Saturday, 6 June 2026
NewsFeed

บีโอไอถกยานยนต์ หนุนมาตรการยานยนต์ไฟฟ้า กระตุ้นตลาดไทยรับรัฐบาลใหม่ ขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานไทย สร้างฐานผลิตยานยนต์อนาคต

บีโอไอถกกลุ่มยานยนต์ เตรียมแพ็กเกจหนุนผู้ประกอบการ เสนอรัฐบาลใหม่

บีโอไอเปิดเวทีหารือผู้บริหารอุตสาหกรรมยานยนต์ ถกทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน พร้อมหารือข้อเสนอ 3 เรื่องสำคัญ หนุนความต่อเนื่องของมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) การกระตุ้นตลาดรถยนต์ในประเทศ และการยกระดับห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไทย (Localization) เพื่อเตรียมจัดทำแพ็กเกจสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ เสนอต่อรัฐบาลใหม่

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 บีโอไอได้จัดประชุมหารือกับผู้บริหาร 4 สมาคมหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ประกอบด้วย นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) และนางสาวยุพิน บุญศิริจันทร์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนเพื่อเตรียมจัดทำมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างเป็นระบบ รองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และรักษาความเป็นฐานการผลิตยานยนต์สำคัญของโลก เพื่อเสนอต่อรัฐบาลใหม่ต่อไป

จากการประชุมครั้งนี้ ภาคเอกชนได้มีข้อเสนอมาตรการ 3 ด้านที่สำคัญ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะการสร้างฐานการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้แข็งแกร่งและยั่งยืน ได้แก่

1. ความต่อเนื่องของมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) ทั้งด้านการลงทุน การผลิต การส่งเสริมการส่งออก และการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า โดยให้ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท ทั้ง HEV, PHEV และ BEV เพื่อให้การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และสามารถรักษาโมเมนตัมของการลงทุนได้อย่างยั่งยืน

2. การกระตุ้นความต้องการของตลาดรถยนต์ในประเทศ เนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและ
ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ได้ทำให้ตลาดรถยนต์หดตัวอย่างรุนแรงในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะรถปิกอัพที่เป็นรถเชิงพาณิชย์และมีผู้ผลิตชิ้นส่วนในห่วงโซ่อุปทานจำนวนมากกว่ารถยนต์ประเภทอื่น ภาคเอกชนจึงขอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการกระตุ้นตลาดในประเทศ เช่น การให้นำค่าใช้จ่ายในการซื้อรถไปหักภาษีเงินได้ในอัตราสูงกว่าปกติ หรือมาตรการรถเก่าแลกรถใหม่ รวมทั้งการเพิ่มสัดส่วนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทในหน่วยงานภาครัฐ เป็นต้น

3. การยกระดับห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไทย (Localization) โดยเสนอให้รัฐบาลพิจารณาให้แต้มต่อเป็นพิเศษสำหรับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ ลดการนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศ รวมทั้งการผลักดันให้ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากขึ้น ผ่านมาตรการของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งกรมศุลกากร (Free Zone) กรมสรรพสามิต (โครงสร้างภาษีสรรพสามิต) กระทรวงอุตสาหกรรม (หลักเกณฑ์กระบวนการผลิตที่เป็นสาระสำคัญ) และบีโอไอ (มาตรการส่งเสริมการลงทุน)

ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยโดย “คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือบอร์ดอีวี” ได้ออกมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท ทั้ง HEV, PHEV และ BEV รวมทั้งชิ้นส่วนสำคัญ เช่น แบตเตอรี่, มอเตอร์ขับเคลื่อน, อินเวอร์เตอร์ ฯลฯ ตลอดจนมาตรการสนับสนุนให้กลุ่มรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (xEV) โดยออกแบบมาตรการให้สอดคล้องกับทิศทางการลงทุนและสภาพตลาดของอุตสาหกรรมยานยนต์ในแต่ละ Segment อีกทั้งยังได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ (Local Content) เพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่ ซึ่งผลของมาตรการดังกล่าว ได้ทำให้ประเทศไทยสามารถดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้เข้ามาสร้างฐานการผลิตในประเทศ และสามารถพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่เติบโตควบคู่กับฐานอุตสาหกรรมยานยนต์เดิมได้

นายนฤตม์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ บีโอไอพร้อมรับฟังข้อเสนอและทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันพัฒนามาตรการสนับสนุนที่เหมาะสมในทุกมิติ ทั้งด้านการสร้างการเติบโตของตลาดในประเทศ การส่งเสริมการส่งออกไปยังตลาดโลก การรักษาการแข่งขันที่เป็นธรรม การยกระดับและเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยสามารถปรับตัวสู่เทคโนโลยียานยนต์ยุคใหม่ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตยานยนต์สำคัญของโลก”

ผวาปิดฮอร์มุซ!! สหรัฐฯ-อิหร่านปะทุ “Perfect Storm” เขย่าพลังงานโลก ดีเซลต้นทุนพุ่ง +5.53 บาท วิกฤตน้ำมันลามทั่วโลก ต้นทุนกลั่นดีดแรง คนไทยตื่นตระหนกแห่ตุนน้ำมันทั่วประเทศ

 

สถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่าน สร้าง 'Perfect Storm' วิกฤตพลังงานทั่วโลก

สัญญาณต้นทุนดีเซลดีด +5.53 บาท/ลิตร คนไทยแห่ตุนน้ำมัน

ฝ่าทางรอดประเทศไทย “เอทานอล” พลังงานสำรอง ศักยภาพกำลังผลิต 6.92 ล้านลิตร/วัน

             สถานการณ์สหรัฐอเมริกา กับ อิหร่าน จุดชนวนพายุสมบูรณ์แบบต่อราคาน้ำมันทั่วโลก (Perfect Storm) สัญญาณวิกฤตพลังงาน ต้นทุนน้ำมันดิบและค่าการกลั่นปรับตัวสูงขึ้น วันที่ 4 มี.ค. 69 ต้นทุนดีเซล +5.53 บาท/ลิตร เบนซิน ออกเทน 95 +2.92 บาท/ลิตร หวั่นปิดช่องแคบฮอร์มุซในอนาคต ราคาน้ำมันพุ่งไม่หยุด คนไทยตื่นตระหนกแห่ตุน ปั้มน้ำมันปิดให้บริการ ฝ่าทางรอดประเทศไทยขับเคลื่อน E20 เป็นน้ำมันพื้นฐาน ชูศักยภาพกำลังการผลิตเอทานอล 6.92 ล้านลิตร/วันจากโรงงาน 28 แห่งทั่วประเทศ เป็นพลังงานสำรองพร้อมรับความต้องการใช้งานทันที

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา กับ อิหร่าน ที่ทวีความรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อ “ตะวันออกกลาง” ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่พลังงานของโลกทันที ในระยะอันใกล้หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันดิบกว่า 20% ของทั่วโลกหรือราว 17-18 ล้านบาร์เรล/วัน โดยเฉพาะการขนส่งจากประเทศผู้ส่งออกอย่างซาอุดีอาระเบีย อิรัก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมทั้งยังมีปัจจัยจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ความเสี่ยงนโยบายและกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ ฯลฯ อาจกระทบต่อราคาน้ำมันทั่วโลก ส่งผลให้เกิดสถานการณ์ที่เรียกว่า ‘Perfect Storm’ หรือพายุสมบูรณ์แบบต่อราคาน้ำมันทั่วโลก

ทั้งนี้ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ส่งผลให้น้ำมันดิบมีแนวโน้มจะสูงขึ้น โดยต้นทุนน้ำมันดิบและค่าการกลั่นปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับวันที่ 2 มี.ค. 69 และวันที่ 4 มี.ค. 69 ต้นทุนหน้าโรงกลั่น (Ex-Refinery) ดีเซล พุ่งจาก 18.9924 เป็น 24.5248 บาท/ลิตร (เพิ่มขึ้น +5.53 บาท) ส่วน เบนซิน ออกเทน 95 ต้นทุนพุ่งจาก 16.6187 เป็น 19.5381 บาท/ลิตร (เพิ่มขึ้น +2.92 บาท) ซึ่งเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569  ปั๊มน้ำมันในประเทศไทยได้ปรับราคาขึ้น สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนคนไทยเกิดกระแสตุนน้ำมันทั่วประเทศ ทำให้ปั๊มน้ำมันเริ่มปิดการให้บริการ ขณะที่โครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในเขตกรุงเทพมหานคร ประจำวันที่ 4 มีนาคม 2569 สรุปราคาขายปลีกน้ำมัน (Retail Price) เบนซิน ออกเทน 95 ราคา 39.14 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 E10 ราคา 30.55 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 30.18 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 E20 ราคา 28.34 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 E85 ราคา 26.29 บาท/ ลิตร, ดีเซล (H-DIESEL) ราคา 29.94 บาท/ลิตร และ LPG ราคา 25.87 บาท/กิโลกรัม

สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 70%  หากเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ หยุดลงชั่วคราว ผลกระทบต่อไทยจะเกิดขึ้นในทันที เพราะปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศไทยมีอยู่ราว 61 วัน โดยเป็นน้ำมันสำเร็จรูปสำรอง 38 วัน และน้ำมันดิบในเรือที่พ้นช่องแคบมาแล้วอีก 23 วัน ซึ่งตัวเลขนี้ ไม่ได้แปลว่าประเทศไทยจะมีความมั่นคงทางพลังงาน 2 เดือนเต็ม เพราะโรงกลั่นไทยต้องใช้น้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเป็นสัดส่วนสูง หากขนส่งหยุดลงนานกว่าระยะสำรอง โรงกลั่นจะขาดวัตถุดิบ ส่งผลให้การผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงสะดุด ทำให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นต่อเนื่อง ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น สินค้าอุปโภคบริโภคปรับเพิ่มขึ้น และกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมลดกำลังการผลิตลง

ทั้งนี้ทางรอดที่ยั่งยืนของประเทศไทย คือการยกระดับเอทานอล เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบจากการผลิตมันสำปะหลังภายในประเทศอยู่แล้ว หากภาครัฐเร่งผลักดันให้ E20 เป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐานของประเทศ จะสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานโลก และลดการพึ่งพานำเข้าน้ำมันดิบลงได้ทันที 10% ของกลุ่มเบนซิน ซึ่งจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงพลังงานของไทยในระยะยาว ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตเอทานอลสูงสุดรวมประมาณ 6.92 ล้านลิตร/วัน จากโรงงานผลิตเอทานอลรวมทั้งสิ้น 28 แห่ง สามารถเป็นพลังงานสำรองรับกับความต้องการใช้งานจริงได้ทันที นอกจากนี้ยังมีกำลังการผลิตสำรองอีกมากกว่า 50–60% หากมีการขยายตัวหรือส่งเสริมการใช้ E20 จากทางภาครัฐ  

ประชาสัมพันธ์และส่งข่าวเผยแพร่ กรุณาติดต่อ: คุณพิภพ (ท้อป) โทร. 081-9298864 

(ในนามสมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง)

อาเซียนชี้สถานการณ์รุนแรง ติดตามใกล้ชิดความขัดแย้งตะวันออกกลาง แสดงความกังวลรุนแรงจากการโจมตี เรียกร้องยุติสู้รบทันทีทุกฝ่าย ย้ำสำคัญเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ

รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ถึงสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงในตะวันออกกลาง หลังการโจมตีระหว่างอิสราเอล สหรัฐอเมริกา และสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน รวมถึงการตอบโต้ของอิหร่านต่อหลายประเทศในภูมิภาค โดยเตือนว่าความตึงเครียดนี้เป็นภัยคุกคามต่อชีวิตประชาชนและความมั่นคงทั้งในภูมิภาคและระดับโลก

ในแถลงการณ์ยังระบุว่าการบานปลายของวิกฤตเกิดขึ้นในช่วงที่มีความพยายามทางการทูต รวมถึงการเจรจาไกล่เกลี่ยโดยรัฐสุลต่านโอมาน เป้าหมายเพื่อหาทางออกอย่างสันติ พร้อมย้ำว่า "เราติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและแสดงความกังวลอย่างยิ่ง" ต่อเหตุการณ์นี้

อาเซียนเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการสู้รบทันที ใช้ความยับยั้งชั่งใจสูงสุด และแก้ไขความขัดแย้งด้วยการทูตเพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค พร้อมยืนยันพันธกรณีของทุกประเทศในการแก้ไขความขัดแย้งอย่างสันติ พร้อมเคารพอธิปไตยและกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงการปกป้องพลเรือนตามมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

นอกจากนี้ อาเซียนยังเน้นย้ำความมุ่งมั่นในการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินแก่พลเมืองอาเซียนในสถานการณ์วิกฤตตามปฏิญญาการช่วยเหลือทางกงสุลและฉุกเฉินของอาเซียน เพื่อรองรับผลกระทบจากความขัดแย้งครั้งนี้อย่างเร่งด่วนและมีประสิทธิภาพ

1. เราติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการทวีความรุนแรงของความขัดแย้งในตะวันออกกลางภายหลังการโจมตีที่อิสราเอลและสหรัฐอเมริการิเริ่มขึ้นต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และการโจมตีตอบโต้ในเวลาต่อมาโดยสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านต่อหลายประเทศในภูมิภาค รวมถึงราชอาณาจักรบาห์เรน ราชอาณาจักรฮาเชมิตแห่งจอร์แดน รัฐคูเวต สุลต่านแห่งโอมาน รัฐกาตาร์ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย สาธารณรัฐอาหรับซีเรีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งยังคงเพิ่มความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อชีวิตและความปลอดภัยของพลเรือน ตลอดจนสันติภาพและความมั่นคงในระดับภูมิภาคและระดับโลก เราเรียกร้องให้ทุกประเทศเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter)

2. การบานปลายของสถานการณ์นี้เป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง เนื่องจากเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามทางการทูตที่กำลังดำเนินอยู่ รวมถึงการริเริ่มไกล่เกลี่ยโดยรัฐสุลต่านโอมาน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อหาทางออกโดยการเจรจา

3. เราเน้นย้ำถึงความสำคัญของการยุติการสู้รบโดยทันที และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างสูงสุด หลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก และแก้ไขความขัดแย้งผ่านทางการทูตและการเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์ในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

4. เรายืนยันอีกครั้งถึงพันธกรณีของทุกรัฐในการแก้ไขความขัดแย้งของตนด้วยวิธีการสันติ และเคารพในอธิปไตยและบูรณภาพดินแดนของทุกชาติ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติ นอกจากนี้ เรายังย้ำอีกครั้งถึงพันธกรณีในการปกป้องพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนในความขัดแย้งทางอาวุธให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและมติที่เกี่ยวข้องของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

5. เราขอย้ำอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินแก่พลเมืองอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้ ตามปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยแนวทางการให้ความช่วยเหลือทางกงสุลโดยคณะผู้แทนประเทศสมาชิกอาเซียนในประเทศที่สามแก่พลเมืองของประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น และแนวทางการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินโดยคณะผู้แทนอาเซียนในประเทศที่สามแก่พลเมืองของประเทศสมาชิกอาเซียนในสถานการณ์วิกฤต

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10163623158552225&id=625882224&rdid=JWvgSr36gDeEHSWr#

แบมแบมลุยแฟชั่น!! เผยปีนี้ลองสิ่งใหม่ เล็งเต็มตัวก่อนอายุ 30 อาจแทบไม่ได้ขึ้นเวที เน้นแฟชั่น-ธุรกิจร่วมมือใหม่

(5 มี.ค. 69) แบมแบม กันต์พิมุกต์ ภูวกุล ประกาศแผนปีนี้ในการเปิดทางทำงานนอกเหนือจากเพลงที่เขาคุ้นเคย โดยตั้งใจจะลงลึกในเส้นทางแฟชั่นอย่างเต็มตัว ก่อนที่จะเข้าสู่อายุ 30 ปีในเดือนพฤษภาคมนี้ พร้อมกับย้ำว่าอาจแทบไม่ได้ขึ้นเวทีคอนเสิร์ตในปีนี้

"ปีนี้ไม่ได้เล่นหนังชัวร์ๆ เพราะผมยังไม่มั่นใจในการแสดง" แบมแบมกล่าวในงาน "The Symphony of GLOWolution" ที่ลานพาร์ค พารากอน พร้อมกับเผยแผนจะลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ทั้งด้านแฟชั่นและธุรกิจ โดยไม่มีการกำหนดไทม์ไลน์ที่ชัดเจน "ผมจะไม่รีบร้อน มีความสุขกับขั้นตอนนั้น แล้วค่อยปล่อยออกมา" เขาเผยผ่านงานนี้

แม้จะอยู่ในโหมดแฟชั่นอยู่แล้ว แต่เขาต้องการขยายขอบเขตให้มากขึ้น โดยคร่าวๆ เขาประเมินว่าโครงการใหม่นี้ทำไปแล้วประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ และยังตั้งใจจะทดลองสิ่งใหม่ๆ ให้แฟนคลับได้ชมกัน "ปีนี้อาจจะได้เห็นอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นในตัวผมมาก่อน" แบมแบมกล่าว

เขายังเล่าถึงการเซอร์ไพรส์ไปเยี่ยม 'มาร์ค ต้วน' ในแฟนมีตติ้งที่มาเก๊า พร้อมยืนยันว่าปีนี้จะลดการขึ้นเวทีอย่างชัดเจน เพื่อให้เวลากับเรื่องแฟชั่นและธุรกิจที่เขาตั้งใจทำมากขึ้น

นอกจากนี้ แบมแบมยังชี้แจงเรื่องเลือดกำเดาไหลที่เกิดขึ้นว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุเล็กน้อยและไม่มีความรุนแรง เขาย้ำว่า "ผมโอเคครับ ไม่ได้เป็นอะไรมาก"

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10159792

ศึกอิหร่านยังไม่จบ!! สภาสูงไม่ผ่านมติคุม “อำนาจสงคราม” ของทรัมป์ เสียงข้างน้อยสนับสนุน ร่างโดยเดโมแครต ข้อเสนอต้องให้รัฐสภาอนุมัติใช้กำลังทหาร เหตุโจมตีอิหร่าน-อิสราเอลเพิ่มความตึงเครียด

(5 มี.ค. 69) วุฒิสภาสหรัฐอเมริกาลงมติไม่รับรองร่างมติที่จำกัดอำนาจทางทหารของประธานาธิบดี 'โดนัลด์ ทรัมป์' ต่ออิหร่านตามผลการลงคะแนนเชิงกระบวนการล่าสุด โดยมีวุฒิสมาชิก 53 คนคัดค้าน ในขณะที่สนับสนุนเพียง 47 คน

ร่างมติดังกล่าวเสนอให้สหรัฐฯ ต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาก่อนดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน และกำหนดให้ประธานาธิบดีต้องยุติการเกี่ยวข้องของกองกำลังสหรัฐฯ ที่ไม่ได้รับอนุญาตภายใน 30 วัน เว้นแต่เป็นเหตุผลกรณีภัยคุกคามที่ใกล้จะเกิดขึ้นหรือการโจมตีโดยตรงต่อสหรัฐฯ

'แรนด์ พอล' วุฒิสมาชิกรีพับลิกันจากเคนทักกี เป็นผู้สนับสนุนร่างมติในพรรครีพับลิกันเพียงคนเดียว ขณะที่ 'จอห์น เฟตเทอร์แมน' สมาชิกเดโมแครตเห็นต่างจากพรรค

การลงมติดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีเป้าหมายในอิหร่านรวมถึงกรุงเตหะรานส่งผลให้เกิดความเสียหายและผู้เสียชีวิตในหมู่พลเรือน รวมทั้งตอบโต้กันด้วยการโจมตีพื้นที่ของอิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ทั่วตะวันออกกลาง

เหตุการณ์นี้สะท้อนความขัดแย้งที่รุนแรงและซับซ้อนในภูมิภาค โดยการปะทะที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อเสถียรภาพและความมั่นคงระดับนานาชาติอย่างชัดเจน

ที่มา : Sputnik

รัสเซียตั้งข้อกังขา!! ปมสหรัฐฯ-อิสราเอล ชี้อิหร่านขาดแท่นยิง ผู้เชี่ยวชาญชี้อิหร่านอาจยังมีแท่นยิงจำนวนมาก สวนทางคำกล่าวอ้างสหรัฐฯ-อิสราเอล ความแตกต่างข้อมูลสร้างข้อสงสัยอย่างกว้างขวาง


ผู้เชี่ยวชาญรัสเซียโต้สหรัฐฯ ชี้ยังไร้หลักฐานเป็นกลางยืนยันอิหร่านใกล้หมดแท่นยิงขีปนาวุธ

ท่ามกลางกระแสการประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เข้มข้นขึ้นต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ออกมาระบุว่า คลังอาวุธของอิหร่านกำลังลดน้อยลง และจำนวนแท่นยิงขีปนาวุธก็อยู่ในภาวะร่อยหรอใกล้หมดลงเต็มที อย่างไรก็ตาม มุมมองดังกล่าวกำลังถูกตั้งคำถามจากผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารของรัสเซีย ที่มองว่าคำกล่าวอ้างเหล่านี้ยังขาดหลักฐานที่เป็นกลางและตรวจสอบได้อย่างแท้จริง


ยูรี ลยามิน นักวิเคราะห์การทหารชาวรัสเซียผู้มากประสบการณ์ และนักวิจัยอาวุโสแห่งศูนย์วิเคราะห์ยุทธศาสตร์และเทคโนโลยีในกรุงมอสโก ให้สัมภาษณ์กับ Sputnik โดยระบุอย่างชัดเจนว่า คำกล่าวอ้างของฝ่ายสหรัฐฯ ควรถูกพิจารณาด้วยความระมัดระวังอย่างมาก เพราะอาจเข้าข่ายเป็นส่วนหนึ่งของ “โฆษณาชวนเชื่อทางทหาร” มากกว่าจะเป็นข้อสรุปเชิงประจักษ์ที่มีน้ำหนักเพียงพอ


ลยามินมองว่า จำนวนแท่นยิงทั้งหมดของอิหร่านอาจถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริงมาโดยตลอด และแม้จะเห็นได้ชัดว่าการปล่อยขีปนาวุธของอิหร่านลดลงในช่วงที่ผ่านมา แต่การลดลงดังกล่าวไม่ควรถูกตีความโดยอัตโนมัติว่าอิหร่านกำลังหมดทรัพยากรทางทหาร


ในมุมมองของเขา ปัจจัยสำคัญที่ทำให้จำนวนการยิงลดลง อาจมาจากแรงกดดันทางอากาศอย่างต่อเนื่องจากฝ่ายตรงข้าม ซึ่งบีบให้อิหร่านต้องเพิ่มระดับความระมัดระวังในการเคลื่อนย้ายและใช้งานระบบขีปนาวุธให้มากขึ้นกว่าปกติ นอกจากนี้ การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่พุ่งเป้าไปยังทางเข้าอุโมงค์ภายในฐานยิงขีปนาวุธ ยังอาจสร้างข้อจำกัดทางปฏิบัติการที่สำคัญ ทำให้ฝ่ายอิหร่านต้องเสียเวลาไปกับการเคลียร์เศษซาก ตรวจสอบความเสียหาย และดำเนินการด้านความปลอดภัยก่อนกลับมาใช้งานพื้นที่หรืออุปกรณ์เหล่านั้นได้อีกครั้ง


อีกประเด็นหนึ่งที่ลยามินหยิบยกขึ้นมา คือแนวคิดในการออกแบบแท่นยิงขีปนาวุธของอิหร่าน ซึ่งเน้นความเรียบง่ายและต้นทุนต่ำเป็นสำคัญ โดยแท่นยิงจำนวนมากมักถูกติดตั้งบนรถพ่วงมาตรฐานหรือรถบรรทุกทั่วไป ไม่ใช่ระบบซับซ้อนราคาแพงแบบที่บางประเทศใช้งาน ข้อได้เปรียบของรูปแบบนี้คือ ทำให้อิหร่านสามารถผลิตหรือจัดเก็บอุปกรณ์ลักษณะดังกล่าวไว้ได้เป็นจำนวนมาก และช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการกระจายกำลังและทดแทนความสูญเสีย
คำอธิบายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การประเมินศักยภาพของอิหร่านจากจำนวนการยิงที่ลดลงเพียงอย่างเดียว อาจเป็นการมองภาพที่แคบเกินไป โดยไม่คำนึงถึงข้อจำกัดเชิงยุทธวิธี แรงกดดันจากการโจมตีทางอากาศ และลักษณะเฉพาะของระบบอาวุธที่อิหร่านเลือกใช้


ในอีกด้านหนึ่ง ความเห็นของลยามินยังชี้ไปถึงความไม่สอดคล้องกันระหว่างการประเมินของสหรัฐฯ กับอิสราเอลเอง โดยฝ่ายอิสราเอลอ้างว่าแท่นยิงขีปนาวุธของอิหร่านมากกว่าครึ่งถูกทำลายไปแล้ว ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ ระบุในลักษณะว่าอิหร่านกำลังเข้าสู่ภาวะขาดแคลนแท่นยิง ซึ่งแม้จะดูสอดคล้องกันในเชิงทิศทาง แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดกลับพบว่าตัวเลขและวิธีการประเมินยังชวนให้เกิดข้อสงสัยไม่น้อย


ลยามินยกตัวอย่างว่า อิสราเอลเคยอ้างว่าทำลายแท่นยิงของอิหร่านได้ถึง 300 แท่นภายในช่วงเวลาไม่นาน แต่หลักฐานวิดีโอที่เผยแพร่โดยทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอลกลับรองรับตัวเลขดังกล่าวได้เพียงประมาณหนึ่งในสิบเท่านั้น แม้จะยอมรับได้ว่าไม่ใช่ทุกการโจมตีจะมีภาพบันทึกครบถ้วน แต่ความแตกต่างที่สูงมากเช่นนี้ก็ย่อมเพียงพอจะทำให้เกิดคำถามต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ออกมา


ยิ่งไปกว่านั้น เขายังตั้งข้อสังเกตว่า แม้แต่ในวิดีโอที่ถูกนำมาใช้เป็นหลักฐาน ก็ยังมีหลายกรณีที่ไม่น่าไว้วางใจนัก บางคลิปดูเหมือนเป็นการโจมตีรถบรรทุกธรรมดาที่อาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นแท่นยิง บางกรณีแสดงให้เห็นรถบรรทุกที่ชำรุดอยู่ก่อนแล้ว โดยมีการเปิดฝากระโปรงหน้าไว้ แต่กลับถูกระบุว่าเป็นเป้าหมายทางทหาร ขณะที่บางคลิปก็แสดงภาพการโจมตีซ้ำต่อแท่นยิงที่ถูกทำลายไปแล้วก่อนหน้านั้น ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่ามีการนับความเสียหายซ้ำซ้อนหรือไม่
ประเด็นเหล่านี้ทำให้ข้อถกเถียงเรื่องศักยภาพทางขีปนาวุธของอิหร่านไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตัวเลขทางทหารเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึง “สงครามข้อมูลข่าวสาร” ที่ดำเนินควบคู่ไปกับสนามรบจริงอย่างเข้มข้น ทุกฝ่ายต่างมีแรงจูงใจในการนำเสนอข้อมูลที่เอื้อประโยชน์ต่อยุทธศาสตร์ของตนเอง ไม่ว่าจะเพื่อสร้างความชอบธรรม บั่นทอนขวัญฝ่ายตรงข้าม หรือส่งสัญญาณทางการเมืองต่อประชาคมระหว่างประเทศ


ท้ายที่สุด แม้จะยังไม่อาจฟันธงได้ว่าอิหร่านมีแท่นยิงเหลืออยู่มากน้อยเพียงใด แต่ข้อโต้แย้งของผู้เชี่ยวชาญรัสเซียรายนี้ก็ช่วยตอกย้ำว่า การประเมินสถานการณ์ในสงครามยุคใหม่จำเป็นต้องแยกแยะระหว่าง “ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้” กับ “คำกล่าวอ้างที่มีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์” ให้ชัดเจนมากที่สุด เพราะในสนามความขัดแย้งปัจจุบัน ข่าวสารเองก็อาจเป็นอาวุธได้ไม่ต่างจากขีปนาวุธ

.
ที่มา : Sputnik

สงครามซัดศก. สหรัฐฯ-อิหร่านเขย่าตลาดโลก ไทยเผชิญ 2 ฉากทัศน์เศรษฐกิจ น้ำมันยังพอรองรับระยะสั้น แนะรัฐเน้นรักษาจ้างงานไม่แจกเงิน

เปิด 2 ฉากทัศน์และทางรับมือ สงคราม ‘สหรัฐ-อิหร่าน’ เขย่า ศก.ไทย ระยะสั้น ‘น้ำมัน’ ยังไม่ขาดแคลน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ประเมิน 2 ฉากทัศน์ตะวันออกกลาง “ยกระดับสู่สงครามเต็มรูปแบบ-สงครามยืดเยื้อยาวนาน” กระทบเศรษฐกิจไทยแตกต่างกัน ระบุยิ่งยืดเยื้อจะเจ็บหนักกันทุกฝ่าย สหรัฐฯ เสี่ยงจะถูกโดดเดี่ยวทั้งเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ แนะรัฐบาลรับมือ ไม่ควรใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงิน แต่ควรสร้างการจ้างงานแทน ยืนยัน “สถานการณ์น้ำมันไทย” ยังอยู่ในระดับที่รับมือได้ในระยะสั้น แต่หากสงครามยืดเยื้อหรือขยายความรุนแรง อาจเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน

ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน กำลังทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายอย่างหนัก และอยู่บนจุดตัดที่จะส่งผลกระทบแตกต่างกันตามสถานการณ์ที่เป็นไปได้ใน 2 ทาง ได้แก่ 1. สงครามรุนแรงขึ้นกว่าเดิมจนกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ (Full-scale war) 2. สงครามรุนแรงในระดับเท่าเดิม แต่ระยะเวลายืดเยื้อยาวนาน

สำหรับกรณีแรกคือ สถานการณ์ยกระดับเป็นสงครามเต็มรูปแบบ จะนำไปสู่การชะงักงันของเศรษฐกิจโลก และจะทำให้เศรษฐกิจไทยที่การเติบโตไม่ค่อยสูงอยู่แล้วแย่ลงกว่าเดิม เพราะ 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโลก ขณะที่การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะทำได้ยาก รวมถึงการเปิดตลาดการค้าใหม่ๆ ในสถานการณ์ที่โลกกำลังทำสงครามก็เป็นไปได้ยาก การลงทุนจะชะลอตัวลง ค่าเงินจะผันผวนมากขึ้นจากเงินที่ไหลเข้าออกเร็วขึ้น

“ผลกระทบที่เห็นชัดๆ ในขณะนี้คือราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง และหลังจากนี้การส่งออกก็จะชะลอตัวลงตามไป ซึ่งในอนาคตหากสถานการณ์ยกระดับกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบก็จะยิ่งน่ากลัว คือรายได้จะไม่โตแต่ค่าครองชีพผู้คนจะเพิ่มสูงขึ้น และจะยิ่งทำให้คนรายได้น้อยลำบากมาก จะบอกให้เป็นหนี้เพิ่มก็ไม่ได้เพราะทุกวันนี้หนี้ครัวเรือนก็สูงถึง 90% ของจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) สุดท้ายปัญหาสังคมก็จะตามมา” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

สำหรับกรณีที่สองคือ ความรุนแรงของสงครามไม่ได้มากขึ้น จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียว แต่ยืดเยื้อยาวนานออกไป 2 – 3 ปี ซึ่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะไม่รุนแรงเท่ากรณีแรก เพราะโลกจะเกิดเส้นทางการค้าขายใหม่ที่มองข้ามพื้นที่ความขัดแย้งเหล่านี้ไปได้ แต่ก็อาจทำให้ไทยประสบปัญหาในเรื่องการทำตลาด ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง รวมถึงเส้นทางการขนส่งที่การเปลี่ยนกองเรือ และการวางแผนการส่งสินค้าต้องเปลี่ยนตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเชื่อว่าสงครามไม่น่าจะขยายวงกว้างมากไปกว่านี้ ความเข้มข้นของการต่อสู้ยังเป็นการยิงและรอดูท่าทีกัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสที่จะขยายตัว แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็คงโดนแรงต้านเยอะหากจะนำสหรัฐฯ ไปสู่การทำสงครามเต็มรูปแบบ เพราะนอกจากจะทำให้เศรษฐกิจชะงักแล้ว ยังจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการก่อการร้ายในประเทศรุนแรงเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุหรือมีปัจจัยที่คาดไม่ถึง สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านคงไปไม่ถึงจุดที่เป็นสงครามเต็มรูปแบบ และส่วนตัวคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่สงครามจะจบลงใน 4-5 สัปดาห์ ตามที่ทรัมป์ระบุ และสุดท้ายหากผ่านไป 4-5 สัปดาห์ แล้วยังไม่จบ ความกดดันก็จะกลับมาอยู่ที่สหรัฐฯ และจะเริ่มถูกตั้งคำถาม

“ยิ่งสงครามยืดเยื้อทุกฝ่ายจะเจ็บหนัก โดยเฉพาะสหรัฐฯ เพราะคู่ค้าจะไม่เอาด้วย และสุดท้ายสหรัฐฯ จะโดดเดี่ยวทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ เพราะก่อนหน้านี้หลายประเทศไม่พอใจเรื่องมาตรการทางภาษีของทรัมป์อยู่แล้ว และรอบนี้เหมือนฟางเส้นสุดท้ายของความอดทนที่มีต่อสหรัฐฯ จะขาดลงไปได้ ซึ่งถึงตอนนั้นภาพที่เกิดขึ้นคือจะเกิดการรวมตัวกันใหม่ และการแข็งข้อต่อสหรัฐฯ อย่างประเทศสเปนตอนนี้ก็ไม่เอาด้วยแล้ว หรือหลายประเทศในยุโรปก็เริ่มสงวนท่าทีจากเดิมที่ดูเหมือนว่าจะช่วยสหรัฐฯ เต็มที่ ตอนนี้ก็ชะลอลงมา จากจุดนี้น่าจะทำให้สหรัฐฯ ต้องระวังค่อนข้างมากถ้าจะทำให้สถานการณ์ไปไกลกว่านี้” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ระบุ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ที่สุดแล้วไม่ว่าอนาคตจะไปในแนวทางใด เศรษฐกิจไทยก็จะได้รับผลกระทบหมด ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำเพื่อรับมือ คือ ไม่ควรใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้การแจกเงินให้กับประชาชน แต่ควรเป็นการรักษาการจ้างงาน และสร้างการจ้างงาน ที่มีแผนที่ชัดเจน เช่น ช่วงไหนการส่งออกทำได้น้อยหรือต้นทุนของไทยสู้ประเทศอื่นไม่ได้ รัฐบาลอาจมีการช่วยอุดหนุนในการจ่ายเงินเดือนให้พนักงานที่เสี่ยงจะตกงานจากการถูกเลิกจ้างในสัดส่วนคนละครึ่งกับบริษัท หรือแบ่งเป็นปีนี้ช่วย 50% ปีหน้าช่วย 25% เป็นขั้นบันได เพราะตอนนี้การรักษาการจ้างงานถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากทำให้เกิดความมั่นคง และมั่นใจในเศรษฐกิจ อันจะนำไปสู่ความกล้าในการใช้จ่ายเงิน ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนและประคองตัวต่อไปได้

“ศักยภาพทางการคลังของประเทศสามารถทำแบบนี้ได้มากกว่า (อุดหนุนเงินเพื่อรักษาการจ้างงาน) เพราะจะมีการหมุนเวียนกลับมาในรูปแบบภาษีนิติบุคคลจากบริษัท และถ้ามีการทำควบคู่กับการหาตลาดเท่าที่หาได้ก็จะช่วยได้เยอะ และเป็นการทำตลาดเชิงรุกด้วย แม้แต่ในตะวันออกกลางเองการทำสงครามก็ทำให้เจอปัญหาในเรื่องอาหารและอุปโภคบริโภค พวกนี้เป็นโอกาสของไทยเหมือนกัน หรือแม้แต่การส่งเสริมพื้นที่ให้คนมีรายได้เยอะสามารถขอวีซ่าในการมาอยู่ประเทศไทยได้นานขึ้น เม็ดเงินก็จะถูกนำมาหมุนเวียนใช้จ่ายในประเทศไทยได้เหมือนกัน” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

เมื่อถามถึงสถานการณ์ความเพียงพอของปริมาณน้ำมันของไทยว่ามีความน่าเป็นห่วงหรือไม่ ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวว่า ขณะนี้ไทยมีน้ำมันสำรองประมาณ 45-60 วัน แต่ไม่ได้หมายความว่าหลังจากนั้นแล้วจะหาไม่ได้ เพราะแหล่งพลังงานทั้งโลกมีอยู่หลายแหล่ง ถ้ามีความจำเป็นจริงๆ ไทยยังสามารถหาซื้อได้ และเชื่อว่ากลไกตลาดจะทำให้มีทางออกในเรื่องนี้ อีกทั้งไทยยังมีมาตรการในการรองรับผลกระทบอยู่แล้ว เชื่อว่ารัฐบาลไม่ปล่อยให้ไปสู่จุดที่น้ำมันขาดแคลนแน่ๆ แม้ราคาอาจจะแพงขึ้นก็ตาม สิ่งที่ต้องกังวลคือราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อค่าครองชีพ และหากเหตุการณ์ยืดเยื้อและขยายความรุนแรงขึ้นกว่านี้ อาจเกิดการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรงได้ การเตรียมความพร้อมสำหรับกรณีนี้จึงมีความสำคัญมาก ไม่แพ้การแก้ปัญหาระยะสั้น

บ้านเหมืองกุงชุบชีวิต จากชุมชนช่างปั้นสู่งานหัตถศิลป์ ช่างปั้นจำนวนลดลงเหลือไม่ถึง 10 คน ผลิตภัณฑ์ดินเผาได้รับความนิยมในตลาดใหม่ รายได้ช่างปั้นเพิ่มขึ้นและฟื้นจิตวิญญาณงานฝีมือ

บ้านเหมืองกุงจาก “ชุมชนช่างปั้น” สู่ “ชุมชนหัตถศิลป์”

บ้านเหมืองกุงในอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นชุมชนผู้ผลิตเครื่องปั้นดินเผาล้านนาโบราณที่สืบทอดภูมิปัญญามากว่า 200 ปี ท่ามกลางความท้าทายของสังคมสมัยใหม่ที่ทำให้อาชีพช่างปั้นดินลดน้อยลง เหลือเพียงไม่ถึง 10 คน อายุเกิน 50 ปี ท่ามกลางคนรุ่นใหม่ที่ไม่สนใจสืบสานงานศิลป์ดังกล่าว

นายวชิระ สีจันทร์ ช่างปั้นรุ่นที่ 4 ของชุมชนกล่าวว่า "ช่างปั้นกำลังจะเลือนหายไป เพราะรายได้ไม่เพียงพอต่อชีวิตต้องเปลี่ยนไปทำงานโรงงาน" งานหัตถศิลป์จึงถูกแทนที่ด้วยสินค้าผลิตจากโรงงาน

ดร.ภาสินี ศิริประภา หัวหน้าโครงการวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เปิดเผยว่า ความท้าทายสำคัญคือพ่อค้าคนกลางที่จำหน่ายสินค้าในราคาต่ำ จึงผลักดันเปลี่ยนตลาดสู่ตลาดงานสร้างสรรค์ที่ลูกค้าเชื่อมโยงกับตัวงานและผู้สร้างโดยตรง ช่วยเพิ่มมูลค่าและรายได้ช่างปั้น 2,000-5,000 บาทต่อเดือน

โครงการเน้นปรับทัศนคติและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่ ใช้วัสดุศาสตร์ผนวกเทคนิคดั้งเดิมจนได้ภาชนะที่เป็นที่นิยมในกลุ่มโรงแรมและร้านอาหารในเชียงใหม่และกรุงเทพฯ นายวชิระเสริมว่า "สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้งานปั้นดินเผาจะไม่เหลือเพียงตำนานอีกต่อไป"

โครงการยังวางแผนพัฒนาต่อเนื่องในระยะที่ 2 ด้วยการสร้างสรรค์สินค้าเฉพาะกลุ่มและจัดอบรมเชิงวัฒนธรรม เพื่อรักษาศิลปะหัตถศิลป์และส่งเสริมผู้ประกอบการชุมชนยั่งยืน

“หัวใจของการยกระดับห่วงโซ่คุณค่าหัตถศิลป์ดินปั้นของบ้านเหมืองกุงตั้งอยู่บนทักษะของช่างปั้นในชุมชน ที่สั่งสมจากการทำงานกับดินพื้นบ้านมาอย่างยาวนาน เป็นการนำทรัพยากรท้องถิ่น (Local Resources) ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) และ ช่างฝีมือท้องถิ่น (Local Artisans) มาต่อยอดให้เกิดคุณค่าเพิ่มในเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ควบคู่ไปกับการทำงานร่วมกับเครือข่ายศิลปิน นักศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ครอบคลุมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบและการขยายการรับรู้ เพื่อให้ชุมชนบ้านเหมืองกุงสามารถยกระดับตนเองจาก “ชุมชนช่างปั้น” สู่ “ชุมชนหัตถศิลป์” และรักษาและสืบสานอัตลักษณ์ของมรดกทางวัฒนธรรมชิ้นนี้ให้คงอยู่ต่อไป”

ที่มา : หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน)

เฉาหยางลุยหนุนธุรกิจโลก ประกาศ 16 มาตรการพัฒนา ยกระดับบริการเสริมแกร่งวิสาหกิจ ตั้งเป้าศูนย์นวัตกรรมและอุตฯ AI ดันเขตเปิดประเทศสู่มาตรฐานสูงสุด

เขตเฉาหยาง กรุงปักกิ่ง เปิดตัว 16 มาตรการสนับสนุนวิสาหกิจในเขตเน้นขยายตลาดโลก พร้อมจัดประชุมสภาพแวดล้อมธุรกิจและการพัฒนาอย่างยั่งยืนประจำปี 2569 เพื่อเสริมศักยภาพและทิศทางชัดเจนแก่ผู้ประกอบการในเวทีระหว่างประเทศ

มาตรการครอบคลุม 5 มิติ ได้แก่ การยกระดับบริการ การเสริมศักยภาพเชิงวิชาชีพ การสนับสนุนปัจจัยสำคัญ การป้องกันความเสี่ยง และสนับสนุนนโยบาย โดยพัฒนาระบบบริการทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เป็นแพลตฟอร์มครบวงจรแห่งแรกในกรุงปักกิ่ง พร้อมขยายบริการกฎหมายข้ามพรมแดนและการเงิน เพื่อเพิ่มช่องทางระดมทุนและปรับปรุงการปฏิบัติตามกฎระเบียบ

เขตยังเร่งขจัดข้อจำกัดด้านการเคลื่อนย้ายทุน ข้อมูล และบุคลากรข้ามพรมแดน ผ่านนโยบายและแพลตฟอร์มวิชาชีพ เพื่อให้ปัจจัยเหล่านี้ไหลเวียนสะดวกราบรื่นมากขึ้น นอกจากนี้มีแพลตฟอร์มแจ้งเตือนความเสี่ยงพร้อมคำแนะนำการเงินเสริมความปลอดภัยธุรกิจต่างประเทศ

เขตเฉาหยางมีแผนจัดตั้งโครงการ "100 อุทยานวิทยาศาสตร์" ใน 5 ปีข้างหน้า มุ่งบ่มเพาะอุตสาหกรรม AI และสารสนเทศควอนตัม ตั้งเป้าก้าวเป็นเขตสาธิตพลังการผลิตคุณภาพใหม่และศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีระดับโลก

"การดำเนินมาตรการเหล่านี้ไม่เพียงพัฒนาสภาพแวดล้อมธุรกิจ แต่ยังยกระดับการเปิดประเทศสู่มาตรฐานสูง" เขตเฉาหยางเน้นย้ำ พร้อมเชิญชวนพันธมิตรทั่วโลกสร้างความร่วมมือและความสำเร็จร่วมกัน

ที่มา: การประชุมสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและการพัฒนาคุณภาพสูง เขตเฉาหยาง กรุงปักกิ่ง ประจำปี 2569

ตะวันออกกลางปะทุ!! ปิดช่องแคบฮอร์มุซสะเทือนโลก น้ำมันสหรัฐฯ พุ่งแรงสุดรอบหลายปี หลังวิกฤตตะวันออกกลางเขย่าตลาดโลก นักวิเคราะห์เตือนอาจแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

(6 มี.ค. 69) สมาคมยานยนต์อเมริกันรายงานราคาน้ำมันเบนซินธรรมดาเฉลี่ยทั่วสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 5 มี.ค. อยู่ที่ 3.25 ดอลลาร์ต่อแกลลอน เพิ่มขึ้นเกือบ 27 เซนต์จากสัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายสัปดาห์ครั้งแรกในรอบเกือบปีนับตั้งแต่มีนาคม 2022

ราคาที่พุ่งสูงนี้ขึ้นมาเทียบเท่ากับช่วงต้นเมษายน 2025 โดยปกติราคาน้ำมันเบนซินจะสูงขึ้นในฤดูใบไม้ผลิเมื่อต้องผลิตน้ำมันเบนซินสูตรฤดูร้อนเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) สำหรับเดือนเมษายน ปรับขึ้น 8.51% ปิดที่สูงสุดในรอบแปดเดือนที่กว่า 81 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สาเหตุสำคัญมาจากความขัดแย้งล่าสุด หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลที่สำคัญ

รายงานจากบริษัทวาณิชธนกิจสตีเฟลระบุว่า "การปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานานอาจผลักดันราคาน้ำมันดิบสู่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล" และราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจะทำให้ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นและสร้างความตึงเครียดทางเศรษฐกิจ

สถานการณ์ราคาน้ำมันนี้บ่งชี้ถึงความเปราะบางของตลาดพลังงานโลกในบริบทความตึงเครียดของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top