Wednesday, 24 June 2026
NewsFeed

“แรมโบ้” ซัด “เลขา ครป.” ฟังไม่ครบแล้วจับมากระเดียด! นายกพูดถึงนักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เน้น ปชช. มีรายได้ ชี้ เป็นถึงเลขาครป.น่าจะมีสมองเข้าใจเจตนานายกฯ ขออย่าเปรียบเจ้าสัว และหากว่างมากเอาเวลาไปทำประโยชน์มากกว่ามาโจมตีนายกฯ

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงนายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) โพสต์เฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์นายกฯ ที่กล่าวกับประชาชน จ.ยะลา แนะนำให้เลี้ยงไก่บ้านละ 2 ตัว ไม่เข้าใจปัญหาเกษตร เลี้ยงไก่เป็นร้อยตัวไม่มีวันรวย เพราะเจ้าสัวผูกขาดการเกษตร โดยนายเสกสกล กล่าวว่า การที่นายกฯส่งเสริมให้เลี้ยงไก่นั้นเป็นเจตนาที่ดีนายกฯต้องการให้ประชาชนยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวทางพ่อหลวงรัชกาลที่9 นายกฯมองการณ์ไกลอยากเห็นประชาชนรู้จักหารายได้ทำการเกษตรอย่างพอเพียงให้มีมูลค่าในแปลงเกษตรของตนเองให้มีรายได้สูงขึ้นและลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

นายกเน้นการปลูกพืชผักสวนครัวเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ในพื้นที่จำกัดที่มี และพูดถึงการเลี้ยงไก่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนได้บ้าง ลดรายจ่ายในครอบครัว  ซึ่งนายเมธาเป็นถึงเลขา ครป.มีความรู้ มีสมองก็น่าที่จะเข้าใจนายกฯ และก็ไม่ควรเอาเรื่องนี้ไปเปรียบเทียบกับเจ้าสัว เพราะคนละเรื่องกัน มีแต่คนไร้สมองเท่านั้นที่เอาไปผูกโยงกับนายทุนหรือเจ้าสัวได้

ส่วนการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและชาวนา รวมถึงประชาชนทุกกลุ่มอาชีพนั้น นายกฯและรัฐบาลมีนโยบายให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว  เพราะนายกฯให้ความสำคัญ และทราบดีถึงความเดือดร้อนของประชาชน

‘สำนักงานตำรวจแห่งชาติ’ เตือนภัย!! มิจฉาชีพ อ้างเป็นพนักงานบริษัทขนส่งสินค้า - เจ้าหน้าที่ Call Center - ส่ง SMS หลอกลวงข้อมูลส่วนตัว และให้โอนเงิน!!

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเรียนประชาสัมพันธ์ภัยมิจฉาชีพที่หลอกลวงประชาชนในรูปแบบต่าง ๆ ผ่านแอปพลิเคชัน SMS ไลน์ เฟซบุ๊ก หรือโทรศัพท์ผ่าน Call Center แสดงตนอ้างว่าเป็นพนักงานบริษัทขนส่งหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแจ้งว่ามีพัสดุผิดกฎหมายส่งมายังผู้รับหรือส่งพัสดุไปยังต่างประเทศซึ่งเกี่ยวข้องในการกระทำผิด ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ ยินยอมส่งข้อมูลส่วนตัวและโอนเงินไปให้ สร้างความเสียหายห้วงการแพร่ระบาดโควิด-19

ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันประชาชนเป็นปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำกิจกรรมหรือธุรกรรมต่าง ๆ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์หรือแอปพลิเคชันมากขึ้นแต่ในขณะเดียวกันเหล่ามิจฉาชีพได้อาศัยช่องว่างหลอกลวงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในลักษณะต่าง ๆ  อาทิ ส่ง SMS ไลน์ เฟซบุ๊ก หรือโทรศัพท์ผ่านมือถือ ดังเช่นกรณีเมื่อเดือน พ.ย.64 ที่ผ่านมามิจฉาชีพแสดงตนว่าเป็นพนักงานบริษัทขนส่งหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โทรผ่านโทรศัพท์มือมาแจ้งกับผู้เสียหายว่ามีพัสดุที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายส่งมายังที่อยู่ของผู้รับและมีการส่งพัสดุไปต่างประเทศ โดยทางบริษัทและเจ้าหน้าที่ของภาครัฐจะขอเข้าไปทำการตรวจสอบและดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมาย ทำให้ผู้เสียหายตกใจกลัวและหลงเชื่อ จึงยินยอมส่งข้อมูลส่วนตัวและโอนเงินไปยังบัญชีที่แก๊งมิจฉาชีพได้แจ้ง เพื่อให้ทำการตรวจสอบเงินดังกล่าว ต่อมาภายหลังผู้เสียหายจึงรู้ว่าตนนั้นถูกหลอก  ซึ่งในเบื้องต้นพบผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงในลักษณะเดียวกันในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศเกือบ 50 ราย  มูลค่าความเสียหายกว่า 17 ล้านบาท โดยผู้เสียหายได้แจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายไว้แล้ว

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความห่วงใยประชาชนเกี่ยวภัยการจากการหลอกลวงของมิจฉาชีพในลักษณะดังกล่าว ซึ่งประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อและเป็นการสร้างความเสียหายซ้ำเติมความเดือดร้อนห้วงการแพร่ระบาดโควิด-19 จึงได้กำชับไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีมาตรการและดำเนินการป้องกันปราบปรามตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างจริงจัง

พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลโดยสั่งการและกำชับไปยังหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องทุกพื้นที่ โดยเฉพาะกองบัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ให้ทำการสืบสวนสอบสวน ปราบปราม กลุ่มมิจฉาชีพ สืบสวนขยายผลถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเด็ดขาดจริงจังต่อเนื่อง มีผลการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

การกระทำลักษณะดังกล่าวนอกจากจะเป็นการซ้ำเติมพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนกันอยู่แล้วยังเข้าข่ายความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ด้วยข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับและความผิดฐานฉ้อโกง มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งในฐานความผิดดังกล่าวเป็นความผิดต่อส่วนตัว ผู้เสียหายจะต้องเข้าร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนในท้องที่เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด

รองโฆษก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฝากประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชน ถึงแนวทางการป้องกันการถูกหลอกลวงผ่านแพลตฟอร์มหรือแอปพลิเคชันออนไลน์ SMS ไลน์ เฟซบุ๊ก หรือผ่านทางโทรศัพท์ ดังนี้

1.หากมีการกล่าวอ้างว่าท่านไปเกี่ยวข้องการกระทำผิด ให้ตั้งสติ อย่าพึ่งตื่นตระหนกและหลงเชื่อ

2.ทำการบันทึกข้อมูลการสนทนา ภาพหรือวิดีโอ ข้อมูลการโอนเงิน เอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการดำเนินคดี

3.หากมีการอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ โดยหลักจะไม่มีการให้โอนเงินเข้าบัญชีส่วนบุคคลโดยเด็ดขาด

 

กรมชลฯ เปิดแผนจัดสรรน้ำรับฤดูแล้ง ยันเขื่อนหลักมีน้ำเพียงพอ

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ ภาพรวมสถานการณ์น้ำอยู่ในเกณฑ์ดี โดยอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 58,692 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 77% ของความจุอ่างฯ รวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 34,760 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 14,586 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 59% ของความจุอ่างฯ เป็นน้ำใช้การได้ 7,890 ล้าน ลบ.ม. 

ทั้งนี้กรมชลประทาน ได้วางแผนจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2564/65 (วันที่ 1 พ.ย.2564 – 30 เม.ย.2565) จากปริมาณน้ำต้นทุน ณ วันที่ 1 พ.ย. 2564 จำนวน 37,857 ล้าน ลบ.ม. โดยมีแผนจัดสรรน้ำในฤดูแล้งทั้งประเทศจำนวน 22,280 ล้าน ลบ.ม. ตามลำดับความสำคัญดังนี้ เพื่อการเกษตรฤดูแล้ง 11,785 ล้าน ลบ.ม. เพื่อการอุปโภค-บริโภค 2,535 ล้าน ลบ.ม. อุตสาหกรรม 518 ล้าน ลบ.ม. รักษาระบบนิเวศและอื่นๆ 7,442 ล้าน ลบ.ม. และสำรองน้ำไว้ต้นฤดูฝนปี 65 อีก 15,577 ล้าน ลบ.ม. 

โฆษกทบ. ยืนยันกองทัพบกร่วมกับจังหวัดชายแดนพร้อมรองรับปัญหาผู้หนีภัยจากการสู้รบ ตามแนวชายแดนไทยเมียนมาพร้อมย้ำเหตุการณ์ปะทะใกล้ชายแดนจังหวัดตากยุติแล้ว ประชาชนจากประเทศเพื่อนบ้านทยอยเดินทางกลับแล้ว

พล.อ.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ เสนาธิการทหารบก ในฐานะโฆษกกองทัพบกระบุถึงเหตุปะทะ บริเวณแนวชายแดนจังหวัดตาก ทำให้มีประชาชนจากประเทศเพื่อนบ้านข้ามมาฝั่งไทยว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลา 10 นาฬิกาเมื่อวานนี้ บริเวณพื้นที่ตรงข้ามอำเภอแม่สอดจังหวัดตาก

โดยเป็นการปะทะกันของกำลังประเทศเพื่อนบ้านในระยะที่ติดกับแนวชายแดนทำให้ประชาชนจากประเทศเพื่อนบ้านส่วนหนึ่งข้ามมายังฝั่งไทยเพราะคิดว่ามีความปลอดภัย 

สำหรับแนวทางปฏิบัติตามแนวชายแดนจะมีพื้นที่ความปลอดภัยรองรับให้ประชาชนจากประเทศเพื่อนบ้านในจุดต่างๆ โดยการปฏิบัติตามหลักการมนุษยธรรม แต่ส่วนใหญ่แล้วเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ประชาชนในประเทศเพื่อนบ้านก็จะเดินทางกลับไปอย่างเช่นในกรณีที่เกิดขึ้นปะทะเมื่อวานนี้ใกล้ชายแดนจังหวัดตาห ประชาชนไม่ได้ตั้งใจที่จะเข้ามาพักค้างแรมในฝั่งไทย เพียงแค่เข้ามาเพื่อต้องการพื้นที่ปลอดภัย และเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นก็ทยอยเดินทางกลับ ซึ่งจากการติดตามเหตุปะทะเมื่อวานนี้สิ้นลงในเวลา 17 นาฬิกา และ ไม่มีการสูญเสียใดๆ

สำหรับการตรวจสอบและแยกการดำเนินระหว่างกรณีผู้หนีภัยจากการสู้รบ กับผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ถ้าเป็นเรื่องของการฉีดวัคซีนนั้นเป็นเรื่องที่ผู้ว่าราชการจังหวัดดูแลโดยตรง ซึ่งจะให้ความสำคัญกับคนในประเทศเป็นลำดับแรก ส่วนการดูแลประชาชนในประเทศเพื่อนบ้านก็จะเป็นลักษณะของการดูแลตามหลักมนุษยธรรมเป็นหลัก

‘ผช.ผบ.ตร.’ บินด่วนลงนราฯ!! แถลงผลเปิดยุทธการสยบไพรี ค้น 2 จังหวัด ทลายเครือข่ายยาเสพติด จับ! 3 ผู้ต้องหายึดทรัพย์มูลค่า 62 ล้านบาท!!!

วันที่ 17 ธ.ค. 64 ณ กองบังคับการตำรวจภูธร จ.นราธิวาส พล.ต.ท.ธนา ชูวงศ์ ผช.ผบ.ตร. ได้เดินทางมาเป็นประธานในการแถลงข่าวการปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น ตามแผนยุทธการสยบไพรี 65/1 โดยมี พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ปส. พล.ต.ต.ดุษฎี ชุสังกิจ รอง ผบช.ภ.9 พล.ต.ต.แวสาแม สาและ ผบก.ภ.จว.นราธิวาส พ.ต.อ.กีรติ แวยูโซ๊ะ รอง ผบก.ภ.จว.ปัตตานี พ.อ.ก่อเกียรติ เข็มแดง รอง ผบ.ฉก.นราธิวาส และนายปรีชา นวลน้อย ปลัด จ.นราธิวาส ได้ร่วมเดินทางมาแถลงข่าวให้ครั้งนี้

โดย พล.ต.ท.ธนา ชูวงศ์ ผช.ผบ.ตร.กล่าวว่า จากการปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น ตามแผนยุทธการสยบไพรี ในครั้งนี้ เป็นการปฏิบัติต่อเนื่องจากแผนปฏิบัติการสยบไพรี 64/1 ในการจับกุม 3 ผู้ต้องหา คือ นายวิเชียร เฉียงเมือง นายชัยยุทธ สุธรรม และนายยศวยศ ราตรีสวรรค์ ในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พร้อมยาบ้า 200,000 เม็ด เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 63 และสามารถยึดทรัพย์ของกลางมูลค่า 51 ล้านบาท ต่อมาเมื่อวันที่ 10 มี.ค. 64 เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลสามารถจับกุมบุคคลในเครือข่ายดังกล่าวได้เพิ่มเติมอีก 6 คน ซึ่ง 1 ใน 6 คือ นายเชิดชาย สมรฤทธิ์ มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 125 ม.7 ต.ทุ่งกระดาดพัฒนา อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์ ที่มีเครือข่ายอยู่ในพื้นที่ จ.นราธิวาส และ จ.ปัตตานี

นอกจากนี้ พล.ต.ท.ธนา ชูวงศ์ ผช.ผบ.ตร.ยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกด้วยว่า จากการปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น ตามแผนยุทธการสยบไพรี 65/1 ในครั้งนี้ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 ถึง 17 ธ.ค. 64 ด้วยการปิดล้อมเป้าหมาย 11 จุด โดยแยกเป็นพื้นที่ จ.นราธิวาส 8 จุด ปัตตานี 3 จุด เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมเครือข่ายยาเสพติดของนายเชิดชาย ได้อีก 3 คน คือ 1. น.ส.ซากีรา บือโต ที่บ้านพักเลขที่ 95/1 ม.8 ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส 2. น.ส.ซากียะ อาแว ที่บ้านพักเลขที่ 81 ถ.พิชิตบำรุง ต.บางนาค อ.เมือง จ.นราธิวาส และ 3. น.ส.สุพัชนี แประสามะ อยู่บ้านเลขที่ 4 ม.7 ต.ยี่งอ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวได้ในพื้นที่กรุงเทพมหานครในช่วงเช้าของวันนี้ หลังจากเจ้าหน้าที่ได้แกะรอยทราบถึงเส้นทางที่หลบหนี พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดทรัพย์สินไปตรวจสอบ อาทิ บ้าน รถยนต์และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 265 ใบ ซึ่งมีมูลค่า 11 ล้านบาทไปตรวจสอบ

และหลังจาก พล.ต.ท.ธนา ชูวงศ์ ผช.ผบ.ตร.แถลงข่าวแล้วเสร็จ ได้ถือโอกาสสอบสวนปากคำเบื้องต้น น.ส.ซากีรา บือโต ด้วยตนเอง ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวไว้ ณ ห้องโถง ชั้น 2 ของ กองบังคับการตำรวจภูธร จ.นราธิวาส แต่ไม่ได้รับการเปิดเผยว่า น.ส.ซากีรา บือโต ให้การอย่างไรบ้าง

 

'สิงห์สยามโพล' เผยเสป๊กคนกรุงฯ อยากได้ ผู้ว่า กทม. ไม่สังกัดพรรค ร้อยละ84.1 มีความรู้และความสามารถ แก้ปัญหาจราจรอันดับแรก ด้าน สนาม ส.ก. ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยหลัง 51.1

ที่ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “สิงห์สยามโพล”  คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาญชัย จิตรเหล่าอาพร คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยสาขารัฐศาสตร์ แถลงผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร เรื่อง การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) โดยทำการสำรวจข้อมูลระหว่าง วันที่ 1 - 10 ธันวาคม 2564 ด้วยแบบสอบถามออนไลน์จากประชาชนในเขตกรุงเทพที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไป รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,642 ตัวอย่าง  โดยใช้การสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบหลายขั้นตอน (Multi Stage Random Sampling) เพื่อเลือกพื้นที่ในการเก็บข้อมูลในเขตกรุงเทพ ปริมณฑล และเขตภาคกลางดำเนินการเก็บข้อมูลโดยการสุ่มแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) เพื่อเก็บข้อมูลจากประชาชนที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไป 

โดยผลสำรวจระบุว่า ผู้ว่าฯ กทม. ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง โดยด้านคุณลักษณะของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีเห็นว่า คุณลักษณะของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ควรมีความรู้ความสามารถ มากที่สุดถึงร้อยละ 31.1 มากกว่า คุณลักษณะด้านภาวะผู้นำและซื่อสัตย์สุจริต คิดเป็นร้อยละ 15.6 หรือประเด็นอื่นๆ เช่น การเป็นนักประสานผลประโยชน์ระดับชาติและพื้นที่ คิดเป็นร้อยละ 11.1 และโดยเฉพาะการมีคุณธรรม จริยธรรม และอื่นๆ คิดเป็นร้อยละ 8.9 และการมีความมุ่งมั่นตั้งใจ และ ยึดมั่นในกฎระเบียบ คิดเป็นร้อยละ 4.4 ขณะที่ด้านการสังกัดพรรคการเมืองของผู้สมัครรับเลือกตั้ง พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เห็นว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง คิดเป็นร้อยละ 84.1 แต่หากจำเป็นต้องเลือกผู้สมัครจากพรรคการเมือง พบว่า

พรรคเพื่อไทย คิดเป็นร้อยละ 11.1 พรรคก้าวไกล คิดเป็นร้อยละ 8.9 พรรคอื่นๆ คิดเป็นร้อยละ 6.72 พรรคประชาธิปัตย์ คิดเป็นร้อยละ 6.7 และสุดท้ายพรรคพลังประชารัฐ และพรรคกล้า คิดเป็นร้อยละ 2.2 ซึ่งต่างมีความนิยมใกล้เคียงกัน แต่พบข้อสังเกตว่า พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์นั้นถือเป็นคู่แข่งสำคัญในสนามการเลือกตั้งครั้งนี้ เมื่อมองถึงคาดหวังต่อนโยบายของกรุงเทพมหานครจากผู้ว่า กทม. คนใหม่นั้น พบว่า สภาพปัญหาที่ประชาชนในกรุงเทพมหานครรู้สึกอึดอัดและต้องการการแก้ไขปัญหามากที่สุดยังคงเป็นเรื่องของปัญหาการจราจร (ร้อยละ 26.7) และปัญหาเรื่องของวิถีการใช้ชีวิตปกติ (ร้อยละ 20.0) ภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19

โดยมีปัญหาเรื่องการแก้ปัญหาน้ำท่วม และการฉีดวัคซีนเป็นปัญหาที่มีความสำคัญตามมา ทั้งนี้ย่อมพบว่า วัคซีนที่ทางกรุงเทพมหานครได้รับการจัดสรรจากทางรัฐบาลนั้น ยังไม่สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของประชาชนในกรุงเทพมหานคร ดังเห็นได้ว่า กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดมีความต้องการ Pfizer, Moderna และ Johnson & Johnson รวมเกินกว่าร้อยละ 70

เมื่อพิจารณาเรื่องภูมิหลังด้านการประกอบอาชีพของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครนั้น พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เห็นว่ามาจากอาชีพอื่นๆ มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 80.0 รองลงมาคือ นักการเมือง คิดเป็นร้อยละ 11.1 และสุดท้ายคืออาจารย์ และทหาร คิดเป็นร้อยละ 4.4) ตามลำดับ ย่อมอธิบายได้ว่า ประชาชนในกรุงเทพมหานครนั้นไม่ให้ความสำคัญกับภูมิหลังในการประกอบอาชีพของผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมากนัก ซึ่งเป็นผลเกิดจากความต้องการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่มีทักษะ ความรู้ ความสามารถ และเข้าใจปัญหาในรูปแบบ “การแก้ไขแบบสหวิถี (Multi-Application Solution) ที่ต้องบูรณาการทั้งองค์ความรู้ เทคนิค และวิธีการ ที่สอดคล้องกับสภาพหรือบริบทปัญหาที่แตกต่างกัน บนพื้นฐานความเข้าใจในการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง

ประสบการณ์การทำงานที่เชี่ยวชาญเพียงด้านใดด้านหนึ่งจึงอาจไม่เพียงพอในการตอบโจทย์ของปัญหาที่มีความสลับซับซ้อนในมหานครของกรุงเทพมหานคร
ส่วนแนวโน้มเลือกสมาชิกสภากรุงเทพมหานครตามพรรคหรือกลุ่มที่สังกัดของผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครนั้น พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่แน่ใจหรือลังเลใจ คิดเป็นร้อยละ 51.1 และรองลงมาคือ เลือกตามพรรคหรือกลุ่มที่สังกัด คิดเป็นร้อยละ 28.9 ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เห็นว่าผู้สมัครควรเป็นผู้สมัครอิสระ คิดเป็นร้อยละ 51.1 

เฒ่าโหด!! ยิงทนายโจทก์ หลังคุยมรดกไม่ลงตัว ตำรวจเข้าห้าม โดนลูกหลง ทำเจ็บรวม 2

เคลียร์คดีมรดกไม่ลงตัวจ่อยิงทนายความสาหัสในบริเวณลานจอดรถภายในรั้วศาลจังหวัดราชบุรี ขณะที่ตำรวจที่มาทำธุระที่ศาลเห็นเหตุการณ์เข้าไประงับเหตุถูกยิงได้รับบาดเจ็บ

(17 ธ.ค. 64) พล.ต.ต.ปิติ นฤขัตรพิชัย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (ผบก.ภ.จว.) ราชบุรี, พ.ต.อ.โชติช่วง ภาณุทัต ผกก.สส.ภ.จ.ราชบุรี, พ.ต.อ.จุมพล สิกเสน ผกก.สภ.เมืองราชบุรี, พ.ต.ท.ปิยพัชร์ ปลาทอง สารวัตรเวร สภ.เมืองราชบุรี ตรวจสอบที่เกิดเหตุหลังได้รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกอาวุธปืนยิงได้รับบาดเจ็บ 2 รายบริเวณลานจอดรถภายในรั้วศาลจังหวัดราชบุรี

ที่เกิดเหตุพบเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ประจำศาล เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน และเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจอยู่ในบริเวณดังกล่าวและพบเพียงกองเลือดที่พื้น ส่วนผู้บาดเจ็บทราบว่าเป็นชายทั้ง 2 ราย เป็นทนายความ 1 ราย ทราบชื่อต่อมาคือนายประกาศิต เสริมสมัคร อายุ 52 ปี ถูกยิงเข้าที่ชายโครงด้านขวา 1 นัดอาการสาหัสและอีกรายเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจของ สภ.วัดเพลง จ.ราชบุรี ถูกยิงเข้าที่นิ้วหัวแม่มือด้านขวา ซึ่งทั้ง 2 รายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลราชบุรีไปก่อนหน้านี้แล้ว

นอกจากนี้ ยังพบอาวุธปืนขนาด 11 มม.จำนวน 1 กระบอก ปลอกกระสุนขนาดเดียวกัน 1 ปลอก เจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน ส่วนผู้ที่ก่อเหตุรายนี้คือนายสุกิจ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 83 ปี บ้านอยู่ย่านถนนตลาดสด ต.โพธาราม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้ขณะก่อเหตุ 

RIP ‘น้าแดง’ ‘สุรชัย จันทิมาธร’ โพสต์อาลัย!! หลัง ‘แดง คาราวาน’ เสียชีวิต

(17 ธ.ค. 64) เฟซบุ๊ก Nga Caravan Official แจ้งข่าวการเสียชีวิตของ ‘แดง คาราวาน’ วีระศักดิ์ สุนทรศรี หนึ่งในสี่สมาชิกหลักของ คาราวาน ที่เสียชีวิตอย่างสงบในวัย 71 ปี โดยระบุข้อความว่า... 

ยืนยันแล้วนะครับ ว่าน้าแดง เสียชีวิต เมื่อประมาณ 10-12 ชม. มาแล้วโดยประมาณ จากการอ้างอิงของ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง วันนี้ต้องนำศพไปนิติเวช ที่โรงพยาบาลตำรวจ แล้วจึงจะทราบกำหนดการต่อไปครับ ส่วนพรุ่งนี้ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง จะเป็นวัดคู้บอนครับ 

นอกจากนี้ ศิลปินแห่งชาติ ‘สุรชัย จันทิมาธร’ หรือ ‘น้าหงา คาราวาน’ โพสต์ข้อความอาลัยถึง ‘แดง คาราวาน’ อีกด้วยว่า... 

“นักรบ ย่อมโดดเดี่ยว อยู่อย่างโดดเดี่ยว ตายอย่างโดดเดี่ยว แด่เพื่อน~วีระศักดิ์ สุนทรศรี”

จับตาครม.! เตรียมเคาะของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน - เผย สัปดาห์หน้า บิ๊กตู่ เตรียม มอบนโยบาย4หน่วยงานหลัก จัดทำงบฯ ปี 66 พร้อมย้ำ อย่าหลงเชื่อ ซื้อใบรับรองฉีดวัคซีน ทั้งที่ไม่ได้ฉีดจริง เผย วิธีตรวจสอบของจริง-ของปลอม

น.ส. ไตรศุลี ไตรสรณกุล ลองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวในรายการรัฐบาลเล่าเรื่อง โดยทีมนารีสโมสร ว่า สำหรับวาระงานในช่วงสัปดาห์หน้าที่น่าสนใจ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนครั้งที่ 5 และจะเป็นประธานการประชุมมอบนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 โดยมีการประชุม 4 หน่วยงานคือกระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงบประมาณ

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ส่วนการประชุมคณะรัฐมนตรีว่าในวันอังคารที่ 21 ธันวาคม ที่น่าจับตามองขณะนี้คือเรื่อง ของขวัญที่รัฐบาลจะมอบให้กับประชาชน ตามที่นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการให้ทุกๆกระทรวงไปจัดเตรียมให้กับประชาชน ซึ่งจะทยอยออกมา ที่เปิดเผยออกมาบ้างแล้ว เช่น กระทรวงการคลัง มีมาตรการผ่อนดีมีคืน ของธนาคารรัฐได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ส่วนเรื่อง อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่ทำงานหนักมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เกิดการระบาดโรคโควิด-19 นั้น ล่าสุด ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณ ที่ได้ดูแลประชาชนคนไทยมาเป็นอย่างดีและจะได้มอบขวัญและกำลังใจ เล็กน้อยต่อไปอีก 6 เดือนๆละ 500 บาท ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ โดยนายกรัฐมนตรีจะอนุมัติงบกลาง จำนวน 3,510 ล้านบาท ส่วนรายละเอียดต่างๆนั้น กระทรวงสาธารณสุขจะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 21 ธันวาคมนี้ เพื่อขอใช้งบกลางดังกล่าว หากมีมติคณะรัฐมนตรีออกมาอย่างไรทีมโฆษกรัฐบาลจะได้นำรายละเอียดมาบอกกล่าวทันที

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า อย่างไรก็ตามก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีจะมีการประชาสัมพันธ์เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการจัดเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ อะเมซซิ่งไทยแลนด์เคานต์ดาวน์ นอกจากนี้กระทรวงสาธารณสุขได้มาประชาสัมพันธ์การจัดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ และกระทรวงวัฒนธรรมจะมาประชาสัมพันธ์การจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี

พัทลุง-ตำรวจชุดคอนมาโด ปิดล้อม  19 เป้าหมาย  ในจังหวัดพัทลุง และจังหวัดใกล้เคียง กวาดล้างผู้มีอิทธิพล และคดีค้างเก่า  พร้อมจับกำนันตุ้ม กำนันคนดังเมืองพัทลุง

วันที่  17  ธันวาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเที่ยงวันนี้ ที่ห้องประชุม กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุง พล.ต.อ.รอย   อิงคไพโรจน์  รอง ผบ.ตร  แถลงผลปฏิบัติการปิดล้อม ตรวจคันจับกุม ของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดคอนมาโค  กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง   ภายหลังการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ ปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมาย ทั้งผู้มีอิทธิพล  มือปืนรับจ้าง  ยาเสพติด และระดมจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ  คดีอุกฉกรรจ์  สะเทือนขวัญ คดีสนใจ ในพื้นที่  จังหวัดพัทลุง  สงขลา  ปัตตานี และนราธิวาส   เมื่อช่วงเช้าตรู่ที่ผ่านมา  รวม  19  เป้าหมาย 

โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดพัทลุงและสงขลา เจ้าหน้าที่มีการปิดล้อม จำนวน 8 เป้าหมาย จับกุมผู้ต้องในคดีสำคัญจำนวน  9 ราย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดพัทลุง ได้มีการ จับกำนันตุ้มหรือนายธีระพงศ์ เพชรตีบ อายุ  52 ปี กำนันชื่อดังของจังหวัดพัทลุง หลังตำรวจเข้าตรวจค้น ที่บ้านเลขที่  401หมู่  1 ต.ป่าบอน  อ.ป่าบอน  จ.พัทลุง ตามหมายจับของศาลจังหวัดสุราษฎร์ ลงวันที่  13 ก.ค.2558  ฐานความผิด รวมกับพวก รวม  10 คนก่อเหตุ ปล้นทรัพย์ ความผิดต่อชีวิต ช่องโจร และความผิด พรบ อาวุธปืน โดยในคดีดังกล่าว เกิดเหตุเมื่อปี  2548 และศาลได้พิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิต  แต่ กำนันตุ้มซึ่งเป็นผู้ต้องหาสำคัญเพียงรายเดียวที่ได้หลบหนีประกัน ไม่ไปฟังคำพิพากษา จนถูกออกหมายจับ และกำนันตุ้ม ถือเป็นผู้กว้างขวางและมีอิทธิพลในพื้นที่  จังหวัดพัทลุงและทางภาคใต้   
 

นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจยังจับกุมนายเอกภพ พงศ์พิศาล อายุ  39 ปี ในความผิดซึ่งหน้า ตาม พรบ อาวุธปืน   สำหรับของกลางที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจยึดได้จากการปิดล้อมตรวจค้น  8 จุด ในพื้นที่ พัทลุง และสงขลา  ประกอบด้วยอาวุธ  43  กระบอก  ปืนยาว 16 กระบอก ปื้นพกสั้น จำนวน  27 กระบอก กระสุนปืนชนิดต่าง จำนวน   237 นัด  รถยนต์และ รถ จยย จำนวน  42 คัน ไอช์ จำนวน  5กรัม และยังจับกุมผู้ต้องหาคดีสำคัญ อีก 9 รายแยกเป็นคดีฆ่า พยายามฆ่า และ พรบ อาวุธปืน  2 ราย คดีข่มขืนและรีดเอาทรัพย์จำนวน  1 ราย คดีฉ้อโกงประชาชน และยักยอก 5 ราย คดีหมิ่นประมาท1 ราย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top