Tuesday, 23 June 2026
NewsFeed

ศบค.รับทราบ ศบค.ส่วนหน้า บูรณาการ ลดติดเชื้อ จชต. ด้าน "นายกฯ” ขอบคุณทุกฝ่าย  ช่วยทำงาน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธินโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19 )หรือศบค.แถลงผลประชุมศบค.ชุดใหญ่ ว่า ที่ประชุมรับทราบการรายงานผลดำเนินการของศบค.ส่วนหน้า ตามที่พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ผอ.ศูนย์บูรณาการแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศบค.ส่วนหน้า)รายงานความคืบหน้าการทำงาน เป็นไปได้ด้วยดี จากการพบกับผู้นำศาสนาพุทธ มุสลิม เพื่อบูรณาการการป้องกันการแพร่ระบาดพบว่าแนวโน้มการติดเชื้อดีขึ้น

ซึ่งเป็นผลจากการที่ทุกภาคส่วนในพื้นที่ร่วมมือกันทำงานอย่างดี โดยนายกฯขอบคุณประชาชนทุกศาสนาที่ร่วมมือกัน และพบว่าการฉีดวัคซีนในช่วงเดือนต.ค.มีมากขึ้น จนถึงเดือนพ.ย.ที่การฉีดเข็มหนึ่งเป็นสีเขียวมากขึ้น ดังนั้นการฉีดในเข็ม2ขอให้ประชาชนไปรับการฉีดวัคซีนให้เต็มที่ เพราะวัคซีนเป็นทางรอดและทางเลือกไม่ให้ป่วย หรือเสียชีวิต และยังลดการใช้ทรัพยากรของกระทรวงสาธารณสุข 

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า เส้นกราฟการติดเชื้อเป็นที่น่าพอใจ เป็นผลจากการร่วมใจสู้ภัยโควิดของคนใต้ เป็นภาพที่น่าประทับใจ ให้เห็นว่าเราอยู่บนแผ่นเดียวกัน ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นใครชาติไหนภาษาไหน หรือคนของเราไปอยู่ต่างประเทศเราอยากให้เขาดูแลอย่างไร เราก็ต้องดูแลคนในประเทศของเรา ให้ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี เช่นเดียวกับคนต่างด้าว ที่จะเข้ามาก็ต้องได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม

ผบ.ทบ.ร่วมประชุม “ผบ.ทบ.กลุ่มประเทศอาเซียน (ACAMM) ครั้งที่ 22  แบบออนไลน์”  มุ่งสร้างความร่วมมือทางการทหารในสถานการณ์โควิดของภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า กองทัพบกกลุ่มประเทศอาเซียนได้มีการจัดประชุมผู้บัญชาการทหารบกกลุ่มประเทศอาเซียน ครั้งที่ 22 (22nd ASEAN Chiefs of Army Multilateral Meeting – 22nd ACAMM) ผ่านระบบออนไลน์ โดยในปีนี้กองทัพบกเมียนมา เป็นเจ้าภาพ ภายใต้หัวข้อ “บทบาทของกองทัพบกกลุ่มประเทศอาเซียน ในกระบวนการฟื้นฟูภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19” (The Role of ASEAN Armies in the Process of Rehabilitation After the COVID-19 Pandemic) 

ในส่วนของกองทัพบกไทย พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้เข้าร่วมประชุมในระบบดังกล่าวด้วย โดยมีผู้บัญชาการทหารบกจาก 10 ประเทศ เข้าร่วมประชุม ได้แก่ ไทย, เวียดนาม, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, เมียนมา, มาเลเซีย, ลาว, อินโดนีเซีย, กัมพูชา และบรูไน 

โดยการประชุมจัดให้มีการแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับบทบาทของกองทัพบกแต่ละประเทศในการคลี่คลายสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ในการประชุมครั้งนี้ และให้กำลังใจเพื่อนสมาชิกกลุ่มอาเซียนทุกประเทศในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการฟื้นฟูประเทศ คาดหวังว่าสถานการณ์ในภูมิภาคอาเซียนจะพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งกองทัพบกไทยได้สนับสนุนรัฐบาลแก้ไขปัญหา และคลี่คลายผลกระทบของสถานการณ์โควิด-19 ในทุกมิติ ตั้งแต่ต้นปี 2563 โดยจัดตั้ง “ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กองทัพบก” เพื่อบริหารจัดการและประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระดมทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งด้านกำลังพล, บุคลากรทางการแพทย์ และยุทโธปกรณ์ต่างๆ มาใช้ในภารกิจช่วยเหลือประชาชน นอกจากนี้บุคลากรของกองทัพบกปฏิบัติตามมาตรการพิทักษ์พลอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคง และช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเต็มศักยภาพ

ทั้งนี้ผู้บัญชาการทหารบก ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ว่าเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนให้ทุกประเทศทั่วโลก ได้ตระหนักถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่อันส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรโลกในทุกมิติ อย่างไรก็ตามสถานการณ์ดังกล่าวได้คลี่คลายลงแล้ว กองทัพบกได้เตรียมความพร้อมเข้าสู่ขั้นตอนการฟื้นฟูประเทศภายใต้แนวคิดการใช้ชีวิตในสังคม “ปกติวิถีใหม่” พร้อมร่วมมือกับกองทัพบกกลุ่มประเทศอาเซียนในการฟื้นฟูภายหลังการแพร่ระบาดโควิด-19 ผ่านกลไกต่างๆ ที่ได้จัดตั้งไว้แล้ว อาทิ ศูนย์แพทย์ทหารอาเซียน (ASEAN Centre of Military Medicine : ACMM) และการฝึกแลกเปลี่ยนในโอกาสต่างๆ มุ่งสู่การพัฒนาอาเซียนอย่างยั่งยืนภายใต้บริบทของ "ความปกติถัดไป” เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน สังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของชาติ สำหรับการประชุม ACAMM นี้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2543 ด้วยความริเริ่มของกองทัพบกไทย เป็นการประชุมหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลและสร้างความร่วมมือด้านการทหารระหว่างกองทัพบกกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในปี 2543, 2550, และ 2558 และจะครบวาระเป็นเจ้าภาพครั้งต่อไปในปี 2566 

‘ก้าวไกล’ โวยกลุ่มเซาะกร่อนบ่อนทำลายพรรค ยันชงแก้ ม.112 ไม่ล้มล้างการปกครอง

อย่าหวั่นเสียงขู่ของพวกตกยุค ‘ก้าวไกล’ ยืนยัน ข้อเสนอแก้มาตรา 112 ของพรรคไม่ล้มล้างการปกครอง ‘โรม’ จี้ ‘ประธานชวน’ เร่งบรรจุวาระเพื่อใช้สภาเป็นทางออก

รังสิมันต์ โรม ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองเลขาธิการพรรคก้าวไกล ระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยประเด็นว่า ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ของประชาชนผู้ชุมนุมถือเป็นการล้มล้างการปกครองฯ เป็นต้นมา เห็นได้ว่าเริ่มมีบางคนบางกลุ่มพยายามนำมาเป็นข้ออ้างในการเซาะกร่อนบ่อนทำลายพรรคก้าวไกล ราวกับเป็นขั้นตอนต่อไปของแผนการที่ได้ตระเตรียมมาเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นบางคนบางกลุ่มจากนอกสภาที่อ้างเหตุที่ ส.ส. ของพรรคไปประกันตัวให้ผู้ชุมนุมบ้าง หรือที่พรรคพยายามยื่นเสนอแก้มาตรา 112 ต่อสภา ซึ่งเรื่องเหล่านี้ เราก็ได้ยืนยันแล้วว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตในฐานะผู้แทนประชาชน ที่จะต้องช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน และผลักดันสิ่งที่ประชาชนเรียกร้องให้เกิดผล

ชาวอินเดีย ‘แหวกว่าย’ ฟองโฟมขาวในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ ไม่สนใจคำเตือน แม้เป็นที่สุดแห่งมลพิษในน้ำ

ชาวอินเดียแตกตื่น!! หลังแม่น้ำยมุนา หนึ่งในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ของชาวอินเดีย ในรัฐอุตตราขันฑ์ ปรากฏฟองโฟมสีขาวหนาทึบ ปกคลุมไปทั่วทั้งลำน้ำ ซึ่งคาดว่าน่าจะเกิดจากการปล่อยสารเคมีปนเปื้อนน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมรอบนอกกรุงนิวเดลี 

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข่าวปรากฏการณ์โฟมขาวบนแม่น้ำยมุนา ที่เป็นสัญญาณเตือนของมลพิษในแหล่งน้ำในระดับรุนแรง แต่ก็มิได้ทำให้เกิดการหวาดหวั่น โดยชาวอินเดียเป็นจำนวนมากกลับแห่มาเที่ยวชม แถมทั้งมาลุยน้ำ ถ่ายรูปเซลฟี่ หรือแม้แต่ดำน้ำชำระกาย 

เหตุผลเพราะชาวฮินดูมีความเชื่อว่า นี่เป็นสายน้ำศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากต้นน้ำของแม่น้ำยมุนา มาจากธารน้ำแข็งละลายจากยอดเขาบันดารปูจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัยตอนล่าง มีความยาว 1,376 กิโลเมตร ก่อนจะไหลรวมกับแม่น้ำคงคาที่เมืองประยาคราช อีกทั้งยังเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญที่สุดของกรุงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย ที่มีประชากรอยู่อย่างหนาแน่นมากกว่า 20 ล้านคน โดยมากกว่าครึ่งของชาวกรุงแห่งนี้ อาศัยน้ำจากแม่น้ำยมุนามาใช้ในชีวิตประจำวันอีกด้วย

‘ชัยวุฒิ’ เผยรู้ตัวมือแฮกเว็บศาลรธน. รับกู้คืนยาก ยันไม่มีข้อมูลเสียหาย

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวถึงกรณีที่เว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญถูกแฮกเกอร์โจมตี ว่า ล่าสุดได้ระงับการเข้าถึงเว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว จากการตรวจสอบพบว่า ยังไม่มีข้อมูลที่ได้รับความเสียหาย เป็นเพียงการดิสเครดิต ทั้งนี้พบว่า ศาลฯ จ้างบริษัทเอกชนรายหนึ่งเข้ามาดูแล คาดว่าบริษัทนี้คงไม่มีมาตรการป้องกันที่เพียงพอ จึงมีช่องให้แฮกเกอร์ยึดเว็บไซต์ สันนิษฐานว่า ข้อมูลชื่อผู้ใช้ (ยูสเซอร์เนม) และรหัสผ่าน (พาสเวิร์ด) อาจหลุดจากแอดมิน หรือแฮกเกอร์ภายนอกอาจลองเจาะระบบ ซึ่งอยู่ในระหว่างการสืบสวน

ส่วนที่หลายฝ่ายเชื่อมโยงว่า เกี่ยวข้องกับที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย #ม็อบ10สิงหา ว่าเข้าข่ายล้มล้างการปกครอง นายชัยวุฒิ กล่าวว่า รู้อยู่แล้วว่ากลุ่มไหนที่พยายามแฮกเข้ามา เป็นการเตรียมการไว้ล่วงหน้าก่อนวันที่ 10 พฤศจิกายน ที่ศาลจะมีคำวินิจฉัย เบื้องต้นกระทรวงดิจิทัลจะร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เพื่อสืบหาผู้กระทำผิด โดยสามารถตรวจสอบหาคนแฮกได้โดยดูจากระบบตรวจสอบการบุกรุก แต่อาจไม่ง่ายอย่างที่คิด และต้องใช้เวลา ส่วนการกอบกู้คงยาก เพราะเว็บไซต์ถูกขโมยเอายูสเซอร์เนมและพาสเวิร์ดไป

แรงงาน 3 สัญชาติ เฮ! ศบค. เคาะ นำเข้า MoU ตามกระทรวงแรงงานเสนอ 

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยหลังประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ครั้งที่ 18/2564 ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางการนำแรงงานต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด -19 ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ โดยกล่าวว่า กระทรวงแรงงานจะเปิดให้มีการนำเข้าแรงงานตาม MoU ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คาดว่าหลังวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 นายจ้างสามารถยื่นความต้องการจ้างแรงงานที่กรมการจัดหางานได้เลย 

โดยแรงงานต่างด้าวที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยต้องเข้ารับการกักตัว และตรวจหาเชื้อโควิด - 19 ตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 สำหรับแรงงานต่างด้าวที่ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว ต้องกักตัว 7 วัน หากฉีด 1 เข็ม หรือยังไม่เคยรับวัคซีน จะต้องกักตัว 14 วัน ระหว่างกักตัวจะมีการตรวจหาเชื้อโควิด ด้วยวิธี RT – PCR 2 ครั้ง โดยให้นายจ้าง/สถานประกอบการ รับผิดชอบค่าใช้จ่าย ซึ่งประกอบด้วยค่าสถานที่กักกัน วันละ 500 – 1,000 บาท และค่าตรวจหาเชื้อโควิด 2 ครั้ง รวม 2,600 บาท กรณีคนต่างด้าวติดเชื้อฯ นายจ้างหรือบริษัทประกันภัยเป็นผู้รับผิดชอบค่ารักษา ซึ่งวันสุดท้ายของการกักตัวแรงงานต่างด้าวที่ยังรับวัคซีนไม่ครบเกณฑ์ จะได้รับการฉีดวัคซีนโดยกระทรวงแรงงานเป็นผู้จัดหาให้ ในส่วนของเข็มที่ 2 กระทรวงแรงงานจะประสานสาธารณสุขจังหวัดปลายทางเพื่อนัดหมายฉีดวัคซีนให้แก่แรงงานต่างด้าวตามกำหนด โดยนายจ้างจ่ายแค่ค่าบริการทางการแพทย์

“กระทรวงแรงงานได้รับข้อสั่งการจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงแรงงาน ให้เตรียมความพร้อมในเรื่องดังกล่าวล่วงหน้า เพื่อให้นายจ้าง และสถานประกอบการมีแรงงานที่เพียงพอในการขับเคลื่อนกิจการตลอดจนเศรษฐกิจของประเทศ แก้ไขปัญหาการลักลอบเข้าเมือง สามารถควบคุม ป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้อย่างเป็นระบบ และเพื่อให้แรงงานต่างด้าวได้เข้าสู่ระบบการจ้างงานที่ถูกกฎหมาย เกิดประโยชน์แก่ประเทศไทยทั้งด้านเศรษฐกิจ สาธารณสุข ความมั่นคง และระบบการจ้างงานของประเทศ ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าว

ด้านนายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า การนำแรงงานต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศตาม MoU ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 มีค่าใช้จ่ายรวมในการนำเข้าฯ ระหว่าง 11,490 – 22,040 บาทต่อคนต่างด้าว 1 คน ประกอบด้วยค่าตรวจโควิด 2 ครั้ง 2,600 บาท ตรวจลงตราวีซ่า (2 ปี) 2,000 บาท ใบอนุญาตทำงาน (2 ปี) 1,900 บาท ตรวจสุขภาพ 6 โรค 500 บาท ค่าประกันสุภาพรวมโรคโควิด-19 (บริษัทประกันภัยเอกชน (4 เดือน)) 990 บาท ค่าบริการทางการแพทย์ (ฉีดวัคซีน) 50 บาท  และค่าสถานที่กักตัว (วันละ 500 – 1,000 บาท) กักตัว 7 วัน 3,500/7,000 บาท และกักตัว 14 วัน 7,000 – 14,000 บาท  โดยมีแนวทางการดำเนินการ 7 ขั้นตอน ดังนี้ 

‘หมอแล็บแพนด้า’ เตือนวัยรุ่น อย่าหาทำ เจาะเลือดใส่หลอดแก้วห้อยคอ - เสี่ยงติดเชื้อ

เพจเฟซบุ๊กหมอแล็บแพนด้าของ ทนพ. ภาคภูมิ เดชหัสดิน นักเทคนิคการแพทย์ หัวหน้างานตรวจโรคติดเชื้อทางโลหิตวิธีอณูชีววิทยา ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ โพสต์ภาพที่มีลักษณะของการเจาะเลือดบริเวณหลังมือและนำไปใส่ขวดแก้วเล็ก ๆ จากนั้นนำไปห้อยคอ พร้อมระบุข้อความว่า

อย่าหาทำนะครับ เจาะเลือดใส่หลอดแก้วแล้วเอามาห้อยคอ ถ้าเทคนิคการเจาะไม่สะอาดจะติดเชื้อได้ แถมบางคนจะเอามาแลกกันใส่ก็มี ระวังหลอดแตกแล้วติดเชื้อกันเด้อออ
สรรหาจริงจริ๊งงงง 5555

เร่งแก้ราคาหมูแพง พาณิชย์เตรียมเปิดจุดขายราคาถูก 400 แห่งทั่วปท.

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงปัญหาราคาเนื้อหมูที่ปรับตัวสูงขึ้นมากจนทำให้ราคาเนื้อหมูปลายทางมีราคาสูงขึ้นอย่างมากในขณะนี้ ว่า ปัญหามาจากผลกระทบน้ำท่วมในหลายพื้นที่ที่เลี้ยงสุกรในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา รวมทั้งต้นทุนของผู้เลี้ยงสุกรมีราคาสูงขึ้น โดยเฉพาะวัตถุดิบ เช่น ข้าวโพคเลี้ยงสัตว์ที่มีราคาสูงขึ้นเท่าตัว ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงหมูขยับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น จึงได้สั่งการให้กรมการค้าภายในไปเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนแล้ว

ทั้งนี้ เพื่อลดผลกระทบกรมการค้าภายใน อยู่ระหว่างหารือร่วมกับสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมมือกันจัดทำโครงการจำหน่ายเนื้อหมูราคาพิเศษขึ้นมาใน 400 จุดทั่วประเทศ ในราคาต่ำกว่าท้องตลาด คาดว่า จะดำเนินการได้ในเร็ว ๆ นี้

‘หริรักษ์’ กระชากหน้ากาก ปฏิรูปแบบ 3 นิ้ว เป้าหมายแท้จริง = ล้มล้างสถาบันฯ

รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ว่า...

‘ปฏิรูปไม่เท่ากับล้มล้าง’

‘ถ้าปฏิรูป คือ การล้มล้าง แล้วรัฐประหาร คือ อะไร?’

การปฏิรูป ก็คือ ความเหมาะสม คือ การเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมหรือเพื่อทำให้ดีขึ้น จะค่อยเป็นค่อยไป หรือจะทำอย่างรวดเร็วก็ได้

การล้มล้าง คือ การทำลาย การล้มล้างไม่จำเป็นต้องใช้กำลัง ก็เรียกว่าเป็นการล้มล้างได้

รัฐประหาร คือ การใช้กำลัง หรือบีบบังคับเพื่อยึดอำนาจ ส่วนใหญ่จะหมายถึงยึดอำนาจการปกครองของรัฐบาลที่ครองอำนาจอยู่

ไม่มีใครบอกว่า ‘การปฏิรูป’ เท่ากับ ‘การล้มล้าง’ และไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่รู้ว่า ปฏิรูปไม่เท่ากับล้มล้าง แต่เป็นพวกที่เคลื่อนไหวกันในขณะนี้ รวมทั้งสาวก และแนวร่วม ที่ออกมาประสานเสียงกันว่า ปฏิรูปไม่เท่ากับล้มล้างนั่นแหละ ที่ไม่รู้ว่าการปฏิรูปแตกต่างกับการล้มล้างอย่างไร

คำพูดที่บอกว่าไม่ใช่เป็นการล้มล้าง ไม่อาจบ่งบอกความจริงได้ แต่การกระทำต่างหากจึงจะบอกได้ เพราะกรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา 

ตลอดเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา ลองมองย้อนกลับไปดูการกระทำและการแสดงออกของกลุ่มคนกลุ่มนี้ว่า พวกเขาทำอะไรกันบ้าง

การแสดงออกในทางเหยียบย่ำ หมิ่นแคลน ข่มขู่ เช่น…

การโจมตีด้วยถ้อยคำหยาบคาย การเผาพระบรมฉายาลักษณ์ สาดสีใส่พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งของสมเด็จพระพันปีหลวงและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง 

ใช้กิโยตินเป็นสัญลักษณ์ข่มขู่ ทั้งในการชุมนุม และใน Social Media ทำทุกวิถีทางผ่านสื่อที่เป็นพวกเดียวกันสร้างและเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นลบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน ทำให้คนเชื่อว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ขัดขวางความเจริญของประเทศ 

‘จรัญ ภักดีธนากุล’ ลั่น ไม่หวั่นคำขู่ หลังถูกขู่ทำร้าย ปมเห็นพ้องกับศาลรธน.

'จรัญ-อดีตตุลาการศาลรธน.' เผยเคยถูกขู่ หลังมีความเห็นไปในทางเดียวกับศาลรธน. ลั่นคนทำงานขนาดนี้ ไม่มีใครกลัวหรอก พร้อมตายทุกเมื่อ เชื่อ คำวินิจฉัยล้มล้างการปกครอง เพราะต้องการจะป้องปราม

12 พ.ย. 64 นายจรัญ ภักดีธนากุล ผู้อำนายการหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวตอนหนึ่งระหว่างการบรรยายพิเศษ ให้กับนักศึกษาหลักสูตรการพัฒนาการเมือง และการเลือกตั้งระดับสูงรุ่นที่ 12 ในหัวข้อธรรมาภิบาลกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปด้านการเมือง

ทั้งนี้ในช่วงท้าย ของการบรรยาย มีนักศึกษา ถามถึงความเห็นต่อคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีการล้มล้างการปกครอง นายจรัญ ได้กล่าวว่า คำวินิจฉัยของศาลดังกล่าวเชื่อว่า ต้องการจะออกมาเตือน ป้องปรามว่าการกระทำของกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวไม่มีขอบเขตผิดกฎหมายและมีความผิดระดับร้ายแรงเพราะหากถือตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ถือว่าร้ายแรงมากจึงเหมือนอยากจะให้ถอยกันให้หมด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top