Monday, 8 June 2026
NewsFeed

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขอให้ตำรวจยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก พร้อมขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในการทำงานของตำรวจ

(17 ต.ค. 68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า เนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 ในวันนี้ ขอขอบคุณเพื่อนข้าราชการตำรวจทุกระดับชั้น ตั้งแต่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงจนถึงผู้ ปฏิบัติงาน พวกเราได้ทุ่มเทแรงกายแรง ใจ เสียสละเวลาที่จะต้องอยู่กับครอบครัว หรือมีความสุขส่วนตัว แต่ท่านใช้เวลาดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่เพื่อพี่น้องประชาชนจนประสบความสำเร็จในหลายมิติ หลายด้าน 

พร้อมกันนี้ขอฝากถึงพี่น้องข้าราชการตำรวจทุกคน ว่า เราเป็นข้าราชการตำรวจ เรามีความจำเป็นที่จะต้องเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ตามบทบาทและหน้าที่ของเรา เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีความสบายใจ สุขใจ มีความสงบสุขเกิดขึ้นในสังคม อยากให้พวกเราร่วมมือร่วมใจ และก้าวไปด้วยกันด้วยการที่เราใช้ mindset ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องเกิดขึ้นจากส่วนลึกภายในใจ ขอให้ข้าราชการตำรวจทุกคนยึดถือผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก ในขณะเดียวกันอยากจะฝากให้ทุกท่านได้มีการพัฒนาตัวเอง ในหน้าที่ของท่านเอง ทั้งเรื่องของวิชาชีพการสอบสวน สืบสวน การป้องกันปราบปราม ตลอดจนชุดปฏิบัติการพิเศษ เพราะอาชญากรรมมีการเปลี่ยนแปลงไปในหลายรูปแบบ ให้มีมาตรการที่ดี ที่เข้มข้น ซึ่งหากจะเกิดอะไรขึ้นก็อยากให้ท่านได้ทำหน้าที่ในบทบาทผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ให้ดีที่สุด 

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวฝากถึงพี่น้องประชาชนเนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 ว่า สำหรับพี่น้องประชาชน ตนจะนำพาข้าราชการตำรวจปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นศรัทธาจากพี่น้องประชาชน ในตลอดระยะเวลาที่ยังคงทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่ง “วันตำรวจ” ไม่ใช่วันหยุดสำหรับตำรวจ แต่ถือว่าเป็นวันที่เราต้องทำงานเพื่อประเทศชาติและเพื่อพี่น้องประชาชน ขอให้พี่น้องประชาชนทุกท่านได้โปรดเชื่อมั่น และสามารถแจ้งข้อมูลข่าวสารมายังหน่วยงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ โอกาสนี้ขอให้ทุกท่านมีความสุข และหวังว่าในอนาคตจะมีความสงบสุขเกิดขึ้นในประเทศของเรา และทุกท่านอยู่ดีมีสุขตลอดไป 

หัวใจใหญ่กว่าล้อ 'พนมดงรัก' โรงพยาบาลพ่อหลวงสร้าง พวกเราจะช่วยซ่อม

 

"อะไรขาด วิ่งไปซื้อเลยหมอ" ประชาชนเค้าฝากเงินมาให้นะ คำพูดให้กำลังใจสั้นๆ แต่สร้างรอยยิ้ม และ เติมเต็มหัวใจของ แพทย์ พยาบาล ในพื้นที่มากมาย

เมื่อวันที่ (15 ต.ค. 68) สมาพันธ์ออฟโรดแห่งประเทศไทยร่วมกับ สำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร นำโดย พลตรีพิพัฒน์ จงวัฒนาไพศาล รองผู้อำนวยการสำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (รอง ผอ.สมท.กอ.รมน.) พร้อมมวลชนคาราวานทีมออฟโรดทั่วประเทศ ร่วมหลายสิบคัน ได้แก่

1.สมาพันธ์ออฟโรดแห่งประเทศไทย
2.ชมรมออฟโรดไทยใจรักษ์แผ่นดิน กอ.รมน.
3.อาสาสมัครออฟโรด มูลนิธิ พอ.สว.
4.ชมรม 44×4bigfoot shop
5.ชมรมร้อยป่า
6.Burirum off road
7.ชมรมเรารักชนบท
8.ชมรมบิ๊กไบค์ไทยใจรักษ์แผ่นดิน กอ.รมน.
9.ชมรมหนองปรือออฟโรด
10.บริษัท MT เจริญยนต์
11.ชมรมศรีราชาออฟโรด
12.ชมรมสะแกนาออฟโรด
13.สมาคมสื่อมวลชนเพื่อสังคม
14.ศักดิ์พระราม๕
15.แสงทองอะไหล่ยนต์บางบัวทอง

ได้เดินทางมาที่โรงพยาบาลพนมดงรัก เพื่อนำเงิน จำนวน 360,00บาท เพื่อซื้ออุปกรณ์การแพทย์ที่เสียหาย ชำรุด โดยครอบครัวสวนศิลป์พงศ์ และคณะสมาพันธ์ออฟโรดแห่งประเทศไทยร่วมกับ สำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดยมีแพทย์หญิงวรวรรณ กอปรกิจงาม และคณะเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เป็นผู้ร่วมรับมอบ

‘ทรัมป์’ เผยหลังโทรคุย ‘ปูติน’ 2 ชม. คืบหน้ามาก เตรียมนัดหารือสันติภาพที่ฮังการี ภายใน 2 สัปดาห์

(17 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เปิดเผยว่าได้โทรศัพท์พูดคุยกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เป็นเวลาราว 2 ชั่วโมงครึ่ง เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมา เพื่อหารือแนวทางยุติสงครามยูเครน โดยระบุผ่าน Truth Social ว่า “การสนทนาเป็นไปอย่างยาวนานแต่มีความคืบหน้า” พร้อมประกาศว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องจัดการหารือระดับสูงร่วมกันในสัปดาห์หน้า

ทรัมป์กล่าวว่าการพูดคุยครั้งนี้เป็น “ก้าวสำคัญสู่สันติภาพ” และประกาศเตรียมพบปะปูตินแบบตัวต่อตัวที่กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ภายในสองสัปดาห์ข้างหน้า เพื่อหาข้อสรุปในการยุติ 'สงครามรัสเซีย-ยูเครน' ที่ยืดเยื้อกว่า 2 ปี ขณะเดียวกัน เขายังยืนยันว่าจะพบกับประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนที่ทำเนียบขาวในวันนี้ (17 ต.ค.) เพื่อสรุปผลการพูดคุยกับรัสเซีย

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยบอกเป็นนัยว่าอาจส่งขีปนาวุธ 'โทมาฮอว์ก' ให้ยูเครน ซึ่งสามารถยิงได้ไกลถึง 2,500 กิโลเมตร จนรัสเซียออกมาเตือนว่า หากสหรัฐฯ ทำเช่นนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ “จะเสียหายและไม่อาจกู้คืนได้” นอกจากนี้ทรัมป์ยังอ้างว่าได้ขอให้อินเดียระงับการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อมอสโก

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่าการพบกันระหว่างทรัมป์กับปูตินในบูดาเปสต์อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามยูเครน แม้ยูเครนยังไม่ชัดว่าจะเข้าร่วมโต๊ะเจรจาด้วยหรือไม่ แต่การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนว่าทรัมป์ต้องการใช้บทบาท 'ผู้สร้างสันติภาพ' ต่อเนื่องจากความสำเร็จในการหยุดยิงระหว่างอิสราเอล–ฮามาสในตะวันออกกลาง

ทบ.แจงกรณีข่าวบิดเบือนจากสื่อกัมพูชา อ้างคําพูด ‘สว.อังคณา’ ผิดจากข้อเท็จจริง

เมื่อวานนี้ (16 ต.ค. 68) จากกรณีที่สื่อกัมพูชานําเสนอข่าวโดยระบุว่า นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภาไทย “ออกมายอมรับกับสื่อว่าไทยใช้เครื่องบินขับไล่ F-16 ทิ้งระเบิด MK-84 โจมตีกัมพูชาก่อน” ซึ่งเมื่อตรวจสอบพบว่า เป็นการนําคําพูดของนางอังคณาฯ ที่กล่าวว่า “การใช้ F-16 ของไทยโจมตีกัมพูชาก็ทําให้กัมพูชาได้รับความสูญเสียไม่น้อย” มาบิดเบือนและสร้างเนื้อหาข่าวให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม 

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีนี้ว่า การใช้อากาศยาน F-16 เข้าสนับสนุนปฏิบัติการในครั้งนั้น เพื่อเป็นการทําลายขีดความสามารถในการโจมตีจากฝั่งทหารกัมพูชา ในลักษณะที่สามารถควบคุมและจํากัดวงความเสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการทําลายเฉพาะเป้าหมายทางทหารที่ส่งผลคุกคามต่อกําลังทหารฝ่ายเราและประชาชนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งถูกฝ่ายกัมพูชาโจมตีทําร้ายอย่างไร้มนุษยธรรม นับเป็นการละเมิดสิทธิในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์ การปฏิบัติการดังกล่าวมีความเป็นเหตุเป็นผลและอยู่ในกรอบของหลักสากล 

การที่ฝ่ายกัมพูชาออกมาเผยแพร่ข่าวสารบิดเบือน โดยหยิบเนื้อหาบางส่วนไปขยายความในมุมที่ตนเองได้ประโยชน์ เพื่อหวังทําลายภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตานานาชาติ ถือเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาโดยตลอด จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือ การที่คนไทยด้วยกันออกมาสื่อสารในลักษณะที่ข้อมูลไม่ครบถ้วน จากความไม่เข้าใจข้อเท็จจริงของสถานการณ์ หรือด้วยเจตนาส่วนบุคคล จนถูกฝ่ายกัมพูชาหยิบนําไปกล่าวอ้างเพื่อใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติการข่าวสาร เพราะในยุคปัจจุบัน การต่อสู้อาจมิได้จํากัดอยู่เพียงในมิติของสนามรบเท่านั้น หากยังมีมิติของการสื่อสาร ที่มีบทบาทสําคัญไม่แพ้กันในการต่อสู้ยุคปัจจุบัน 

ทั้งนี้ เชื่อว่าพี่น้องประชาชนสามารถใช้วิจารณญาณในการพิจารณาข้อมูลข่าวสารได้ โฆษกกองทัพบกยังได้กล่าวย้ำาว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน “ความสามัคคีของคนไทยทุกภาคส่วน” เป็นปัจจัยสําคัญยิ่งที่จะนําพาประเทศให้ผ่านพ้นความท้าทายต่าง ๆ ไปได้ ที่ผ่านมาเรามีบทเรียนชัดเจนแล้วว่า เมื่อใดที่คนไทยขาดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ย่อมเปิดช่องให้ผู้ไม่หวังดีเข้ามาแทรกแซงและแสวงหาประโยชน์จากความแตกแยกที่เกิดขึ้น

เจาะแสนยานุภาพทางการทหาร ‘จีน - ไต้หวัน’ ใครได้เปรียบ-เสียเปรียบ หากต้องเผชิญหน้ากันอีกครั้ง

กองทัพไต้หวันจะสามารถต้านทานกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ได้หรือไม่?

วันที่ 3 กันยายน 2568 สาธารณรัฐประชาชนจีนได้จัดพิธีสวนสนามทางทหารที่ยิ่งใหญ่เพื่อฉลองครบรอบ 80 ปีชัยชนะเหนือญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่สอง ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง โดยมีประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นประธาน และมีผู้นำจากหลายประเทศเข้าร่วม ซึ่งถือเป็นการแสดงแสนยานุภาพทางทหารครั้งสำคัญของจีน และยังเป็นการอวดแสนยานุภาพทางทหารของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ทั้งทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ล้ำสมัยมากมาย

สองจีนเองได้มีการเผชิญหน้าได้มีการเผชิญหน้าทางการทหารมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน นับตั้งแต่สงครามกลางเมืองจีนระหว่างรัฐบาลสาธารณรัฐจีนที่นำโดยก๊กมินตั๋ง ซึ่งก็คือ ไต้หวันในปัจจุบัน กับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) ความขัดแย้งทางอาวุธดำเนินไปเป็นระยะ ๆ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 1927 จนกระทั่งพรรคคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะและสามารถควบคุมจีนแผ่นดินใหญ่ ได้อย่างสมบูรณ์ ในวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1949 โดยจอมพลเจียงไคเช็กนำกำลังที่เหลืออยู่มาตั้งเป็นประเทศสาธารณรัฐจีนบนเกาะไต้หวัน และได้รับการรับรองและคุ้มครองจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาให้เป็นประเทศเอกราช ทั้งยังเป็นรัฐสมาชิกขององค์การสหประชาชาติและสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ระยะเวลา 76 ปีแห่งการเผชิญหน้าของ 2 จีนนั้นมีการปะทะเกิดขึ้นหลายครั้งหลายหน:
- วิกฤตการณ์ช่องแคบไต้หวันครั้งที่ 1 เริ่มต้นด้วยการที่กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนยิงปืนใหญ่ใส่เกาะจินเหมิน และยึดหมู่เกาะอี้เจียงซานได้ในวันที่ 19 มกราคม 1955 และละทิ้งหมู่เกาะต้าเฉินในเดือนถัดมา วันที่ 24 มกราคม 1955 รัฐสภาสหรัฐอเมริกาได้ผ่านมติฟอร์โมซา (Formosa Resolution) ให้อำนาจประธานาธิบดีในการปกป้องหมู่เกาะนอกชายฝั่งของไต้หวัน วิกฤตการณ์ช่องแคบไต้หวันครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงในเดือนมีนาคม 1955 เมื่อกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ยุติการโจมตีทางอากาศ วิกฤตการณ์นี้สิ้นสุดลงในระหว่างการประชุมที่เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย

วิกฤตการณ์ช่องแคบไต้หวันครั้งที่ 2 เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 1958 ด้วยการปะทะทางอากาศและทางทะเลระหว่างกองกำลังไต้หวันและสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนโจมตีเกาะจินเหมินด้วยปืนใหญ่อย่างหนักหน่วง และสิ้นสุดลงในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน เรือลาดตระเวนของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ได้ปิดกั้นหมู่เกาะไม่ให้เรือของไต้หวันเข้าส่งกำลังบำรุง แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะได้ปฏิเสธข้อเสนอของจอมพลเจียงไคเช็กที่จะโจมตีจีนแผ่นดินใหญ่ด้วยปืนใหญ่ แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ก็ได้ดำเนินการอย่างรวดเร็วในการส่งเครื่องบินขับไล่และขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานให้กับไต้หวัน นอกจากนี้ยังจัดหาเรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบกเพื่อใช้ในการส่งกำลังบำรุงแก่กองกำลังไต้หวัน ขณะที่เรือรบของสาธารณรัฐประชาชนจีนกำลังปิดล้อมอยู่นั้น ในวันที่ 7 กันยายน เรือรบสหรัฐฯ ได้คุ้มกันขบวนเรือส่งกำลังบำรุงของไต้หวัน และสาธารณรัฐประชาชนจีนก็ได้ยอมหยุดยิง

วิกฤตการณ์ครั้งที่สามเกิดขึ้นในปี 1995 - 1996 สาธารณรัฐประชาชนจีนตอบสนองต่อการเยือนสหรัฐอเมริกาของประธานาธิบดีหลี่ เต็งฮุย ของไต้หวัน และการที่สหรัฐฯ ยอมรับหลี่ในฐานะตัวแทนของไต้หวัน ด้วยการซ้อมรบทางทหาร การซ้อมรบครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อยับยั้งไม่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวไต้หวันสนับสนุนหลี่ในการเลือกตั้งปี 1996 เมื่อหลี่ชนะการเลือกตั้ง เรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ 2 ลำถูกส่งไปปฏิบัติการยังช่องแคบไต้หวันในช่วงวิกฤตการณ์ และมีการลดระดับความตึงเครียดระหว่างสองจีนตามมา

วันที่ 25 ตุลาคม 1971 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้มีมติรับรองและยอมรับสาธารณรัฐประชาชนจีน และไม่รับรองสาธารณรัฐจีน ( ไต้หวัน) ซึ่งเคยเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งสหประชาชาติและเป็นหนึ่งในห้าสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงอีกต่อไป แม้ตัวแทนของไต้หวันจะปฏิเสธและต่อต้านมติดังกล่าว แต่ไม่นานหลังจากนั้น สาธารณรัฐประชาชนจีนก็ได้รับการยอมรับจากประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ รวมถึงสหรัฐอเมริกาเมื่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เป็นรัฐสมาชิกขององค์การสหประชาชาติและสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ปัจจุบัน กองทัพไต้หวันมีกำลังพลราว 150,000 นาย มีกำลังสำรองราว 1,657,000 นาย ในขณะที่กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนมีกำลังพลราว 2,035,000 นาย (มากเป็นอันดับ 1 ของโลกในปัจจุบัน) มีกำลังสำรองราว 510,000 นาย (ซึ่งยังไม่รวมกองกำลังติดอาวุธกึ่งทหารอีกเป็นจำนวนมาก) ปัจจัยที่กองทัพไต้หวันจะสามารถต้านทานกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ได้หรือไม่นั้น เต็มไปด้วยความซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยและองค์ประกอบมากมายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น กลยุทธ์การป้องกันประเทศ ภูมิศาสตร์ การสนับสนุนระหว่างประเทศ และศักยภาพทางทหารของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ล้วนแล้วแต่มีบทบาทอย่างสำคัญ โดยที่ไต้หวันและสาธารณรัฐประชาชนจีนมีความแตกต่างหลักในด้าน ระบบการเมือง การที่ไต้หวันเป็นประชาธิปไตย ส่วนจีนเป็นคอมมิวนิสต์ สถานะทางการเมือง ซึ่งจีนมองว่าไต้หวันเป็นมณฑลของตน แต่ไต้หวันกลับยืนยันว่าตนเองเป็นรัฐเอกราช) และ วัฒนธรรมสังคม ไต้หวันเปิดกว้างกว่า และมีอัตลักษณ์ของตนเอง ขณะที่จีนมีการควบคุมมากกว่า และแม้ว่าทั้งสองจะมีรากทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกัน แต่ทั้งสองก็มีเส้นทางประวัติศาสตร์และการพัฒนาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นเรามาลองพิจารณาวิเคราะห์ปัจจัยสำคัญในการที่กองทัพไต้หวันจะสามารถต้านทานกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนได้หรือไม่กัน:

1. ศักยภาพด้านการป้องกันประเทศของไต้หวัน ไต้หวันมีกำลังทหารที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีและทันสมัย ​​โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการป้องกันทางอากาศและทางทะเล ไต้หวันได้ลงทุนในกลยุทธ์สงครามแบบอสมมาตร มุ่งเน้นไปที่การป้องปรามและความสามารถในการสร้างความเสียหายที่สูงมากให้กับกองกำลังของผู้รุกราน กลยุทธ์การป้องกันประเทศของไต้หวันมุ่งเน้นไปที่:

- ระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูง : ไต้หวันได้จัดซื้ออาวุธขั้นสูง ซึ่งรวมถึงระบบขีปนาวุธแพทริออต ที่ผลิตในสหรัฐอเมริกา ขีปนาวุธต่อต้านเรือแบบฮาร์พูน และเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูง (F-16V ) ระบบเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) สามารถบรรลุความได้เปรียบทางอากาศและแผ่ขยายอำนาจข้ามช่องแคบไต้หวันได้โดยง่าย

- การป้องกันทางทะเล : ไต้หวันมีกองทัพเรือที่ขนาดค่อนข้างเล็กแต่มีสมรรถนะสูง ซึ่งรวมถึงเรือดำน้ำและระบบขีปนาวุธที่ทันสมัย ​​การที่ไต้หวันมุ่งเน้นไปที่แพลตฟอร์มที่รวดเร็ว คล่องตัว และยากต่อการโจมตี (เช่น เรือติดขีปนาวุธขนาดเล็ก) สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของไต้หวันที่ต้องการทำให้จีนปฏิบัติการเพื่อครอบครองน่านน้ำโดยรอบของไต้หวันได้ยากขึ้น

- สงครามแบบอสมมาตร : ไต้หวันเน้นย้ำวิธีการที่คุ้มต้นทุนในการยับยั้งหรือเอาชนะศัตรูที่ใหญ่กว่า เช่น การติดตั้งขีปนาวุธต่อต้านเรือและต่อต้านอากาศยาน การเสริมกำลังตำแหน่งป้องกัน ผสมผสานกับการใช้ยุทธวิธีกองโจร

2. ภูมิศาสตร์ ภูมิศาสตร์ของไต้หวันเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในทุกสถานการณ์การป้องกันประเทศ เกาะแห่งนี้อยู่ห่างจากจีนแผ่นดินใหญ่ในระยะที่ใกล้ที่สุดประมาณ 180 กิโลเมตร (112 ไมล์) ทำให้การรุกรานสะเทินน้ำสะเทินบกเต็มรูปแบบเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง ภูมิประเทศที่ขรุขระ เทือกเขา และแนวชายฝั่งที่กว้างใหญ่ ทำให้ไต้หวันมีข้อได้เปรียบในการป้องกันประเทศตามธรรมชาติ ซึ่งทำให้การรุกรานของจีนมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ไต้หวันยังได้ทำการเสริมกำลังอย่างแข็งแกร่งในสถานที่สำคัญ ๆ เช่น ฐานทัพทหาร ท่าเรือ และสนามบิน ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการป้องกันประเทศในระยะยาว

3. ความสามารถของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) เป็นหนึ่งในกองทัพที่ใหญ่ที่สุดและทันสมัยที่สุดในโลก มีข้อได้เปรียบอย่างมากทั้งในด้านจำนวน ทรัพยากร และประสบการณ์ กองทัพมีความก้าวหน้าอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสงครามสะเทินน้ำสะเทินบก ขีปนาวุธพิสัยไกล ขีดความสามารถทางไซเบอร์ และความเหนือกว่าทางอากาศ ปัจจัยสำคัญประกอบด้วย:

- ความเหนือกว่าเชิงตัวเลข : กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) มีข้อได้เปรียบเชิงตัวเลขอย่างมากในด้านกำลังพลภาคพื้นดิน กองทัพอากาศ และเรือรบ อย่างไรก็ตาม ข้อได้เปรียบนี้ถูกลดทอนลงด้วยการป้องกันที่แข็งแกร่งของไต้หวันและความท้าทายทางภูมิศาสตร์จากการรุกรานสะเทินน้ำสะเทินบก
- กองกำลังขีปนาวุธ : จีนมีคลังอาวุธขีปนาวุธพิสัยไกลและขีปนาวุธร่อนจำนวนมาก ซึ่งสามารถนำไปใช้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของไต้หวัน เป้าหมายพลเรือนสำคัญ และจุดยุทธศาสตร์สำคัญๆ ได้ การโจมตีด้วยขีปนาวุธเหล่านี้น่าจะเกิดขึ้นก่อนการรุกรานครั้งใหญ่ใด ๆ

- ความเหนือกว่าทางอากาศ : กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนได้ลงทุนอย่างหนักในระบบการรบทางอากาศขั้นสูง (เช่น เครื่องบินรบล่องหน J-20 ) และมีเครื่องบินจำนวนมหาศาลเมื่อเทียบกับไต้หวัน ความเหนือกว่าทางอากาศจะเป็นกุญแจสำคัญในทุกสถานการณ์การรุกราน และไต้หวันน่าจะเผชิญกับความท้าทายในการป้องกันน่านฟ้า
- ขีดความสามารถในการโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบก : จีนกำลังพัฒนาขีดความสามารถในการโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบกอย่างรวดเร็ว ซึ่งรวมถึงเรือยกพลขึ้นบก เรือขนส่ง และหน่วยเฉพาะกิจสำหรับการรบในเมือง อย่างไรก็ตาม การยกพลขึ้นบกที่ไต้หวันให้สำเร็จยังคงมีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง

4. การสนับสนุนระหว่างประเทศ ไต้หวันมีพันธมิตรระหว่างประเทศอยู่หลายประเทศ โดยสหรัฐอเมริกาเป็นพันธมิตรหลักและสำคัญที่สุด แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะไม่มีข้อตกลงด้านการป้องกันประเทศอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน (ภายใต้รัฐบัญญัติความสัมพันธ์ไต้หวัน) แต่สหรัฐอเมริกาก็มีพันธะผูกพันที่จะต้องจัดหาวิธีการป้องกันตนเองให้แก่ไต้หวัน สหรัฐอเมริกาสามารถให้ความช่วยเหลือทางทหาร ข่าวกรอง และการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ในกรณีที่ไต้หวันถูกจีนโจมตี แม้ว่าขอบเขตของการสนับสนุนนี้จะขึ้นอยู่กับปัจจัยทางการเมืองและลักษณะของความขัดแย้ง การมีส่วนร่วมที่อาจเกิดขึ้นของประเทศมหาอำนาจในภูมิภาคอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย หรือแม้แต่ประเทศในยุโรปก็อาจมีบทบาทเช่นกัน แต่ประเทศเหล่านี้จะต้องระมัดระวังเนื่องจากอาจเกิดความขัดแย้งในภูมิภาคที่กว้างขวางกว่าได้

5. การพิจารณาทางการเมืองและเศรษฐกิจ การรุกรานเต็มรูปแบบจะนำมาซึ่งความเสี่ยงมหาศาลสำหรับจีน ไม่เพียงแต่ในแง่ของต้นทุนทางทหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและการทูตที่อาจเกิดขึ้นด้วย ประชาคมโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก มีแนวโน้มที่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงต่อจีน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของจีน นอกจากนี้ การรุกรานใด ๆ ก็ตามอาจก่อให้เกิดการต่อต้านจากสาธารณชนและทางการเมืองอย่างกว้างขวางภายในประเทศจีนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการรุกรานนั้นยืดเยื้อหรือส่งผลให้เกิดการสูญเสียจำนวนมาก

6. โอกาสที่จะประสบความสำเร็จ
- ความขัดแย้งระยะสั้น : ในสถานการณ์ระยะสั้น ไต้หวันอาจสามารถยืนหยัดได้ระยะหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากได้รับการสนับสนุนตั้งแต่เนิ่น ๆ จากสหรัฐฯ และพันธมิตรอื่นๆ กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) น่าจะเผชิญกับความท้าทายด้านโลจิสติกส์ที่สำคัญในการบุกโจมตีทางน้ำที่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกองทัพไต้หวันสามารถขัดขวางความพยายามของจีนในการสร้างความเหนือกว่าทั้งทางอากาศและทางทะเลได้

- ความขัดแย้งระยะยาว : หากกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) จะเปิดฉากการรุกรานอย่างเต็มรูปแบบและต่อเนื่อง ความสามารถของไต้หวันในการต้านทานการรุกรานจะขึ้นอยู่กับการสนับสนุนจากนานาชาติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตกอื่น ๆ ดุลยภาพทางทหารอาจเปลี่ยนไปเป็นฝ่ายจีนเมื่อเวลาผ่านไป แต่ความสามารถของไต้หวันในการสร้างความเสียหายที่สูงมากให้กับจีนผ่านสงครามอสมมาตรอาจทำให้ชัยชนะดังกล่าวต้องแลกมาด้วยความเสียหายอันมหาศาลเช่นกัน

บทสรุป ความสามารถของไต้หวันในการต้านทานการรุกรานของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ได้แก่ ประสิทธิภาพในการป้องกันประเทศ ระดับการสนับสนุนจากนานาชาติที่ได้รับ และความสามารถของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนในการเอาชนะข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และการต่อต้านทางทหารของไต้หวัน มีแนวโน้มว่า ไต้หวันจะสามารถชะลอหรือต้านทานการรุกรานได้ระยะหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรภายนอกอย่างสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม ในความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ ความได้เปรียบด้านจำนวนและทรัพยากรที่มากมายมหาศาลของจีนจะเป็นความท้าทายที่สำคัญ และในท้ายที่สุด ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับพลวัตของการแทรกแซงระหว่างประเทศ ความมุ่งมั่นของจีน และความสามารถของไต้หวันในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

‘เพชรดำฟู้ดส์’ มอบเงินครึ่งล้านช่วย ‘โรงพยาบาลน่าน’ เดินหน้าภารกิจฟื้นฟูหลังวิกฤตน้ำท่วมใหญ่

(17 ต.ค. 68) บริษัท เพชรดำฟู้ดส์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย น้ำปลาร้าปรุงสุกตราแม่บุญล้ำเจ้าเก่า ผลิตภัณฑ์ปลาร้าชั้นนำของไทย ได้ส่งมอบเงินจำนวน 500,000บาท เพื่อช่วยฟื้นฟูหลังน้ำท่วม ตามโครงการแม่บุญล้ำปันสุข ให้แกโรงพยาบาลน่าน โดยมีท่านผู้อำนวยการโรงพยาบาล ผอ.นพ.วสันต์ แก้ววีและคณะผู้บริหารรับมอบ

โรงพยาบาลน่าน ประสบภัยน้ำท่วม ทำให้อุปกรณ์การแพทย์เสียหายกว่าร้อยล้านบาท เมื่อช่วงน้ำท่วมใหญ่จังหวัดน่านที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อการรักษาพยาบาลประชาชน ดังกล่าว

แม่บุญล้ำขอเป็นกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์ทุกท่านในการเร่งฟื้นฟูดังกล่าว เพื่อผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีสดุดีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการ และพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนาม เนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568

(17 ต.ค. 68) เวลา 09.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานในพิธีต่าง ๆ เนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 ณ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อ.สามพราน จ.นครปฐม พร้อมด้วย คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ โดยมี รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.), ผู้ช่วย ผบ.ตร., รอง จตช., ข้าราชการตำรวจ และคณะสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมพิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5, พิธีสดุดีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ, พิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของนักเรียนนายร้อยตำรวจ

ทั้งนี้ ในปี 2568 มีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 24 นาย โดยในพิธีสดุดีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ณ หอประชุมชุณหะวัณ นั้น ผบ.ตร.ได้เชิญผู้บังคับบัญชา สมาคมแม่บ้านตำรวจ และผู้ร่วมพิธีทุกท่าน ยืนสงบนิ่งและไว้อาลัยวีรชนทั้ง 24 นาย 

ผบ.ตร.กล่าวว่า การทำงานตำรวจมีความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อตำรวจสูงมาก แม้จะเป็นงานที่มีความตรากตรำ เสี่ยงภัย เผชิญอันตรายอยู่ทุกวัน แต่ตำรวจทุกนายยังคงยืนหยัดปกป้องชีวิตประชาชน ขจัดอริราชศัตรู ในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ซึ่งในปี 2568 มีข้าราชการตำรวจเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่จำนวน 24 นาย ยังความโศกเศร้าและอาลัยเป็นอย่างยิ่ง ขอให้คุณงามความดีที่ผู้กล้าเหล่านั้นได้กระทำ เป็นเครื่องเตือนสติและให้พวกเราทุกคนได้ระลึกถึงความกล้าหาญเสียสละ ที่สมควรยกย่องเป็นวีรชนแห่งผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ในการทำงานด้วยจิตวิญญาณของความเป็นตำรวจ ที่ต่อสู้ยืนยันปกป้องประเทศชาติโดยไม่คำนึงถึงชีวิตตน ซึ่งธงชาติไทยที่คลุมร่างผู้กล้าเหล่านั้น เปรียบเสมือนผืนแผ่นดินที่ได้โอบกอดร่างของตำรวจกล้าไว้ด้วยใจของพวกเราทุกคน เสียงปืนยิงสลุตที่ดังขึ้นในแต่ละนัดถือเป็นการสดุดีจิตวิญญาณ ความกล้าหาญ เกียรติยศและศักดิ์ศรีของตำรวจผู้กล้า ที่จะส่งเสียงกึกก้อง ดังอยู่ในใจเพื่อนข้าราชการตำรวจและครอบครัวทุกคน 

ปิดท้ายอย่างสมเกียรติเนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 คือพิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของข้าราชการตำรวจและนักเรียนนายร้อยตำรวจ โดยมี ผบ.ตร.เป็นประธานตรวจพลสวนสนาม และกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนต่อหน้าธงชัย 

ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นเครื่องหมายของสามสถาบันหลัก คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อันเป็นหลักใจสำคัญของบ้านเมือง เพื่อย้ำคำมั่นสัญญาในการเป็นข้าราชการตำรวจที่ดี ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ในการพิทักษ์ปกป้องสถาบัน และดูแลความปลอดภัยพี่น้องประชาชน สังคม และประเทศชาติ 

และขอให้ทุกครั้งที่พวกเราเหล่าข้าราชการตำรวจได้เผชิญหน้ากับคนร้าย อริราชศัตรู จะยังให้พวกเราทุกคนได้ย้อนรำลึกถึงวีรกรรมความกล้าหาญ ความเสียสละในการทำงานด้วยจิตวิญญาณของความเป็นตำรวจ ที่ต่อสู้ยืนยันปกป้องประเทศชาติโดยไม่คำนึงถึงชีวิตตน ซึ่งขอให้ตำรวจทุกนายๅได้โอบกอดครอบครัวของตำรวจกล้าเหล่านั้นให้ได้ผ่านพ้นห้วงเวลาที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักของครอบครัว และพวกเราจะดูแลให้ความช่วยเหลือปกป้องครอบครัววีรชนเหล่านั้นเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน ในนามของสำนักงานตำรวจแห่งชาติขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ต่อครอบครัวของเราวีรชนผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ผู้กล้าทั้งหลาย ที่ได้ทำหน้าที่ของตนจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต นำพาความสงบสุขมาสู่พี่น้องประชาชนประเทศชาติและสังคม

โดยรวมขอให้พลังที่สองแห่งการเสียสละอันยิ่งใหญ่ ของเราคือจะชนทั้งหลายเหล่านี้ประกอบกับกำลังกุศลที่ได้ร่วมสนุก

‘ทรัมป์’ ขอเวลาคิดก่อนตัดสินใจ ‘คว่ำบาตรรัสเซีย’ เหตุกำลังเตรียมพบ ‘ปูติน’ หวังยุติสงครามยูเครน

(17 ต.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันที่ 16 ตุลาคมว่า ขณะนี้อาจไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการออกมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียเพิ่มเติม โดยให้เหตุผลว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจกระทบต่อความพยายามทางการทูตที่เขากำลังดำเนินอยู่ เพื่อเปิดทางสู่การเจรจาสันติภาพกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน

ทรัมป์ระบุว่า ตน “ไม่ได้คัดค้าน” มาตรการคว่ำบาตร แต่ขอให้รอช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยจะหารือกับสภาคองเกรสก่อนตัดสินใจอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ เขาย้ำว่ากำลังเตรียมจัดการพบปะกับปูตินที่ประเทศฮังการีภายในสองสัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งเขาเชื่อว่าจะเป็นก้าวสำคัญในการยุติสงครามยูเครน

ขณะเดียวกัน วุฒิสภาสหรัฐฯ กำลังรอการอนุมัติจากทรัมป์ในร่างกฎหมายใหม่ ที่เสนอให้เก็บภาษีในอัตราสูงกับประเทศที่ยังคงนำเข้าพลังงานและสินค้าอื่นจากรัสเซีย เพื่อสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อมอสโก แต่แหล่งข่าวเผยว่า พรรครีพับลิกันยังไม่ผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้

อย่างไรก็ตาม รายงานจากแหล่งข่าวในวอชิงตันระบุว่า ทีมงานของทรัมป์เริ่มศึกษารายละเอียดของร่างกฎหมายดังกล่าวแล้ว และมีการเสนอแก้ไขเชิงเทคนิคบางส่วน ซึ่งสะท้อนว่าฝ่ายบริหารอาจยังไม่ปิดโอกาสในการใช้มาตรการคว่ำบาตรในอนาคต เพียงแต่ต้องรอ “จังหวะทางการเมือง” ที่เหมาะสมก่อนเท่านั้น

รู้หรือไม่? 'อังคณา นีละโพจิตร' เคยได้รางวัล 'แมกไซไซ'

รางวัลรามอน แมกไซไซ หรือ รางวัลแมกไซไซ (Ramon Magsaysay Award) ก่อตั้งขึ้น เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 1957 โดยคณะกรรมการของกองทุนร็อกกี้เฟลเลอร์ บราเธอร์ส (Rockefeller Brothers Fund) ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาโดยการสนับสนุนของรัฐบาลฟิลิปปินส์ รางวัลแมกไซไซนั้น ถือเสมือนหนึ่งรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพของเอเชีย

ตลอดระยะเวลาเกือบ 7 ทศวรรษที่ผ่าน มีคนไทยและองค์กรในไทยได้รับรางวัลนี้มาแล้วถึง 25 ครั้ง และหนึ่งในนั้นมี ‘อังคณา นีละไพจิตร’ นักสิทธิมนุษยชนคนดัง เคยได้รับรางวัลดังกล่าวด้วยเช่นกัน

‘จีน’ ยันคุมส่งออก ‘แร่หายาก’ อย่างมีระบบ ปรับเกณฑ์ให้โปร่งใส-เอื้อต่อการค้าถูกกฎหมาย

เมื่อวันที่ (16 ต.ค. 68) กระทรวงพาณิชย์จีน ประกาศว่า รัฐบาลจะเดินหน้าปรับปรุงระบบควบคุมการส่งออก 'แร่หายาก' ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจะลดขั้นตอนการอนุมัติและเวลาตรวจสอบ พร้อมพิจารณามาตรการอำนวยความสะดวกทางการค้า เพื่อให้การส่งออกที่ถูกกฎหมายดำเนินได้อย่างราบรื่น

เหอ หย่งเฉียน (He Yongqian) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ ย้ำว่ามาตรการดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามกฎหมายและไม่มุ่งเป้าต่อประเทศใดเป็นพิเศษ ทั้งยังระบุว่า คำขอส่งออกที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการพลเรือนจะได้รับอนุมัติทั้งหมด โดยเป้าหมายหลักคือป้องกันไม่ให้แร่หายากถูกนำไปใช้ผลิตอาวุธหรือเทคโนโลยีที่เป็นภัยต่อความมั่นคงระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านจีนแสดงความไม่พอใจต่อสหรัฐฯ ที่ออกมาตรการเพิ่ม 'ค่าธรรมเนียมท่าเรือ' ต่อเรือสินค้าจีน และขยาย 'เอนทิตีลิสต์' หรือ บัญชีรายชื่อบริษัทและองค์กรที่รัฐบาลสหรัฐฯ มองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งส่งผลให้บริษัทเหล่านี้ถูกจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีและสินค้าของสหรัฐฯ เช่น ชิปหรือซอฟต์แวร์ขั้นสูง

ทั้งนี้ จีนเตือนว่าสหรัฐฯ ควร “หยุดสร้างความวุ่นวาย” หลังเพิ่งเปิดการเจรจาการค้าในกรุงมาดริด แต่กลับออกมาตรการเล่นงานจีนกว่า 20 ฉบับในเวลาไม่ถึงเดือน พร้อมเรียกร้องให้วอชิงตันกลับมาหารืออย่างเท่าเทียมและเคารพซึ่งกันและกัน เพื่อรักษาบรรยากาศความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top