Monday, 22 June 2026
NewsFeed

ตม.โคราช สกัดเข้มต่อเนื่อง!! สืบข่าวจนสามารถจับรถตู้ เย้ยกฎหมายขนต่างด้าวกว่า 20 ราย มุ่งเข้ากรุง

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาเพื่อท่องเที่ยวในประเทศไทย โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม. ดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีหมายจับตำรวจสากล หรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิต  และทรัพย์สินของประชาชน หรือเป็นลักษณะการกระทำผิดเข้าข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศสกัดกั้นการลักลอบเข้า-ออกต่างประเทศโดยผิดกฎหมาย

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.อาชยน  ไกรทอง รอง ผบช.สตม., ได้สั่งการให้  พล.ต.ต.เดชา กัลยาวุฒิพงศ์  ผบก.ตม.4, พ.ต.อ.เอกกมนต์ พรชูเกียรติ รอง ผบก.ตม.4 ,พ.ต.อ.วีรยศ การุณยธร รอง ผบก.ตม.4,พ.ต.อ.ปรีชา กองแก้ว รอง ผบก.ตม.4 และ พ.ต.อ.วิทวัส บูรณะ ผกก.ตม.จว.นครราชสีมา ร่วมแถลงข่าวจับกุมผู้ต้องหา

ตม.จว.นครราชสีมา ร่วมบูรณาการตั้งด่านจุดตรวจยานพาหนะ อ.สีคิ้ว บก.ปส.2 จับกุมคนไทย 2 คนใช้รถตู้ขนบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง 7 คน และ ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และข้อหา "ขัดคำสั่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา"

ตามนโยบายของ ผบช.สตม.ให้ติดตามดำเนินคดีกับกลุ่มขบวนการลักลอบขนคนต่างด้าวเข้าเมือง เพื่อป้องกันการนำเชื้อไวรัสโคนา 2019 (โควิด-19) เข้ามาแพร่ระบาดในพื้นที่จังหวัดชั้นใน พล.ต.ต.เดชา กัลยาวุฒิพงศ์ ผบก.ตม.4 จึงสั่งการให้ ตม.จังหวัดในสังกัด บก.ตม.4 เพิ่มความเข้มในการสกัดจับกุมขบวนการลักลอบขนคนเข้าเมืองมาลงโทษ โดย บก.ตม.4 ได้มีผลการปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องตลอดมา จนกระทั่ง ได้รับแจ้งจากสายลับไม่ประสงค์ออกนามว่า จะมีการลักลอบขนคนต่างด้าว โดยใช้เส้นทาง สีคิ้ว จ.นครราชสีมา จึงประสาน เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ตม.จว.นครราชสีมา บูรณาการร่วมกับหน่วยงานข้างเคียงดักซุ่มรอจนกระทั่งพบรถตู้ลักษณะตรงกับที่ได้รับแจ้งขับขี่ผ่านมา จึงแจ้งชุดจับกุมที่ดักซุ่มอยู่ในเส้นทางเข้าสกัดจับ ผลการตรวจสอบพบรถยนต์ตู้สาธารณะไม่ประจำทาง ยี่ห้อโตโยต้า สีขาว ทะเบียน กทม. บรรทุกบุคคลต่างด้าวจำนวน 20 คน

นายกฯ เตรียมนำคณะรัฐมนตรี ประชุม ครม. สัญจร ณ จังหวัดกระบี่ 8 – 9 พ.ย. เดินหน้าแผนรองรับเปิดประเทศอย่างปลอดภัย (Smart Entry) พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจ ท่องเที่ยวในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้  รับทราบการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม. สัญจร) ในวันที่ 8 – 9 พฤศจิกายน 2564 ณ จังหวัดกระบี่   พร้อมกันนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีกำหนดตรวจราชการ ณ จังหวัดกระบี่ เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว รองรับการเปิดประเทศอย่างปลอดภัย (Smart Entry)  และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรี ลงพื้นที่บริเวณจังหวัดหรืออำเภอโดยรอบกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน  (กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง และสตูล)  เพื่อติดตามการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐ ตลอดจนการรับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะจากประชาชน โดยนายกรัฐมนตรี ยังมีบัญชาให้ กระจายการจองโรงแรม/ที่พัก หลายแห่ง เพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงการประชุม ครม. สัญจร

สำหรับการจัดการประชุม ครม. สัญจร ในครั้งนี้  ให้ความสำคัญต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ การบริหารจัดการรองรับนักท่องเที่ยวเพื่อเชื่อมโยง Sandbox อื่น ๆ ยกระดับการท่องเที่ยวที่มีมาตรฐานและคุณภาพระดับโลก  รวมทั้ง ยังจะได้มีวาระหารือกับภาคธุรกิจ เอกชน และผู้ประกอบการในพื้นที่  เพี่อส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ วัฒนธรรม การเพิ่มมูลค่าภาคการผลิตเกษตร ประมงและปศุสัตว์ ด้วย 

ครม.ไฟเขียวมาตรการช่วยเหลืออสังหาริมทรัพย์ภายใต้ Flexible Plus Program

น.ส.ไตรศุลี  ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติในหลักการร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวซึ่งได้รับบัตรสมาชิกพิเศษ (Thailand Privilege Card) อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ เพื่อการทำงาน และร่างหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการอนุญาตให้คนต่างด้าวซึ่งได้รับบัตรสมาชิกพิเศษ อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษเพื่อทำงาน รวม 2 ฉบับ ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการอนุญาตให้คนต่างด้าวซึ่งได้รับบัตรสมาชิกพิเศษ อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ เพื่อการทำงาน รวมทั้งการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการลงทุน เพื่อเข้าร่วมโครงการ Flexible Plus Program

สำหรับรูปแบบโครงการ Flexible Plus Program ผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องลงทุนในประเทศไทยตามประเภทของการลงทุนที่กำหนด ในมูลค่าการลงทุนไม่ต่ำกว่า 1 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ภายในกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับจากเข้าร่วมโครงการและให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถ ขอรับใบอนุญาตทำงาน(Work Permit) ในราชอาณาจักรได้  เพื่อให้สามารถรองรับกลุ่มนักลงทุนชาวต่างชาติที่มีคุณภาพและกำลังซื้อสูง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง

โดยคนต่างด้าวที่ได้รับบัตรสมาชิกพิเศษ(Thailand Privilege Card)รวมถึงคู่สมรสและบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งมีอายุไม่เกิน 20 ปี  สามารถขอเปลี่ยนประเภทการตรวจลงตรา เป็นประเภทคนอยู่ชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษเพื่อการทำงาน(Non-Immigrant Visa) มีระยะเวลาคราวละ 5 ปี  ตลอดระยะเวลาการลงทุนในโครงการ Flexible Plus Program

สตม. ร่วมกับกรมการปกครอง ทลายเครือข่ายนายหน้า!! ‘นำคนต่างด้าวสวมบัตรประชาชนไทย’

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัย หรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์  แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม.ดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีหมายจับตำรวจสากล หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรือเป็นลักษณะการกระทำผิดเข้าข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองโดย พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ ผบช.สตม. มอบหมายให้ พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ยิ่งยศ  เทพจำนงค์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม.,พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.ยศเอก รักษาสุวรรณ รอง ผบก.ตม.1, และ พ.ต.อ.กีรติศักดิ์ ก้องเกียรติศิริ ผกก.สส.บก.ตม.1 พร้อมชุดปฏิบัติการสืบสวนฯ

ร่วมแถลงข่าวการจับกุมคนร้าย ดังนี้ 

เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.ตม.1 ได้ทราบข้อมูลจากสายลับว่ามีขบวนการรับจ้างสวมบัตรประชาชนไทย ให้กับบุคคลต่างด้าว ที่มีความประสงค์จะมีบัตรประชาชนไทย โดยอาศัยช่องโหว่และขั้นตอนกระบวนการอันทุจริต ไม่เป็นไปตามกฎหมาย นับเป็นหนึ่งในภัยคุกคามต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยกองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 ได้เร่งลงพื้นที่สืบสวนหาข่าว จนทราบแหล่งที่ซ่อนตัว ของบุคคลต่างด้าวสัญชาติจีนรายหนึ่ง คือนายเหม่ย และบุคคลต่างด้าวสัญชาติมาเลเซียอีกรายหนึ่งคือนางสาวซุน หลังตรวจพบมีพฤติกรรมในการแอบอ้าง สวมรายการข้อมูลบัตรประชาชนบุคคลสัญชาติไทย ที่ปรากฏข้อมูลอยู่บนฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์แต่ไม่มีความเคลื่อนไหวทางทะเบียน จึงได้สืบสวนติดตามจนนำไปสู่การจับกุม ผู้ต้องหาให้การสารภาพโดยรับว่าได้ว่าจ้างให้นายหน้าคนไทยดำเนินการโดยเสียค่าจ้างไปเป็นจำนวนเงินกว่า 1 ล้านบาท

โดยในการสืบสวนในครั้งนี้ ทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้รับความร่วมมือในการประสานงานข้อมูลทางทะเบียนในเชิงลึก กับทางสำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง จนทราบข้อมูลโครงข่ายและแผนประทุษกรรมของขบวนการสวมบัตรประชาชนไทยให้กับบุคคลต่างด้าวโดยทุจริต ดังนี้

สืบเนื่องจากเมื่อช่วงเดือนเมษายน 2563 ที่ผ่านมา ส่วนป้องกันและปราบปรามการทุจริต สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ได้ตรวจสอบพบความผิดปกติทางทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชน ของ สำนักทะเบียน อ.วังม่วง จ.สระบุรี จนนำไปสู่การดำเนินคดีกับขบวนการนายหน้านำพาคนต่างด้าวสวมตัวทำบัตรประจำตัวประชาชน จำนวน  4 ราย โดยมีแผนประทุษกรรมและตัวละครที่เกี่ยวข้องคือ นางเล็ก (นามสมมติ) แม่บ้านผู้ดูแลความสะอาดเรียบร้อยในที่ว่าการ อ.วังม่วง ได้ลักลอบทำปลอมลูกกุญแจ ห้องสำนักทะเบียนอำเภอวังม่วง และแอบนำบัตรประจำตัว

ประชาชนและรหัสผ่านเข้าระบบของปลัดอำเภอวังม่วง จำนวน 3 คน และนำไปมอบให้กับ นางน้อย (นามสมมติ) พนักงานลูกจ้างที่ทำงานอยู่ที่สำนักทะเบียน อ.วังม่วง โดยนางเล็ก และนางน้อย ยังได้ร่วมกับนายหน้าและผู้ร่วมขบวนการอีก 2 ราย คือ นางสม (นามสมมติ) ซึ่งมีหน้าที่ติดต่อ ชักชวน และนำพาคนต่างด้าวมาที่ อ.วังม่วง และ นายศักดิ์ (นามสมมติ) ซึ่งยินยอมเป็นเจ้าบ้าน ให้บุคคลต่างด้าวที่สวมบัตรเรียบร้อยแล้ว จดแจ้งเข้าเป็นผู้อาศัยโดยทุจริต

คดีนี้ได้มีการดำเนินคดีกับผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด ตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยกล่าวหาว่า ร่วมกันนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จในระบบทะเบียนราษฎรและนำคนต่างด้าวสวมตัวคนไทยทำบัตรประจำตัวประชาชน ตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534, พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และประมวลกฎหมายอาญาในฐานความผิดเกี่ยวกับการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน, ความผิดเกี่ยวกับการทำลายเอกสารของ และความผิดเกี่ยวกับการปลอมหรือการแปลง

 

 

‘ครูเป็ด’ โพสต์ข้อคิด ยากจนไม่ใช่เพราะขาดโอกาส แต่โอกาสถึงมือแล้วไม่รับ ส่งเข้าปากแล้วก็ไม่เคี้ยว

ครูเป็ด - มนต์ชีพ ศิวะสินางกูร กรรมการบริหารพรรคกล้า ฝ่ายการศึกษา ได้โพสต์ข้อความชวนคิดลงเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

วันก่อนผมแวะเข้าปั๊มหาซื้อของกินแก้หิว…

มีคีออสเล็กๆ ขายหมูปิ้งกับลูกชิ้นปิ้ง ผมก็เดินเข้าไป...ไม่มีคนขาย บนเตาก็ไม่มีลูกชิ้นปิ้งอยู่ ในตู้กระจกมีหมูปิ้งวางแห้งๆ อยู่สามสี่ไม้

ผมต้องเดินเข้าไปชะโงกดูจึงเห็น...คนขายเป็นหญิงวัยรุ่นนั่งกดมือถือเสียบหูฟังอยู่กับพื้น ผมต้องเคาะเรียกนางถึงจะลุกขึ้นมา…

ผมถามถึงหมูปิ้ง นางก็บอกที่ปิ้งแล้วก็มีเท่าที่เห็นสามสี่ไม้ ลูกชิ้นก็ยังไม่ได้ปิ้ง ถ้าจะเอาใหม่ต้องรอ

ผมถามว่ารอนานไหม นางบอกว่าคงนานค่ะ เพราะเตายังไม่ร้อนเลย...ผมมองไปที่เตาไฟฟ้า ก็มีร่องรอยการปิ้งอยู่เล็กน้อยและตอนนี้ยังไม่ได้เสียบปลั๊ก

...สรุปคือท่าทีของนาง ไม่ได้อยากขายของ

ผมสันนิษฐานเอาว่า (อาจจะไม่ถูกก็ได้) หญิงสาวคนนี้คงเป็นเด็กที่เจ้าของจ้างมาขายของ และเจ้าของคงไม่รู้พฤติกรรมที่จะทำให้ขายของไม่ได้แบบนี้

เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์หลายครั้งที่เคยเจอมา…

คนบางคนเขาขาดโอกาส ทำให้ก้าวหน้าไม่ได้ แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ผมเจอ...โอกาสยื่นให้ถึงมือก็ไม่รับ ส่งเข้าปากก็ยังไม่เคี้ยวเลย

กรมชลฯ แจ้งแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น 0.20 - 0.40 เมตร ช่วงวันที่ 23 - 30 ต.ค.นี้

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ได้ประเมินวิเคราะห์ปริมาณฝนตก (ONE MAP) ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) คาดการณ์ปริมาณน้ำหลากจากตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาจากแม่น้ำปิง จะทำให้มีน้ำไหลผ่านบริเวณอำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ สูงสุดประมาณ 3,000 – 3,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในวันที่ 22 ต.ค. 2564 

ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะบริหารจัดการน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา ด้วยการหน่วงน้ำและผันน้ำเข้าคลองต่าง ๆ ด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ทำให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ในเกณฑ์ 2,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณเหนือเขื่อนและท้ายเขื่อนเจ้าพระยา มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบัน ประมาณ 0.20 - 0.40 เมตร ในช่วงวันที่ 23 - 30 ต.ค.นี้ 

สำหรับแม่น้ำท่าจีน น้ำที่ไหลล้นข้ามทางระบายน้ำลัน เขื่อนกระเสียว จะไหลไปสมทบกับปริมาณน้ำท่าที่เกิดจากฝนตกด้านท้ายเขื่อน ทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงแม่น้ำท่าจีน 150 - 200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะบริหารจัดการโดยผันน้ำเข้าทุ่งโพธิ์พระยา เพื่อลดปริมาณน้ำหลาก ปริมาณน้ำส่วนที่เหลือจะส่งผลให้ระดับน้ำแม่น้ำท่าจีน ตั้งแต่จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดนครปฐม และจังหวัดสมุทรสาคร มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบัน ประมาณ 0.30 - 0.50 เมตร ในช่วงวันที่ 20 – 27 ต.ค.นี้ 

ครม. เคาะมาตรการกระตุ้นลงทุน ดึงต่างชาติซื้ออสังหาฯ แลกวีซ่าระยะยาว

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติในหลักการร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวซึ่งได้รับบัตรสมาชิกพิเศษ (Thailand Privilege Card) อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ เพื่อการทำงาน และร่างหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการอนุญาตให้คนต่างด้าวซึ่งได้รับบัตรสมาชิกพิเศษ อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษเพื่อทำงาน รวม 2 ฉบับ ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการอนุญาตให้คนต่างด้าวซึ่งได้รับบัตรสมาชิกพิเศษ อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ เพื่อการทำงาน รวมทั้งการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการลงทุน เพื่อเข้าร่วมโครงการ Flexible Plus Program

สำหรับรูปแบบโครงการ Flexible Plus Program ผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องลงทุนในประเทศไทยตามประเภทของการลงทุนที่กำหนด ในมูลค่าการลงทุนไม่ต่ำกว่า 1 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ภายในกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับจากเข้าร่วมโครงการและให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถขอรับใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ในราชอาณาจักรได้ เพื่อให้สามารถรองรับกลุ่มนักลงทุนชาวต่างชาติที่มีคุณภาพและกำลังซื้อสูง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง

‘สธ.’ เผย!! โควิดยืน 1 ทำหญิงตั้งครรภ์ดับหลายประเทศ ด้านไทยน่าห่วง หลังหญิงตั้งครรภ์ฉีดวัคซีนแค่ 25%

ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสุขภาพและโฆษกกรมอนามัย แถลงข่าวการติดเชื้อโรคโควิด-19 ในหญิงตั้งครรภ์ในประเทศไทย ว่า กลุ่มหญิงตั้งครรภ์เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาเราพบว่าทั่วโลกหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อเพิ่มขึ้นประมาณ 50-60% จากภาวะปกติ และการเสียชีวิตส่วนหนึ่งเกิดจากโควิด 

โดยหลายประเทศโควิดเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของหญิงตั้งครรภ์ในประเทศแทบยุโรป และสหรัฐอเมริกา ส่วนในประเทศไทยมีการเก็บข้อมูลย้อนหลัง 1 ปีตั้งแต่ ต.ค. 2563 - ก.ย. 2564 ในช่วงที่มีการระบาดของโควิดในช่วงการระบาดครั้งที่ 2 และ 3 พบว่ามีหญิงตั้งครรภ์เสียชีวิตทั้งหมด 192 ราย เสียชีวิตจากโควิด-19 จำนวน 78 ราย ในช่วงเวลาเดียวกัน หรือคิดเป็นสัดส่วนการตายอันดับหนึ่งในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ถึง 38% ของหญิงตั้งครรภ์

นพ.เอกชัย กล่าวว่า การติดเชื้อ และการเสียชีวิตบ่อยขึ้นของหญิงตั้งครรภ์ เกิดขึ้นเมื่อ 6 เดือนที่ผ่านมา เม.ย. - ก.ย. เราพบว่ามีหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อ 4,778 ราย มีทารกติดเชื้อ 226 ราย และในจำนวนนี้มารดาเสียชีวิต 95 ราย และทารกเสียชีวิต 46 ราย ซึ่งส่วนใหญ่ติดเชื้อมากที่สุดในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล และชายแดนภาคใต้ อย่างไรก็ตามนโยบายการฉีดวัคซีนในสตรีมีครรภ์เพิ่งเกิดขึ้นในไทยเมื่อเดือนก.ค. และเริ่มรณรงค์อย่างหนักในเดือนส.ค. พบว่าหญิงตั้งครรภ์ ฉีดวัคซีนเข็มแรกเพียง 74,625 คน เข็มสอง 51,989 คน เข็มสาม 526 คน

นพ.เอกชัย กล่าวอีกว่า ช่วงเดือนธ.ค.นี้ จะมีหญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ 12 สัปดาห์ ประมาณ 3 แสนคน ซึ่งขณะนี้ฉีดได้เพียง 25% โดยภาคตะวันออกฉีดได้สูง 40% แต่ภาพรวมยังน้อย โดยเฉพาะภาคอีสานฉีดได้เพียง 10-20%

กนอ.เซ็นสัญญาตั้งนิคมฯ ‘เอเพ็กซ์กรีน’ ในพื้นที่อีอีซี ดันฐานอุตฯ ใหม่ เชื่อ!! ดึงเงินการลงทุนได้ 64,000 ลบ.

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ร่วมกับ บริษัท เอเพ็กซ์ ปาร์ค จำกัด จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเอเพ็กซ์กรีน อินดัสเตรียล เอสเตท พื้นที่กว่า 2,000 ไร่ เม็ดเงินพัฒนาโครงการ 1,767.73 ล้านบาท รองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพสูง และสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ คาดหวังโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จจะก่อให้เกิดการลงทุนในนิคมฯ 64,000 ล้านบาท เกิดอัตราการจ้างงานเพิ่มประมาณ 16,000 คน

นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า เพื่อเป็นการส่งเสริมและเตรียมพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมรองรับการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ตามนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor Development : EEC) โดยในวันนี้ (19 ต.ค. 64) ได้มอบหมายให้ นายอัฐพล จิรวัฒน์จรรยา รองผู้ว่าการ กนอ.ลงนามในสัญญาร่วมดำเนินงาน กับ บริษัท เอเพ็กซ์ ปาร์ค จำกัด จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเอเพ็กซ์กรีน อินดัสเตรียล เอสเตท เพื่อรองรับการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมสมัยใหม่ S-Curve และ New S-Curve 

โดยนิคมอุตสาหกรรมเอเพ็กซ์กรีน อินดัสเตรียล เอสเตท ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลหัวสำโรง และตำบลแปลงยาว อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นการดำเนินงานในรูปแบบนิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินงานที่เอกชนเป็นผู้ลงทุนพัฒนา และให้บริการระบบสาธารณูปโภค จัดเป็นนิคมอุตสาหกรรมลำดับที่ 66 โดยใช้ระยะเวลาพัฒนาโครงการประมาณ 2 ปี ซึ่งหลังจากประกาศเขตนิคมอุตสาหกรรมแล้ว คาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการได้ในปี 2566 

“โครงการนิคมอุตสาหกรรมเอเพ็กซ์กรีน อินดัสเตรียล เอสเตท เน้นกลุ่มนักลงทุนเป้าหมายที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงในกระบวนการผลิตเป็นหลัก เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง ชิ้นส่วนยานพาหนะ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มอุตสาหกรรมเบา กลุ่มกิจการบริการและสาธารณูปโภค กลุ่มเกษตรกรรมและผลผลิตจากการเกษตรที่มีความต้องการใช้น้ำต่ำ และกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมตามโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยโครงการฯ ได้รับความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA : Environmental Impact Assessment) จากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) แล้ว 

'ครม.' เคาะ!! คนละครึ่งเฟส 3 เพิ่ม บวกอีก 1,500 มัดรวมยอดรอบ 1 & 2

นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2564 รับทราบและอนุมัติตามผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ (คณะกรรมการฯ) ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 ในคราวประชุมครั้งที่ 11/2564 เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2564 โดยคณะกรรมการฯ เห็นควรให้ความเห็นชอบและอนุมัติการเพิ่มวงเงินสนับสนุนในโครงการ ดังนี้... 

(1) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 3 (โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรฯ ระยะที่ 3)

(2) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ (โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือฯ)

(3) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3

และ (4) โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ตามที่กระทรวงการคลังโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเสนอ เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบการแพร่ระบาดของ COVID-19 ให้แก่กลุ่มที่มีความเปราะบางทางด้านรายได้ ทรัพย์สิน และหนี้สิน และผู้ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ตลอดจนเพื่อพยุงและฟื้นฟูเศรษฐกิจให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องในไตรมาสที่ 4 ของปี 2564 ผ่านการเพิ่มอุปสงค์การบริโภคภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้ประกอบการมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการ และลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยมีรายละเอียดดังนี้…

1.) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรฯ ระยะที่ 3 เพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น (ร้านธงฟ้าฯ) และค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการจากร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 เพิ่มเติม จำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือนเป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม 2564 (รวม 600 บาทต่อคน) ให้แก่ผู้มีบัตรฯ จำนวนไม่เกิน 13,537,294 คน รวมเป็นวงเงินทั้งสิ้น 500 บาทต่อคนต่อเดือนในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม 2564

***เดิมที่ผ่านมาช่วง ก.ค. - ต.ค. รัฐบาลให้เพิ่มเดือนละ 200 บาทอยู่แล้ว แต่รอบใหม่ พ.ย. - ธ.ค. ให้เดือนละ 200 + 300 (ที่ ครม. มีมติเพิ่มให้วันนี้) รวมให้เดือนละ 500 บาท

2.) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือฯ เพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าฯ และค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการจากร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 เพิ่มเติม จำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม 2564 (รวม 600 บาทต่อคน) ให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือฯ จำนวนไม่เกิน 2,306,469 คน รวมเป็นวงเงินทั้งสิ้น 500 บาทต่อคนต่อเดือนในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม 2564

3.) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 เพิ่มเติมวงเงินสนับสนุนรัฐร่วมจ่าย รอบที่ 3 จำนวน 1,500 บาทต่อคน ในเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม 2564 (โดยนำไปรวมกับวงเงินคงเหลือจากรอบที่ 1 และ 2 ของโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 โดยอัตโนมัติ) ให้แก่ผู้ได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 จำนวนไม่เกิน 28,000,000 คน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top