Wednesday, 24 June 2026
NewsFeed

“จุรินทร์” เผยประชาธิปัตย์มี “เศรษฐกิจทันสมัย” เป็นคำตอบขับเคลื่อนไทย 

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  ร่วมงาน FINVERSE Financial TRENDS 2022 New Economic Forum จัดขึ้นที่ไปรษณีย์กลาง บางรัก พร้อมกับกล่าวถึงที่มาของงานว่า เกิดจากความคิดของประชาธิปัตย์ที่ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศทั้งในปัจจุบันและในวันข้างหน้าถ้าเรามีโอกาสรับใช้บ้านเมืองต่อไปในอนาคต ซึ่งได้เล็งเห็นมาตั้งแต่ 2 ปีก่อนหลังจากตนรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคว่า ลำพังการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนั้น เราจะอาศัยเฉพาะทีมงานเศรษฐกิจมหภาคขับเคลื่อนประเทศอย่างที่เคยทำมานั้นไม่พอ แต่เศรษฐกิจทันสมัยเป็นเรื่องที่จะก้าวเข้ามาหาเรา และเราต้องผ่านไปให้ได้ อยู่ด้วยกันให้ได้เพื่อพาประเทศนำไปสู่ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ สังคม และอื่นๆ ให้มากขึ้น 

ด้วยเหตุนี้พรรคประชาธิปัตย์ จึงมีทีมเศรษฐกิจทันสมัย โดยมอบหมายให้ ปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคตามภารกิจ เป็นหัวเรือใหญ่ และที่ผ่านมามีกิจกรรมหลายอย่าง และวันนี้เป็นอีกครั้งที่จัดหัวข้อเศรษฐกิจยุคใหม่ในรูปแบบซีรีส์ และวันนี้ถือเป็นการนับหนึ่ง เรื่อง New Economic forum Series โดยเริ่มจากเทคโนโลยีทางด้านการเงิน เนื่องจากเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้นโดยเฉพาะที่ต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดเชื้อโควิด เพราะคนพบกันยากขึ้น เทคโนโลยีจึงเป็นตัวเชื่อมสำคัญให้คนมีโอกาสพบกันผ่านจอได้ ดังนั้นเทคโนโลยีจึงสำคัญยิ่งและมามาก มาเร็ว กว่าที่คิดไว้ เพราะนั้น Blockchain Cryptocurrency Metaverse และ Digital Art จึงเป็นหัวข้อสำคัญกับยุคสมัย 

ซึ่งในงานจะมีวิทยากรหลายท่านจะมาให้คำตอบ และเป็นประโยชน์กับผู้ร่วมงาน รวมถึงจะเป็นประโยชน์กับประชาธิปัตย์ด้วย ทั้งหมดจะบันทึกไว้และจะได้นำไปปรับใช้เพื่อขับเคลื่อนประเทศต่อไปในอนาคต เป็นนโยบายของพรรค ซึ่งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย วันนี้จึงเป็นรูปธรรมของการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาธิปัตย์ในการกำหนดนโยบายเพื่อเดินหน้าประเทศต่อไป

สำหรับซีรีส์ต่อๆ ไปนอกจากเทคโนโลยีด้านการเงินแล้ว ยังมีเรื่อง Bio Economy ที่ตนให้ความสำคัญ เพราะในอนาคตประเทศจำเป็นต้องขับเคลื่อนหลายด้าน ซึ่งได้มอบหมายให้นายอรรถ เหมวิจิตรพันธ์ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ต้น แม้จะได้ข้อสรุปหลายเรื่อง แต่ยังต้องการความเห็นเพิ่มเติมเพื่อจะนำไปเติมเต็มต่อไป

นอกจากนี้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่าเรื่อง Bio Economy นั้น นอกจากเป็นทางเลือกสำหรับขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศแล้ว ก็ยังเป็นทางรอดอีกทางหนึ่ง เพราะ Bio Economy เป็นการใช้ Local Content สูงมาก ทำให้โอกาสที่เงินจะไปตกหล่นที่อื่นน้อยกว่าหลายตัว ซึ่งในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้นำมาเรียงดูแล้วจะเห็นว่าหากนำ Bio Economy มาขับเคลื่อนจะทำให้มีกำไรเหลือในประเทศสูง เนื่องจากประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก และเป็นประเทศที่มีพื้นฐานเกษตรกรรม ที่วัตถุดิบจำนวนไม่น้อยเป็นวัตถุดิบฐานเกษตร ซึ่งจะทำให้สอดรับกับการที่ประเทศไทยจะพัฒนา Bio Economy เพื่อนำรายได้ให้ประเทศอย่างจริงจังต่อไป 

นอกจากนี้ยังมีหัวข้อถัดๆ ไปที่จะจัดขึ้นจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ Creative Economy ซึ่งไม่ใช่แค่สร้างผลิตภัณฑ์ หรือสร้างบริการมูลค่าเพิ่มให้ประเทศ หรือทำรายได้ให้เจ้าของกิจการ แต่ Creative Economy ต้องตั้งเป้าหมายที่จะทำให้สินค้า บริการเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงไม่ใช่แค่เพิ่มมูลค่าเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นๆ อย่าง Digital Economy ในภาพรวม เรื่อง Silver Economy ซึ่งเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ที่เราต้องให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ของผู้สูงอายุ ที่จะมีจำนวนมากขึ้น และประเทศไทยก็กำลังก้าวเข้าสู่ Aging Society 

DSI แจ้งข้อกล่าวหา อดีตผู้บริหารสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด กับพวก รวม 18 คน ฐานความผิดฟอกเงิน และสมคบกันฟอกเงิน

ตามที่ นายไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะรองอธิบดีที่กำกับดูแล มอบหมายให้ ศูนย์ป้องกันและปราบปราม การฟอกเงินทางอาญา ดำเนินการกับผู้กระทำความผิดทางอาญาในทุกมิติ กรณีพบการทุจริตนำเงินออกจากบัญชีสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ไปเปลี่ยนสภาพแห่งตัวทรัพย์ เพื่อซุกซ่อน ปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สิน หรือกระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อปกปิด หรืออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มา หรือได้มา ครอบครอง หรือใช้ทรัพย์สินโดยรู้ในขณะที่ได้มา อันเป็นเหตุในการเข้าทำการตรวจยึด/อายัดทรัพย์สิน 

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2564 และได้ใช้อำนาจตามมาตรา 24 (5) พระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ 
พ.ศ. 2547 ในการอายัดทรัพย์สินไว้แล้วรวม 189 รายการ มูลค่าประมาณ 300 ล้านบาท ดังที่ได้เสนอข่าว
ต่อสาธารณชนไปแล้วนั้น

ในวันนี้ (วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม 2564) เวลา 10.30 น. พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะรองอธิบดีที่กำกับดูแล ได้มอบหมายให้ นายธวัชชัย รัตนปรีชาชัย รองผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินทางอาญา หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน นายพงษ์ธวัช อ่วมสำอางค์ ผู้อำนวยการส่วนคดีฟอกเงินทางอาญา 3 และคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 21/2564 แจ้งข้อกล่าวหากับอดีตผู้บริหารสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด กับพวก รวม 18 ราย ในความผิดฐาน “ร่วมกันฟอกเงิน” และ/หรือ “ฟอกเงิน” ตามมาตรา 5 ประกอบมาตรา 83 และความผิดฐาน “สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน” ตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

สธ. เผย ไทยติดเชื้อโอมิครอน รวม 63 คน พบสาวไทยติดเชื้อในประเทศคนแรก

วันนี้ (20 ธ.ค. 64) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่าขณะนี้พบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน แล้ว 89 ประเทศ ซึ่งอาจมีมากกว่านี้เพราะบางประเทศไม่มีขีดความสามารถในการถอดรหัสพันธุกรรม และโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย พบแล้ว 3 สายพันธุ์ BA.1  BA.2 และ BA.3 แต่ขอให้มั่นใจเพราะชุดตรวจยังสามารถตรวจจับได้

สำหรับไทยพบเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน ตัวเลขช่วงบ่ายวานนี้ (19 ธ.ค. 64) จำนวน 63 คน ทั้งหมดเป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ และต้องสงสัยอีกเกือบ 30 คน โดยช่วงหลังพบเพิ่มขึ้นค่อนข้างรวดเร็ว ภาพรวมพบแล้ว 3% หรือ 1 ใน 4 ของผู้เดินทางเข้าประเทศ ยืนยันว่าทั้งหมดเป็นการนำเชื้อเข้ามาในประเทศ

‘คนพิการ – คนด้อยโอกาส’ เชียงใหม่ ปลาบปลื้มใจ!! ได้รับสิ่งของประทาน ‘ม.จ.อุทัยกัญญา ภาณุพันธุ์’

20 ธันวาคม 2564 ณ วัดสุพรรณรังษี ต.ทุ่งต้อม อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ "หม่อมเจ้าอุทัยกัญญา ภาณุพันธุ์ " พระราชปนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงกรุณาให้ นายสรชัด สุจิตต์ /นางสาวแพรวพรรณทิพย์ทิพยวานิชกร /นายสันติภาพ เพิ่มมงคลทรัพย์  เชิญสิ่งของอุปโภค บริโภคประทานแด่ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส ในเขตพื้นที่หมู่ที่ 6 หมู่ที่ 7 และหมู่ที่ 11 ต.ทุ่งต้อม อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ หมู่บ้านละ 30 ถุง รวมจำนวนทั้งสิ้น 90 ถุง และชุด PPE มอบในแก่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบลทุ่งต้อม และสมาคมกตัญญูธรรมกุศล เชียงใหม่ โดยมี นายชีวานนท์ พรรัตน์ธนิกกุล อ่านหมายสำนักงานเชื่อสิ่งของประทานเพื่อนำไปใช้ในการช่วยเหลือเบื้องต้น และเป็นขวัญกำลังใจให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยดี 

ทั้งนี้ พ.ต.อ.ปิยะพันธ์ ภัทรพงศ์สินธุ์  รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ ได้ร่วมนำคณะจิตอาสา 904 และจิตอาสาทำความดี มาร่วมเป็นเกียรติช่วยเหลืออำนวยความสะดวก สร้างขวัญกำลังใจให้ประชาชน คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส ในครั้งนี้ด้วย

รวมถึง ตัวแทน พมจ.เชียงใหม่ นางสาวกานต์วรา ทาทอง ผอ.ศูนย์บริการคนพิการจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานภาครัฐ ปกครองส่วนท้องถิ่น นายกเทศบาล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจ  และนางสาวสุริยะวรัญญา อสัตถสนธิ นำคณะทีมงานกลุ่มเชียงใหม่มหานครมาร่วมด้วยช่วยกัน เพื่อสร้างสรรค์สังคมไทยให้น่าอยู่สืบไป โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

 

นราธิวาส-สส.พลังประชารัฐลุยน้ำช่วยชาวบ้านหลังมวลน้ำป่าพัดคันกั้นน้ำพังไหลทะลักท่วมตลาดมูโนะ

รายงานข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับสภาวะน้ำท่วมพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส แจ้งว่า ล่าสุดบรรยากาศโดยทั่วไปบนท้องฟ้ามีแสงแดดส่องจ้าแล้วในวันนี้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีฝนตกลงมาอย่างต่อเป็นเป็นเวลา 5 วัน ส่งผลทำให้น้ำป่าบนเทือกเขาสันกลาคีรี ซึ่งมีต้นกำเนิดอยู่ในพื้นที่ อ.สุคิริน ได้ไหลลงมาสมทบกับปริมาณน้ำฝนในแม่น้ำสุไหงโก-ลก ที่มีปริมาณน้ำฝนสะสมจนล้นตลิ่ง ซึ่งสูงกว่าระดับตลิ่ง 1.76 ซ.ม. ซึ่งมวลน้ำก้อนนี้ได้ค่อยๆไหลระบายลงสู่ทะเลด้าน อ.ตากใบ แต่ในช่วงคืนที่ผ่านมาระดับน้ำในแม่น้ำสุไหงโก-ลก ซึ่งมีกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกรากได้พัดกำแพงคันกั้นน้ำที่ตั้งอยู่บริเวณหลังกุโบบ้านมูโนะ ม.1 ต.มูโนะ อ.สุไหงโก-ลก พังทลาย จำนวน 2 ช่วง 3 จุด ซึ่งมีความยาวประมาณ 25 เมตร

ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำสุไหงโก-ลก ซึ่งมีปริมาณล้นตลิ่งได้ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนของประชาชน ที่อาศัยอยู่ในตลาดมูโนะจำนวน 350 ครัวเรือน รวม 1,750 คน อย่างรวดเร็วโดยที่ชาวบ้านไม่สามารถตั้งตัวได้ จนต้องปล่อยข้าวของสินค้าสัมภาระต่างๆได้รับความเสียหายจมอยู่ใต้น้ำ โดยมีระดับน้ำท่วมขังสูงโดยเฉลี่ย 40 ถึง 60 ซ.ม. และมีระดับน้ำท่วมขังเพิ่มปริมาณสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจากเหตุกำแพงคันกั้นน้ำที่พังทลายจากกระแสของมวลน้ำป่าในครั้งนี้ ยังส่งผลทำให้บ้านพักของนายบาฮารูดิง อูแบ เลขที่ 23 ที่ปลูกสร้างด้วยไม้ชั้นเดียว ห่างจากกำแพงคันกั้นน้ำ ประมาณ 30 เมตร ถูกกระแสน้ำของมวลน้ำป่าพัดจนได้รับความเสียหาย ที่บริเวณห้องครัวและมีน้ำท่วมขังสูง 180 ซ.ม. ซึ่งล่าสุดสมาชิกในครัวเรือน จำนวน 3 คน ได้อพยพไปอาศัยอยู่ที่บ้านของเครือญาติแล้ว    
 

แต่ถึงอย่างไรก็ตามจากผลพวงของกำแพงคันกั้นน้ำที่พังทลายไปกับกระแสน้ำ ยังส่งผลทำให้โรงเรียนบ้านมูโนะ มีน้ำท่วมขังสูงจนเข้าท่วมห้องเรียนและตามบริเวณอาคารเรียนต่างๆ รวมไปถึงสถานีตำรวจภูธรมูโนะ ที่มีน้ำท่วมขังสูงโดยเฉลี่ย 100 ซ.ม. จากกระแสน้ำที่ไหลบ่าเข้าท่วมอย่างรวดเร็วในช่วงคืนที่ผ่านมาเช่นกัน ทำให้รถยนต์เก๋ง รถยนต์กระบะ รวมไปถึงรถยนต์ตู้ของส่วนราชการและของเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกน้ำท่วมขัง จำนวนกว่า 10 คัน ที่ต้องปล่อยให้จมอยู่กับสภาวะน้ำท่วม

“นายกฯ” หารือเอกอัครราชทูตมัลดีฟส์ฯ มุ่งส่งเสริมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยวระหว่างกัน ขณะที่มัลดีฟส์ฯ ชื่นชมบทบาทผู้นำนายกฯ ไทย พร้อมขยายความร่วมมือทุกด้านที่มีศักยภาพ

ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายมุฮัมมัด จินาห์ (H.E. Mr. Mohamed Jinah) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐมัลดีฟส์ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในโอกาสเข้ารับหน้าที่

นายกรัฐมนตรี กล่าวต้อนรับเอกอัครราชทูตมัลดีฟส์ฯ ที่ได้มาปฏิบัติหน้าที่ในไทย ซึ่งไทย-มัลดีฟส์มีความสัมพันธ์ทางการทูตที่แน่นแฟ้นกว่า 40 ปี รัฐบาลไทยพร้อมที่จะสนับสนุนการทำงานของเอกอัครราชทูตมัลดีฟส์ฯ อย่างเต็มที่ พร้อมแสดงความยินดีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมัลดีฟส์ได้รับเลือกเป็นประธานการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ครั้งที่ 76 ตลอดจนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถกระชับความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน การท่องเที่ยว ตลอดจนความร่วมมือในกรอบพหุภาคีต่าง ๆ ให้มากขึ้น 

เอกอัครราชทูตมัลดีฟส์ฯ รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เข้ารับตำแหน่งในไทย โดยนายอิบรอฮีม มุฮัมมัด ศอลิห์ ประธานาธิบดีแห่งมัลดีฟส์ได้ฝากความปรารถนาดีมายังนายกรัฐมนตรี ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเป็นไปอย่างราบรื่นผ่านความร่วมมือในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านการค้าและการลงทุน ซึ่งไทยถือเป็นคู่ค้าที่สำคัญของมัลดีฟส์ พร้อมชื่นชมความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรีและการบริหารงานของรัฐบาลไทยที่สามารถรับมือกับการแพร่ระบาดของสถานการณ์โควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้สถานการณ์คลี่คลายและสามารถเปิดประเทศเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวได้ โดยเอกอัครราชทูตมัลดีฟส์ฯ ยืนยันว่าจะส่งเสริมความร่วมมือในด้านที่มีศักยภาพระหว่างกันต่อไป

โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกันในประเด็นความร่วมมือที่สำคัญ อาทิ ด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่ามัลดีฟส์เป็นแหล่งลงทุนที่สำคัญของไทยในสาขาโรงแรม รีสอร์ต และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งปัจจุบันมีภาคเอกชนไทยเข้าไปลงทุนหลายรายและมีแนวโน้มจะขยายการลงทุนในประเภทอื่น ๆ เพิ่มเติม โดยล่าสุดบริษัทไทยได้เข้าร่วมโครงการการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ซึ่งถือเป็นการลงทุนในโครงการพลังงานทดแทนโครงการแรกของผู้ลงทุนไทยในมัลดีฟส์ ขณะที่เอกอัครราชทูตมัลดีฟส์ฯ ขอบคุณการลงทุนที่มีศักยภาพอย่างยิ่งของภาคเอกชนไทย โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว พร้อมให้ความเชื่อมั่นว่า รัฐบาลมัลดีฟส์จะอำนวยความสะดวกและดูแลการลงทุนของไทยในมัลดีฟส์อย่างเต็มที่ 

“เอ้ สุชัชวีร์” ประเดิมลงพื้นที่เขตบางรัก แหล่งพหุวัฒนธรรม ขอฟื้นคุณภาพโรงเรียนในสังกัด กทม. คืนพื้นที่สาธารณะคนกรุงเทพ ยีนยันความตั้งใจเป็นผู้ว่าการศึกษา

“เอ้”  สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่ครั้งแรกที่เขตบางรัก ร่วมกับนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ น.ส.อรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์ อดีต ส.ส. กทม. และผู้สมัคร ส.ก. สุวิทย์ เลิศธนากุลวัฒน์ โดยได้เดินทางไปที่มัสยิดฮารูณ ซึ่งเป็นมัสยิดเก่าแก่อายุกว่า 150 ปี ศูนย์รวมจิตใจของชาวมุสลิมย่านบางรัก ถนนเจริญกรุง ภายในมัสยิดมีความสงบและสวยงาม ตกแต่งภายในอย่างสมมาตร สะท้อนปรัชญาศาสนาอิสลามอย่างชัดเจน เป็นสถานที่ในการเรียนรู้การอยู่ร่วมกันโดยเฉพาะวัฒนธรรมที่มีความแตกต่าง พร้อมกับชื่นชมชุมชนมัสยิดฮารูณมีความสะอาดมาก และมีร้านอาหารอร่อยทุกร้าน 

หลังจากนั้นเดินทางไปสักการะประธานในอุโบสถ ณ วัดม่วงแค เจริญกรุง 34 พร้อมกับระบุว่า พื้นที่เขตบางรักมีลักษณะเป็นพหุวัฒนธรรม และมีโรงเรียนวัดม่วงแค ที่ในอดีตมีนักเรียนเข้าเรียนจำนวนมาก มีอาคารเรียนขนาดใหญ่รองรับนักเรียนตั้งแต่อนุบาล ถึงชั้น ป.6 ได้ราว 1,000 คน มีจุดเด่นอาหารกลางวันเป็นอาหารฮาลาล รองรับนักเรียนที่นับถือศาสนามอิสลามด้วย แต่ปัจจุบันพื้นที่ซึ่งเคยใช้เป็นที่เคารพธงชาติได้กลายเป็นที่จอดรถ เนื่องจากมีจำนวนนักเรียนลดลงเหลือเพียง 54 คน 

“เอ้” สุชัชวีร์ ระบุว่า โรงเรียนนี้เป็นตัวอย่างโรงเรียนสังกัด กทม. 430 โรง ที่อยู่ในพื้นที่กลางเมือง แต่คน กทม. ส่งลูกไปเรียนที่อื่น ด้วยเหตุนี้ตนจึงมีความตั้งใจในการเป็นผู้ว่าการศึกษา เพื่อฟื้นโรงเรียนในสังกัด กทม. ให้มีคุณภาพสู้กับสิงคโปร์ได้ พร้อมกับตั้งใจจะทำโรงเรียนวัดม่วงแค เป็นโรงเรียนตัวอย่างในพื้นที่เขตบางรัก พร้อมกับได้เข้าผู้อำนวยการโรงเรียนเพื่อรับฟังปัญหาต่างๆ เพิ่มเติมอีกด้วย 

“แรมโบ้” ซัด “ก่อแก้ว” สงบปาก สงบคำ และเบิกตาดูก่อน นายกฯทำอะไรให้ประชาชนและประเทศบ้าง ชี้ประชาชนชื่นชอบหลายโครงการรัฐบาล  พร้อมยกผลโพลสำนักวิจัยซูปเปอร์โพล ให้พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนักการเมืองครองใจประชาชน

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) และอดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ยก 7 เรื่องออกมาไล่ขยี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ลาออกเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน หลังจากที่นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ทุกกระทรวงจัดของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน โดยนายเสกสกล ระบุว่า นายก่อแก้ว ไม่น่าหาเรื่องใส่ตัวเลย เพราะการที่ออกมาพูดอะไร ก็เข้าตัวหมด  นายก่อแก้ว อย่าลืมว่าตัวเอง มีชื่อของการเป็นเสื้อแดงติดอยู่ และคงจะติดตัวไปจนกว่านายก่อแก้ว จะตายจากไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่รับไม่ได้และรู้ดีว่าเสื้อแดงในอดีตทำอะไรกับประเทศไว้บ้าง สร้างความเสียหาย เผาบ้าน เผาเมือง เสียหายไปเท่าไหร่ ประชาชนที่ร่วมอุดมการณ์ติดคุกไปเท่าไหร่ ขณะที่แกนนำบางคนยังอยู่ดี มีสุข ลอยนวลสบายใจเฉิบ

7 ข้อที่ยกมา แค่คำที่ฝ่ายค้านหรือแกนนำเสื้อแดงอย่างนายก่อแก้วคิดว่าสวยหรู แต่ความจริงมันต่างกันมาก ประชาชนรู้ดีว่า ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรี ทำอะไรให้เขาบ้าง อยู่ดีกินดีเห็นได้ชัด ทุกโครงการที่รัฐบาลโดยพล.อ.ประยุทธ์ ออกมาช่วยเหลือประชาชน ล้วนโดนใจ ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหลายโครงการที่ออกมาจะมีชื่อของนายก่อแก้ว หรือคนในครอบครัว หรือสมัครพรรคพวก เป็นหนึ่งที่ได้รับอานิสงส์ด้วยหรือไม่  แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก เพราะไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มไหน เสื้อสีอะไร ชอบหรือไม่ชอบ ฝ่ายค้าน หรือรัฐบาล ก็ได้ประโยชน์จากทุกโครงการของรัฐบาลทั้งสิ้น และนายกรัฐมนตรีก็บอกแล้วว่า เป็นนายกรัฐมนตรีของประชาชนทุกคน ทุกภาค ไม่ได้เลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

และล่าสุดผลโพลจากสำนักวิจัยซูปเปอร์โพลได้ทำการสำรวจด้านการเมืองภาพใหญ่ที่สุดแห่งปี 2564 โดยประชาชนเห็นว่านักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่น่าประทับใจและน่าพอใจที่สุดแห่งปี 2564 อันดับแรกคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพอใจนโยบายและโครงการต่างๆของรัฐบาล ซึ่งตรงนี้น่าจะเป็นการสะท้อนให้เห็นได้แล้วว่า ประชาชนประทับใจและพอใจกับการทำหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีจากผลงานที่ประสบความสำเร็จมากมาย รวมถึงการแก้ไขปัญหาจากวิกฤตการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างมาก ซึ่งรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีก็ได้มีมาตรการต่างๆออกมาจนสถานการณ์คลี่คลายและเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจจนเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย  

กัมพูชา - ชาวนากัมพูชาทิ้งไร่นา!! เนื่องจากระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ทำพืชผลเสียหาย

สีหนุวิลล์/กัมพูชา - กลุ่มชาวนาในเขตเปรยนบ ประเทศกัมพูชา ถูกบังคับให้ขายที่ดินของตนเนื่องจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นบ่อยครั้ง ซึ่งทำให้พืชผลเสียหาย

พวกเขาเชื่อว่าการจัดตั้งบริษัทเอกชน โดยเฉพาะฟาร์มกุ้ง ใกล้ ๆ กับพวกเขาเป็นสาเหตุสำคัญของการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล เนื่องจากน้ำเค็มไหลจากฟาร์มกุ้งไปยังนาข้าว สร้างความเสียหายแก่พืชผล ส่งผลให้ชาวบ้านเพียง 40% ถึง 50% ยังคงปลูกข้าวในพื้นที่ ส่วนที่เหลือขายที่ดินให้บริษัทเอกชน

“หม่อง ริน” ชาวนาบอกว่าเขาปลูกข้าวมาตั้งแต่ปี 2527 และเมื่อน้ำทะเลเริ่มไหลเข้าสู่นาข้าว เขาถูกบังคับให้ขายที่ดินของเขา เขื่อนเก่ารั่วไหลทำให้น้ำทะเลเข้านาข้าว และสร้างความเสียหายให้กับพืชไร่และไร่ผัก ตามคำกล่าวของคุณรัน รองหัวหน้าชุมชนประมง

รัน ยังรับรองด้วยว่าฟาร์มกุ้งที่ตั้งขึ้นใกล้กับที่ดินของพวกเขา มีส่วนทำให้เกิดความเสียหา ยเนื่องจากน้ำล้นเข้าไปในนาข้าว ทำลายพืชผล นอกจากนี้ รองผู้อำนวยการยังระบุด้วยว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทุกปีทำให้น้ำทะเลไหลลงสู่พื้นที่น้ำจืดอย่างต่อเนื่อง

คุณรันกล่าวเสริมว่า “อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ของเรา เรามีป่าชายเลนที่สามารถช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ แต่พื้นที่ที่อยู่ไกลออกไปเล็กน้อยมักถูกน้ำทะเลท่วม กรมวิชาการเกษตรมาตรวจสอบน้ำท่วม เขื่อน และฝากดินอีกส่วนหนึ่งเพื่อทำให้ถนนสูงขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำทะเลไหลข้ามถนน แต่ถนนสายใหม่ถูกน้ำทะเลกิน”

“กรมวิชาการเกษตรมาตรวจสอบน้ำท่วม เขื่อน และฝากดินอีกส่วนหนึ่งเพื่อทำให้ถนนสูงขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำทะเลไหลข้ามถนน แต่ถนนสายใหม่ถูกน้ำทะเลกิน” เขากล่าว

หลังจากเหตุผลดังกล่าว เกษตรกรจำนวนมากจึงตัดสินใจลาออกจากอาชีพและเริ่มทำงานในสาขาอื่น เช่น การก่อสร้าง โดยอธิบายว่าการทำนาเป็น “งานที่ไร้ประโยชน์” หลังจากเหตุผลดังกล่าว เกษตรกรจำนวนมากจึงตัดสินใจลาออกจากอาชีพและเริ่มทำงานในสาขาอื่น เช่น การก่อสร้าง โดยอธิบายว่าการทำนาเป็น “งานที่ไร้ประโยชน์”

 

“คุณสมบัติ” ประธาน INTERLINK พร้อมรุกต่อเนื่อง ปี 2565 นำทีมฝ่ายขาย - ทีมสนับสนุนการขาย กว่า 200 คน เข้าร่วมงานสัมมนา "สุดยอดหัวใจการขาย 2565"

คุณสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทอินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) นำทีมฝ่ายขายและทีมสนับสนุนการขาย (Front office) กว่า 200 คน เข้าร่วมงานสัมมนา "สุดยอดหัวใจการขาย 2565" ณ ชลพฤกษ์รีสอร์ท จังหวัดนครนายก

เพื่อเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจในสินค้าและผลิตภัณฑ์ทั้งหมด โดยเพื่อให้ทุกคนนำความรู้ที่ได้ ไปพัฒนาต่อยอด แนะนำสินค้าที่ดีและเกิดประโยชน์สูงสุดให้กับลูกค้าของบริษัทฯ และอัปเดตเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น ได้เป็นอย่างดี

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top