที่มหาวิทยาลัย National University ประเทศสหรัฐอเมริกา  ก่อนกลับมาทำงานในบริษัทภาคเอกชนอยู่ช่วงหนึ่ง

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2540 เมื่อรัฐธรรมนูญเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง ทำให้นายไพฑูรย์ ผู้เป็นบิดาได้รับการวางตัวให้ลงสมัครเลือกตั้งเป็น สส. แบบบัญชีรายชื่อ ตนจึงเบนเข็มมาลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่เดิมของคุณพ่อที่จังหวัดพิจิตร โดยเริ่มจากเป็นผู้ช่วย สส. ซึ่งต้องลงพื้นที่เพื่อพบปะชาวบ้านทุกหลังคาเรือนในเขตเลือกตั้งเป็นเวลากว่า 2 ปีก่อนการเลือกตั้ง จนกระทั่งได้รับเลือกตั้งเป็น สส.เขต ติดต่อกัน 3 สมัย

“ช่วง 3 เดือนแรกของการลงพื้นที่ ผมต้องเดินพบชาวบ้านตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น ทำให้ผมได้สัมผัสและเข้าใจชีวิตประชาชนได้ลึกซึ้งมากขึ้น” นายนราพัฒน์ กล่าว

นายนราพัฒน์ยังได้เปิดเผยมุมมองด้านนโยบายการพัฒนาประเทศว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการสร้างรายได้หลักจาก 2 ด้าน คือ การเกษตรและการท่องเที่ยว ซึ่งต้องได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง และควรส่งเสริมให้เป็นเสาหลักเศรษฐกิจ โดยในด้านการเกษตรนั้น เกษตรกรต้องได้กำไรที่เป็นธรรม มีการบริหารจัดการอุปสงค์และอุปทานให้สมดุล ควบคู่ไปกับการลดต้นทุนการผลิต และส่งเสริมการประกันรายได้ที่มีการวางแผนเพาะปลูกอย่างมียุทธศาสตร์ และต่อยอดสู่ "เกษตรท่องเที่ยว" สร้างรายได้เพิ่มจากการเชื่อมโยงสองเสาหลักเข้าด้วยกัน  ส่วนนโยบายด้านการท่องเที่ยว ควรปรับ Mindset การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและอุทยานต่างๆ เพื่อให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยว โดยยังคงรักษาธรรมชาติไว้

“ประเทศไทยมีจุดแข็งอีกเรื่อง คือ การท่องเที่ยว ที่สามารถผูกโยงกับการเกษตรได้ เราสามารถต่อยอดเป็นเกษตรเชิงท่องเที่ยวในรูปแบบต่าง ๆ ที่จะช่วยให้พ่อแม่พี่น้องมีรายได้เพิ่มได้” นายนราพัฒน์ กล่าว

นายนราพัฒน์ กล่าวอีกว่า จากประสบการณ์ สส. เขต 3 สมัย และการเข้ารับหน้าที่กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้ตนมองเห็นปัญหาและทางแก้ของภาคการเกษตรอย่างชัดเจน 

"เราต้องมีใจ เข้าใจชีวิตพี่น้องเกษตรกร และทำหน้าที่ 'ผู้แทน' ของพวกเขา ในการนำเสนอปัญหาและแนวทางแก้ไขในสภา" นายนราพัฒน์ กล่าว พร้อมยกตัวอย่างนโยบายเด่นที่เคยผลักดันและจะดำเนินการสานต่อ ก็คือ การลดต้นทุนปุ๋ย และผลักดันโครงการ "ปุ๋ยสั่งตัด" โดยให้กรมพัฒนาที่ดินสำรวจความต้องการสารอาหารในดินเฉพาะพื้นที่ เพราะดินในแต่ละพื้นที่ต้องการสารอาหารไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ เพื่อเป็นข้อมูลให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยได้ตรงกับสภาพของดิน ซึ่งจะสามารถลดต้นทุนปุ๋ยของเกษตรกรได้  

นอกจากนี้ นายนราพัฒน์ยังกล่าวถึงนโยบายเกษตรเชิงพาณิชย์ที่ต้องผลักดันต่อไป เช่น โครงการ Young Smart Farmer เพื่อเปลี่ยนวิธีทำการเกษตรแบบเดิมให้เป็นธุรกิจการเกษตร และใช้เทคโนโลยีออนไลน์ในการขายสินค้าโดยตรง ลดบทบาทพ่อค้าคนกลาง ซึ่งจะทำให้ผลผลิตการเกษตรราคาดีขึ้น และส่งเสริมการบริหารจัดการด้วยการควบคุมอุปทาน (Supply) ให้เหมาะสมกับอุปสงค์ (Demand) ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยป้องกันปัญหาสินค้าล้นตลาดและราคาตกได้เป็นอย่างดี 

นายนราพัฒน์ ได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยการยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่จะรับฟังทุกความคิดเห็นและทุกปัญหาจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์นโยบายและขับเคลื่อนพรรครวมไทยสร้างชาติให้ประสบความสำเร็จในการสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแก่พี่น้องประชาชน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top