Saturday, 6 June 2026
Politics

อดีตนายกฯ ‘แพทองธาร’ โพสต์ซึ้ง ‘เพื่อไทย’

อดีตนายกฯ ‘แพทองธาร’ โพสต์ซึ้ง ‘เพื่อไทย’ เป็นมากกว่าพรรคการเมือง แต่เป็นบ้านของ ‘คนเพื่อไทย’ ลั่นพร้อมยืนสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ไปจนสุดทาง 

‘เนวิน - อนุทิน’ ยกพลเยือนถิ่น ‘นิพนธ์’ บ้านใหญ่เขารูปช้าง จับตา ศึกฟาดแข้งการกุศล แต่แท้จริงเป็นเวทีปิดดีลการเมือง

อาหารมื้อการเมืองบ้านใหญ่เขารูปช้าง ศึกฟาดแข้งการกุศล แต่ปิดดีล การเมือง

11 ตุลาคมนี้ สนามฟุตบอลติณสูลานนท์ จะเปิดสนามต้อนรับการมาเยือนของนักนักเตะจากทีม “เนวิน ชิดชอบ” เมื่อเขาจะพา “ทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” ลงใต้ เตะฟุตบอลการกุศลกับทีม BG ปทุมธานี ที่สงขลา ซึ่งเป็นกำหนดการที่ถูกวางไว้เมื่อสองเดือนที่แล้ว

แต่จุดที่ร้อนแรงกว่าคือ “อาหารมื้อเที่ยงก่อนเตะ” ที่บ้านเขารูปช้างของนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พิเศษสุดนอกจาก “เนวิน ชิดชอบ” แล้ว ยังจะมี “อนุทิน ชาญวีรกุล”นายกรัฐมนตรี บินด่วนไปร่วมโต๊ะด้วย คงเป็นอาหารมื้อวิเศษจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าจะมีแกงส้มปลาช่อน กุ้งเผา ปลากะพงเผา หรือเปล่า

การกินข้าวร่วมโต๊ะครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็น “สัญลักษณ์ทางการเมือง” ที่ชัดเจนที่สุดว่าทั้งสองขั้ว “บุรีรัมย์” กับ “สงขลา” จับมือกันแล้วภายใต้ธงสีน้ำเงินของพรรคภูมิใจไทย

จากบอลกุศล สู่บอลการเมือง
สูตร “ฟุตบอลการกุศล” เป็นมุกที่เนวินใช้มานาน ทั้งสร้างภาพลักษณ์ใจบุญ และเปิดทางเข้าสู่พื้นที่ใหม่อย่างนุ่มนวล
แต่คราวนี้ “สนามสงขลา” มีเดิมพันทางการเมืองสูง เพราะเป็นฐานเดิมของประชาธิปัตย์ที่กำลังสั่นคลอนหลังแพ้ศึกใหญ่ในปี 2566

การเตะบอลอาจดูเป็นกิจกรรมธรรมดา แต่สำหรับนักการเมืองเก๋า
เกมอย่างเนวิน มันคือเวทีสร้าง “ความชอบธรรม” ให้ภูมิใจไทยเข้ามาปักหมุดในพื้นที่ที่เคยเป็น “อาณาจักรบุญญามณี” อย่างเปิดเผย

มื้อเที่ยงบ้านนิพนธ์ มื้อเปลี่ยนสมการการเมือง

ภาพเนวินนั่งร่วมโต๊ะกับนิพนธ์ คือภาพที่ตีความได้หลายชั้น ชั้นแรก: “พี่น้องร่วมวงการ” ทักทายกันในมิตรภาพ ชั้นที่สอง: “สัญญาณจับมือทางการเมือง” อย่างเป็นรูปธรรม

มีคนถามมากมายว่า นิพนธ์ไม่อยู่ประชาธิปัตย์ต่อเหลอ เมื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมา “ผมมาไกลเกินกว่าจะกลับไปแล้ว” เป็นคำตอบจากนิพนธ์ ที่กล่าวกับพรรคพวกเมื่อสอบถามด้วยความเป็นห่วง

ปฏิบัติการไปบ้านนักการเมืองท้องถิ่นระดับนิพนธ์ หมายถึงการ “ผ่านไฟเขียว” ให้เข้าใช้พื้นที่ได้เต็มรูปแบบ

และข่าวจากวงในยืนยันตรงกันว่า มื้อนั้นเองที่มีการ “ปิดดีล” ให้ จุรี นุ่มแก้ว ลงสมัครเขต 2 ปิดข่าวลือเดิมว่าจะใช้ “ศาสตรา ศรีปาน” สส.รวมไทยสร้างชาติ ท่ามกลางข่าวรุมเร้าศาสตรา

ปิดดีลจุรี เดินหมากพื้นที่ร่วม

ดีล “จุรี นุ่มแก้ว” สะท้อนแนวทางของภูมิใจไทยที่เลือก “คนพื้นที่ที่นิพนธ์ยอมรับ” มากกว่า “ชื่อดังที่ไม่รู้ฐาน”

แปลว่าการดีลนี้ไม่ได้เกิดจากส่วนกลาง แต่เป็นข้อตกลงทางการเมืองระดับภาค ที่นิพนธ์เป็นคนเซ็นอนุมัติในทางไม่เป็นทางการ

เมื่อรวมกับสัญญาณจากการกินข้าวและฟุตบอลการกุศล ก็เท่ากับ “ขบวนการย้ายฐาน” ของนิพนธ์จากประชาธิปัตย์เข้าสู่ภูมิใจไทยเริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้ว

สงขลาไม่เหมือนเดิม

ผลสะเทือนทางการเมืองคือ “ประชาธิปัตย์” จะเหลือฐานเสียงในสงขลาเพียงบางเขตเท่านั้น เพราะฐานเดิมของนิพนธ์และตระกูลบุญญามณี คือหัวใจของพื้นที่เมืองและรอบนอก หากนิพนธ์เปิดไฟเขียวให้ภูมิใจไทยเต็มตัว สงขลาอาจกลายเป็น “จังหวัดนำร่องของภูมิใจไทยภาคใต้ฝั่งอ่าว” ทันที

“ศึกฟาดแข้งเพื่อการกุศล แต่ปิดดีลเพื่อการเมือง”
มื้อนั้น-วันนั้นที่บ้านนิพนธ์ ไม่ได้มีแค่ข้าวและน้ำชา แต่มีการวางหมากระดับชาติซ่อนอยู่ในวงสนทนา

เกมนี้ไม่ใช่เรื่องของฟุตบอล แต่มันคือเกมการเมืองภาคใต้ ที่เนวินกำลังเล่นอย่างแยบคาย

และผลลัพธ์ของมัน…อาจสะเทือนถึงลานพระแม่ธรณีบีบมวยผม

‘อรรถวิชช์’ เปิดเบื้องลึก พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ถูกตีตก เผยโดนขางตลอดทาง เพราะขัดผลประโยชน์หลายกลุ่ม

'อรรถวิชช์' แท็คทีม ‘พีระพันธุ์’ สู้ไม่ถอย! เปิดเบื้องลึกร่างกฎหมายโซลาร์เสรีโดนขวางตลอดทาง เหตุขัดประโยชน์หลายกลุ่ม  ชี้กฎหมายเดิมยืนบังแดดประชาชน  คนไทยอดใช้ไฟฟ้าราคาถูก-ภาคอุตสาหกรรมเสียโอกาส

(8 ต.ค. 68)  นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ  ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการยกร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์  ได้แสดงความคิดเห็นถึงผลกระทบต่อประชาชนจากกรณีที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ไม่เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ว่า ที่ผ่านมาร่างกฎหมายฉบับนี้โดนขัดขวางทุกรูปแบบ เพราะเป็นกฎหมายที่ขัดประโยชน์ของหลายกลุ่ม ซึ่งทำให้ภาคประชาชนเสียโอกาสที่จะได้เข้าถึงพลังงานไฟฟ้าราคาถูก  และภาคอุตสาหกรรมเสียโอกาสที่จะได้พัฒนาธุรกิจจากการใช้พลังงานสะอาด 

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเป็นผู้ยกร่างกฎหมายมาหลายฉบับ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่โดนคณะกรรมการกฤษฎีกาตีตกกฎหมายทั้งฉบับ ด้วยข้อกล่าวอ้างที่ไม่ถูกต้องและตนสามารถชี้แจงโต้แย้งได้ทุกประเด็น โดยเฉพาะเรื่องความซ้ำซ้อนของกฎหมาย ซึ่งตนขอยืนยันว่า ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ไม่มีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่นๆ แต่อย่างใด เพราะร่างกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นเพื่อ “ส่งเสริม” ให้มีการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์โดยเฉพาะ แต่กฎหมายอื่น ๆ ที่มีอยู่คือการ “ควบคุม” หรือ ยืนบังแดดของประชาชน  ทำให้การใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นไปด้วยความยุ่งยาก ซับซ้อน ทั้งยังต้องเสียค่าดำเนินการหลายหมื่นบาท ซึ่งกฎหมายลักษณะนี้มีถึง 6-7 ฉบับ พร้อมยืนยันว่า การแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่แต่ละฉบับไม่สามารถทำได้  จำเป็นต้องร่างกฎหมายใหม่ขึ้นมาเท่านั้น

ส่วนประเด็นเรื่องบทลงโทษนั้น  นายอรรถวิชช์ชี้ว่า บทกำหนดโทษในร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี นั้น มีไว้สำหรับกรณีที่ผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ไม่ดำเนินการแก้ไขตามคำแนะนำเมื่อมีการตรวจสอบพบว่าการติดตั้งนั้นเป็นอันตรายหรือสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น  ซึ่งเป็นลักษณะธรรมดาของการตรากฎหมายทั่วไป

นายอรรถวิชช์กล่าวอีกว่า ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ยังเป็นกฎหมายที่จะเปลี่ยนวิธีคิดด้านการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย โดยประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงไฟฟ้าพลังงานสะอาดได้เอง ไม่ต้องรอความพร้อมของภาครัฐและเอกชนรายใหญ่ 

“ในอดีตความมั่นคงทางพลังงานจะมีฐานแนวคิด คือ พลังงานต้องเหลือใช้ แม้ต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นก็ตาม อย่างเช่น ประเทศไทยเซ็นสัญญาผลิตและใช้ไฟฟ้า 50,000 เมกกะวัตต์ แต่ในช่วงที่มีการใช้มากที่สุด ก็ยังอยู่แค่ 30,000 เมกกะวัตต์ แต่เทรนด์โลกในอนาคต ความมั่นคงทางพลังงานไม่เหมือนอดีตอีกต่อไป เพราะหลายประเทศมุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาดมาผลิตไฟฟ้า หากไม่ทำตามก็จะถูกกีดกันทางการค้า และต้องจ่ายภาษีนำเข้าแพงขึ้น เพราะฉะนั้น แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan-PDP) จะต้องวางแผนในการผลิตและการใช้พลังงานสะอาดภายในประเทศให้มีสัดส่วนที่เหมาะสม และต้องทยอยเลิกการใช้พลังงานที่มาจากฟอสซิลและแหล่งต่าง ๆ เช่น ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ เพื่อให้เป็นไปตามเทรนด์ของโลก ซึ่งหากดำเนินการตามนี้ และรอให้เอกชนเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดในการผลิตไฟฟ้า ก็จะเป็นการเสียโอกาสของประเทศและคนไทยไป ดังนั้น พ.ร.บ.โซลาร์เสรี จึงจะเปิดกว้างในเรื่องนี้ให้กับทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน โรงงาน และนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเองได้ทันที โดยไม่ต้องรอผู้ผลิตไฟฟ้าจากภาคเอกชน ทั้งยังสามารถพัฒนาสู่ธุรกิจที่ตอบโจทย์ Green Energy 100% ได้ด้วย” นายอรรถวิชช์กล่าว

นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ยังเป็นกฎหมายฉบับแรกที่พูดถึงเรื่องการทำลายแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ที่จะต้องมีการกำจัดอย่างถูกวิธี  และยังเปิดทางให้กระทรวงพลังงานสามารถดำเนินการจัดหาอุปกรณ์สำหรับผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในราคาถูก เพื่อลดต้นทุนการติดตั้งให้กับประชาชนด้วย

นายอรรถวิชช์ ยังตั้งข้อสงสัยถึงจังหวะในการตีตกร่างกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกา เพราะเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งรัฐบาลชุดเก่าไม่มีอำนาจสั่งการใดได้แล้ว  จึงต้องรอแนวทางของรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อกับกฎหมายนี้ แต่ตนจะพยายามประสานให้มีการผลักดันกฎหมายเข้าสภาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ และย้ำว่าจะเดินหน้าผลักดันกฎหมายนี้ต่อไปอย่างแน่นอน

ขณะเดียวกัน นายอรรถวิชช์ ยังเปิดเผยถึงการทำงานกับ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ด้วยว่า นายพีระพันธุ์ เป็นคนที่ทำงานด้วยความมุ่งมั่น ละเอียดรอบคอบ หากจะร่วมงานด้วยต้องรู้จริงในเรื่องนั้นอย่างลึกซึ้ง และเมื่อเดินหน้าทำงานแล้วก็จะสู้ไปจนสุดทางไม่มีถอย 

" ผมศรัทธา ‘พี่ตุ๋ย’ (พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค) ตรงที่ว่า เวลาสู้ไม่มีเกียร์ถอยหลัง เวลาคุยงาน ‘พี่ตุ๋ย’ จะถามคำเดียวว่า ประชาชนจะได้อะไร” นายอรรถวิชช์ กล่าวทิ้งท้าย

ป.ป.ช. เผย ‘พีระพันธุ์’ แจงข้อกล่าวหาคดีแจกถุงยังชีพแล้ว คาดใช้เวลาสรุปสำนวนไม่นาน ยันไม่เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

นายสุรพงษ์ อินทรถาวร รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยความคืบหน้าคดีการแจกถุงยังชีพของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ว่า ปัจจุบันคณะกรรมการไต่สวนได้มีการแจ้งข้อกล่าวหานายพีระพันธุ์แล้วทางไปรษณีย์ โดยนายพีระพันธ์ ได้รับทราบข้อกล่าวหา และได้มีการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหากลับมายังคณะกรรมการไต่สวนแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา คำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาดังกล่าว ซึ่งการดำเนินการคาดว่าจะใช้เวลาไม่นานนักในการพิจารณาสรุปสำนวนคดี

ทั้งนี้ การดำเนินการของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นการดำเนินกระบวนการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด และพิจารณาตามพยานหลักฐาน โดยมิได้กระทำเพื่อประโยชน์ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

‘อรรถพล’ ติดเบรก พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ฉบับ ‘พีระพันธุ์’ อ้างความเห็นกฤษฎีกา ชี้ซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่เดิม

‘อรรถพล’ ไม่เดินหน้าต่อ 'ร่าง พ.ร.บ. โซลาร์เสรี' ของกระทรวงพลังงานยุค ‘พีระพันธุ์’ หลังกฤษฎีกาตีตก ด้วยเหตุผลมีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่เดิม ที่เปิดให้ประชาชนสามารถติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าได้อยู่แล้ว

ประเด็น “ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์” ที่ผลักดันในสมัยที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักการ ไปเมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2568 แต่ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) เห็นว่ายังไม่มีความจําเป็นถึงขนาดที่จะต้องตราร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขึ้นมาใหม่ เพราะมีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายเดิมที่มีอยู่ รวมทั้งมาตรการหรือกลไกตามร่างกฎหมายที่เสนอก็มีความคลุมเครือ มีการใช้ดุลยพินิจอย่างกว้างขวาง ซึ่งอาจกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนเกินสมควร จึงเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาทบทวนหลักการให้ชัดเจน นั้น 

ล่าสุด นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าว เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ว่า ความเห็นของทาง คณะกรรมการกฤษฎีกา ถือว่ามีเหตุผล ซึ่งกระทรวงพลังงานคงจะไม่เดินหน้าต่อในการผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ดังกล่าว แต่จะใช้วิธีการเจรจากับกระทรวงที่เกี่ยวข้องในการปรับปรุงระเบียบขั้นตอนการดำเนินการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้นแทน โดยจะมีการนำเสนอเรื่องให้ คณะรัฐมนตรีพิจารณาทบทวนในหลักการตามความเห็นของ คณะกรรมการกฤษฎีกา 

ทั้งนี้การไม่เดินหน้าต่อ ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์  จะไม่กระทบต่อการผลักดันโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน และ โซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร ภายใต้นโยบายการสร้างรายได้ลดรายจ่ายด้านพลังงาน Quick Big Win ของรัฐบาล 

สำหรับ “ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์” ที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักการนั้น เป็นร่างกฎหมาย ที่กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือ โซลาร์รูฟท็อป สำหรับใช้เองในที่อยู่อาศัยและในสถานประกอบกิจการ โดย มีเนื้อหาสำคัญ 5 เรื่อง ได้แก่ 1. กำหนดให้มีการแจ้งการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อใช้เองในที่อยู่อาศัยหรือสถานประกอบการ ต่ออธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยไม่ต้องขออนุญาตการติดตั้งจากหน่วยงานของรัฐหลายๆ แห่งอีก

2. มีการกำกับให้ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโซลาร์รูฟท็อปเฉพาะในสถานที่ติดตั้งเท่านั้น 3. กำหนดหลักเกณฑ์การติดตามการจัดการซากอุปกรณ์และห้ามถอดแยกชิ้นส่วนซากอุปกรณ์ของโซลาร์รูฟท็อปหลังหมดอายุการใช้งานแล้ว ให้เป็นไปอย่างถูกต้องและปลอดภัย

4.กำหนดอำนาจและหน้าที่ของเจ้าพนักงานเพื่อตรวจสอบและติดตามการติดตั้งอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ และ

5.มีบทลงโทษสำหรับการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ. ฉบับนี้

ในขณะที่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งเป็นผู้ผลักดันร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ได้เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจของพรรครวมไทยสร้างชาติ แสดงความไม่เห็นด้วยต่อความเห็นของ คณะกรรมการกฤษฎีกา เพราะการยกร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว จะช่วยให้การติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้า ดำเนินการได้ภายใต้กฎหมายฉบับเดียวจากเดิมที่ต้องไปขออนุญาตกับหลายหน่วยงาน โดยยืนยันว่าเป็นกฎหมายที่ไม่ซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่เดิม เพราะปัจจุบันประเทศไทย ยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นการเฉพาะ

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ ยังเห็นว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ไม่ได้เป็นการเพิ่มภาระให้กับประชาชน อย่างที่คณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็น แต่กลับให้สิทธิและโอกาส ประชาชนเข้าถึงการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้มากขึ้น สะดวก และรวดเร็วขึ้น

‘นพ.วีระพันธ์’ จี้ สปสช. เร่งแก้ปัญหาจ่ายเงินล่าช้า หวั่นระบบล่ม รพ.ขาดเงินหมุน - คลินิกทยอยปิดกิจการ

นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา โพสต์เฟซบุ๊กว่า ทำไมประชาชนเดือดร้อน เมื่อ สปสช. ยังไม่จ่ายเงินให้โรงพยาบาล?

หลายคนอาจคิดว่าเรื่องนี้เป็นแค่ปัญหาทางบัญชีระหว่าง “โรงพยาบาลกับ สปสช.” แต่จริง ๆ แล้วคนที่เดือดร้อนที่สุดคือ “ประชาชนผู้ป่วย” ครับ

โรงพยาบาลรัฐส่วนใหญ่มีรายได้หลักจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เงินก้อนนี้ถูกนำไปซื้อยา ซ่อมเครื่องมือแพทย์ จ่ายค่าเวร และดูแลระบบต่าง ๆ ภายในโรงพยาบาล

เมื่อโรงพยาบาลรักษาคนไข้ไปแล้ว แต่เงินจาก สปสช. ยังไม่ถูกจ่ายคืนตามจำนวนจริง
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “ไม่มีเงินหมุน”
บริษัทไม่ปล่อยยามาให้ เพราะค้างชำระ
ห้องผ่าตัด ห้องพิเศษ เครื่องมือแพทย์ขาดงบซ่อม
เงินจ่ายบุคลากรล่าช้า
ยาที่เคยใช้ดีต้องเปลี่ยนเป็นยาราคาถูกแทน
และที่ร้ายกว่านั้น คือหลายแห่ง “ต้องหยุดให้บริการ”

อย่าง โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ซึ่งเคยรับคนไข้สิทธิ์ 30 บาท ก็ต้อง “หยุดรับรักษาชั่วคราว” เพราะขาดสภาพคล่อง
คลินิกในกรุงเทพฯ อีกหลายแห่ง ก็ทยอย “ปิดตัวลง” ด้วยเหตุผลเดียวกัน — ไม่มีเงินหมุนจากกองทุน

ผลที่ตามมาชัดเจนมากครับ
คนไข้จำนวนมากต้องเดินทางไกลขึ้น รอคิวนานขึ้น ได้ยาน้อยลง หรือบางคนไม่มีที่รักษาเลย
นี่ไม่ใช่ปัญหาของโรงพยาบาลฝ่ายเดียว

แต่เป็น “ปัญหาของประชาชนทั้งประเทศ”
เมื่อผู้ให้บริการไม่มีเงิน ระบบสาธารณสุขทั้งระบบก็สั่นคลอน
และคนที่เจ็บป่วยคือคนที่ต้อง “จ่ายด้วยความเดือดร้อนของตัวเอง”

อยากให้ทุกคนเข้าใจและช่วยกันจับตา งบ 8,000 ล้านบาทที่ สปสช. จะได้มา ควรมาช่วย รพ. ที่ขาดสภาพคล่องก่อน อย่าเพิ่งไปเริ่มโครงการใหม่ๆ อวดคนไม่รู้อยู่อีกเลย

เพราะสุขภาพของคนไทยทุกคน ไม่ควรต้องขึ้นอยู่กับการจ่ายช้าของใครเลยครับ 

‘สุรวิชช์’ มือขวาสนธิ วิจารณ์ ‘กวีเหลวไหว’ ชี้! ผู้สร้างความขัดแย้ง - เปลี่ยนกลอนเสียดสีให้เป็นเงิน

นายสุรวิชช์ วีรวรรณ คอลัมนิสต์ประจำเครือผู้จัดการ มือขวานายสนธิ ลิ้มทอง โพสต์เฟซบุ๊ก Surawich Verawan ว่า กวีเหลวไหลผู้สร้างฐานะจากความขัดแย้ง

ในสังคมที่ความขัดแย้งกลายเป็นสินค้าทางอารมณ์ มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้อยู่รอดด้วยอุดมการณ์ แต่ด้วยการอ่าน “รสนิยมแห่งความเกลียด” ของผู้คนอย่างแม่นยำ หนึ่งในนั้นคือ ชาติชาย ผาสุก หรือที่โลกออนไลน์รู้จักกันในชื่อ “กวีเหลวไหล” ชายใต้ผู้เริ่มต้นจากปากกาและสำนวนกลอน จนกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ทางการเมืองที่สามารถเปลี่ยนคำเสียดสีให้กลายเป็นเงินสดได้จริงในโลกแห่งความแตกแยก

ชาติชาย ผาสุก เกิดวันที่ 5 กันยายน 2508 ที่ระโนด จังหวัดสงขลา จบคณะทรัพยากรธรรมชาติ ม.อ.หาดใหญ่ เขาเป็นคนชอบศิลปะ ดนตรี และวรรณกรรม เคยเป็นเซลล์ขายอาหารกุ้งก่อนจะหันมาจับปากกา เขียนกวีและเรื่องสั้นในสำนวนใต้ที่ประชดและเสียดสีได้เจ็บแต่ขำ เขาไม่สังกัดกลุ่มวรรณกรรมใด แต่มีฝีมือที่ได้รับการยอมรับในระดับหนึ่ง ทว่าโลกของวรรณศิลป์ไม่อาจเลี้ยงชีพได้ดีเท่าการเมืองในยุคที่ทุกคนแบ่งข้าง และเมื่อปี 2549 มาถึง เขาเลือกข้างอย่างชัดเจน

ชาติชายเข้าร่วมขบวนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และต่อมากับ กปปส. ของสุเทพ เทือกสุบรรณ เขาไม่ได้อยู่แถวหน้า แต่กลายเป็น “กวีปลุกใจ” ของฝ่ายขวา ผู้ใช้คำพูดกวนๆ ล้อเลียนแรงๆ แต่ตรงใจมวลชน เมื่อ คสช. เข้าครองอำนาจ เขากลายเป็นผู้สนับสนุน “ลุงตู่” อย่างชัดเจน และใช้เฟซบุ๊กเป็นสนามการสื่อสารหลัก จนเกิดเพจ “กวีเหลวไหลแท้” ที่มีผู้ติดตามเกือบหนึ่งแสนคน กลายเป็นนักสื่อสารที่พูดแทนความรู้สึกของฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลด้วยภาษาที่สะใจมากกว่าชี้แจง

เขาไม่เพียงใช้ถ้อยคำเพื่อแสดงความคิดเห็น แต่ใช้มันสร้างรายได้จริง เขารวบรวมบทกวีและโพสต์เสียดสี “ทักษิณ ชินวัตร” และ “ระบอบทักษิณ” มาพิมพ์เป็นพ็อกเก็ตบุ๊กขายตรงให้กลุ่มแฟนคลับ “มือตบ” และผู้ศรัทธาในลุงตู่ มีรายงานว่าหนังสือชุดนั้นทำรายได้แตะหลักล้านบาทในเวลาไม่นาน จากนั้นเขาแต่งเพลง ร้องเพลง และอัปโหลดลงแพลตฟอร์มต่าง ๆ จนมียอดวิวหลักแสน ทำให้มีรายได้จากค่าโฆษณาและการสมัครสมาชิกเพจทางเฟซบุ๊ก เขาเปลี่ยนจาก “นักกวีสมัครเล่น” กลายเป็น “ผู้ประกอบการทางอารมณ์” ที่เข้าใจว่าความขัดแย้งคือทรัพย์สิน

ทุกโพสต์ของเขาคือสินค้าชิ้นหนึ่ง ทุกคำเสียดสีคือเนื้อหาที่ขายได้ และทุกยอดวิวคือเงิน เขาไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองเท่ากับการเข้าใจตลาดของอารมณ์ผู้บริโภค ในฐานะเคยเป็นเซลล์แมนขายอาหารกุ้งมาก่อน ความขัดแย้งคือพื้นที่สร้างรายได้ และเขาเรียนรู้ที่จะรักษากระแสของตัวเองอย่างมืออาชีพ เมื่อกระแส “ด่าทักษิณ” เริ่มอิ่มตัว เขาก็ปรับแนวทางใหม่ ขยับไปเสียดสี “บ้านพระอาทิตย์” และกลุ่มอนุรักษ์นิยมอีกฝั่ง เพื่อเรียกยอดวิวชุดใหม่ ไม่ใช่การเปลี่ยนขั้ว แต่เป็นการเปลี่ยนตลาด เปลี่ยนลูกค้า และขยายช่องทางทำเงินในโลกที่ “ความคิดเห็น” กลายเป็นสินทรัพย์

ชาติชาย ผาสุก หรือ “กวีเหลวไหล” จึงไม่ใช่แค่กวีธรรมดา แต่เป็นภาพแทนของยุคที่ การเมืองกลายเป็นตลาด และตลาดกลายเป็นการเมือง เขาไม่ได้ขายความจริง แต่ขายความสะใจ เขาไม่ต้องพูดถูก แค่พูดโดน และในประเทศที่คนแบ่งข้างจนความรู้สึกมีราคามากกว่าความจริง ใครเข้าใจจังหวะของความเกลียด คนนั้นก็อยู่รอด และรวยกว่าคนที่พูดด้วยเหตุผล

ในโลกที่ทุกความเห็นมีมูลค่า “กวีเหลวไหล” คือผู้ที่เข้าใจสมการนั้นดีที่สุด เขาเปลี่ยนกลอนให้เป็นเงิน เปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นอาชีพ และเปลี่ยนสนามการเมืองให้เป็นเวทีธุรกิจส่วนตัว เขาอาจไม่ถืออำนาจในรัฐ แต่ถืออำนาจในใจของคนที่อยากได้ใครสักคนมาพูดแทนสิ่งที่พวกเขาอยากจะพูด และนั่นคือกวีเหลวไหล ผู้สร้างฐานะจากความขัดแย้งอย่างแนบเนียนที่สุดคนหนึ่งในยุคนี้

‘พีระพันธุ์’ ลั่น!! ไม่เล่นเกมการเมือง เดินหน้าปฏิรูปพลังงาน กำจัดคอร์รัปชัน ชู!! นโยบาย ปราบทุจริตคอร์รัปชัน ‘ประหารชีวิต - ลูกหลานต้องชดใช้’

(11 ต.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ THE STANDARD NOW ถึงสถานการณ์และความท้าทายที่พรรคเผชิญอยู่ พร้อมยืนยันว่าพรรคจะเดินหน้าต่อไปในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยมุ่งเน้นการทำงานเพื่อประชาชนและการแก้ไขปัญหาของประเทศ 

ในส่วนที่เกี่ยวกับอนาคตของพรรครวมไทยสร้างชาติและการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคนั้น นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ตนรู้สึก "สบายใจขึ้น" ที่ปัจจุบันพรรคไม่มีกลุ่มก๊วน และยืนยันว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะยังคงลงสนามเลือกตั้งในครั้งหน้า ซึ่งตนกำลังคัดเลือกผู้สมัครใหม่ที่มุ่งมั่นตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติ มีความซื่อสัตย์สุจริต และจงรักภักดีต่อสถาบันหลักของประเทศ โดยไม่หวังผลประโยชน์ส่วนตัวหรือตำแหน่ง

“สําหรับผม ผมไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านหรือเดือดร้อนเลย เพราะว่าการเมืองก็เป็นเรื่องแบบนี้ แล้วสาเหตุลึกๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงนี่ ผมพูดไม่ได้หรอก และผมคิดว่าสังคมก็รับไม่ได้ถ้ารู้เบื้องหลังนะ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะว่าผมมีความตั้งใจที่จะทําพรรคการเมืองพรรคนี้ให้เป็นพรรคที่ให้ประชาชนเห็นว่า ผมมาทํางาน ผมไม่ได้มาเล่นเกมการเมือง และไม่ได้มาเล่นเกมธุรกิจการเมืองเพื่อหาเงิน” นายพีระพันธุ์กล่าว

นายพีระพันธุ์ยังได้กล่าวย้ำถึงอุดมการณ์พรรคว่า ตนไม่ต้องการให้พรรครวมไทยสร้างชาติถูกจัดอยู่ในกรอบอนุรักษ์นิยมหรือฝ่ายใด แต่ต้องการให้เป็นพรรคที่มาทำงานและแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างแท้จริง ไม่เห็นด้วยกับการแบ่งสีแบ่งฝ่ายทางการเมือง และต้องการให้ทุกคนรวมพลังกันเพื่อพัฒนาประเทศ พร้อมย้ำว่าเรื่องสถาบันหลักของประเทศเป็นสิ่งที่ตนยึดมั่นและไม่อาจประนีประนอมได้

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังได้กล่าวถึงผลงานและความท้าทายในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่ผ่านมาว่า ตนได้ดำเนินการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้ประชาชนมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา และสามารถลดค่าไฟฟ้าลงมาต่ำได้กว่า 4 บาทต่อหน่วย โดยปัจจุบันค่าไฟอยู่ที่ 3.94 บาท และตั้งเป้าไว้ก่อนพ้นตำแหน่งว่าจะลดให้เหลือประมาณ 3.70 บาทในปี 2569 อีกทั้งยังได้ตรึงราคาก๊าซหุงต้มไว้ที่ 423 บาทต่อ 15 กิโลกรัมมาตลอด ซึ่งในการรับหน้าที่กำกับดูแลด้านพลังงานนี้ ตนได้เผชิญกับปัญหาอุปสรรคมาตลอดทาง ทั้งการปิดบังข้อมูล การไม่ได้รับความร่วมมือ และการต่อต้านจากผู้มีผลประโยชน์มหาศาล ซึ่งเป็นเหตุผลที่ไม่มีใครเคยแก้ไขปัญหาพลังงานของประเทศได้สำเร็จ แต่ตนมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้งเรื่องน้ำมัน ไฟฟ้า และก๊าซ โดยจะผลักดันกฎหมายที่สำคัญ เช่น พ.ร.บ. กำกับกิจการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อควบคุมราคาน้ำมันไม่ให้ผันผวนรายวัน พ.ร.บ. การสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้ประเทศมีน้ำมันสำรองของตนเอง ไม่ใช่อิงจากการสำรองน้ำมันของผู้ค้าเอกชน และร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ซึ่งจะช่วยปลดล็อกให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ง่ายขึ้น แต่ร่างกฎหมายฉบับหลังสุดนี้กลับโดนตีตกจากคณะกรรมการกฤษฎีกา ทั้ง ๆ ที่ ครม.ได้มีมติเห็นชอบไปแล้ว ซึ่งตนมองว่าเป็นการกระทำที่เกินอำนาจหน้าที่ของกฤษฎีกา โดยเชื่อว่ามีการขัดขวางจากผู้ได้รับผลประโยชน์เช่นเดิม

นายพีระพันธุ์ยังเปิดเผยอีกว่า นอกจากเรื่องพลังงานแล้ว นโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติจะเน้นการแก้ไขปัญหาความไม่ยุติธรรม การบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะการกำจัดเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน โดยเสนอโทษประหารชีวิตและให้ลูกหลานญาติพี่น้องชดใช้เงินคืนแผ่นดิน

“อีกอย่างนึงที่ผมคิดว่าต้องแก้ปัญหาโดยเร่งด่วนคือเรื่องของความไม่ยุติธรรมในสังคม และการบังคับใช้กฎหมายปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ผมกําลังคิดว่า นโยบายหลักอีกเรื่องของรวมไทยสร้างชาติ คือ พวกที่ทุจริตงบประมาณแผ่นดินต้องประหารให้หมด ญาติพี่น้องต้องชดใช้เงินคืนแผ่นดินทุกคน เราขโมยเงินคนตามกฎหมายอาญามีโทษอยู่แล้ว แต่นี่งบประมาณแผ่นดินเงินของคนทั้งประเทศ โทษเท่ากับขโมยเงินคนคนเดียวได้อย่างไร ประเทศนี้ต้องแก้ไข นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าผมจะเสนอทุกอย่างที่ควรจะต้องแก้ไขในประเทศนี้” นายพีระพันธุ์กล่าว

ต่อข้อซักถามในประเด็นข้อกล่าวหากรณีคลิปเสียงอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งพรรคถูกโจมตีมาตลอดว่าเหตุใดจึงไม่ถอนตัวนั้น นายพีระพันธุ์ชี้แจงว่า ช่วงแรกเสียงส่วนใหญ่ในพรรคเห็นว่า นายกฯ ควรต้องลาออก และได้มีมติให้ตนไปแจ้งให้นายกฯ ทราบ ซึ่งทาง นายกฯ ได้ขอเวลาทบทวนพิจารณา ต่อมา สมาชิกส่วนหนึ่งของพรรคก็มีความกังวลว่า ถ้าพรรคถอนตัวก็อาจจะเกิดการยุบสภา ซึ่งพวกเขายังไม่พร้อม จากนั้น ก็มีผู้ไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยคดีคลิปเสียงดังกล่าว ผู้บริหารพรรคจึงเห็นตรงกันว่า ควรรอฟังคำตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าหากพรรคไปชี้ว่าผิด แต่ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าไม่ผิด ก็จะเป็นเรื่องที่ไม่สมควร ดังนั้นจึงให้รอฟังคำตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญก่อนดีกว่า 

ประเด็นถัดมาเกี่ยวกับกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบตนเรื่องข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการแจกถุงยังชีพนั้น นายพีระพันธุ์กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นอีกความพยายามที่ตั้งใจจะทำให้ตนเสียหาย พร้อมอธิบายว่า การจะกระทำผิดเรื่องใดได้ต้องมีเจตนามาเป็นองค์ประกอบหลัก โดยในวันนั้น ตนได้ไปปฏิบัติภารกิจเยียวยาน้ำท่วม 9 จุด ใน 3 จังหวัด คือ จ.ชุมพร จ.สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช แต่ทำไมจึงมีปัญหาเกิดขึ้นเฉพาะใน จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเมื่อสืบหาข้อมูลก็พบว่า ก่อนหน้านั้น สส.ในพื้นที่ดังกล่าวซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบจัดการเรื่องของบริจาค ได้มาขอสนับสนุนสิ่งของจากพรรคไปร่วมบริจาค ตนจึงส่งข้าวสารถุงละ 5 กิโลกรัมจำนวนหนึ่ง ไปร่วมแจกจ่ายให้ประชาชนด้วย ในวันเกิดเหตุนั้น ทางทีมงานของ สส.ในพื้นที่ ก็ได้นำเอาข้าวสารที่ตนร่วมบริจาคไปรวมไว้ในถุงเดียวกับสิ่งของที่ได้รับมาบริจาคมาจาก ปตท. โดยได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ของ ปตท. แล้ว ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการขนส่งและแจกจ่ายให้แก่พี่น้องประชาชน พร้อมกับแปะสติกเกอร์รูปของตนที่ทำกันไว้เองก่อนหน้านั้นบนด้านหน้าถุงเหมือนที่เคยทำด้วยความเคยชิน ซึ่งตนไม่ได้สังเกตเห็นในจุดนี้ตั้งแต่แรก เพราะคนที่ส่งถุงยังชีพมาให้หันด้านหลังถุงให้ตนส่งต่อแก่ชาวบ้าน แต่เมื่อตนสังเกตเห็น ก็บอกให้นำสติกเกอร์ดังกล่าวออกและหยุดแจกถุงยังชีพทันที และมีพยานรู้เห็นในเรื่องนี้ แต่กลับไม่อยู่ในสำนวน ตนจึงไปแจ้งความให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไปสอบสวนและบันทึกข้อมูลไว้แล้ว

“กรณีนี้ผมถูกวางยาแน่นอน ผมจะไปลงพื้นที่พรุ่งนี้เช้า ตารางกำหนดการของผมเสร็จคืนนี้ 4 ทุ่ม แล้วผมจะเอาของ เอาสติ๊กเกอร์จากไหนมาเตรียมการ แล้วถ้าผมจะทํา ทําไมผมไม่ทําทุกจังหวัด แล้วที่เห็นในภาพก็มีรูปของท่านอดีตรัฐมนตรีด้วย แต่บอกว่าท่านไม่ผิด ผมผิดคนเดียว” นายพีระพันธุ์ตั้งข้อสังเกต 

สุดท้าย นายพีระพันธุ์ได้กล่าวขอบคุณประชาชนที่ให้กำลังใจ และยืนยันว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติให้ดียิ่งขึ้นไปกว่าเดิม

‘กรมราชทัณฑ์’ เตรียมดัน!! ‘ทักษิณ’ สอนภาษาอังกฤษให้นักโทษ ดูแลความปลอดภัย!! แยกแดนให้ใหม่ ป้องกันวิวาทการเมือง

เมื่อวานนี้ (10 ต.ค. 68) ที่กรมราชทัณฑ์ พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เป็นประธานพิธีเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมราชทัณฑ์ ประจำปี 2568 ครบรอบ 110 ปี พร้อมมอบนโยบายเน้นย้ำการควบคุม และแก้ไขพัฒนาพฤตินิสัย ยกระดับงานราชทัณฑ์สู่การควบคุมดูแลผู้ต้องราชทัณฑ์ ให้เป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล เพื่อคืนคนดี มีคุณค่าสู่สังคม และไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก โดยน้อมนำโครงการพระราชดำริเสริมสร้างอาชีพให้ผู้ต้องขังมีงานทำ เมื่อออกจากเรือนจำไปแล้วจะสามารถอยู่ในสังคมได้ ดำเนินชีวิตไม่กระทำผิดซ้ำอีก

ทั้งนี้เมื่อถามถึงกรณีการคุมขัง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าจะมีแผนฝึกอบรมหรือให้ออกไปบำเพ็ญประโยชน์ ตามที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวของนายทักษิณ เคยให้สัมภาษณ์ว่าคุณพ่ออยากช่วยคุมการลอกท่อหรือไม่ พ.ต.ท.ประวุธ กล่าวว่า นายทักษิณเป็นผู้ต้องขังสูงอายุ การจะให้ไปทำงานต้องคำนึงถึงสุขภาพ จึงอยากให้นายทักษิณไปช่วยเหลือด้านการศึกษา เช่น เป็นอาจารย์ภาษาอังกฤษ ให้ผู้ต้องขังในเรือนจำมากกว่า แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะเริ่มเมื่อใด ต้องเป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์เรือนจำ

เมื่อถามถึงการยื่นขอพระราชทานอภัยโทษของนายทักษิณนั้น พ.ต.ท.ประวุธ กล่าวปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ บอกเพียงว่าเป็นไปตามขั้นตอน

สำหรับกรณีการขอพักโทษ แหล่งข่าวในกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า ตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ ผู้ต้องขังทั่วไปจะต้องรับโทษมาไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 แต่หากเป็นผู้ต้องขังอายุเกิน 70 ปีขึ้นไป ระเบียบกำหนดต้องรับโทษมาไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือไม่น้อยกว่า 6 เดือนขึ้นไป ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อคำนวณโทษออกมาแล้วเงื่อนใดมีโทษมากกว่ากัน โดยให้ยึดตามโทษที่มากกว่า ผู้เข้าหลักเกณฑ์จึงจะสามารถยื่นขอรับการพักโทษได้ จากนั้นกรมราชทัณฑ์ก็จะนำเรื่องเข้าคณะกรรมการเพื่อพิจารณาที่จะมีการประชุมเดือนละ 1 ครั้ง โดยหลักเกณฑ์นี้เป็นระเบียบที่ใช้กับผู้ต้องขังทุกคน

ส่วนกรณีของนายทักษิณนั้น กรมราชทัณฑ์เน้นดูแลใน 2 เรื่อง คือการดูแลสุขภาพ ยารักษาโรค และประวัติความเจ็บป่วย ส่วนอีกเรื่อง คือ เรื่องความปลอดภัย และการป้องกันความขัดแย้งทางการเมืองภายในเรือนจำ เนื่องจากภายในเรือนจำคลองเปรมมีผู้ต้องขังที่มีความเห็นทางการเมืองหลากหลาย จึงต้องมีการแยกแดนเพื่อลดการเผชิญหน้าของผู้ต้องขังแต่ละกลุ่ม ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แทรกซ้อนในเรือนจำ ขณะที่ประเด็นการให้ไปบำเพ็ญประโยชน์นั้น ก็ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของผู้ต้องขัง หากทำได้เรือนจำก็พร้อมสนับสนุน

ส่วนการขอพระราชทานอภัยโทษ ครั้งที่ 2 ต้องเป็นนักโทษประหารชีวิตนั้นไม่จำเป็น ซึ่งการขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะรายบุคคลเป็นสิทธิของผู้ต้องขังทุกคน โดยในชั้นเรือนจำฯ และ กรมราชทัณฑ์ ทำหน้าที่ตรวจสอบเอกสารว่าครบถ้วนหรือไม่ โดยเป็นพระราชอำนาจวินิจฉัยต้องส่งไปตามขั้นตอน ยกตัวอย่างกรณี นายบรรยิน ตั้งภากรณ์ เคยถูกตัดสินประหารชีวิตก็ยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ แต่หากฎีกาถูกยกคือไม่ลดโทษให้ และอีก 2 ปีจึงขอยื่นได้ใหม่อีกครั้ง

‘อนุทิน’ ลั่น!! ใครพูด ก็พูดไป ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ชี้!! ไม่ได้ทำอะไร!! เป็นประโยชน์กับบ้านเมือง แต่วิจารณ์ไปทั่ว

(11 ต.ค. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ที่บ้านหนองจาน หนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูงจังหวัดสระแก้ว ว่า ได้รับรายงานแล้ว ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย และเป็นไปตามกระบวนการที่ฝ่ายกองทัพได้ร่วมมือกับฝ่ายปฏิบัติการที่จะดำเนินการรักษาดินแดน

และรักษาอธิปไตยของเราอย่างเต็มที่ ซึ่งตอนนี้ทราบว่าเริ่มมีการเก็บกู้ทุนวัตถุระเบิดที่ส่งผลอันตรายต่อคนไทยและชาวกัมพูชา ซึ่งทุ่นระเบิดจะมีในพื้นที่ที่คนสัญจรไปมาไม่ได้

ส่วนกรณีที่ นายวีระ สมความคิด ระบุว่านายกรัฐมนตรีปัดความรับผิดชอบโยนเรื่องดังกล่าว ที่ขีดเส้นตายผลักดันชาวกัมพูชาออกในวันที่ 10 ตุลาคม ให้ทหารและผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วเป็นคนดูแลนั้น นายกฯ กล่าวว่า “ก็เขาไม่เข้าใจ ปากก็พูดไป ไม่ได้ทำอะไรเป็นประโยชน์กับบ้านเมือง วิจารณ์ไปได้ทั่วไปหมด แสงก็ริบหรี่ๆไม่ต้องไปหาหรอก ให้คนทำงานได้ทำงานดีกว่า

ซึ่งตอนนี้ต้องการกำลังใจ ไม่ใช่ผมต้องการนะ แต่เป็นคนที่ทำงาน หากคุณวีระจะส่งกำลังใจมาที่ผม ผมไม่ต้องการหรอก แต่ประชาชนทุกคนต้องให้กำลังใจ ไปยังผู้ปฏิบัติหน้าที่ เพราะทุกคนอยู่ในความกดดันหมด ต้องทำอย่างไรให้ละมุนละม่อมที่สุด

และทำอย่างไรไม่ให้เขาสร้างสถานการณ์ เพื่อนำไปฟ้องประชาคมโลก ว่าเราทำรุนแรงเกินกว่าเหตุ นี่คือสิ่งที่ผู้ปฏิบัติการทั้งหมด ต้องมีการวางแผน และมีการเตรียมความพร้อมเป็นอย่างดี”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top