Monday, 22 June 2026
NewsFeed

“รองโฆษกรัฐบาล” ชี้ ดัชนีความเชื่อมั่นจชต.ขยับดี เร่ง การค้าชายแดนเปิดด่านเพิ่ม คู่เดินหน้าแผนบูรณาการสร้างสังคมพหุวัฒนธรรม

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์ภาคใต้ ว่า ความเชื่อมั่นจังหวัดชายแดนใต้ปรับตัวสูงขึ้น เช่นเดียวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ที่มีแนวโน้มดีขึ้น โดยสำนักงานโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่าดัชนีความเชื่อมั่นจังหวัดชายแดนใต้ไตรมาสที่ 3 ปี 2564 จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ประมาณ 34,000 คน ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา และสตูล ความเชื่อมั่นอยู่ที่ระดับ 51.87 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 50.90 จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลจากความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและด้านสังคมที่มีมากขึ้น

น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกฯยินดีกับผลการสำรวจดังกล่าว เนื่องจากผลการดำเนินนโยบายรัฐ ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มุ่งเน้นทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกัน ทั้งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)และ สำนักงานโยบายและยุทธศาสตร์การค้า(สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ตลอดจนหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน เพื่อดำเนินงานตามแผนบูรณาการที่หนุนเสริมใน 2 มิติ คือ 1.การพัฒนาตามศักยภาพพื้นที่ ในระดับฐานราก 290 ตำบล 

มุ่งเน้นการแก้ปัญหาความยากจนตามฐานข้อมูล คือ ด้านสุขภาพ ,ความเป็นอยู่ ,การศึกษา,รายได้ และด้านการเข้าถึงบริการภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน 2.การพัฒนาเสริมสร้างความมั่นคง มุ่งเน้น 3 ด้าน คือ ด้านการสร้างความเข้มแข็งสังคมพหุวัฒนธรรม ส่งเสริมให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการดำเนินชีวิตตามหลักความเชื่อ ศาสนา การประกอบศาสนกิจ การจัดงานประเพณีวัฒนธรรมต่าง และสร้างความเป็นธรรมและความเท่าเทียม ด้านการเยียวยา มุ่งเน้นเยียวยาทั้งร่างกาย จิตใจ และความสูญเสียทางทรัพย์สินต่อผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบอย่างทั่วถึงเป็นธรรม และด้านการเสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่ รวมถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ในการสร้างความร่วมมืออันดีจากองค์กรต่าง ๆ ทั้งภายในและต่างประเทศ

‘ภูมิใจไทย’ ดัน นโยบายกัญชา สุดตัว ยกระดับจากสิ่งผิดกม. ให้เป็นพืชเศรษฐกิจ

ถึงจะโดนเรื่องโควิด-19 กลบ จนเรื่องกัญชา ต้องหายเงียบ แต่ในความเงียบ กลับมีความเคลื่อนไหว ที่สะท้อนความคืบหน้าในนโยบายกัญชา ซึ่งเป็นเดิมพันสำคัญของพรรค “ภูมิใจไทย”

รู้หรือไม่ ??? จากในอดีตที่กัญชา มีสถานะเป็น “สิ่งเสพติด” หากแม้นมีการครอบครอง ไปจนถึงนำมาใช้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดล้วน “ผิดกฎหมาย” เป็นผู้ร้ายตลอดกาล ปัจจุบัน ประเทศไทยคลายล็อกให้สามารถปลูกกัญชาได้อย่างถูกกฎหมายแล้ว กัญชากำลังค่อยๆ เปลี่ยนบทบาทให้กลายเป็น “พระเอก” มากยิ่งขึ้น จนไทยได้ชื่อว่ามีความก้าวหน้าในเรื่องการนำกัญชามาใช้ ที่ก้าวหน้าที่สุดในอาเซียน

รู้หรือไม่ ? วันนี้ ประชาชนสามารถเข้าถึงการปลูกกัญชาได้อย่างถูกกฎหมายแล้วกว่า 1.6 ล้านตารางเมตร

รู้หรือไม่ ? ในปี 2564 เพียงปีเดียวสินค้าที่มีกัญชาเป็นส่วนผสม มีมูลค่าในตลาดสูงถึงกว่า 7 พันล้านบาท

รู้หรือไม่ ? ประเทศไทย มีคลินิกกัญชาแล้วใน 760 โรงพยาบาลทั่วประเทศ

รู้หรือไม่ ? มีประชาชนกว่า 7.6 หมื่นคน ใช้บริการคลินิกกัญชา เป็นทางออกในการรักษาโรค

เหล่านี้คือปรากฏการณ์ ที่เกิดขึ้นแล้ว ในประเทศไทย และเป็นเครื่องยืนยันความคืบหน้าของนโยบายกัญชาเสรี

เป็นผลจากการทุ่มกาย เทพลัง ตลอด 2 ปีเศษ ที่พรรคภูมิใจไทย “ต้อง” ผลักดันนโยบายกัญชาทางการแพทย์ให้ไปข้างหน้า เนื่องเพราะเป็นนโยบายสำคัญที่ทำให้พรรคโกยคะแนนเลือกตั้ง กระทั่งได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล และหัวหน้าพรรคอย่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อผลักดันให้นโยบาย เกิดความเป็นรูปธรรม ตามแผนบันได 3 ขั้น เริ่มจากแก้กฎหมาย ให้กลายเป็นพืชสมุนไพร ใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ไปจนถึงเป็นพืชเศรษฐกิจ แก้ปัญหาปากท้องประชาชน

ซึ่งการก้าวขึ้นบันไดแต่ละขั้นนั้น ไม่ใช่เรื่องหมู ต้องฝ่าฟัน “ความเชื่อ” จากสังคมไทย จำนวนไม่น้อย ที่ยังปฏิเสธกัญชา ขณะที่กฎเกณฑ์ระหว่างประเทศ ก็เป็นดั่งกำแพงที่ยากจะปีนข้าม มีเพียงการค่อยแก้กฎหมายทีละชั้นอย่างละเอียดรอบคอบที่สุด ถึงจะสามารถคลายล็อกกัญชาได้

ข้อเท็จจริงคือ ประเทศไทยอยู่ภายใต้อนุสัญญาเดี่ยวว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ค.ศ. 1961 แก้ไขโดยพิธีสาร ค.ศ. 1972 และอนุสัญญาว่าด้วยวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ค.ศ. 1971 ซึ่งอนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับนี้ยินยอมให้ใช้กัญชาทางการแพทย์หรือวิทยาศาสตร์ได้ แต่รัฐบาลต้องคำนึงถึงความปลอดภัยต่อสุขภาพและการป้องกันการรั่วไหลไปยังตลาดมืด ซึ่งรัฐบาลต้องมีการข้อกำหนดที่ชัดเจนในการอนุญาตให้ผลิตปลูกหรือใช้กัญชาทางการแพทย์ที่จะต้องดำเนินการโดยมีระบบใบอนุญาต (Licensing System) เพื่อให้มั่นใจว่าตลาดกัญชาของรัฐนั้น ๆ จะไม่เกินความต้องการใช้ทางการแพทย์และทางวิทยาศาสตร์”

โดยมีคณะกรรมการการควบคุมยาเสพติดระหว่างประเทศจะเป็นหน่วยงานที่เป็นกลไกกำกับดูแลการปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติของอนุสัญญาฯ ประเทศภาคีสมาชิกจะต้องรายงานให้ทราบเกี่ยวกับการดำเนินการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทที่ผิดกฎหมาย

นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้ประเทศไทย ต้องนำเรื่อง “การแพทย์” มานำร่องเรื่องกัญชา เป็นไฟต์บังคับ ที่นายอนุทิน ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขทราบดี ซึ่งนายอนุทิน ค่อย ๆ ขยับแก้กฎหมายไปทีละขยัก ผ่านอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เริ่มจากวันที่ 6 สิงหาคม ปี 2562 ได้ ลงนามระเบียบกระทรวงสาธารณสุข รับรองสถานะหมอพื้นบ้าน เปิดช่องให้หมอพื้นบ้านใช้กัญชา เป็นส่วนผสมในตำรับยา 

ขณะเดียวกัน ยังได้ผลักดันให้ “วิสาหกิจชุมชน” ทั่วประเทศ ปลูกกัญชา สำหรับส่งไปยังโรงพยาบาลสำหรับใช้ผลิตยา เพื่อเตรียมใช้ในคลินิกกัญชา ที่จะเกิดขึ้นในปีเดียวกัน พร้อมไปกับการปลดล็อกให้สารสกัดจากกัญชา ทั้ง THC และ CBD ไม่เป็นยาเสพติด ตามเงื่อนไขที่กำหนด เหล่านี้เกิดขึ้นเพื่อให้สามารถนำกัญชาไปในทางการแพทย์ได้ โดยมีเงื่อนไขน้อยที่สุด ขณะที่แหล่งผลิต ที่เกิดขึ้นจะกลายมาเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบในเชิงเศรษฐกิจด้วย

ซึ่งการเปลี่ยนร่างกัญชาจากพืชสมุนไพร สู่พืชเศรษฐกิจนั้น ต้องย้อนกลับไป ในวันที่ นายอนุทิน นำกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศกระทรวง เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 (ฉบับที่ 2) เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2563 ให้บางส่วนของต้นกัญชาและกัญชงไม่จัดเป็นยาเสพติด

ส่วนต่าง ๆ ของกัญชาที่ไม่จัดเป็นยาเสพติด ได้แก่ เปลือก ลำต้น เส้นใย กิ่งก้าน ราก ใบ ซึ่งไม่มียอดหรือช่อดอกติดมาด้วย สารสกัด CBD ที่มี THC ไม่เกินร้อยละ 0.2% และกากที่เหลือจากการสกัดกัญชา ซึ่งต้องมี THC ไม่เกิน 0.2%

ประชาชน เอกชน สามารถใช้ประโยชน์จากส่วนเหล่านี้ได้ แต่มีข้อกำหนดว่าต้องได้มาจากสถานที่ปลูกหรือผลิตในประเทศ ซึ่งได้รับอนุญาตแล้วเท่านั้น

เมื่อสามารถนำส่วนต่าง ๆ ของกัญชามาใช้ประโยชน์ได้ทั่วไปแล้ว จึงเห็นร้านค้าจำนวนมาก นำวัตถุดิบจากกัญชามาใช้เพิ่มมูลค่าในผลิตภัณฑ์ ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม และเครื่องสำอาง สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการเป็นจำนวนมหาศาล จนกัญชาได้ชื่อว่าเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจสำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อย จากที่กัญชาต้องหลบเร้นอยู่ในมุมมืด การแก้กฎหมายที่ผ่านมา ทำให้เราได้มีโอกาสทานบราวนี่กัญชา ชาที่ทำมาจากกัญชา ข้าวผัดกัญชา พิซซ่ากัญชา ไปจนถึงใช้เครื่องสำอาง ที่มามีส่วนผสมของกัญชาประกอบอยู่

Apple คืนชีพโรงหนังเก่าในลอสแอนเจลิส ไม่ทุบทิ้ง แต่เพิ่มพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์

จากเพจเฟซบุ๊ก Reporter Journey ได้โพสต์เรื่องราวเกี่ยวกับการคืนชีพโรงหนังเก่าในสหรัฐอเมริกาภายใต้บริษัท Apple โดยไม่จำเป็นต้องทุบทิ้ง แถมยังผสมผสานพื้นที่สร้างสรรค์ใหม่ ๆ เพื่อนำพาสถาปัตยกรรม อาคารดั้งเดิมแห่งนี้ ข้ามกาลเวลามาสู่โลกปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจ ว่า...

Apple Tower Theatre การคืนชีพโรงหนังเก่าในลอสแอนเจลิส
คงตัวอาคารดั้งเดิมไม่ทุบทิ้ง เพิ่มพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์

แม้โลกของเทคโนโลยีจะก้าวเดินไปข้างหน้า และนับวันจะยิ่งก้าวเร็วขึ้นกว่าจนแทบจะตามทันได้ยาก แต่ในวันที่โลกกำลังหมุนไปเพื่อก่อเกิดสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมานั้น กลับยังคงมีความพยายามเก็บรักษามรดกจาก “อดีต” ที่มีความสวยงาม รุ่งเรือง และคลาสสิก ของหลายสิ่งที่ทรงคุณค่าต่อประวัติศาสตร์ และเป็นดั่งเครื่องบันทึกความทรงจำแห่งกาลสมัยเอาไว้ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ถึงความสวยงามรุ่งเรืองในอดีต

ใคร ๆ ต่างก็รู้ว่า ‘Apple’ เป็นบริษัทที่มีนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยของโลกยุคนี้ แต่ในความล้ำสมัยนั้น กลับยังคงไม่ลืมเก็บรักษาสิ่งเก่าแก่ที่สวยงามเอาไว้ พร้อมปรับปรุงให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง และเข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง

ดังเช่น ‘Apple Tower Theatre’ ซึ่งเป็นร้านค้าของ Apple ในนครลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนให้โรงภาพยนตร์เก่าแก่อายุเกือบร้อยปี ที่เคยถูกทิ้งร้างจากการเสื่อมความนิยมเมื่อราว 30 กว่าปีก่อน ให้กลายมาเป็นร้านค้าของแบรนด์ที่มีความสวยงาม คงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมดั้งเดิม เพิ่มเติมด้วยพื้นที่ใช้สอยที่เหมาะแก่การค้าและการทำกิจกรรมของแบรนด์อีกด้วย

เดิมทีอาคารแห่งนี้มีชื่อว่า ‘The Tower Theatre’ เป็นโรงภาพยนตร์เก่าแก่ที่ถูกออกแบบและก่อสร้างในปี 1927 หรือเมื่อ 94 ปีที่แล้ว โดย S. Charles Lee สถาปนิกโรงภาพยนตร์ชื่อดังของยุค ที่ต้องการสร้างออกมาในสไตล์ศิลปะฟื้นฟูบาโรก (Baroque) ซึ่งความสำคัญของโรงภาพยนตร์นี้ก็คือ เป็นแห่งแรกในลอสแอนเจลิสที่ฉายภาพยนตร์แบบมีเสียง และยังติดตั้งเครื่องปรับอากาศเป็นที่แรกของเมืองนี้อีกด้วย

The Tower Theatre ได้เปิดให้บริการสร้างความสุขให้กับผู้คนมายาวนานถึง 61 ปี ก่อนที่จะเสื่อมความนิยมลง เพราะเริ่มมีโรงภาพยนตร์ใหม่ ๆ ที่ทันสมัยกว่าเกิดขึ้นมากมาย สุดท้ายก็ต้องมีการปิดตัวลงในปี 1988 และถูกปล่อยทิ้งร้างไว้ยาวนานโดยที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลยถึง 33 ปี

กกต.โชว์สีบัตรเลือกตั้งอบต. สีแดงเลือกนายก-สีน้ำเงินเลือกส.อบต. ‘สมชัย’เตือน กกต.ใสซื่อ หวั่นเปิดช่องทุจริตเลือกตั้งได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้มีการเผยแพร่สีบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 28 พ.ย.นี้ โดยมีรูปบัตรเลือกตั้ง 2 แบบ คือ บัตรเลือกนายก อบต. จะเป็นบัตรสีแดง พื้นบัตรสีแดงอ่อน และบัตรเลือกสมาชิกสภา อบต. จะเป็นบัตรสีน้ำเงิน โดยพื้นบัตรเป็นสีน้ำเงินอ่อน

ขณะที่ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเมืองและการพัฒนา มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์รูปพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีดังกล่าวว่า  “มาตรฐานใหม่ของ กกต. การเผยแพร่รูปแบบและสีบัตร ก่อนวันเลือกตั้ง” โดยระบุว่า ในอดีตสีบัตรเลือกตั้งจะเป็นความลับ มีคนรู้ไม่กี่คน และบอกให้ประชาชนรู้เมื่อถึงวันเลือกตั้งเท่านั้น  เพื่อป้องกันการพิมพ์บัตรปลอมหรือป้องกันการทุจริตการเลือกตั้ง กกต. ชุดปัจจุบันกลับคิดต่าง 

 

‘หมอบุญ’ รับอยู่ในรถ Benz แต่ไม่ใช่วีไอพี แจง ถนนเป็นวันเวย์ คู่กรณีต่างหากขับสวนเลน

กรณีโลกออนไลน์ แชร์คลิปจากสาวใจเด็ด ยืนยันไม่หลบรถ หลังเจอตำรวจนำขบวนรถหรูวิ่งเลนย้อนศร ซึ่งภายหลังพบว่าเป็นตำรวจของ สน.มักกะสัน โดยอ้างว่าขี่รถย้อนไปจัดการอำนวยความสะดวกเรื่องการจราจร

โดยคลิปดังกล่าว เป็นคลิปวิดีโอของสาวรายหนึ่ง ที่แชร์ลงโซเชียลจะเห็นว่าภายในคลิปเหตุการณ์ มีรถเบนซ์สีขาวขับสวนย้อนเลน โดยมีรถจักรยานยนต์ตำรวจขับอยู่ด้านหน้าลักษณะเหมือนนำขบวนมา  ซึ่งช่วงที่รถจักรยานยนต์ของตำรวจขับมาใกล้รถยนต์สาวเจ้าของคลิป สาวรายนี้ได้บอกกับตำรวจว่า ไม่หลบให้ เพราะ เธอขับรถมาทางหลักตามปกติไม่ได้ทำผิดกฎจราจร ซึ่งตำรวจในคลิปบอกว่า กำลังอำนวยจราจรอยู่ ก่อนจะเบี่ยงขวา เข้าไปในช่องการจราจรของตัวเอง เช่นเดียวกับรถเบนซ์สีขาว และรถคันอื่น ๆ ที่ขับตามมา

หลังมีการเผยแพร่คลิปนี้ ออกมามีการวิจารณ์อย่างหนัก ว่าเข้าข่ายผิดกฎจราจร และตั้งคำถามว่าเป็นรถของใครทำไมถึงมีอภิสิทธิ์ขับสวนเลนโดยมีรถของตำรวจนำขบวน

ทราบภายหลังว่ารถจักรยานยนต์ของตำรวจคันดังกล่าวเป็นของ สน.มักกะสัน โดยเพจเฟซบุ๊ก “อาร์ท เอกรัฐ” ผู้สื่อข่าว ได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ หลังจากสอบถามไปยังผู้กำกับ สน.มักกะสัน พบว่ารถจักรยานยนต์ตำรวจคันแรกเป็นของตำรวจจราจร สน.มักกะสัน จริง แต่คันที่สองไม่ใช่รถตำรวจจราจรของ สน.มักกะสัน ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการนำขบวนอย่างที่หลายคนเข้าใจ

โดยรถจักรยานยนต์ตำรวจจราจรของ สน.มักกะสัน ขี่สวนเลนเพื่อจะขึ้นไปปิดกั้นทางจราจร ซึ่งตำรวจนายนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ใหม่ เพิ่งเข้ามาปฏิบัติงาน จึงไม่ได้ปิดกั้นเลน เพื่อให้วิ่งแบบ one way แต่แรก ทำให้มีรถวิ่งสวนเข้ามาอย่างที่เห็นในคลิปหลายคัน

'โฆษกรัฐบาล' เผย รายงานภาวะเศรษฐกิจกันยายน 64  โชว์จัดเก็บภาษีขยายตัวที่ร้อยละ 14.8 ต่อปี ภาษี VAT ขยายตัวที่ร้อยละ 8.6 นทท. ต่างชาติเข้าประเทศกว่า 1.2 หมื่นคน  เชื่อเศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วในปี 2565

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย รายงานภาวะเศรษฐกิจเดือนกันยายน เปิดเผยตัวเลข สะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยที่ดีขึ้น อาทิ ด้านการท่องเที่ยว โดยในเดือน ก.ย. 64 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศจำนวน 12,237 คน ขยายตัวที่ร้อยละ 100.0 ต่อปี  ทั้งนี้ รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ (หลังหักจัดสรรให้ อปท.) ในเดือน ก.ย. 64 ขยายตัวที่ร้อยละ 14.8 ต่อปี ขณะที่ภาษีมูลค่าเพิ่มที่รัฐบาลจัดเก็บได้ ณ ระดับราคาคงที่ในเดือน ก.ย. 64 ขยายตัวที่ร้อยละ 8.6 ต่อปี   ภาคการส่งออกสินค้ามีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยในปี 2564 ขยายตัวที่ร้อยละ 16.3 ต่อปี ด้านภาคการเกษตร ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรกรรมในเดือน ก.ย. 64 ขยายตัวที่ร้อยละ 4.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

นอกจากนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลังยังคาดการณ์ว่าปี 2565   เศรษฐกิจไทยในจะขยายตัวเร่งขึ้นมาอยู่ในช่วงร้อยละ 4.0 ต่อปี โดยคาดว่านักท่องเที่ยวต่างประเทศจะเดินทางเข้ามาในประเทศไทยจำนวน 7 ล้านคน ในขณะที่การส่งออกสินค้าคาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 3.8 ต่อปี ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวของภาคธุรกิจ การจ้างงาน และการบริโภคภายในประเทศ 

'ประกันสังคม' เพิ่มช่องทางรับชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) กับธนาคาร บีเอ็นพี พารีบาส์ ฟรีค่าธรรมเนียม

นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงการดำเนินงานของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ในการเพิ่มช่องทางการให้บริการรับชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) โดยได้ร่วมกับธนาคาร บีเอ็นพี พารีบาส์ ให้บริการนายจ้างสามารถส่งข้อมูลเงินสมทบผ่าน ระบบ e-Service ของสำนักงานประกันสังคม และชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) ของธนาคาร บีเอ็นพี พารีบาส์ ผ่านบริการ e-SSO Payment Services

ซึ่งระบบของธนาคารจะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 08.30 น. ถึง 17.00 น. ของแต่ละวัน ฟรีค่าธรรมเนียม และสามารถพิมพ์ใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) ได้จากเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคมหลังจากชำระเงินเรียบร้อยแล้ว นายจ้างสามารถสมัครใช้บริการของธนาคารหรือสอบถามการใช้บริการได้ที่ ฝ่ายบริการลูกค้าธนาคาร บีเอ็มพี พารีบาส์ เบอร์โทรศัพท์ 02-017-8635 และ Email : [email protected] เริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2564 เป็นต้นไป

 

รัฐบาลยันระบบขอมาตรฐาน SHA ไม่ล่ม ชี้เอกชนแห่ขอเพียบ

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการยื่นเรื่องลงทะเบียน SHA Plus สำหรับร้านอาหาร สถานประกอบการ ธุรกิจท่องเที่ยว เพื่อได้รับสัญลักษณ์ SHA Plus ผ่านเว็บไซต์ www.thailandsha.com ยืนยันว่าระบบไม่ล่ม และไม่ได้ล่าช้า หลังจากมีผู้ประกอบจำนวนมาก ให้ความสนใจยื่นขอเข้ามาในช่วงนี้ ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 4 พ.ย. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แจ้งว่ามีสถานประกอบการในกรุงเทพฯ ที่ผ่านมาตรฐานแล้ว 4,272 แห่ง

ทั้งนี้เจ้าของธุรกิจสามารถยื่นเรื่องลงทะเบียน SHA Plus ได้ที่ททท. นอกเหนือจากระบบออนไลน์อีกด้วย ขอยืนยันว่าระบบขั้นตอนการขอไม่ยุ่งยาก เอกสารที่ใช่ในการยื่นขอเพียง ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ แบบแสดงรายการส่งเงินสมทบ ใบเสร็จรับเงินกองทุนประกันสังคมมาตรา 33 และรายชื่อลูกจ้าง/พนักงาน พร้อมเอกสารรับการฉีดวัคซีนของพนักงานในสถานประกอบการมากกว่า 70% เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว และผู้เดินทางว่ากิจการ/สถานประกอบการ ได้รับมาตรฐานความปลอดภัยด้านสาธารณสุข 

บุกจับผับพัทยา ปล่อยนักท่องเที่ยวจิบมึนในร้าน พบตบตาด้วยการใส่แก้วพลาสติกสีขุ่น

(3 พ.ย. 64) พ.ต.อ.เมฒาวิศ ประดิษฐ์ผล รอง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี รรท.ผกก.สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา ออกตรวจตราความเรียบร้อยในพื้นที่ เพื่อเตรียมต้อนรับการจัดแสดงพัทยามิวสิก เฟสติวัล 2021 ที่จะมาถึงในวันที่ 5 - 6 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ 

ทว่าระหว่างออกตรวจได้พบสถานบริการชื่อร้าน ‘ลิซ่า ออนเดอะ บีช’ ลักลอบปล่อยปละละเลยให้นักท่องเที่ยวดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้าน ซึ่งฝ่าฝืนคำสั่งของคณะควบคุมโรคติดต่อจังหวัดชลบุรี 

กาฬสินธุ์ - ชาวนาสุดช้ำ!! ขายข้าวเปลือก ก.ก.ละ 5 บาท ถูกกว่าบะหมี่สำเร็จรูป

ชาวนาที่จังหวัดกาฬสินธุ์สุดช้ำ ราคาตลาดรับซื้อข้าวเปลือกยังตกต่ำ โดยข้าวเปลือกเหนียวเพียงกิโลกรัมละ  5-6 บาท ถูกกว่าบะหมี่สำเร็จรูป ทำให้ประสบปัญหาขาดทุนซ้ำซาก แถมค่าจ้างรถเกี่ยวสูงไร่ละ 600-800 บาท ไม่มีเงินชำระหนี้ค่าปุ๋ย ค่าแรง และหนี้ ธกส.อนาคตอาจเลิกปลูกข้าว ปล่อยที่นาทิ้ง พอได้เลี้ยงปลากินประทังชีวิต ด้านผู้จัดกลางตลาดกลางข้าวกาฬสินธุ์เผย ช่วงนี้เป็นราคารับซื้อข้าวเปลือกนาปรัง ขณะที่ข้าวนาปีจะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน แต่คาดว่าราคาลดลงจากปีที่ผ่านมาอีกตันละ 1,000 บาท สาเหตุจากสถานการณ์โควิด-19

จากการติดตามบรรยากาศการเก็บเกี่ยวและขายผลผลิตข้าว ของชาวนาที่ จ.กาฬสินธุ์ในช่วงนี้ ซึ่งเริ่มเก็บเกี่ยวมาตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม โดยเฉพาะพื้นที่ใช้น้ำชลประทานลำปาว เพราะได้รับน้ำอย่างทั่วถึง จึงได้ทำนาต้นปี โดยมีการเพาะปลูกข้าวอายุสั้น หรือคือข้าวเหนียว กข.22 เพื่อเป็นเมล็ดพันธุ์สำหรับเพาะปลูกข้าวนาปรัง และแบ่งไปจำหน่าย ซึ่งได้อายุเก็บเกี่ยวในช่วงเดียวกับข้าวเจ้าหอมมะลิพันธุ์ กข.15 ที่ชาวนาในพื้นที่นอกเขตชลประทาน อาศัยน้ำฝนเป็นหลัก ทำการเพาะปลูก ขณะที่ข้าวนาปีที่ใช้ข้าวพันธุ์ กข.6 จะเริ่มเก็บเกี่ยวกลางเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป

ทั้งนี้ ชาวนาที่เก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวต่างนำผลผลิตจำหน่ายตามลานรับซื้อทั่วไป บรรยากาศเริ่มมีความคึกคักมากขึ้น โดยเฉพาะที่ตลาดกลางข้าวและพืชไร่ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ แต่ก็มีเสียงโอดครวญจากชาวนาว่า ราคารับซื้อข้าวเปลือกยังตกต่ำ ซึ่งยังต่ำกว่าปีที่ผ่านมา จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลและนายทุน เพิ่มราคารับซื้อให้ชาวนาด้วย เพราะรายได้จากการขายข้าว โดยเฉพาะข้าวเปลือกเหนียว กก.ละ 5 บาทถูกกว่าบะหมี่สำเร็จรูป ซึ่งทำให้ประสบปัญหาขาดทุนซ้ำซากทุกปี

นายไพบูลย์ ภูเต้าทอง อายุ 53 ปี บ้านเลขที่ 151 ชาวนาบ้านโนนศิลาอาสน์ หมู่ 9 ต.คำเหมือดแก้ว อ.ห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า วันนี้ตนนำข้าวมะลิ กข. 15 หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าข้าวดอ ที่เกี่ยวสดมาขาย ได้ราคา ก.ก.ละ 8.10 บาท หรือตันละ 8,100 บาท ได้เงินหมื่นกว่าบาท แต่เมื่อหักค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เป็นต้นทุนการผลิต ทั้งค่าเมล็ดพันธุ์ ค่ารถไถ ค่าปุ๋ย ค่าเก็บเกี่ยวไร่ละ 600 บาท และค่าขนส่งแล้ว สรุปว่าขาดทุน อยากให้รัฐบาลช่วยปรับราคารับซื้อข้าวเปลือกให้สูงกว่านี้ด้วย เพราะหากรับซื้อราคาเท่านี้ ชาวนาไม่วันลืมตาอ้าปากได้แน่ หากรับซื้อที่ราคา ก.ก.ละ 10 บาทขึ้นไป ก็ยังจะมีทุนสู้ต่อไป

ด้านนายบัณฑิต ภูบุตรตะ อายุ อายุ 53 ปี บ้านเลขที่ 391 หมู่ 4 บ้านตูม ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ตนเพิ่งนำข้าวเปลือกเหนียว กข. 22 ไปขาย ได้ราคา กก.ละ 5.50 บาท ถูกกว่าบะหมี่สำเร็จรูป หักรายจ่ายแล้วช้ำใจ เพราะไม่เหลือจ่ายค่าปุ๋ยเคมีเลย ไม่มีเงินไปใช้หนี้ ธกส.ถึงแม้ผลผลิตข้าวจะได้ไร่ละ 400 ก.ก. แต่เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูง โดยเฉพาะค่าปุ๋ยเคมีและค่าเก็บเกี่ยว ไร่ละ 800 บาท จึงไม่เหลือติดไม้ติดมือเลย อย่างไรก็ตามก็ยังหวังว่าราคาขายข้าวนาปี หรือข้าวเหนียว กข. 6 ราคาจะสูงขึ้นไม่น้อยกว่า กก.ละ 7-9 บาท ซึ่งก็จะทำให้พอมีกำไรและมีเงินทุนทำนาต่อไป แต่หากราคายังอยู่ที่ ก.ก.ละ 5-6 บาท ชาวนาขาดทุนหนัก หากเป็นอย่างนั้น เห็นทีปีต่อไปตนคงเลิกทำนา จะทิ้งให้นาร้าง ปล่อยน้ำ ปล่อยปลา พอได้เป็นอาหารกินประทังชีวิตไป เพราะหากทำนา ก็คงขาดทุนอีก

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top