Sunday, 28 June 2026
NewsFeed

ทบ.แจ้งเคลื่อนย้ายกำลังพล อาวุธยุทธโธปกรณ์ และยานพาหนะ ใน 16 - 21 ก.พ. 65 

กองทัพบก โดย กองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน  แจ้งเคลื่อนย้ายกำลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์ และ ยานพาหนะ ของ กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 1, กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 5 กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 1, กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 6 กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 1, กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 7 กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 1 และ กองสรรพาวุธเบา กองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน เพื่อจัดแสดงและสาธิตอำนาจการยิงเหล่าทหารปืนใหญ่ ประจำปี 2565 ในวันที่ 21 ก.พ. 65 ณ พื้นที่ฝึก ศูนย์การทหารปืนใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี 

‘อนุทิน’ ปัด!! ‘ภูมิใจไทย’ ไล่ตระเวนดูด ส.ส. ลั่น!! แม้เสียงเพิ่ม ก็ยังเจียมเนื้อเจียมตัว

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่นายเอกราช ช่างเหลา ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายวัฒนา ช่างเหลา ส.ส.ขอนแก่น 2 อดีตสส.พรรคพลังประชารัฐ สมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ว่า... 

ตนไม่รู้จะตอบอย่างไร แต่คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหากับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เพราะคนที่เข้าพรรคภูมิใจไทยต้องแสดงความจำนง หากเป็นคนที่ทุ่มเทเสียสละ และไม่มีประวัติด่างพร้อย ก็รับทุกคนอยู่แล้ว และนายเอกราชไม่มีคดีติดตัว เพราะหากมีคดีคงเป็นส.ส.พรรคไหนก็ไม่ได้ตั้งแต่แรก อีกทั้งนายเอกราชมีความสนิทสนมกับสมาชิกพรรคภูมิใจไทย 

ก.อุตฯ ส่งผ้าไหมมัดหมี่บุกตลาด ‘Minimal Style’ ยกระดับผลิตภัณฑ์ผ้าไทยระดับพรีเมียม

กระทรวงอุตสาหกรรม หนุนผู้ประกอบการ ยกระดับผ้าไหมไทยในระดับพรีเมียม สร้างอัตลักษณ์ไหมไทยให้เป็นที่รู้จัก พร้อมเปิดคอลเลกชันใหม่ในแบบ “Minimal Style” เน้นความธรรมดาที่แปลกตา และลายไม่ซ้ำ เล็งเปิดตลาดใหม่จากผ้าไหมไทยในต่างประเทศ!

นางวรวรรณ ชิตอรุณ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ดำเนินการยกระดับพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอและผ้าพื้นเมือง โดยสนับสนุนให้สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรม สิ่งทอ หน่วยงานเครือข่ายกระทรวงอุตสาหกรรม ดำเนินโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอด้วยการออกแบบเชิงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมสู่อีสานแฟชั่น โดยตั้งแต่ปีงบประมาณ 2562 มีการดำเนินโครงการใน ระยะที่ 1 ด้วยการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการออกแบบ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์สิ่งทอและผ้าทอพื้นเมือง เพื่อทำให้ผู้ประกอบการสิ่งทอและเครื่องแต่งกายผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค และสามารถเข้าสู่ตลาดใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

สำหรับผลการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไหมที่ผ่านมา ได้เกิดผ้าไหมมัดหมี่ลวดลายใหม่กว่า 119 ลาย รวมทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า และเครื่องประดับ (Accessories) กว่า 108 ผลิตภัณฑ์ โดยผู้ประกอบการนำไปผลิตและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ได้จริง สร้างโอกาสทางการตลาดในผลิตภัณฑ์ผ้าไหมแบบใหม่ในกลุ่มตลาดใหม่ พัฒนาผู้ประกอบการผ้าไหมและผู้ที่เกี่ยวข้องธุรกิจผ้าพื้นเมืองในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กว่า 1,600 คน สร้างรายได้ สร้างงานให้ชุมชน รวมทั้งสร้างโอกาสทางการตลาด และสร้างยอดขายในประเทศกว่า 6,500,000 บาท (เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาใหม่)

‘หม่อมเจ้าอุทัยกัญญา ภาณุพันธุ์’ เสด็จเป็นองค์ประธานวางศิลาฤกษ์อาคารเรียน โรงเรียนเทพศิรินทร์ สมุทรปราการ

เมื่อเวลา 08.09 น. ของวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 ณ โรงเรียนเทพศิรินทร์ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ถือฤกษ์วันมงคล ซึ่งตรงกับวันอังคาร ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 3 ปีฉลู ตรงกับวันคล้ายวันสถาปนาโรงเรียนเทพศิรินทร์ สมุทรปราการ โดยตรงกับวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ทางโรงเรียนเทพศิรินทร์ สมุทรปราการ จึงได้จัดประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารเรียนหลังใหม่ แบบพิเศษ 6 ชั้น รูปตัว L จำนวน 1 หลัง มีห้องเรียน 50 ห้อง มูลค่างานก่อสร้าง จำนวน 71,696,000 บาท (เจ็ดสิบเอ็ดล้านหกแสนเก้าหมื่นหกพันบาทถ้วน)

โดยเริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2564 กำหนดแล้วเสร็จในวันที่ 21 มีนาคม 2566 ระยะเวลาก่อสร้าง 540 วัน โดยในวันนี้ทางโรงเรียนเทพศิรินทร์ สมุทรปราการ ได้ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารเรียนหลังใหม่ โดยได้รับพระเมตตาจากหม่อมเจ้าอุทัยกัญญา ภาณุพันธุ์ พระราชปนัดดา ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ (รัชกาลที่ ๔) ทรงกรุณาเสด็จเป็นองค์ประธานพิธีวางศิลาฤกษ์ ทรงจุดเทียนธูป บูชาพระฤกษ์ ถวายเครื่องบวงสรวง พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณฯ ประกอบพิธีบวงสรวงเทพยดา ณ  มณฑลพิธีอาคารอเนกประสงค์รำเพยภิรมย์ โรงเรียนเทพศิรินทร์ สมุทรปราการ ต.บางเมืองใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ โดยมี นายบรรหาร เอื่ยมสอาด ผู้อำนวยการโรงเรียนเทพศิรินทร์ สมุทรปราการ กล่าวถวายรายงาน

จากนั้น หม่อมเจ้าอุทัยกัญญา ภาณุพันธุ์ องค์ประธานพิธีประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ ณ บริเวณแท่นศิลาฤกษ์ ทรงตอกไม้มงคล 9 ชนิด ตามลำดับ เจ้าพนักงานลั่นฆ้องชัย บรรเลงสังข์ แตร พระสงฆ์จำนวน 10 รูป จากวัดหนามแดง สมุทรปราการ นำโดย พระครูวิทูรกิจจาทร (พระครูจาบ) รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดหนามแดง นำคณะสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา

องค์ประธานพิธี ทรงวางอิฐทอง อิฐเงิน และอิฐนาค ในแท่นวางศิลาฤกษ์ ทรงเทปูนผสมเสร็จ ลงบนอิฐทอง อิฐเงิน อิฐนาค ทรงวางแผ่นนพพรัตน์ ทรงวางแผ่นศิลาฤกษ์ และทรงโปรยข้าวตอกดอกไม้ จากนั้น องค์ประธานพิธี ทรงประเคนภัตตาหาร จตุปัจจัยเครื่องไทยธรรม แด่พระภิกษุสงฆ์ พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ผู้อำนวยการโรงเรียนเทพศิรินทร์ สมุทรปราการ ถวายของที่ระลึก แด่องค์ประธานพิธี องค์ประธานพิธีประทานของที่ระลึก ขับร้องเพลงประจำโรงเรียน “บทร้อง อโหกุมาร”

ในการนี้ นายศุภมิตร ชิณศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ /  นางพัชรี อาระยะกุล ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ / ดร.วิทยา อรุณแสงฉาน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาสมุทรปราการ / ดร.วัชรินทร์ โตขาว รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ / นายวิศว ศะศิสมิต ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานฯ / นายชัยณรงค์ ชยานุคุณลิขิต นายกสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเทพศิรินทร์สมุทรปราการ / นายศรายุทธ พุทธศรี / นางสาวบุศรา กุลานุสนธ์ รองผู้อำนวยการโรงเรียนเทพศิรินทร์ สมุทรปราการ  /นายอัครวัฒน์ อัศวเหม ส.ส. สมุทรปราการ เขต 1 / นาวาเอกอนุศักดิ์ นาคทิม นายกเทศมนตรีตำบลบางเมือง / นายสมหวัง เกษรมโกสินทร์ เลขานุการนายก อบจ.สมุทรปราการ / นายมานะชัย หัสมาฆะ สมาชิกสภา อบจ.สมุทรปราการ 

‘ก้าวไกล’ จี้รัฐใช้ ‘กองทุนฟื้นฟูฯ’ แก้โครงสร้างหนี้เกษตรกร พร้อมแนะ ‘นโยบายเกษตรวิถีก้าวไกล’ เป็นทางออกควบคู่

‘คำพอง’ จี้ ภาครัฐใส่ใจแก้ปัญหา ‘หนี้ชาวนา’ เผย กลไก ‘กองทุนฟื้นฟูฯ’ ช่วยปรับโครงสร้างหนี้ได้มาก แต่ต้องเร่งทำกว่านี้ ด้าน ‘เดชรัต’ สะท้อน เกษตรกรไทยยังขาดกลไกรองรับแบบใกล้ชิด แนะใช้ ‘นโยบายเกษตรวิถีก้าวไกล’ เป็นทางออก

ต่อกรณีที่ กลุ่มเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย (คนท.) เคลื่อนขบวนไปปักหลักชุมนุมบริเวณใกล้ทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งรัดแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร โดยมีข้อเรียกร้องสำคัญ คือขอให้สถาบันการเงินเจ้าหนี้ชะลอการฟ้องบังคับคดียึดทรัพย์ขายทอดตลาดทรัพย์สินของสมาชิก และเร่งดำเนินการโอนหนี้สินเข้าสู่กระบวนการการจัดการหนี้สินของสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) พร้อมกับขยายเพดานวงเงินการซื้อหนี้ NPA จาก 2.5 ล้านบาท เป็น 5 ล้านบาทเพื่อออกเป็นมติ ครม. นั้น

นายคำพอง เทพาคำ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า ขอให้กำลังใจพี่น้องเกษตรกรที่กำลังต่อสู้กับภาระหนี้สินทุกๆ คน หนี้สินเหล่านี้ต้องบอกว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างอันเนื่องมาจากการมีรัฐบาลที่ไม่เคยใส่ใจปัญหาของพี่น้องเกษตรกรมาอย่างยาวนาน ปล่อยละเลยให้ต้องเผชิญชะตากรรมและแบกรับผลกระทบจากนโยบายเกษตรแบบทิ้งๆ ขว้างๆ เรื่อยมา ตนเองเป็นเกษตรกรก่อนจะมาเป็นผู้แทนราษฎรจึงรู้สภาพปัญหาเหล่านี้ดี

“รัฐบาลบอกเสมอว่าลดต้นทุนการผลิตสิ แต่ไม่เคยช่วยอย่างจริงจังอะไรเลย ทุกวันนี้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นทุกอย่าง น้ำไม่มีต้องไปหา ค่าปุ๋ยไม่ต้องพูดถึงแพงมากโดยที่รัฐแทบไม่ได้ช่วย สวนทางกับราคาพืชผลการเกษตรที่มีแต่ต่ำลงๆ ภาพแบบนี้เกิดขึ้นวนเวียนจนเป็นวงจรหนี้ของเกษตรกรตามมาด้วยดอกเบี้ยสถาบันการเงิน ยิ่งถมทับมากขึ้นๆ ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายกลายเป็นมากกว่าเงินต้น แล้วแบบนี้พวกเขาจะลืมตาอ้าปากได้อย่างไร ยิ่งในสองปีที่ผ่านมา ยังต้องเผชิญกับสถานการณ์โควิด-19 ทำให้รายได้นอกภาคเกษตรลดลงอีก เมื่อก่อนยังมีเงินจากลูกหลานที่ออกไปทำงานในกรุงเทพฯ ส่งกลับมาจุนเจือได้ ตอนนี้ก็ลำบากเหมือนกัน บางคนต้องกลับมาบ้าน แต่งานใหม่ก็ยังไม่มี ผมจึงอยากให้รัฐบาลฟังเสียงเรียกร้องของเกษตรและชาวนาเพื่อตัดสินใจทางนโยบายที่เหมาะสมโดยเร็วด้วย 

“ผมคิดว่าหลังสถานการณ์โควิด ข้อเรียกร้องการพักหนี้ ชะลอหนี้ หรือการเยียวยาเป็นสิ่งที่รับฟังได้ พี่น้องเกษตรกรได้รับผลกระทบไม่แตกต่างๆ จากกลุ่มอื่น พวกเขาควรได้รับความเห็นใจจากรัฐบาลในการเจรจาหรือช่วยพยุงสถานทางเศรษฐกิจไม่ให้ทรัพย์สินของเขาถูกยึด ขณะเดียวกัน การปรับโครงสร้างหนี้ด้วยการซื้อหนี้จากสถาบันการเงินไปให้กองทุนฟื้นฯ ดูแลต่อ เพื่อให้พวกเขาจ่ายหนี้ได้ยาวขึ้น ดอกเบี้ยต่ำลง ทรัพย์สินไม่สูญหาย พอจ่ายได้จนครบก็ได้รับที่ดินกลับคืน นี่เป็นแนวทางที่แก้ปัญหาได้จริง แต่เท่าที่ทราบ ที่ผ่านมากองทุนฟื้นฟูได้รับงบประมาณน้อย ไม่มีเงินไปซื้อหนี้ได้มากนัก จนทำให้คิวยาว พอมากเข้าเป็นล็อตใหญ่ก็อาจสร้างความกังวลให้สถาบันการเงินเจ้าหนี้ เมื่อภาครัฐเห็นปัญหาแบบนี้ก็ควรต้องเร่งเข้ามาช่วยเหลือช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อทำให้การโอนหนี้ไปให้กองทุนฟื้นฟูฯ ทำได้คล่องตัว หลังจากนั้นจะต้องมีการบริหารจัดการที่ดีเพื่อทำให้กองทุนเป็นกลไกปกติที่เกษตรกรสามารถพึ่งพาได้เหมือนการรีไฟแนนซ์ในธุรกิจอื่น” คำพอง ระบุ 

ด้าน เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต พรรคก้าวไกล (Think Forward Center : TFC)  กล่าวว่า ที่ผ่านมา กองทุนฟื้นฟูฯ มีข้อจำกัด คือการได้รับจัดสรรทรัพยากรในการชำระหนี้แทนเกษตรกรน้อย ปี 2560-2563 กองทุนฯ สามารถชำระหนี้แทนเกษตรกรได้เฉลี่ยปีละ 320 ราย คิดเป็นวงเงินโดยเฉลี่ย 105 ล้านบาท/ปี เท่านั้น ซึ่งหากรัฐบาลสามารถจัดสรรงบประมาณเพื่อการชำระหนี้แทนเกษตรกรได้ เกษตรกรก็จะสามารถปรับโครงสร้างหนี้ และเข้าสู่แผนฟื้นฟูของกองทุนฯ ได้มากขึ้นด้วย

ทั้งนี้ เดชรัต ยังกล่าวด้วยว่า จากสถานการณ์โควิด สถานการณ์หนี้สินเกษตรกรยิ่งน่าเป็นห่วงขึ้น โดยหนี้สินเกษตรปี 2564 เมื่อเทียบกับ ปี 2562 พบว่า เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 22 ขณะที่รายได้เกษตรลดลงถึงร้อยละ 27 เป็นภาวะที่สวนทางกันคือรายได้ลดแต่หนี้เพิ่มขึ้น และหากดูที่ศักยภาพของลูกหนี้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) จะพบว่า มีลูกหนี้ที่มีศักยภาพในการใช้หนี้ต่ำมากถึงร้อยละ 41 คือราว 2 ล้านคน ปัญหาหนี้สินเกษตรกรจึงเป็นปัญหาที่ภาครัฐต้องให้ความสำคัญและเร่งจัดการ

สำหรับแนวทางออก เดชรัต กล่าวว่า จำเป็นต้องใช้หลายมาตรการ โดย TFC มีข้อเสนอเรื่อง ‘นโยบายเกษตรกรวิถีก้าวไกล’ ที่จะต้องทำ 3 ปลดล็อก, 3 เปิดตลาดท้องถิ่น, 3 ยกระดับมาตรฐาน, 3 ส่งเสริมผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และ 3 กำกับดูแล 

กาฬสินธุ์ - ผู้ว่าฯ เปิดงานประเพณีบุญคูณลานและมหกรรมของดี ประจำปี 2565 เพื่ออนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมประเพณีและมหกรรมของดีอำเภอฆ้องชัย

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 ที่บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอฆ้องชัย นายทรงพล ใจกริ่ม ผวจ.กาฬสินธุ์  เป็นประธานในพิธีเปิดงานประเพณีบุญคูณลานและมหกรรมของดี อำเภอฆ้องชัย ประจำปี 2565  อำเภอฆ้องชัย โดยมีนายเอกรัตน์ มิสา นายอำเภอฆ้องชัย พร้อมด้วยคณะกรรมการจัดงาน หัวหน้าส่วนราชการ สถาบันการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน และทุกภาคส่วนของอำเภอฆ้องชัยได้ร่วมกันจัดขึ้น ภายใต้มาตรการป้องกันโควิด-19

นายทรงพล ใจกริ่ม ผวจ.กาฬสินธุ์  กล่าวว่าการจัดงานประเพณีบุญคูณลานและมหกรรมของดี อำเภอฆ้องชัย ที่ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันจัดขึ้นครั้งนี้ เพื่อสืบสานวัฒนธรรมประเพณี ส่งเสริมให้เกษตรกรนำผลผลิตในพื้นที่มาจำหน่ายในงานและเป็นการสร้างความสามัคคีของชาว อ.ฆ้องชัย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนผู้ประกอบการ ร้านค้าต่าง ๆ งดการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในวันสำคัญทางพุทธศาสนา “วันมาฆบูชา” ประจำปี 2565

พ.ต.อ.หญิง วิชญ์ชยากร  ณิชาบวร รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า วันพุธ ที่ 16 ก.พ. 65 เป็นวันมาฆบูชา  ซึ่งถือเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาวันหนึ่ง ที่ตามประกาศ

>> สำนักนายกรัฐมนตรี (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2558 กำหนดห้ามมิให้ผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยกเว้นการขายเฉพาะร้านค้าปลอดอากรภายในอาคารท่าอากาศยานนานาชาติ  หากฝ่าฝืนมีความผิดตามมาตรา 39

แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551  คือระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ในเรื่องนี้ พล.ต.อ.สุวัฒน์  แจ้งยอดสุข  ผบ.ตร. ได้มีหนังสือสั่งการให้สถานีตำรวจทุกแห่งประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนผู้ประกอบการร้านค้าทุกประเภท ทั้งร้านค้าในชุมชน  ร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  รวมถึงสถานบริการและสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ ให้งดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด  ทั้งชนิดขายส่งและขายปลีกทั่วราชอาณาจักร ตลอด 24 ชั่วโมง คือหลังเวลา 24.00 น. ของคืนวันที่ 15 ก.พ. 65  ไปจนถึงเวลา 24.00 น. ของคืนวันที่ 16 ก.พ. 65 พร้อมทั้งจัดสายตรวจ ออกตรวจตราสถานที่ที่อาจมีการฝ่าฝืนกฎหมาย ได้แก่ ร้านข้าวต้มโต้รุ่ง คาราโอเกะ ร้านอาหารตามสั่งในชุมชน ริมทาง  บริเวณสถานีขนส่ง สถานีรถไฟ และสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น หากตรวจพบผู้ที่ฝ่าฝืนให้ดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าวอย่างเคร่งครัด

 

‘สำนักงานตำรวจแห่งชาติ’ จับมือ ‘กสทช.’ ดึงผู้ประกอบการเครือข่ายโทรศัพท์ ร่วมมือแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และหลอกลวงทางออนไลน์!!

วันนี้(15 ก.พ.65) เวลา 15.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ(ศปอส.ตร.) หรือ ศูนย์ PCT และนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทน เลขาธิการ กสทช., พล.ต.ท.ปรีชา เจริญสหายานนท์ ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ฯ, พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ ผบก.สส.สตม./หน.ชุดปฏิบัติการ PCT ได้ประชุมหารือร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง อาทิ เช่น AIS DTAC TRUE บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ 3BB

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ฯ กล่าวว่า วันนี้ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการมายัง พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาประสานความร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงาน กสทช. และผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ ในเรื่องการแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมทางออนไลน์ โดยในที่ประชุมมีการหารือความร่วมมือ ดังต่อไปนี้

1. การขอความร่วมมือให้สำนักงาน กสทช.และผู้ให้บริการ แจ้งประชาสัมพันธ์/ส่งข้อความเตือนภัย ให้ความรู้แก่ประชาชน ถึงรูปแบบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี จำนวน 14 รูปแบบ ได้แก่

(1)หลอกขายของออนไลน์ (2) คอลเซ็นเตอร์ (Call Center) ข่มขู่ให้เกิดความกลัว (3) เงินกู้ออนไลน์ ดอกเบี้ยโหด (4)เงินกู้ออนไลน์ ที่ไม่มีจริง (เงินกู้ทิพย์) (5)หลอกให้ลงทุนต่างๆ (6)หลอกให้เล่นพนันออนไลน์ (7) ใช้ภาพปลอมหลอกให้หลงรักแล้วโอนเงิน (Romance scam) หรือ หลอกให้ลงทุน (Hybrid scam) (8)ส่งลิงก์ปลอมเพื่อหลอกแฮ็กเอาข้อมูลส่วนตัว (9) อ้างเป็นบุคคลอื่นเพื่อหลอกเอาข้อมูลส่วนตัว (10) ปลอม Line , Facebook หรือ Account หลอกยืมเงิน (11) ข่าวปลอม (Fake news) - ชัวร์ก่อนแชร์ (12) หลอกลวงเอาภาพโป้เปลือยเพื่อใช้แบล็คเมล์ (13) โฆษณาชวนไปทำงานต่างประเทศแล้วบังคับให้ทำงานผิดกฎหมาย (14) ยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีธนาคาร (บัญชีม้า) ซึ่งเข้าข่ายเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน

2. การขอความร่วมมือผู้ให้บริการ ผู้รับใบอนุญาต ในการแก้ปัญหาการหลอกลวงประชาชนโดยใช้การปลอมหมายเลขโทรศัพท์ จากการใช้เทคโนโลยี VoIP (Voice over Internet Protocol) นั้น ผู้ให้บริการต่อสาย VoIP ไปยังปลายทาง (Call Termination) ต้องตรวจสอบการโทรที่มาจากต่างประเทศ หากเบอร์ที่โทรมานั้นมีรูปแบบเป็นเบอร์โทรศัพท์บ้าน เบอร์พิเศษ 3 หลัก หรือเบอร์พิเศษ 4 หลักของประเทศไทย ให้ผู้ให้บริการดังกล่าวตัดสายเพื่อไม่ให้ส่งต่อการโทรนั้นไปยังปลายทางในประเทศไทย และกำชับผู้ให้บริการต่อสาย VoIP ไปยังปลายทาง (Call Termination)ดังกล่าว ต้องแสดงเบอร์โครงข่ายของตนเองหรือโครงข่ายที่ตนเองเช่าใช้ ที่โทรศัพท์ที่รับสายปลายทางด้วย หากพบว่ามีการโทรเข้าโดยส่งเบอร์แปลกปลอมที่ไม่ใช่เบอร์ของตนเองเข้ามาให้ตัดสายนั้นทันที ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันการปลอมแปลงเบอร์โทรเข้ามา รวมทั้งให้แสดงแหล่งที่มาของข้อมูลที่มาจากต่างประเทศ ให้ชัดเจน แตกต่างจากข้อมูลภายในประเทศ เช่น มีเครื่องหมาย + หรือสัญลักษณ์เฉพาะ ที่หน้าจอโทรศัพท์มือถือของประชาชน เพื่อจะได้ทราบในทันทีจะได้ไม่หลงเชื่อว่าเป็นหมายเลขโทรศัพท์ของหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่รัฐ

3. การตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล/ช่องทางการส่งข้อมูล(Traffic) ที่คนร้ายใช้ในการติดต่อ เพื่อสืบสวนหาต้นตอในการจับกุม สืบสวน และปิดกั้นช่องทางการส่งข้อมูล(Traffic) ดังกล่าวต่อไป

ด้านนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล กล่าวว่า ทางสำนักงาน กสทช. ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวเป็นอย่างดี และได้มีความร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อร่วมกันดำเนินการด้านเทคนิคเพื่อการป้องกันการใช้เทคโนโลยีของมิจฉาชีพไปสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน การประชาสัมพันธ์ข้อมูลเพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงภัยอันตรายดังกล่าว และการให้ข้อมูลสนับสนุนการสืบสวน สอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งในเรื่องประเด็นการส่งข้อความสั้นหรือ SMS และการหลอกลวงของแก๊งคอลเซนเตอร์

รู้ทันภัยออนไลน์ “ตัดสาย - บล็อกเบอร์” ลดโอกาสเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ด้วยความห่วงใยจาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

(15 ก.พ.65)​ พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยว่า ในห้วงปัจจุบันมิจฉาชีพได้มีการเปลี่ยนแปลงกลโกงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งรวมถึงการปลอมตัวเป็นคอลเซ็นเตอร์ของธนาคาร หรือบริษัทต่าง ๆ บ้างก็ปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือปลอมเป็นพนักงานบริษัทรับส่งพัสดุ อ้างว่าพี่น้องประชาชนที่รับสายนั้นมีการส่งของผิดกฎหมาย จนนำไปสู่การโน้มน้าวหลอกลวงให้โอนเงินจนสูญเสียทรัพย์สิน นั้น

ขอเตือนไปยังพี่น้องประชาชน ว่าหากมีเบอร์โทรศัพท์ที่ท่านไม่รู้จัก ติดต่อเข้ามาหาท่าน แล้วอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ธนาคาร หรือพนักงานจากบริษัทต่าง ๆ แล้วโน้มน้าวให้ท่านโอนเงินให้ ด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม ขอให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเป็นมิจฉาชีพ และขอให้ท่านตัดสายเลิกสนทนาทันที หลังจากนั้นขอแนะนำให้บล็อกเบอร์โทรศัพท์ที่ใช้โทรเข้ามาหาท่าน เพื่อลดความเสี่ยงที่จะสูญเสียทรัพย์สินได้ เพราะการคุยกับมิจฉาชีพต่อไป อาจทำให้เกิดความเสียหาย เนื่องจาก 

มิจฉาชีพจะใช้กลยุทธ์ "ร้อยเรียงเรื่องราว" พูดคุยจนเหยื่อหลงเชื่อ เคลิบเคลิ้มไปตามคำพูด จนยอมบอกข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลด้านการเงิน อันเป็นความลับ จนกระทั่งถูกหลอกให้โอนเงินไปในที่สุด

ตำรวจไซเบอร์ ทลายรัง แก๊งค์ Call Center & Admin page ชาวไทยกว่า 70 คน หลอกชักชวนลงทุนออนไลน์และพนันออนไลน์ ก่อนเชิดเงินและบล็อคการติดต่อเหยื่อ มีมูลค่าความเสียหายกว่า 200 ล้านบาท

ตามนโยบายของรัฐบาล โดย ฯพณฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุขผบ.ตร. ในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างย่ิงการลักลอบเล่นการพนันออนไลน์ ซึ่งเป็น นโยบายสำคัญที่ได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย อย่างเคร่งครัดกับผู้ระทำความผิดไม่มีละเว้น

จากกรณี เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2565 ได้มีผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์ต่อกองบัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี  ว่าได้ถูกคนร้ายหลอกให้หลงเชื่อเพื่อให้นำเงินไปลงทุนกับคนร้าย โดยคนร้ายอ้างว่าสามารถนำเงินของผู้เสียหายไปลงทุนจนได้กำไรสูง ซึ่งต่อมาคนร้ายได้แจ้งให้ผู้เสียหายว่าได้รับกำไรจากการลงทุนดังกล่าวแล้ว แต่ผู้เสียหายต้องโอนเงินเป็นค่าถอน ค่าธรรมเนียม ค่าภาษี และค่ารหัสผ่านในการถอนเงิน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้โอนเงินให้แก่กลุ่มคนร้ายหลายครั้ง รวมเป็นเงินจำนวน 12,139,000.25 บาท ต่อมาภายหลัง เมื่อผู้เสียหายทราบว่าตนถูกหลอกลวง จึงได้มาแจ้งความร้องทุกข์เพื่อให้ติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผู้บัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้ สั่งการให้ พล.ต.ต.กานตพงศ์ ชัยรุ่งเรือง ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 2 เป็นผู้ควบคุมการสืบสวนสอบสวนคดีนี้ โดยกองบังคับการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 2 ได้ออกสืบสวนคดีนี้ พบว่ากลุ่มคนร้ายได้เปิดเพจหลอกลงทุนและนำเงินจากการลงทุนมาเล่นพนันออนไลน์

ซึ่งจากการสืบสวนสอบสวน หาตัวคนร้ายกับกลุ่มที่ร่วมขบวนการ ทราบว่า ได้หลบซ่อนตัวอยู่ที่ หอพักคิตตี้ เลขที่ 601 หมู่ 10 ชั้น 2 ตำบลท่าตูม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี จึงได้วางแผนเข้าตรวจค้นจับกุม ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ขออนุญาตศาลจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อเข้าค้นบ้านหลังดังกล่าว

ผลการตรวจค้นพบ สถานที่ทำงาน ใช้ตึกอพาร์ทเม้นท์ 2 ชั้น ดังกล่าว โดยแบ่งเป็นชั้นๆละ 18 ห้อง รวม 36 ห้อง ชั้นบนเป็นที่พักพนักงาน ชั้นล่างเป็นที่ทำงาน ไม่รับบุคคลนอกและไม่ได้เปิดให้ประชาชนทั่วไป แต่ใช้เป็นที่ทำงาน Call Center & Admin page ในการชักจูงและหลอกให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมลงทุนการพนันผ่านทางช่องทางเฟสบุ๊ค และทางไลน์ ซึ่งการทำงานของกลุ่มคนร้าย มีการแบ่งการทำงานแต่ละห้อง พบคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือในการกระทำความผิดและพักอาศัยอยู่ตึกดังกล่าวทั้งหมด

จากการตรวจค้นพบผู้กระทำความผิด 66 คน, เงินสด 1,300,000 บาท, ทองคำ 20 บาท, รถยนต์ 3 คัน, คอมพิวเตอร์ 87 เครื่อง,​โทรศัพท์มือถือ 23 เครื่อง, อาวุธปืน ขนาด .45 ยี่ห้อ CZ จำนวน 1 กระบอก, เครื่องกระสุนปืน .45 จำนวน 25 นัด, บัญชีธนาคาร 50 เล่ม ซึ่งพบเงินหมุนเวียนกว่า 200 ล้านบาท

จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้น ได้รับการว่าจ้างจากนายทุน ให้เงินเดือนเดือนละหมื่นต้นๆ โดยอาศัยที่ดังกล่าว รวมถึงมีอาหารไว้ให้พนักงานที่ร่วมกระบวนการโดย การชักจูงให้โอนมาลงทุน เมื่อได้รับเงินก็จะหลอกหลวงให้ผู้เสียหายโอนเงินมาเพิ่มเรื่อยๆ​ และเมื่อผู้เสียหายเริ่มรู้ก็ทำการบล็อคหนี

ซึ่งในเบื้องต้น จะควบคุมผู้ต้องหา ทั้ง 66 ราย ส่ง พงส.สภ.ศรีมหาโพธิจว.ปราจีนบุรี ในความผิดฐาน “ร่วมกันจัดให้มีการเล่น อุบายประกาศ โฆษณา หรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันออนไลน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พรบ.การพนัน” และ ดำเนินคดีกับ ผู้ที่มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อม ดำเนินการขยายผลในความผิดฐานฟอกเงิน และ การกระทำความผิดฐาน ฉ้อโกงประชาชนต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top