Saturday, 6 June 2026
Politics

ถอดรหัสไฮไลต์ 4 นโยบายเร่งด่วน รัฐบาล ‘อนุทิน 1’ กับวาระ 4 เดือน

หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว

นายอนุทินก็ได้นำคณะรัฐมนตรีเข้าถวายสัตย์ก่อนปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นการเริ่มนับหนึ่งของรัฐบาลอนุทิน ซึ่งการแถลงนโยบายต่อสภาฯ ที่รัฐบาลได้ยกร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ยาว 48 หน้า

สำหรับนโยบายเร่งด่วนจากการสรุปโดยย่อ 4 เรื่องที่น่าสนใจ

1.จัดทำรัฐธรรมนูญโดยประชาชนมีส่วนร่วม + จัดทำประชามติ

- ส่งสัญญาณน้ำเงินไปต่อกับส้ม 
- ให้ อ.บวรศักดิ์ ปรับจูนแนวทาง 

2.ปลดหนี้ประชาชนรายละ 1 แสน 

3.ปลดหนี้เอสเอ็มอี รายละ 1 ล้าน 

4.ทำประชามติ เลิกเอ็มโอยู 43-44 

ในความรู้สึกจากการอ่านนโยบายทั้งหมด 48 หน้า กับช่วงเวลา 4 เดือนของรัฐบาล รู้สึกได้ว่านโยบายบางข้อบางประการ เป็นนโยบายที่ทำไม่ได้ภายใน 4 เดือน เช่น

เร่งแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยรัฐบาลจะเร่งรัด ปรับแนวทางการดำเนินงานเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในด้านการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคู่ขนานไปกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

หรือการปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างจริงจัง ไม่สนับสนุนให้มี
การประกอบธุรกิจการพนันทุกชนิดให้เป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมาย ไม่สนับสนุนเอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่มีธุรกิจการพนัน รวมถึงการพนันที่แฝงมาในรูปของกีฬา อาทิ โป๊กเกอร์ และจะดำเนินการแก้ไขพระราชบัญญัติการพนันและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อควบคุมและลดการอนุญาตการเล่นการพนันให้ได้มากที่สุด

นี้เป็นแค่หนังตัวอย่าง ถ้ายกมาทั้งหมดจะยาวเกินไป แต่พอจะสรุปได้ตามนี้

ภูมิใจไทย ‘ดึง-ดูด’ ปัญหาใหญ่ตามมา!! เขตทับซ้อน ‘ทะเลาะกันตาย’ ระวังมิตรจะกลายเป็นศัตรู

(25 ก.ย. 68) น่าสนใจยิ่งกับการเกิดอะไรขึ้นกับปัญหา “เขตทับซ้อน” ที่มาจากการดูด / ดึง ให้ย้ายพรรค ของพรรคภูมิใจไทย เน้นบ้านใหญ่ และดีลย้ายยกเข่ง แบบเป็นพวงใหญ่ ซึ่งจะมีปัญหาพื้นที่ทับซ้อนคนเก่า-คนใหม่แน่นอน

การรับรวมกลุ่มจาก รวมไทยสร้างชาติแบบยกเข่งตามเงื่อนไขโหวต “อนุทิน ชาญวีรกูล”เป็นนายกรัฐมนตรี หรือการดูดบ้านใหญ่แบบไม่ใส่ใจคนเก่าที่วางไว้ก่อนหน้า เท่ากับเป็นการสร้างศัตรูโดยตรง
ปรากฏการณ์ “ดีล–ดูด” เพื่อขยายฐานของพรรคภูมิใจไทย กำลังเกิดขึ้นและลามไปในหลายพื้นที่เริ่มได้ยินเสียง “มันไส้” กับความเหิมเกริมเกิดขึ้นแล้ว และไม่ควรลืมว่านิสัยคนใต้เป็นอย่างไร

พรรคภูมิใจไทยพยายามดึง สส. และกลุ่มการเมืองท้องถิ่นเข้าเสริม อ้างเป็นกลยุทธ์ขยายที่นั่งและฐานเสียงอันเป็นเป้าการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง

ผลลัพธ์ที่เห็นในพื้นที่คือ การทับซ้อนของผู้ลงสมัคร/ฐานเสียง คือคนจากกลุ่มเดิมถูกเชิญ/ถูกดึงไปลงในเขตเดิมที่พรรคอื่นหรือคนเดิมก็วางแผนจะลงอยู่แล้ว จึงเกิด “ชนกัน” ในเขตเดียว (ตัวอย่างเหตุการณ์ที่จังหวัดนครศรีฯ/สงขลา)
นครศรีฯ พิพัฒน์ รัชกิจประการ เคยรับปากส่ง “สายัณห์ ยุติธรรม”อดีต สส.พลังประชารัฐ ลงเขตย่านท่าศาลา แต่อยู่ๆกลับไปดูดบ้านใหญ่ อวยพรศรี เชาวลิต พรรคประชาธิปัตย์ มาลงแทน สายัณห์ก็ยิ่งฮึดสู้หนักกว่าเดิม ถึงขั้นประกาศ “พรรคไม่สำคัญ เลือกสายัณห์เป็นผู้แทน”

หรืออย่างสงขลา เคยให้ “นิพนธ์ บุญญามณี”ทาบทาม “จุรี นุ่มแก้ว” ดาวติ๊กต๊อก มาลงเขต 2 สงขลา แต่ด้วยพันธกิจดูดยกพวง จึงพ่วงศาสตรา ศรีปาน จากพรรครวมไทยสร้างชาติมาด้วย เบียดจุรีตกขอบไปอย่างไม่แยแส

หรืออย่างจังหวัดตรัง ถ้าดูดยกเข่งจากกลุ่มบ้านใหญ่ “โกหน่อ-สมชาย โล่สถาพรพิพิธ” ถามว่าแล้วผู้สมัครเดิมของภูมิใจไทยละ อย่างเขต 4 ที่แพ้แค่หลักพัน จะเอาเขาไปไว้ไหน ทิ้งเลยหรืออย่างไร

ผลกระทบเชิงระบบ และสิ่งที่ทำให้เกิด “ทับซ้อน”การย้าย/ดูดแบบเป็น
กลุ่ม ทำให้พรรคการเมืองวางตัวผู้สมัครในเขตที่มี “หัวคะแนน/บ้านใหญ่” อยู่แล้ว เกิดการชนกันของฐานเสียงและการเจรจาแย่งเขต การจัดสรรเขตโดยพรรค (การเลือกผู้สมัครเขต) มักไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลงของแกนนำท้องถิ่น ทำให้พรรคหนึ่งประกาศชื่อแล้ว อีกพรรคดึงคนเดิมเข้ามา ผลคือเกิด “ทับซ้อน” และความไม่ลงตัวในพื้นที่

เข้าใจว่า การดีลแบบยกเข่งของภูมิใจไทย อันมีเป้าหมายเชิงปริมาณ จะเกิดปัญหาการทับซ้อนของผู้สมัครมากมายหลายเขต หลายจังหวัดการเดินไปข้างหน้า ทิ้งคนอื่นไว้ข้างหลัง จะก่อเกิดปัญหาเชิงซ้อนมากมายจนยากจะแก้ และท้ายที่สุด “มิตรจะกลายเป็นศัตรู
การเดินหน้าดูดของภูมิใจไทย เริ่มได้ยินกระแสเสียงหมั่นไส้ในความเหิมเกริม…อย่า เข้าใจนิสัยคนใต้ไหม

ถอดรหัสภาษากาย การกอดของ ‘เฉลิมชัย-เดชอิศม์’ แค่สัญลักษณ์ทางการเมือง!! ยังไม่สะท้อนความจริงใจ

“ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน” และ “โกรธคือโง่ โมโห คือบ้า” : เฉลิมชัย กล่าว

เมื่อวานได้ดูละครการเมืองฉากใหญ่ แสดงนำโดย 'เฉลิมชัย ศรีอ่อน' อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เห็นท่าทีของเฉลิมชัยว่า ยังรักยังหวงประชาธิปัตย์ และจะขออยู่ช่วยจนกว่าจะได้กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ในวันที่ 18 ตุลาคม หลังจากนั้นจะตัดสินใจถึงอนาคตทางการเมือง แต่เฉลิมชัยเคยปรารภผ่านโกหน่อ สมชาย โล่สถาพรพิพิธ บ้านใหญ่ตรังว่า ไม่อยู่ประชาธิปัตย์แล้ว

เฉลิมชัยยืนยันว่า ไม่ได้โกรธ หรือมีปัญหากับ เดชอิศม์ ขาวทอง “คนอย่างผม คบแล้วคบเลย กับอภิสิทธิ์ ก็ยังคบหากันอยู่ และจะได้พบกันหลังอภิสิทธิ์ เดินทางกลับจากจีน”

ละครการเมืองฉากนี้น่าสนใจ ไม่รู้ใครเขียนบท และข้อเท็จจริงตอนจบจะเป็นอย่างไร เพื่อให้เห็นอีกมิติหนึ่งของละครบทนี้ กับการแสดงว่าสมเหตุ สมบทบาทหรือไม่ ได้ให้ผู้เชี่ยวชาญภาษากายถอดรหัสออกมาดู พบข้อมูลน่าสนใจ

ถอดรหัส 'ภาษากาย' ของทั้งสองคนให้ครับ

1.ท่ากอด เฉลิมชัยโอบแขนรอบไหล่ของเดชอิศม์เต็ม ๆ มือวางแน่น แสดงถึงการ “แสดงออกเชิงสัญลักษณ์” ของความเป็นมิตรและการเอาใจใส่ แต่ร่างกายของเฉลิมชัยไม่ได้เอนเข้าไปหามากนัก แสดงว่าความใกล้ชิดอาจมี 'ระยะ' อยู่พอสมควร
2.สีหน้าเฉลิมชัย รอยยิ้มค่อนข้างบาง เป็น “ยิ้มควบคุม” (controlled smile) ไม่ได้เปิดเต็มปากเต็มตา สายตาไม่ใช่แววตาเปล่งประกาย (genuine smile หรือ Duchenne smile) ทำให้ตีความได้ว่าเป็นการยิ้มเพื่อ “การเมือง/ภาพลักษณ์” มากกว่าความรู้สึกส่วนตัวแท้ ๆ

3.สีหน้าเดชอิศม์ ยิ้มกว้างกว่า ดูผ่อนคลายกว่า และเอนตัวเข้าหาเฉลิมชัยเล็กน้อย บ่งบอกถึงการยอมรับ และต้องการสื่อสารว่าตน “โอเคกับการโอบกอดนี้”

4.บริบทโดยรวมมีไมค์สื่อหลายสำนักอยู่ด้านหน้า เห็นได้ชัดว่าทั้งคู่กำลัง “เล่นกับกล้อง” (performative gesture) มากกว่าการแสดงความสัมพันธ์ส่วนตัว ดังนั้น กอดนี้น่าจะเป็นการสื่อสารทางการเมืองว่า “เราสองคนไปด้วยกัน” มากกว่าความจริงใจเชิงส่วนตัว

โดยสรุป การกอดของเฉลิมชัยกับเดชอิศม์ในภาพนี้มีน้ำหนักเชิง “สัญลักษณ์ทางการเมือง” มากกว่าความผูกพันส่วนตัวแท้ ๆ ความจริงใจจึงอาจไม่ถึงขั้นลึกซึ้ง แต่เป็นการแสดงออกเพื่อให้สังคมและสื่อเห็นถึง “ความเป็นพวกเดียวกัน”

‘เคนโด้-เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร’ พิธีกร-ผู้ประกาศข่าว คนแรก ๆ ที่กล้าใช้ภาษาอีสานเป็นสื่อหลักในประเทศไทย

‘เคนโด้-เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร’ เป็นคนที่พี่น้องประชาชนรู้จักจากบทบาทพิธีกร ดีเจ และผู้ประกาศข่าวนอกจากนี้ยังเป็นพิธีกรที่กล้าใช้ภาษาอีสานในสื่อหลักอย่างเป็นทางการ เป็นคนแรก ๆ ในประเทศไทย

นอกจากบทบาทพิธีกร ดีเจ และผู้ประกาศข่าวแล้ว ‘เคนโด้’ ยังได้ใช้ชื่อเสียงที่ได้มาในการตอบแทนสังคม ผ่านการเป็นปากเป็นเสียงให้ผู้เสียหายหลายคดี ไม่ว่าจะเป็น เมจิกสกิน, Forex 3D, K4, ฌาปนกิจสงเคราะห์ และอีกหลายปัญหาของประชาชน

ปกป้องสถาบันหลักของชาติ ทำงานด้วยความซื่อสัตย์

จากวันนี้ ‘เคนโด้’ ได้เลือกที่จะเพิ่มอีก 1 บทบาทคือ การใช้ชีวิตบนเส้นทางการเมือง เพื่อเผยแพร่อุดมการณ์ ‘รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์’ ซึ่งเป็นสถาบันหลักของชาติ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้เขาได้ทั้งช่วยเหลือผู้คน และพัฒนาอีสาน ตามแนวคิดถ้ามีชื่อเสียงแล้วไม่สามารถช่วยคนได้ ก็ไม่ต้องมี

โดย ‘เคนโด้-เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร’ ได้เลือกที่จะสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ เนื่องจากที่เขาได้พูดคุยกับหลายพรรคการเมือง แต่พรรครวมไทยสร้างชาติ คือพรรคที่มีอุดมการณ์อย่างหนักแน่นในการปกป้องสถาบันหลักของชาติ รวมถึงตั้งใจในการทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และรวมไทยสร้างชาติก็เปิดโอกาสให้เคนโด้ช่วยเหลือประชาชนให้มากขึ้น ตามอุดมการณ์ที่ทำมาหลายปี

เคนโด้กล่าวว่า ผมเหมือนหมาบ้าที่ช่วยประชาชนมา10ปี กัดไม่ปล่อยในหลายคดีดัง โดน อิทธิพลกดทับ การใช้กฎหมายปิดปาก แต่ผมก็สู้จนชนะช่วยประชาชนที่เสียหายกว่า 10,000 ล้านบาท ผมโดดเดี่ยวเพราะทำคนเดียว วันนี้ผมตัดสินใจจะสู้ไปกับพรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะหัวหน้าพรรคท่านพีระพันธุ์ก็ชนแหลกเพื่อประชาชน ผมศรัทธาในตัวท่านและพรรคที่มุ่งช่วยประชาชนจริงๆ

รวมทั้งผลงานที่ปรากฏของกระทรวงพลังงานภายใต้การนำของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ไม่ว่าจะเป็นการตรึงราคาก๊าซหุงต้ม การลดค่าไฟ และเสนอกฎหมายปฏิรูปราคาพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ หรือปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมัน

ได้คุยกับพรรคการเมืองหลายพรรคมาแล้ว จนในที่สุดเขาก็ได้ตัดสินใจร่วมเดินหน้าไปกับพรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะเขาได้ทำการศึกษามาอย่างดีแล้วว่าเป็นพรรคที่ยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติ เพราะฉะนั้นไม่ขายชาติแน่นอน รวมถึงพรรครวมไทยสร้างชาติได้ยึดถือความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง ดังที่เห็นได้จากความไม่พอใจของนายทุนพลังงาน ตามที่เป็นข่าวไปก่อนหน้านี้ และเป็นพรรคที่เห็นผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ดูได้จากการตรึงราคาก๊าชหุงต้ม การลดราคาค่าไฟอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการเสนอแก้ไขกฎหมายเรื่องน้ำมันอีกด้วย

“ผมตัดสินใจลงสนามการเมือง อย่างสร้างสรรค์ และมีเป้าหมายช่วยประชาชน กับ พรรครวมไทยสร้างชาติ ด้วยเหตุผล พรรคสนับสนุนให้ผมช่วยประชาชนอย่างเต็มที่ และผมศรัทธา ในท่านพีระพันธุ์ ที่ชนแหลกเพื่อประชาชนจริงๆ”

“เมือบ้านเฮา” เอาโอกาสในชีวิตมาไว้ใกล้บ้าน

ด้วยความเป็นคนอีสานเลือดแท้ จากจังหวัดริมน้ำโขง อย่างหนองคาย สิ่งที่เขามองเห็นอย่างต่อเนื่องคือวิถีชีวิตของคนหนองคายที่ต้องดิ้นรนออกไปทำงานต่างถิ่นต่างแดน แม้ต้องจากครอบครัว จากบ้าน เพื่อแสวงหาโอกาสในชีวิตที่ดีกว่า

ดังนั้นสิ่งที่ ‘เคนโด้’ อยากเห็นคือการสร้างชุดนโยบาย “เมือบ้านเฮา” สร้างงาน สร้างอาชีพในแต่ละท้องถิ่นตามจุดแข็งของแต่ละพื้นที่ ให้ทุกคนมีโอกาสใกล้บ้าน ไม่ต้องออกเดินทางไปแสวงหาโอกาสต่างถิ่น ต่างแดน

เช่น จังหวัดหนองคายที่เป็นเมืองน่าอยู่อันดับ 7 ของโลก หากมีการสนับสนุน ผลักดันให้การท่องเที่ยวเป็นตัวนำในการสร้างงาน สร้างอาชีพ

วันนี้ ‘เคนโด้’พร้อมแล้วที่จะใช้ชื่อเสียงโอกาสทางการเมืองเพื่อตอบแทนสังคม รวมทั้งสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้แก่พี่น้องประชาชนและพัฒนาบ้านเกิดของเฮาอย่างแท้จริง

ข้อเสนอปฏิรูปพรรค!! เพื่อการฟื้นฟู เรียก!! ‘ศรัทธา’ คืนมา นโยบาย ภาพลักษณ์ และโครงสร้างพรรค ต้องปรับด่วน

(27 ก.ย. 68) ข้อเสนอเชิงวิชาการเพื่อการปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์ให้ฟื้นฟูกลับมา เรียกศรัทธาคืนจากประชาชนในยุคผู้บริหารชุดใหม่ บนสมมุติฐานว่า ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค

โจทย์ใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่ต้องเผชิญ เพราะพรรคเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยกำลังสูญเสียทั้งฐานเสียง ประวัติศาสตร์ และความศรัทธาของประชาชนไปทีละน้อย รุนแรง และรวดเร็วอย่างไม่คาดคิด จน 'เฉลิมชัย ศรีอ่อน' ต้องตัดสินใจสละตำแหน่งหัวหน้าพรรคออกไป

แนวทางการ ‘ปฏิรูป/ปรับปรุง’ พรรคประชาธิปัตย์

1. ด้านภาพลักษณ์ (Branding & Image)
สร้างเอกลักษณ์ใหม่: จากภาพ 'พรรคเก่าแก่-อนุรักษ์นิยม' ไปสู่ “พรรคสมัยใหม่-โปร่งใส-ทันโลก” หรืออาจจะเรียกว่า พรรคประชาธิปัตย์ใหม่

ใช้สื่อดิจิทัลจริงจัง: ทีมโซเชียลมีเดียต้องมืออาชีพ ไม่ใช่แค่ประชาสัมพันธ์ แต่ต้อง Engage กับคนรุ่นใหม่ และสมาชิกพรรค ให้เข้าใจถึงเจตนารมณ์ อุดมการณ์ นโยบายของพรรค ความคืบหน้า ก้าวหน้าใหม่ๆ ต้องสื่อสารให้สังคมเข้าใจอย่างไม่ชักช้า

รีแบรนด์สีและสัญลักษณ์: ทำให้ภาพลักษณ์แตกต่างจากเดิม เช่น พรรคแรงงานอังกฤษเคยปรับจาก “อนุรักษ์-แรงงานแบบดั้งเดิม” สู่ภาพที่สดใหม่

2. ด้านนโยบาย (Policy Platform) วางจุดขายชัดเจน ไม่แข่งประชานิยมอย่างเดียว แต่ต้องเป็น “พรรคที่มีความรู้-นโยบายปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่เพ้อฝัน แต่อธิบายได้

นโยบายจับต้องได้: เช่น เศรษฐกิจฐานรากทันสมัย (Smart Farmer, Digital SME), สิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาด (Clean Energy), การศึกษาเชื่อมตลาดแรงงาน เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่: สร้าง “Think Tank” ภายในพรรค ให้คนรุ่นใหม่คิดนโยบายโดยตรง ไม่ผ่านกรอบเก่าๆ ง่ายๆ คืออย่าไปวางกรอบครอบงำคนรุ่นใหม่ ปล่อยให้เขาคิดอย่างเสรี ผู้ใหญ่ก็รับฟังอย่างตั้งใจ เพื่อนำไปปรับเปลี่ยน

3. ด้านบุคคล/ทีมบริหาร (Leadership & Team)
ต้องลดภาพ “การเมืองตระกูล-การเมืองรุ่นเก่า” เปิดทางให้ Gen X / Gen Y ก้าวขึ้นมาเป็นแกนกลาง อันจะเป็นแนวทางสร้างคนรุ่นใหม่ สร้างรอยต่อสานต่ออุดมการณ์ของพรรค ไม่ให้ขาดช่วงบุคลากร

รักษาฐานเก่า-เสริมคนใหม่: คนอย่าง ชวน หลีกภัย / บัญญัติ บรรทัดฐาน ควรอยู่ในฐานะ “ผู้อาวุโสที่ให้คำปรึกษา” ไม่ใช่ผู้กำหนดทิศทาง บงการ หรือสั่งการ

แสวงหาคนรุ่นเข้ามา กล้าเดินเข้าไปดันค้นหาชักชวน ดันดาวรุ่งให้ชัดเจน ทายาทการเมืองท้องถิ่นที่มีศักยภาพ, คนรุ่นใหม่ในกรุงเทพฯ-ใต้ ให้มีบทบาทนำ

ผสมผสานทีมมืออาชีพดึงนักเศรษฐศาสตร์ นักสิ่งแวดล้อม นักธุรกิจเทคโนโลยีเข้ามา ไม่ใช่แค่นักการเมืองสายอาชีพ เทคโนแครตเฉพาะด้านต้องเข้ามา อย่างการกระจายอำนาจที่เคยเป็นจุดเด่นของพรรค ทุกวันนี้ใครรู้จริง และอธิบายได้ มองไม่เห็น

4. โครงสร้างภายในพรรค (Party Reform)
ประชาธิปไตยในพรรคต้องเกิดขึ้นจริงๆ เปิดให้สมาชิกโหวตเลือกหัวหน้า/กรรมการบริหารอย่างโปร่งใส ไม่ใช่เกิดจากการล็อบบี้จนเกินงาม

สร้างระบบ Talent Pool: คัดสรรและฝึกอบรมคนรุ่นใหม่เข้าสู่การเมืองในนามพรรค (เหมือนที่พรรคการเมืองยุโรปทำ) อาจจะการรื้อฟื้นโรงเรียนการเมืองขึ้นมาทำใหม่ ฝึกผู้นำคนรุ่นใหม่อย่างเอาจริงเอาจัง มีหลักสูตรใหม่ๆ ขึ้นมาจัดอบรม

เชื่อมโยงกับท้องถิ่น ประชาธิปัตย์ ต้องไม่ใช่พรรคคนใต้ ไม่ใช่พรรค กทม. หรือพรรคภาคใต้เท่านั้น ต้องกระจายคนทำงานไปทุกภูมิภาค ภาคอีสานคือฐานใหญ่ด้วยจำนวนประชากร

สรุปสั้น ๆ:
 -สร้างภาพลักษณ์ใหม่ → ทันสมัย โปร่งใส
 -นโยบายใหม่ → Practical + ตอบโจทย์อนาคต
 -คนใหม่ → ดาวรุ่ง + มืออาชีพเข้ามามีบทบาทจริง
 -โครงสร้างใหม่ → พรรคเปิดกว้าง มีส่วนร่วมจริง

มีคำถามว่า….จุดอ่อนที่คนมักมองว่า ‘ประชาธิปัตย์’ ดีแต่พูด แต่ทำจริงน้อย หรือไม่ทำ’ + ‘ส่งใครก็ได้ลงเลือกตั้ง’ จนเสียศรัทธาไปมาก ‘กรณีเสาไฟฟ้า’

ถ้าจะ ‘ฟื้นภาพลักษณ์’ ต้องแก้เพิ่มจากที่ผมสรุปไปก่อนหน้า โดยเฉพาะจุดเจ็บพรรคเอง 

สิ่งที่ ปชป. ต้องปรับเพิ่ม

1. วัฒนธรรมการเมืองภายในพรรค
-เลิกระบบ “เสาไฟฟ้า” ต้องยุติการส่งผู้สมัครแบบใช้แบรนด์พรรคค้ำอย่างเดียว ต้องคัดคนที่มีโปรไฟล์-ผลงาน-เป็นที่ยอมรับในท้องถิ่นจริง ๆ
-ปรับโครงสร้างคัดเลือกผู้สมัคร ตั้ง “คณะกรรมการสรรหา” ที่เปิดรับสมัคร + ประชุมรับฟังความเห็นคนพื้นที่ ไม่ใช่ล็อกไว้แค่คนของผู้ใหญ่ สืบทอดทายาททางการเมือง แต่ขาดคุณภาพ

-ความรับผิดชอบ ถ้าพูดแล้วทำไม่ได้ ต้องมี mechanism ที่ชัดเจน เช่น ลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริหาร หรือลาออกจากตำแหน่งทางการเมืองอย่างมีสปิริต ทำให้เห็น

2. สื่อสารตรงไปตรงมา (Communication)เลิกแนว “พูดสวย แต่เลื่อนลอย” ต้องพูดสั้น กระชับ แล้วทำให้เห็นผล

ตั้ง KPI รายปีของพรรค เช่น “เราจะผลักดันกฎหมาย A, แก้ปัญหา B” แล้วรายงานความคืบหน้าต่อประชาชนทุก 6 เดือน ทำไม่ได้อย่างที่พูด มีกติกากำหนดความรับผิดชอบ

ใช้ Fact-checking เชิงบวก ถ้ารัฐบาลไม่ทำตามที่หาเสียง พรรคต้อง “รายงานต่อสังคม” ว่าใครผิดสัญญา พรรคไหนหาเสียงไว้แล้วทำไม่ได้ แต่เทคนิคการหาเสียง

3. เปลี่ยนจากพรรคของคนรุ่นเก่า (อนุรักษ์)เป็นพรรคอนุรักษ์นิยมใหม่พรรคที่มีชีวิตชีวา

เลิกการเมืองแบบ “คลับเก่า” ที่วนเวียนอยู่กับแกนนำเดิมๆ สร้างคนหน้าใหม่ให้เป็นตัวจริง เช่น เปิดตัว 10–15 คนรุ่นใหม่ในสภา/ท้องถิ่น ให้คนเห็นว่าพรรคนี้ไม่ได้หมดไฟรอเวลาตายซาก สิ้นตำนานพรรคใหญ่ สถาบันทางการเมือง

ทำ Political Incubator เหมือนโรงเรียนการเมืองพรรค ที่เปิดให้คนหนุ่มสาว นักกิจกรรม องค์กรท้องถิ่น เข้ามาเป็น pipeline

4. ความเชื่อมโยงกับประชาชน (Grassroots Connection)
ลงพื้นที่จริงแบบมีเป้าหมาย ไม่ใช่ลงไปแจกใบปลิว แต่ไปทำงานร่วมกับชุมชน เช่น โครงการเล็ก ๆ (น้ำเสีย, เกษตร, การศึกษา) ที่ทำได้จริงในเขต ลงชุมชนจัดอบรม สัมมนาให้ความรู้ใหม่ๆ

เน้นความใกล้ชิด ผู้สมัคร/ส.ส. ต้องเป็น “ตัวแทน” ของประชาชนจริง ๆ ไม่ใช่ “ตัวแทนพรรค-กลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองที่ถูกส่งมา

5. เลิกวาทกรรมเก่าประชาชนเบื่อคำว่า “เราเป็นพรรคประชาธิปไตยที่เก่าแก่ที่สุด” หรือ “เราไม่โกง” หรือสถาบันทางการเมืองที่หลายพรรคเริ่มใช้

ต้องเปลี่ยนเป็น “เราแก้ปัญหาให้ประชาชนได้เร็วกว่า” หรือ “เราเสนอสิ่งที่รัฐบาลนี้ไม่กล้าทำ”

ถ้าให้สรุปอีกชั้น
-เลิกใช้ “เสาไฟฟ้า” คัดคนจริง คนทำงานจริง มีความรู้ความสามารถจริง ไม่เล่นพรรคเล่นพวก ส่งทายาทมาสืบทอดทางการเมือง โดยคนไม่มีคุณภาพเพียงพอ (ถ้าดี มีคุณภาพ ก็ไม่ว่ากัน ผ่านการกลั่นกรองจากกรรมการสรรหาจริง)

จาก “พรรคพูด” → ไปสู่ “พรรคทำ-รายงานผล”
จาก “ภาพเก่า” → ไปสู่ “พรรคมีชีวิตชีวา มีดาวรุ่ง”
จาก “วาทกรรมเก่า” → ไปสู่ “สารที่ตรงกับปัญหาประชาชน”

ลองวาง “ภาพรีแบรนด์ใหม่” ของพรรคประชาธิปัตย์ (สมมติฐาน) ให้เห็นชัด ๆ กันเลย

ภาพลักษณ์ใหม่ (Brand Identity) สโลแกนใหม่:
เช่นเดิม: “เรามีอุดมการณ์ เราไม่โกง” มันเป็นแค่ defensive
ใหม่: “คิดใหม่ ทำจริง เพื่อคนไทยทุกคน” เป็นต้น ควรมีนักคิดให้สอดคล้องกับทิศทาง/แนวทางของพรรค

• โทนสี/สัญลักษณ์:
• จากสีฟ้าบาง เป็นสีฟ้าเข้มแบบอนุรักษ์ เพิ่ม ฟ้า-ขาว เน้นความโปร่งใส ทันสมัย สดใส

โลโก้ควรมีเส้นโค้ง/เอาวงกลมกลับมา สื่อถึง “ความร่วมมือ-เปิดกว้าง” ไม่ใช่ลอยๆ ตามที่ปรับแก้ใหม่ ไม่มีวงกลม

นโยบายเด่น (Policy Platform)

-เศรษฐกิจ: พรรคของ SME และเกษตรสมัยใหม่ → Digital SME Fund, Smart Farmer Academy

-สิ่งแวดล้อม: ผลักดัน Clean Air Act และ พลังงานสะอาด ให้เป็น agenda หลัก

-เยาวชน/แรงงานรุ่นใหม่: กองทุน reskill คนวัยทำงาน + Start-up support สำหรับคนรุ่นใหม่

ท้องถิ่น: Local First Policy → งบตรงถึงท้องถิ่นให้จัดการเอง ไม่ต้องผ่านระบบราชการส่วนกลาง (กระจายอำนาจจริง ไม่กั๊ก ไม่หวงอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง

ทีมบุคคล (Leadership Mix)
 -อาวุโส: ชวน / บัญญัติ → “ที่ปรึกษาพรรค” (Symbolic elder statesmen)
 -รุ่นกลาง: เช่น สาทิตย์ วงศ์หนองเตย, นิพนธ์ บุญญามณี → เป็น “กุนซือ” ไม่ใช่ตัวนำ
-ดาวรุ่ง เปิดตัวเป็น “หน้าใหม่ทีมปฏิรูปพรรค” อย่างน้อย 10 คน
-คนรุ่นใหม่ในกรุงเทพฯ
-นักวิชาการด้านเศรษฐกิจ/สิ่งแวดล้อม
-ผู้นำท้องถิ่น/NGO ที่มีเครดิต
 -หัวหน้าพรรค: ควรเป็นคนรุ่นกลางที่มีภาพ “สะอาด + ทันสมัย” ไม่ใช่สายเก่าเต็มตัว

วิธีสื่อสาร (Communication Strategy)
-ลงพื้นที่ + ทำจริง → เช่น ประกาศนโยบาย “Clean Canal Bangkok” แล้วลงมือทำ pilot project ทันที
-Digital-first Party → พรรคต้องเล่น TikTok, Reels, X, Podcast ,เพจ,เว็บไซต์ ให้เหมือน start-up มากกว่าพรรคเก่า
-รายงานผลทุก 6 เดือน → ตั้งระบบ “Dems Report Card” ให้ประชาชนเช็กได้ว่า พรรคทำตามที่พูดแค่ไหน (Re-check)

ภาพทีม/แคมเปญ
-โปสเตอร์ทีมใหม่: คนรุ่นใหม่ยืนแถวหน้า อาวุโสยืนแถวหลัง → สื่อว่า “ส่งไม้ต่อแล้ว”
• คีย์เมสเสจ:
1.เราไม่ใช่พรรคเก่า → เราเป็น พรรคเก่าแก่ที่รีสตาร์ทแล้ว
2.ไม่ใช่แค่พูด → ทุกนโยบายต้องมีโครงการนำร่องทันที
3.พรรคที่ใครก็เข้ามาได้ → Talent-based Party ใครมีผลงาน-ได้ขึ้นนำ

ถ้าทำแบบนี้ ภาพที่สื่อออกมาจะเปลี่ยนจาก “พรรคเก่าแก่ที่หมดไฟ” → ไปเป็น “พรรครีสตาร์ท ที่พร้อมเป็นทางเลือกจริง”

ยาวหน่อย แต่เป็นข้อเสนอที่ผ่านการศึกษากึ่งวิจัยมาแล้ว อ่านมามาก ฟังมามาก จนตกผลึกนำมาเขียนสรุปเป็นข้อเสนอสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ในยุค ‘ปฏิรูป’

‘พร้อมพงศ์’ เหน็บ!! ‘พรรคส้ม’ ปม!! หลุมยุบใหญ่กลางกรุง สงสัย!! ลืมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ทั้งที่มี สส.กทม. เต็มสภาฯ

(27 ก.ย. 68) นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า “รัฐบาลนายอนุทิน เผชิญปัญหาหลุมยุบขนาดใหญ่ หน้าวชิรพยาบาล กลางเมืองกรุง ท่านเก่งตอบทุกเรื่อง บอกต้องมีผู้รับผิดชอบ แต่พอถูกถามถึงบริษัทรับเหมาที่ได้งานนี้ แค่ยิ้มๆ เดินออกจากวงสัมภาษณ์ไปดื้อๆ โลกโซเชียลตอนนี้ถล่มทลายมาก พรรคที่เคยเก่งขุดคุ้ย เกาะติด กระทรวงแรงงาน ประกันสังคม ถนนพระราม 2 ในกทม.มีสส.ถึง 32 คน กลับไม่แสดงท่าที นำมาสู่การถกเถียงในสภาฯ มัวแต่มาเล่นเกมเรื่ององค์ประชุมสภาฯ ล่ม มาตรวจสอบฝ่ายค้านด้วยกัน ไม่รู้เหมือนกันว่า มีดีลพิเศษอะไรกันอีกหรือไม่ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ กระทบถึงชีวิต ทรัพย์สิน ความปลอดภัย ความเชื่อมั่นระบบคมนาคมขนส่งคนที่อยู่ในกทม.และประชาชนที่อาศัยในเมืองหลวง ควรหยิบยกพูดคุยอย่างจริงจัง หาตัวผู้ทำความผิด ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ไม่แปลกใจแฟนคลับส้มจะผิดหวัง ตั้งแต่ยกมือให้นายอนุทิน MOAโดนละเมิด มาถึงหลุมยุบขนาดใหญ่ ชาวเน็ตจะตั้งข้อสังเกตลักษณะอย่างนี้ ลืมหน้าที่ฝ่ายค้าน แต่เป็นฝ่ายค้ำยันให้รัฐบาลหรือไม่” นายพร้อมพงศ์กล่าว

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า วันที่ 29-30 ก.ย. นายอนุทินและครม. แถลงนโยบายรัฐบาล 4 ด้าน ครอบคลุมทั้งการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ความมั่นคงชายแดน ปัญหาสังคม การพนัน คอลเซนเตอร์ ขอให้กวาดล้างจริงๆ จังๆ รวมทั้งเรื่องภัยพิบัติธรรมชาติ สร้างระบบเตือนภัย เยียวยาชดเชย ทันท่วงที เรื่องหลุมยุบขนาดใหญ่หน้า วชิรพยาบาล จะสรุปออกมาอย่างไร เรื่องนี้มันเกี่ยวพันไม่ใช่แค่ รฟม. กระทรวงคมนาคม กทม. รัฐบาล มีประเด็นอื่นๆ ที่ต้องสรุปบทเรียนและตรวจสอบ นำมาสู่การแก้ไขทั้งระบบ

อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า หลังการแถลงนโยบายเสร็จสิ้น รัฐบาลมีเวลา 4 เดือนหรือประมาณ 120 วันทำงาน หมดเวลามูเตลู รัฐบาลนายอนุทิน จะเข้าสู่โหมดทั้งเดินหน้าและนับถอยหลัง เดินหน้าพิสูจน์ฝีมือ การแก้ไขปัญหาคดีที่ดินเขากระโดง คดีฮั้วสว. ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง พืชผลเกษตรตกต่ำ การดึงนักท่องเที่ยวกลับมา ฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้ภาคตลาดทุน และการสร้างความมั่นใจจากต่างชาติ ปัญหากระทบกระทั่งกับกัมพูชา ถอยหลังคือ จะต้องยุบสภาฯปลายเดือนม.ค.69 คืนอำนาจให้ประชาชนตามคำพูด ส่วนตัวคงไม่กล้าคาดหวังกับผลงาน 4 เดือนมากนัก ขอเพียง อย่าสร้างปัญหาใหม่เพิ่มเติม โดยเฉพาะปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ต้องห้ามเกิดอย่างเด็ดขาดในยุครัฐบาลคนละครึ่ง คนนอกครึ่ง กลุ่มบ้านใหญ่การเมืองอีกครึ่ง ขอฝากไว้เป็นการบ้าน อะไรที่สัญญาไว้ ขอให้พูดแล้วทำ อย่าไปมุ่งเรื่องที่ไม่ใช่ผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

‘นิพิฏฐ์’ ชี้!! มีสัญญาณที่ดี เดินหน้า!! ‘ประชาธิปัตย์’ สู่พรรคหลักของประเทศ วางใจ!! ‘ชวน – อภิสิทธิ์’ นำทัพเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ยึดสุจริต เพื่อฟื้นศรัทธา

(27 ก.ย. 68)  นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตสส.พัทลุง โพสต์เฟซบุ๊กว่า …

ทิศทางที่ดี!!

3-4 วันนี้ ผมได้คุยกับผู้ที่ ‘ยังรัก’ และผู้ที่ ‘เคยรัก’ พรรคประชาธิปัตย์

ทั้งสส.และอดีตสส.ทุกคนมีความเห็นไปในทางเดียวกันเพื่อฟื้นพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาให้เป็นพรรคหลักในประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง

ทุกคนต่างยอมถอย 1 ก้าว เพื่อเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง มีผู้ใหญ่ที่เคยสร้างพรรคประสบความสำเร็จมาแล้วเป็นที่ปรึกษา มีคนรุ่นใหม่ที่มีความตั้งใจดีต่อบ้านเมือง ไม่ก้าวร้าว เป็นโซ่ข้อกลางเข้ามารับภาระของบ้านเมือง

เราเชื่อว่า การเปลี่ยนโลกต้องรู้จักโลกเสียก่อน

เราเชื่อว่า การเดินไปข้างหน้าต้องมีแผนที่ที่ถูกต้อง การมีแผนที่ผิดพลาดจะเป็นอันตรายต่อบ้านเมืองยิ่งกว่าการไม่มีแผนที่ในมือ

เราเชื่อว่า การสร้างการเมืองที่สุจริตเท่านั้น จึงจะเป็นความหวังของประเทศ ให้คนรุ่นใหม่ได้อาศัยอย่างเป็นสุข

เราจึงหวังว่า ต่อไปนี้ ทุกคนจะใส่เสื้อสัญลักษณ์พรรคประชาธิปัตย์กันทั่วประเทศ เพื่อประกาศว่า เราคือผู้กล้าหาญ เราคือผู้ที่เข้มแข็ง ที่จะสร้างการเมืองที่ดีให้กับประเทศนี้

ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นการนำของ นายชวน หลีกภัย และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่คาดว่าจะเข้ามาเป็นผู้นำในการฟื้นฟูพรรคในครั้งนี้

กระผมเป็นเพียงคนนอก มิได้เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ แต่ยินดีให้ความร่วมมือในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

‘ดร.อ้อ’ หมอผีขมังเวทย์ ดีกรีปริญญาเอก สาปแช่ง!! คนแก้รัฐธรรมนูญ โซเชียลเห็นด้วย ซัด!! นักการเมือง เอาแต่แก้กติกา ไม่แก้ปัญหาปากท้อง

(27 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Bangkok I Love You’ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ ดร.อ้อ หมอผีเมืองจอมขมังเวทย์ ดีกรีปริญญาเอก แห่งเมืองชุมพร โดยมีใจความว่า ...

โลกโซเชียลร้อนระอุ เมื่อ ดร.อ้อ หมอผีขมังเวทย์เมืองชุมพร โพสต์ข้อความสาปแช่งว่า “ใครคิดแก้รัฐธรรมนูญปี 2560 ขอให้ชิบหายตายโหง ภายใน 3–7 วัน” จนกลายเป็นกระแสไวรัล

สิ่งที่น่าจับตาคือ เสียงส่วนใหญ่ในโลกออนไลน์กลับ เห็นด้วยกับคำสาปแช่งนี้ โดยให้เหตุผลว่า การแก้รัฐธรรมนูญ เป็นเพียงการแก้กติกาทางการเมือง เพื่อประโยชน์ของนักการเมือง มากกว่าจะสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนโดยตรง

ประชาชนไม่ได้อะไรเพิ่มขึ้น ไม่ได้ช่วยเรื่องปากท้อง ไม่ได้ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น แต่กลับเป็นการสิ้นเปลืองภาษี การแก้ไขแต่ละครั้ง ต้องใช้งบประมาณ กว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อทำประชามติ 2 รอบ (ประชามติว่าจะแก้ไขหรือไม่ และประชามติว่าจะรับรองร่างแก้ไขหรือไม่) ซึ่งถูกมองว่าเป็นการใช้เงินภาษีอย่าง สุรุ่ยสุร่าย

นักวิชาการบางส่วนชี้ว่า แม้คำสาปแช่งของดร.อ้อจะเป็นถ้อยคำรุนแรง แต่สะท้อนความไม่พอใจของสังคมต่อระบบการเมืองที่วนเวียนกับการแก้ไขกติกา มากกว่าการทำงานเพื่อประชาชน

เสียงสะท้อนจากประชาชน
ในคอมเมนต์จำนวนมาก ชาวบ้านต่างวิจารณ์ว่า หากเงินหลายหมื่นล้านที่จะนำไปทำประชามติ ถูกนำมาพัฒนาสาธารณูปโภคหรือช่วยเหลือเกษตรกร ปัญหาปากท้องจะได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริงมากกว่า

กระแส “หมอผีแช่ง คนแก้ไขรธน. 60” กลายเป็นภาพสะท้อนความไม่พอใจของสังคมไทยต่อการเมืองที่มุ่งแก้กติกาของตนเอง มากกว่าการแก้ปัญหาชีวิตจริงของประชาชน

‘ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ’ ลาออก!! จากสมาชิกพรรคเพื่อไทย ลูกสาวให้กำลังใจ!! พร้อมสานต่อเจตนารมณ์ จะทำให้พ่อภูมิใจ

เมื่อวานนี้ (27 ก.ย. 68) นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ได้ทำหนังสือถึงนายทะเบียนสมาชิกพรรคเพื่อไทย เพื่อขอลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทย โดยเนื้อหาระบุว่า …

“เขียนที่ จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 เรื่อง ขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ข้าพเจ้า นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ สมาชิกพรรคเพื่อไทย มีความประสงค์จะขอลาออกจากเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2568 เป็นต้นไป จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและดำเนินการต่อไป”

ด้าน น.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า 

เส้นทางในชีวิตคนเรามีหลายเส้นทาง แต่มี 2 เส้น เท่านั้นแหละที่เราต้องเดิน เส้นหนึ่งที่อยากเดิน เส้นทางนี้เรียกว่า เส้นทางแห่งความฝัน อีกเส้นหนึ่ง แม้ไม่อยากเดินก็ต้องเดิน นั่นคือเส้นทางแห่งความเป็นจริง

ชีวิตคนเราสั้นนักนะ ไม่มีเวลาให้เรามามัวนั่งเสียใจหรอก อย่าเสียเวลาให้กับคน หรือเรื่องที่ทำให้คุณไม่เป็นสุข เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่ป้ายสุดท้ายของชีวิต ยิ้มกับมันแล้วเดินต่อไปเถอะ ชีวิตอาจมีความหวังมากมาย ที่สุดท้ายก็ต้องผิดหวัง อาจมีความฝันมากมาย ที่สุดท้ายต้องกลายเป็นความว่างเปล่า อาจมีคำพูดมากมายที่สุดท้ายไม่รู้จะบอกใครได้

ที่จริงเรื่องบางเรื่อง ทำดีที่สุดแล้ว ไม่เป็นไปอย่างที่ปรารถนาก็พอ อย่าไปยึดให้มันแน่นมากนัก คนบางคน ใส่ใจมากเกินไป ก็ใช่ว่าจะมีความสุข หากทางที่เดินขรุขระ จงให้กำลังใจแก่คนร่วมทาง หากชีวิตมากมายด้วยลมฝนกระหน่ำ จงยิ้มให้กับตัวเอง ชีวิตคนเราเก็บความสุขใส่ไว้ในใจ เก็บความทุกข์ใส่ขวดโหลแล้วโยนทิ้งไป เก็บไว้ไม่มีประโยชน์

ให้กำลังใจกันนะ รักพ่อที่สุด ส.ส. 10 สมัย ตอนนี้ดำรงตำแหน่งพ่อผู้แทนฯ ฮ่าฮ่า หนูจะทำให้พ่อภูมิใจจ้ะ

‘อนุทิน’ ร่วมสวดศพบิดา ส.ส.อัครเดช พร้อมเผย!! ความผูกพันแน่นแฟ้น เอ่ยปาก!! เปิดดีล!! ขอลูกคุณพ่อ ย้ายมาอยู่ ‘ภูมิใจไทย’ เดี๋ยวดูแลเอง

เมื่อวานนี้ (27 ก.ย. 68)  ที่สำนักงานใหญ่บริษัทในเครือวงษ์พิทักษ์โรจน์ จ.ราชบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายศักดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสรอรรถ กลิ่นประทุม อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ร่วมไว้อาลัยและสวดอภิธรรมศพ คุณพ่อวุฒิพงศ์ วงษ์พิทักษ์โรจน์ บิดาของนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ โดยคืนนี้เป็นการสวดอภิธรรมเป็นคืนที่ 4 และจะมีพิธีบรรจุศพในวันที่ 30 กันยายน นี้

นายอนุทิน ได้กล่าวกับผู้ที่ร่วมสวดอภิธรรมศพ ว่า ตนเองมีความสนิทสนมกับ สส.อัครเดช มาหลายปีแล้ว สส.อัครเดชเป็นคนมีความวิริยะอุสาหะ ตั้งใจทำงานให้พี่น้องประชาชน ตนมีความชื่นชมและศรัทธาในความขัยนขันแข็งของท่าน ยิ่งไปกว่านั้นการปฏิบัติหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร ท่านก็ทำหน้าที่ได้ดีเป็นดาวสภา

“เราผูกพันกัน สส.มุ่ง ก็เป็นคู่กับน้องเขยผม ภรรยาของ สส.มุ่ง ก็เป็นเพื่อนกับน้องสาวแท้ๆของผม ก็มีสายใยความผูกพันธ์ ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันตลอดมา ผมต้องขอบคุณชาวราชบุรีที่เลือก สส.มุ่งไปเป็นผู้แทนของท่าน และต้องขอกราบขอบคุณทุกท่านจริงๆที่ในฐานะที่เขาทำหน้าที่แทนท่าน เขาได้เป็นผู้ที่ไว้วางใจให้ผมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องขอบคุณจริงๆ“นายอนุทินระบุ

นายอนุทิน ยังกล่าวด้วยว่า “เมื่อสักครู่ตนได้กราบคุณพ่อ สส.มุ่งไปแล้ว ก็ได้ส่งจิตไปบอกคุณพ่อว่า คุณพ่อครับ ขอเถอะครับ ขอลูกคุณพ่อมาอยู่ภูมิใจไทยเถอะครับ ถ้าคุณพ่อเห็นด้วย ก็ขอให้ผมลุกขึ้นยืนไหว เพราะผมคุกเข่ากราบขอท่าน แล้วผมก็ลุกขึ้นยืนขึ้นมาได้ทันที ก็แปลว่าคุณพ่ออนุญาตแล้ว เมื่อคุณพ่ออนุญาตแล้ว ผมก็บอกเดี๋ยวผมดูแล สส.มุ่งเอง”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top