Wednesday, 24 June 2026
NewsFeed

แรงงาน จับมือ 5 เสือ สมุทรสงคราม ตรวจแคมป์คนงาน ควบคุมป้องกันโควิด-19 ระบาดอย่างเคร่งครัด

นางรภัสสา พานิกุล แรงงานจังหวัดสมุทรสงคราม ลงพื้นที่ร่วมกับ นายพูลโชค โตประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน สมุทรสงคราม นางระพีพรรณ รัตนบริหาร สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จังหวัดสมุทรสงคราม และเจ้าหน้าที่หน่วยงาน ในสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดสมุทรสงคราม ตรวจเยี่ยมสถานประกอบกิจการ แคมป์ก่อสร้าง จำนวน 2 แห่ง จุดแรกที่ โครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการตรวจคนเข้าเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม โดย ห้างหุ้นส่วนจำกัด ดำรงกุลการโยธา มีแรงงานไทย 18 คน และจุดที่สองที่ โครงการก่อสร้างศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 จังหวัดสมุทรสงคราม โดย บริษัท เค พี วาย ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด มีแรงงานไทย 15 คน และต่างด้าว 35 คน และได้แจกเอกสารประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้เกี่ยวกับการป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 กลายพันธุ์สายพันธุ์โอมิครอน รวมทั้งการปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคของกระทรวงสาธารณสุข DMHTT อย่างเคร่งครัด

 ทั้งนี้ นางระพีพรรณ รัตนบริหาร สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรสงครามได้ ขอความร่วมมือสถานประกอบกิจการ กำกับ ดูแล ตรวจสอบ และรณรงค์ส่งเสริมด้านความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยของลูกจ้างในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2665  ส่วนนางอัจฉรา เราจุติธรรม จัดหางานจังหวัดสมุทรสงคราม ได้มอบ เจล แอลกอฮอล์ แมส และที่เกี่ยวข้องให้กับคนงานกลุ่มดังกล่าวด้วย

นางรภัสสา กล่าวว่า เนื่องจากขณะนี้ได้เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 กลายพันธุ์สายพันธุ์โอมิครอนในหลายประเทศทั่วโลกเริ่มทวีความรุนแรง และพบการติดเชื้อในกลุ่มผู้เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ท่านสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้มีความห่วงใยพี่น้องผู้ใช้แรงงาน และท่านบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ได้กำชับให้แรงงานจังหวัดร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน เข้าไปตรวจเยี่ยมกำกับดูแล ตรวจสอบ พร้อมทั้งขอความร่วมมือสถานประกอบกิจการ แคมป์ก่อสร้าง ให้ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคของกระทรวงสาธารณสุข DMHTT อย่างเคร่งครัด การลงพื้นที่ในครั้งนี้ จึงเป็นการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แก่นายจ้าง ลูกจ้างในสถานประกอบการเกี่ยวกับการป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 กลายพันธุ์สายพันธุ์โอมิครอนมีความรุนแรงภายในประเทศไทย

โพล มธ. “เฉลิมชัย ศรีอ่อน”และ”กระทรวงเกษตรฯ.” ขึ้นแท่นรัฐมนตรีและกระทรวงที่ประชาชนชื่นชอบมากที่สุดปี2564

ศูนย์วิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาล ประจำปี 2564 ระหว่างวันที่ 21-25 ธันวาคม 2564 ที่ผ่านมา โดยสอบถามกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนในกรุงเทพมหานคร ประชาชนต่างจังหวัดในเขต อ.เมือง และประชาชนต่างจังหวัดในเขตต่างอำเภอ ปรากฎผลดังนี้

1.    ความพอใจภาพรวมผลงานและการทำงานของรัฐบาล พบว่า ประชาชนในกรุงเทพมหานคร พอใจ 49.47% ประชาชนต่างจังหวัดในเขต อ.เมือง พอใจ 51.08% และประชาชนต่างจังหวัดในเขตต่างอำเภอ พอใจ 65.60% 

2.    ภาพรวมผลงานและการทำงานของแต่ละกระทรวงที่ประชาชนพอใจมากที่สุด อันดับ 1 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 58.58% อันดับ 2 กระทรวงสาธารณสุข 57.17% อันดับ 3 กระทรวงพาณิชย์ 56.83% และอันดับ 4 กระทรวงแรงงาน,กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 54.65%

3.    ภาพรวมรัฐมนตรีที่ประชาชนชื่นชอบผลงานมากที่สุด อันดับ 1 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน 40.92% อันดับ 2 นายอนุทิน ชาญวีรกูล 39.91% อันดับ 3 จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ 35.41% และอันดับ 4 นายสุชาติ ชมกลิ่น,พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ 34.13% 

4.    ผลงานของรัฐบาลที่ประชาชนชื่นชอบและรับรู้มากที่สุด อันดับ 1 โครงการประกันรายได้เกษตรกร 40.16% อันดับ 2 โครงการ “คนละครึ่ง” 38.54% อันดับที่ 3 โครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” 34.23% อันดับที่ 4 ผลงานตัวเลขการส่งออกสินค้า 33.42% อันดับที่ 5 โครงการจัดสรรที่ดินทำกินให้เกษตรกร 32.61% อันดับ 6 การแก้ไขปัยหาการแพร่ระบาดของ COVID-19 30.73% อันดับ 7 โครงการ “มง33 เรารักกัน” 30.51% อันดับ 8 โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 14.56% อันดับ 9 โครงการเปิดประเทศเพื่อการท่องเที่ยว 11.32% และอันดับ 10 โครงการขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ 8.09%

สตูล - ติวเข้ม!! ยกระดับบุคลากรด้านการท่องเที่ยวชุมชน

ที่วิทยาลัยชุมชนสตูล อำเภอเมือง จังหวัดสตูล สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสตูล จัดโครงการส่งเสริมการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยว ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 โดยเชิญ นายสุพจน์ รอดเรือง ณ หนองคาย รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เป็นประธานเปิด กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพชุมชนท่องเที่ยวจังหวัดสตูลรุ่นที่ 1 ระหว่างวันที่ 27- 29 ธันวาคม ปี พ.ศ.2564

นายสุรัตน์ จรณโยธิน ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสตูล กล่าวว่า กิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรด้านการท่องเที่ยวส่งเสริมการจัดการท่องเที่ยวให้เกิดการมีส่วนร่วมและยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดสตูล โดยมีการจัดกิจกรรมอบรมและศึกษาดูงานจำนวน 2 รุ่น  โดยรุ่นที่ 1 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-29 ธันวาคม 2564 ณ วิทยาลัยชุมชนและจังหวัดพัทลุง รุ่นที่ 2 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-20 มกราคม 2565 ณ ศูนย์ เรียนรู้ชุมชนท่องเที่ยวบ้านพญาวังสาจังหวัดสตูลและจังหวัดตรัง โดยผู้เข้าอบรมจากสมาชิกและชุมชนเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดสตูลจำนวนรุ่นละ 55 คน

การส่งเสริมการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวในครั้งนี้เพื่อให้ความรู้และเป็นการเตรียมความพร้อมการเปิดรับนักท่องเที่ยวแนวทางในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่าการเตรียมความพร้อมการเป็นเจ้าบ้านที่ดี ในการรองรับนักท่องเที่ยวการส่งเสริมตลาดดิจิทัล รองรับการท่องเที่ยววิถีใหม่ new normal รวมทั้งการศึกษาดูงานเรียนรู้ชุมชนท่องเที่ยวและแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพในการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวในสถานการณ์การแพร่ระบาดโรค โดยเชิญวิทยากรที่มีความรู้และประสบการณ์ในเรื่องที่เกี่ยวข้องมาร่วมแลกเปลี่ยน

นายสุพจน์ รอดเรือง ณ หนองคาย รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล กล่าวว่า การอบรมศึกษาดูงานในพื้นที่จังหวัดพัทลุงรุ่นที่ 1ในครั้งนี้ของชุมชนท่องเที่ยวจังหวัดสตูล ขอให้ทุกคนได้เก็บเกี่ยวความรู้เพื่อมาปรับใช้ให้ตรงกับจุดแข็งของชุมชนของตัวเอง

 

นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุม ก.ตร. ครั้งที่ 13/2564 และประธานเปิดนิทรรศการ “โครงการของขวัญปีใหม่ สำหรับประชาชน มอบความสุขความปลอดภัย ต้อนรับปีใหม่ พ.ศ. 2565”

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 13  โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้าร่วมการประชุม ณห้องประชุมศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีรายละเอียดเบื้องต้น เพื่อรับฟังรายงานผลการดำเนินการของคณะอนุกรรมการข้าราชการตำรวจด้านต่างๆ 

โดยคณะอนุกรรมการข้าราชการตำรวจด้านวินัย อุทธรณ์ ร้องทุกข์ และบริหารทรัพยากรบุคคลได้รายงานข้อมูลการกระทำผิดวินัยร้ายแรง ของข้าราชการตำรวจ เดือน ธ.ค. 2564 มีข้าราชการตำรวจลงโทษทั้งสิ้นจำนวน 28 นาย เป็นการไล่ออกจากราชการ จำนวน 26 นาย และปลดออกจากราชการ จำนวน 2 นาย ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ธ.ค. 64 มีข้าราชการตำรวจถูกลงโทษทั้งสิ้น จำนวน 250 นาย เป็นการไล่ออกจากราชการ จำนวน 192 นาย ปลดออกจากราชการ จำนวน 49 นาย และให้ออกจากราชการ จำนวน 9 นาย และในโอกาสเดียวกันนี้  พล.อ. ประยุทธ์ฯ  ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิด “กิจกรรมของขวัญปีใหม่ สำหรับประชาชน มอบความสุขปลอดภัย ต้อนรับปีใหม่ พ.ศ. 2565”ณ ห้องโถง ชั้น 1 อาคาร 1 ซึ่งประกอบด้วย 6 โครงการ ที่จะมอบเป็นของขวัญแก่พี่น้องประชาชน และข้าราชการตำรวจ เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2565 ดังนี้

1. ด้านป้องกันอาชญากรรม ได้แก่ 

(1)  โครงการ Smart Safety Zone 4.0 เป็นโครงการยกระดับการป้องกันอาชญากรรมในพื้นที่สาธารณะ โดยผสมผสานทฤษฎีและแนวคิดในเรื่องการป้องกัน อาชญากรรม และอาชญาวิทยา มีการนำเอานวัตกรรมสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ ร่วมถึงการบูรณาการความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง(ตั้งแต่เดือน ก.ค.-ก.ย. 64) มีสถานีตำรวจในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดนำร่องในเขตพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 1-9 จำนวนทั้งสิ้นรวม 15 สถานีทั่วประเทศ สำหรับในปี 2565 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะได้มีการขยายการดำเนินโครงการไปยังทุกสถานีตำรวจทั่วประเทศ ทั้งนี้สามารถดูรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมได้ ทาง  http://smartsafetyzone.police.go.th

(2) โครงการฝากบ้าน 4.0 เป็นโครงการที่พัฒนามาจากโครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจ ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่เป็นที่ได้รับการยอมรับจากประชาชน โดยการนำเอาเทคโนโลยีที่เรียกว่าระบบคลาวด์กลางของภาครัฐ ในการเก็บข้อมูล ประมวลผล และนำไปใช้ในการปฏิบัติงาน ผ่านทางแอปพลิเคชัน OBS  ที่มีการใช้ระบบQR Code ในระบบการตรวจสอบ การควบคุมการปฏิบัติของผู้บังคับบัญชา และมีการส่งผลให้ประชาชนเจ้าของบ้านโดยทันที เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาดูแลบ้านของตนที่ฝากไว้ในโครงการ

(3) โครงการ CCTV ระวังภัย ระยะที่ 2 เป็นโครงการที่สืบเนื่องจากความสําเร็จในการดําเนินการติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ในระยะที่ 1 ในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งประสบความสำเร็จ เพิ่มประสิทธิภาพ ในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้แก่ประชาชน ในปี 2565 ได้มีการขยายเขตพื้นที่ในการติดตั้งกล้อง CCTV ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร อีกจำนวน 8,500 ตัว และในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 1 อีกจำนวน  5,000 ตัว

2. ด้านการสืบสวน ได้แก่

(1) โครงการชุมชนยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร เป็นโครงการที่แก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ ชองกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการดำเนินงานชุมชนแบบยั่งยืน ในการป้องกัน และปราบปรามปัญหายาเสพติด บูรณาการความร่วมมือ กับทุกภาคส่วน ในการลดจำนวนผู้เสพ ผู้ขายยาเสพติดให้หมดไปจากชุมชน ลดอุปสงค์หรือจำนวนผู้ติดยาเสพติดในประเทศให้ลดลงได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน และเพื่อสนองตอบนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด ซึ่งให้ถือว่า ผู้เสพ คือ “ผู้ป่วย” ทั้งนี้ ในปี 2564 มีการดำเนินงานในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรภาค 1-9 รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,483 หมู่บ้าน/ชุมชน ในห้วงระยะเวลา 3 เดือน

(2) โครงการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมออนไลน์ เป็นโครงการที่จัดทำขึ้นโดยกองทะเบียนประวัติอาชญากร (ทว.) ได้มีการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้เพื่อพัฒนาระบบในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน เพื่อให้ได้รับการบริการที่รวดเร็ว ลดอัตราความเสี่ยงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID – 19) ทั้งนี้ ประชาชนสามารถตรวจสอบประวัติอาชญากรรมผ่านระบบออนไลน์  โดยผ่านทางเว็บไซต์ www.crd-check.com พร้อมระบุสถานที่ติดต่อขอรับผลการตรวจสอบ ได้ที่กองทะเบียนประวัติ อาชญากร ศูนย์พิสูจน์หลักฐานจังหวัดทั่วประเทศ 

3. ด้านการท่องเที่ยวปลอดภัย ได้แก่

(1) โครงการสุภาพบุรุษจราจร เป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างตำรวจจราจรต้นแบบที่มีความเป็นสุภาพบุรุษจราจร เป็นที่รักของประชาชน สร้างความเชื่อมั่นศรัทธา ตามหลัก 5 s คือ smile smart salute service mind standard ซึ่งมีการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนน ลดจุดเสี่ยง และลดสถิติการเกิดอุบัติเหตุ พร้อมแสวงหาความร่วมมือกับภาค ซึ่งกำหนดให้มีฝึกอบรมเสริมสร้างความรู้แก่ประชาชน อาทิ การสร้างอาสาจราจร และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม รวมถึงในเรื่องของการว่ากล่าวตักเตือนกรณี ความผิดเล็กน้อย โดยเปลี่ยนเป็นให้ความรู้เกี่ยวกับข้อกฎหมายจราจรกับผู้ที่ถูกว่ากล่าว เป็นต้น

(2) โครงการใบสั่งอิเล็กทรอนิกส์ เป็นโครงการต่อเนื่องมาจากปี 2564 ตามบันทึกข้อตกลงระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับบริษัทมหาชน (จำกัด) ธนาคารกรุงไทย ในการพัฒนาระบบธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) เพื่อให้บริการรับชำระค่าปรับจราจรใบสั่งทุกประเภท ซึ่งได้เชื่อมโยงฐานข้อมูลใบสั่งของสถานีตำรวจทั่วประเทศ และกรมขนส่งทางบก โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2559 และได้มีการต่อยอดพัฒนาระบบ Police Ticket Management (PTM) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการบันทึกค่าปรับจราจร เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกต่อพี่น้องประชาชน และเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติงาน 

(3) โครงการ TOURIST POLICE I LERT U  เป็นโครงการที่จัดทำขึ้นโดยกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (บช.ทท.) ที่พัฒนาระบบนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการดูแลความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติ ผ่านระบบ Application “TOURIST POLICE I LERT U” โดยมีระบบการระบุตำแหน่งเพื่อขอความช่วยเหลือ อีกทั้งการจัดตั้งจุดบริการกว่า 170 แห่ง ทั่วประเทศ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นการดูแลความปลอดภัยและความอุ่นใจแก่นักท่องเที่ยวในการเดินทาง ทั้งนี้ ยังมีระบบสายด่วน Call Center 1155 ที่ให้บริการถึง 5 ภาษา ได้แก่ อังกฤษ, รัสเซีย, จีน, ญี่ปุ่น และเกาหลี ตลอด 24 ชั่วโมง

เพชรบูรณ์ - ‘มณฑลทหารบกที่ 36’ ร่วมกับ ‘เหล่ากาชาด’ จังหวัดเพชรบูรณ์ จัดกิจกรรมบริจาคโลหิต

ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 36 และประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 36 ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลจิตอาสาของหน่วย ที่มาร่วมบริจาคโลหิต, ดวงตาและอวัยวะให้กับโรงพยาบาลเพชรบูรณ์และเหล่ากาชาดจังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 5 ธันวาคม 2564 และช่วยเหลือประชาชนในห้วงสถานการณ์โควิด-19  

‘วัชระ’ พิมพ์สมุด ‘ในหลวง ร.9’ แจกนักเรียนวันเด็ก ปลูกฝังความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ให้เป็นพลเมืองดีของชาติ

นายวัชระ เพชรทอง อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ มอบสมุดวันเด็ก 2565 จำนวน 260 เล่ม ให้นักเรียนโรงเรียนบ้านซอย 2 ต.ขุนทะเล อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี โดยนางสาวจาริยา มินทการ ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นผู้รับมอบผ่านการประสานงานโดยคุณครูมนพัทธ์ สินธนามราพันธ์ เพื่อให้เด็ก ๆ มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ตาม พระราโชบายด้านการศึกษา ของในหลวงรัชกาลที่ 10 ซึ่งการศึกษาต้องมุ่งสร้างพื้นฐานให้แก่ผู้เรียน 4 ด้าน

1.มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง

2.มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง

3.มีงานทำมีอาชีพ

4.เป็นพลเมืองดี

 

มองโกเลีย - พัฒนาโรงเรือน – ปลูกผักเพื่อความพอเพียง จากการระบาดของโควิด-19 และขาดแคลนผักที่นำเข้าจากจีนเนื่องจากชายแดนยังไม่เปิด

อูลานบาตอร์/มองโกเลีย - การปิดจุดผ่านแดนในเออร์เลียนเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว อันเนื่องมาจากการระบาดของโควิด ทำให้เกิดการขาดแคลนผักที่นำเข้าจากจีนไปยังมองโกเลีย เนื่องจากชายแดนยังไม่เปิด ชาวมองโกเลียจึงต้องปลูกผักใบในประเทศ

มองโกเลียนำเข้าผักใบ 21,000 ตันต่อปีในราคา 25 ล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้ 80 เปอร์เซ็นต์มาจากประเทศจีนและอีก 20 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือเป็นการจัดหาให้กับผู้ประกอบการเรือนกระจกในประเทศ

บางคนที่ประสบความสำเร็จในการบริหารโรงเรือนได้เสนอแนะว่ารัฐบาลควรมีส่วนช่วยในการพัฒนาและสร้างมันขึ้นมาภายใต้สโลแกน “มาพัฒนาเหมืองที่ไม่ขุดของเรากันเถอะ” แล้วขายให้กับเกษตรกรที่มีประสบการณ์ด้วยเงินกู้ยืมที่พวกเขาจ่ายผ่านการขายผลิตภัณฑ์ของตน

แม้ว่าสภาพอากาศของชาวมองโกเลียจะแห้งแล้งและไม่แน่นอน ผู้อำนวยการบริษัท Munkh Nogoon Amidral Company Kh. Altantsatsral กล่าวว่าการเปิดโรงเรือนในประเทศมีความเป็นไปได้สูงที่จะประสบความสำเร็จเนื่องจากสภาพอากาศที่สดใสของมองโกเลีย เนื่องจากมี "แสงแดดมากกว่า 300 วันต่อปีและมีเมฆน้อยเพียงไม่กี่วัน"

ผู้อำนวยการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัย โดยเน้นว่าบ้านสีเขียวโดยใช้แผงโซลาร์เซลล์จะช่วยประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ พวกเขายังตั้งเป้าที่จะปลูกเฉพาะอาหารและผักออร์แกนิกเท่านั้น

ในขณะเดียวกัน นักปฐพีวิทยา S. Sarangerel กล่าวว่าพวกเขาเริ่มปลูกผัก 5 ชนิดตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม รวมทั้งผักโขม ผักกาดหอม และหัวหอม โดยเสริมว่าผักได้รับการปฏิสนธิด้วยมูลสัตว์และมูลไก่

ในการพูดคุยกับสำนักข่าว A24 นั้น Altantsatsral ได้เสนอข้อเสนอที่ชัดเจนสำหรับการดำเนินการเรือนกระจกในอูลานบาตอร์

“ฉันมีข้อเสนอที่ชัดเจนในการพัฒนาเรือนกระจก เรือนกระจกควรรวมอยู่ในระบบสวนเกษตร ในห่วงโซ่คุณค่า และควรสร้างเรือนกระจกในฤดูหนาวขนาด 40-50 เฮกตาร์พร้อมโครงสร้างพื้นฐานด้วยเงินทุนของรัฐ หลังจากนั้นควรขายเรือนกระจกที่เสร็จแล้วโดยจำนองให้กับผู้ที่มีประสบการณ์ในการปลูกผักมานานหลายปี”

 

รองผู้ว่ากทม. ผนึกกำลัง! กรมพก. เยี่ยมคนพิการ - ผู้ป่วยติดเตียง และกลุ่มเปราะบาง

"นายสกลธี ภัททิยกุล" รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย "นางสาวสราญภัทร อนุมัติราชกิจ" อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และนายสมบัติ กนกทิพย์วรรณ ผู้อำนวยการเขตหลักสี่ ลงพื้นที่ให้กำลังใจ และแนะนำสิทธิประโยชน์ของ "คนพิการ" พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภคแก่คนพิการติดเตียง และกลุ่มเปราะบาง จำนวน 46 รายในพื้นที่เคหะชุมชนทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่

อีกทั้ง ยังได้ให้คำแนะนำ คำปรึกษาเกี่ยวกับสิทธิ และสวัสดิการทางกฎหมายของ พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการพ.ศ 2550 เพื่อเป็นเครื่องมือกลไกในการช่วยเหลือและขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตของคนพิการที่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และสามารถได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที 

 

เวียดนามปืนไว!! เซ็นสัญญาตัวแทนขายวัคซีน​โควิดแคปซูล แม้ยังอยู่ในช่วงการทดลองในคลินิก

เมื่อ 29 ธันวาคม 2021 Oramed Pharmaceuticals บริษัทยาสัญชาติอิสราเอลได้แถลงว่า ทีมผู้พัฒนาวัคซีน Covid-19 ในรูปแบบเม็ดแคปซูล Oravax ได้เซ็นสัญญากับบริษัทโฮลดิงส์เวียดนาม Tan Thanh Holdings เพื่อสั่งซื้อแคปซูลวัคซีน Oravax ล่วงหน้าแล้วถึง 10 ล้านเม็ด แม้ว่าตอนนี้จะเพิ่งอยู่ในช่วงการทดลองในคลินิกก็ตาม

จากข้อตกลงนี้ จะทำให้บริษัท Tan Thanh ของเวียดนามได้สิทธิ์เป็นตัวแทนจัดจำหน่าย Oravax วัคซีน Covid-19 ชนิดแคปซูลอย่างเป็นทางการ ทั้งในเวียดนาม และในย่านอาเซียนทั้งหมด ตั้งแต่ไทย ลาว พม่า กัมพูชา มาเลเซีย สิงคโปร์ รวมถึงตลาดที่ใหญ่ที่สุดในย่านนี้ นั่นก็คือ อินโดนิเซีย 

ซึ่งยอดสั่งจองลวงหน้า 10 ล้านเม็ด เป็นเพียงข้อตกลงเบื้องต้น และคาดว่าจะมียอดสั่งซื้อตามมาอีกแน่นอน เนื่องจากทั้งผู้ผลิต และตัวแทนจำหน่ายของเวียดนามมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะนำวัคซีนแคปซูลตีตลาดในย่านอาเซียน ที่มีประชากรมากถึง 660 ล้านคน 

หลังจากได้พัฒนาวัคซีน Covid-19 รูปแบบแคปซูลจนผ่านขั้นตอนการทดสอบในกลุ่มสัตว์ทดลองแล้ว นาดาฟ คิดรอน ผู้บริหารสูงสุดของ Oramed กล่าวว่า Oravax ได้เข้าสู่การทดสอบในคลินิกกับกลุ่มอาสาสมัครแล้ว คาดว่าจะรู้ผลลัพธ์ไม่เกินต้นปี 2022 นี้ 

โดยทางการเวียดนามกำลังพิจารณาจากผลการทดสอบในเฟส 2 นี้อย่างใกล้ชิด หากผลสัมฤทธิ์ออกมาเป็นที่น่าพอใจ รัฐบาลเวียดนามพร้อมอนุมัติให้ใช้วัคซีนแคปซูล Oravax ในกรณีฉุกเฉินได้ทันที ซึ่งจะมีผลอย่างมากในการทำตลาดวัคซีน Oravax ในภูมิภาคอาเซียน

จากการประเมินของ Oramed พบว่า กลุ่มประเทศทุ่มงบประมาณถึง 4% ของ GDP ในสวัสดิการสาธารณสุขในประเทศ คิดเป็นมูลค่าสูงกว่า 2.5 หมื่นล้านเหรียญในแต่ละปี ที่เป็นโอกาสในการทำตลาดของวัคซีนแคปซูล Oravax 

ซึ่งวัคซีน Covid-19 ชนิดแคปซูลเม็ด กำลังเป็นที่สนใจอย่างมากแม้ในประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา เนื่องจากการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของสายพันธุ์ Omicron 

ดังนั้นการใช้วัคซีนชนิดแคปซูล ที่ใช้ได้ง่ายเหมือนยาทั่วไปอาจเป็นจุดเปลี่ยนเกมสำคัญในการกระจายวัคซีน สร้างภูมิคุ้มกันหมู่อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว แต่เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าวัคซีนแบบฉีดที่ใช้กันอยู่ตอนนี้มาก 

และหากวัคซีนแคปซูล Oravax ประสบความสำเร็จในการพัฒนา ก็นับว่าโชคดีของบริษัทโฮลดิงส์จากเวียดนาม ที่ปืนไว เซ็นสัญญาก่อนใครในภูมิภาคนี้


เรื่อง: ยีนส์​ อรุณรัตน์

อ้างอิง: Channal News Asia / Biospace.com / The Jerusarem Post

“ ตร.เตรียมความพร้อม ดูแลประชาชนเดินทางไป-กลับภูมิลำเนาอย่างปลอดภัย ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2565 ”

วันนี้ (29 ธ.ค.2564) เวลา 16.30 น. ที่ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (หมอชิต) พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รอง ผบช.น. ได้มอบนโยบายแนวทางในการปฏิบัติเกี่ยวกับการบริหารจัดการจราจร โดยระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด บช.น. กว่า 14,000 นาย ช่วยอำนวยความสะดวกแก่พี่น้องประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2565 ที่จะถึงนี้

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ฯ เปิดเผยว่าได้กำชับการปฏิบัติเกี่ยวกับการบริหารจัดการจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานครให้อำนวยความสะดวกการจราจร ป้องกันอุบัติเหตุจราจรให้กับพี่น้องประชาชน และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในการเดินทางไป – กลับภูมิลำเนา เพื่อฉลองปีใหม่กับครอบครัวและบุคคลอันเป็นที่รักอย่างปลอดภัยและมีความสุข ทั้งนี้กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้เตรียมความพร้อมการปฏิบัติในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2565 โดยจัดกำลังข้าราชการตำรวจ จำนวน 14,000 นายเศษ ไว้คอยดูแลความเรียบร้อย และอำนวยความสะดวกด้านการจราจรบริเวณเส้นทางเข้า – ออกกรุงเทพมหานคร, สถานีขนส่ง, สนามบิน และจุดเชื่อมต่อเส้นทางหลักให้กับพี่น้องประชาชน รวมทั้งตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์และสารเสพติดร่วมกับ บขส. เพื่อวัดปริมาณแอลกอฮอล์พนักงานขับรถโดยสารสาธารณะ การตั้งจุดกวดขันวินัยจราจร เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุทางถนน โดยมอบนโยบายเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติดังนี้

1) ให้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรในทุกส่วน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้กับประชาชน โดยเน้นเส้นทางเข้า - ออก กรุงเทพมหานคร, สถานีขนส่ง, สถานีรถไฟ และสนามบิน ตลอดจนการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนรับทราบประกอบในการวางแผนการเดินทาง

2) ขอความร่วมมือจากประชาชนในทุกภาคส่วน ให้ปฏิบัติตามกฎหมายจราจรโดยเคร่งครัด เพื่อเป็นการป้องกันและลดอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นในช่วงเทศกาลปีใหม่

3) จัดให้มีจุดบริการประชาชน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

4) จัดเตรียม และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับการช่วยเหลือประชาชนกรณีมีเหตุฉุกเฉิน เช่น  รถยก, 
รถกู้ภัย, รถฉุกเฉินทางการแพทย์ เป็นต้น

5) การบังคับใช้กฎหมาย โดยให้มีการตั้งจุดตรวจเพื่อกวดขันวินัยจราจร, จุดตรวจวัดแอลกอฮอล์, เพื่อป้องกันอุบัติเหตุให้กับประชาชน โดยเน้นพื้นที่ที่เป็นจุดเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ

6) จัดกำลังพลตรวจตราการจัดงาน/กิจกรรมในช่วงเทศกาลปีใหม่ รวมทั้งร้านอาหาร สถานประกอบการ ให้ปฏิบัติตามมาตรการของคณะกรรมการควบคุมโรค เช่น การจำกัดจำนวนคนเข้ารับบริการ การเว้นระยะห่างไม่แออัดจนเกินไป และการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหาร


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top