Tuesday, 9 June 2026
NewsFeed

‘กองทัพเนปาล’ เข้าคุมเมืองหลวงในช่วงสุญญากาศ หลังเหตุประท้วงเดือดจาก ‘ม็อบ Gen Z’ ทำยอดคนดับพุ่ง 22 ศพ

(10 ก.ย. 68) เนปาลเข้าสู่ภาวะตึงเครียดรุนแรง หลังยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุประท้วงพุ่งแตะ 22 ราย กองทัพตัดสินใจส่งกำลังทหารเข้ากรุงกาฐมาณฑุเมื่อคืนวันอังคาร (9 ก.ย.) เพื่อสกัดกลุ่มผู้ชุมนุมที่ฝ่าฝืนเคอร์ฟิว เผาอาคารรัฐสภา ศาลสูง รวมถึงบ้านพักนักการเมืองหลายราย โดยมีรายงานว่า ภรรยาของอดีตนายกรัฐมนตรีเสียชีวิตจากบาดแผลไฟลวก หลังถูกผู้ประท้วงบุกจุดไฟเผาบ้านพัก

ความรุนแรงปะทุขึ้นตั้งแต่วันจันทร์ หลังรัฐบาลสั่งแบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียกว่า 20 บริการ รวมถึง WhatsApp และ YouTube จุดชนวนความไม่พอใจที่สะสมจากปัญหาคอร์รัปชันและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แม้ต่อมารัฐบาลจะยกเลิกคำสั่งและนายกรัฐมนตรี เค.พี. ชาร์มา โอลี (K. P. Sharma Oli) ประกาศลาออก แต่สถานการณ์กลับไม่คลี่คลาย

ผู้นำหน่วยงานความมั่นคงของเนปาลออกแถลงการณ์ร่วม เรียกร้องทุกฝ่ายหันหน้าเจรจาเพื่อหาทางออกอย่างสันติ อย่างไรก็ตาม การที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี 4 คน รวมถึงแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลทยอยลาออก ทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง ซึ่งไม่ชัดเจนว่าใครจะขึ้นมาบริหารประเทศต่อ

อย่างไรก็ตาม อาโศก ราช ซิกเดล (Ashok Raj Sigdel) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดประกาศว่ากองทัพจะเข้าควบคุมกฎหมาย และความสงบเรียบร้อยอย่างเบ็ดเสร็จ พร้อมเผยแพร่ภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ “ปฤถวี นารายัน ชาห์” (Prithvi Narayan Sh) กษัตริย์พระองค์แรกของราชอาณาจักรเนปาล เพื่อสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ถึงการยืนหยัดปกป้องบ้านเมือง ท่ามกลางเสียงสะท้อนว่าการลุกฮือครั้งนี้คือ “การประท้วงของ Gen Z” ที่เรียกร้องเสรีภาพและความยุติธรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ

12 เดือน ‘อิสราเอล’ ทิ้งระเบิดใส่แล้ว 7 ประเทศ!! ‘กาตาร์’ ล่าสุดโดนด้วย…ทำสั่นคลอนทั้งภูมิภาค

(10 ก.ย. 68) อิสราเอลถูกวิจารณ์หนักอีกครั้ง หลังปฏิบัติการโจมตีกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เพื่อลอบสังหารแกนนำฮามาส ทำให้หลายประเทศทั่วโลกออกมาประณามว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยอย่างร้ายแรง ล่าสุดมีการชี้ชัดว่า ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา อิสราเอลได้ทิ้งระเบิดใส่หลายประเทศในภูมิภาค ได้แก่ ปาเลสไตน์ เลบานอน อิหร่าน ซีเรีย อิรัก เยเมน และกาตาร์

สำนักงานนายกรัฐมนตรีอิสราเอลยืนยันการปฏิบัติการดังกล่าว โดยเป็นครั้งแรกที่อิสราเอลโจมตีกาตาร์ ซึ่งถือเป็นผู้ไกล่เกลี่ยสำคัญในสงครามกาซาและยังเป็นที่ตั้งฐานทัพอากาศสหรัฐฯ ขนาดใหญ่ กระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ออกแถลงการณ์ประณาม “การโจมตีอันขี้ขลาด” พร้อมเรียกร้องให้นานาชาติหยุดยั้งความก้าวร้าวของอิสราเอล

ขณะที่ สหประชาชาติ ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต จอร์แดน รวมถึงอิหร่านและอิรัก ต่างออกมาโจมตีการกระทำของอิสราเอลว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นการยั่วยุที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงและความไร้เสถียรภาพที่ลุกลามไปทั่วภูมิภาค

ด้าน ประเทศตะวันตกอย่างสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหภาพยุโรปก็แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วย โดยระบุว่าการโจมตีในกาตาร์เสี่ยงทำให้สถานการณ์บานปลาย พร้อมย้ำความจำเป็นเร่งด่วนในการหยุดยิงถาวรและเปิดทางช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมสู่กาซา

ทั้งนี้ ท่ามกลางเสียงประณามที่ดังก้องขึ้นทุกทิศทาง เหตุการณ์นี้กำลังทำให้อิสราเอลถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามระดับภูมิภาค ขณะที่การโจมตีต่อเนื่องในหลายประเทศในช่วงปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าความขัดแย้งตะวันออกกลางอาจขยายตัวเกินกว่าที่โลกจะเพิกเฉยได้อีกต่อไป

เคทีซี-ตำรวจไซเบอร์ เปิดวงเสวนา “รู้ทันภัยไซเบอร์” สกัดภัยปลอมตัวหลอกเงิน สร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลให้คนไทย

เคทีซี ร่วมกับตำรวจไซเบอร์ เดินหน้ามาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันภัยไซเบอร์ที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค จัดเสวนา KTC FIT Talk ครั้งที่ 20 “รู้ทันภัยไซเบอร์: ปกป้องตัวตนและเงินในโลกดิจิทัล” วิเคราะห์พัฒนาการภัยคุกคามทางไซเบอร์ ที่กำลังรุนแรงและซับซ้อนจากฟิชชิ่ง (Phishing) และคอลเซ็นเตอร์ สู่การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Agentic AI ในการโจมตีธุรกรรมการเงิน พร้อมแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชนและสื่อมวลชน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้แก่สังคมไทย

พันตำรวจเอกสุริยศักดิ์ จิราวัสน์ ผู้กำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) สังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยสถิติและแนวโน้มการเกิดภัยออนไลน์ว่า “คดีอาชญากรรมออนไลน์ในปัจจุบันมีความซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น ตั้งแต่การหลอกลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงล่อใจ การปลอมแอปพลิเคชันที่ดูเหมือนของจริง ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) และ Deepfake การสร้างเสียงหรือวิดีโอปลอมเพื่อหลอกให้ประชาชนเชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่หรือบุคคลที่รู้จัก ส่งผลให้มีผู้เสียหายเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในทุกเพศ ทุกวัยและทุกอาชีพ จากข้อมูลเชิงสถิติพบว่าช่วงอายุ 25 ปี – 40 ปี ประสบภัยไซเบอร์มากที่สุด 70% เป็นผู้หญิงกว่า 60% โดยช่องทางออนไลน์ที่ถูกมิจฉาชีพเข้าสวมรอยหรือแทรกแซงในธุรกรรมการเงินมากที่สุด คือ โซเชียลมีเดีย ประมาณ 80%” 

“การบังคับใช้กฎหมายเพื่อตัดวงจรอาชญากรรมออนไลน์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องเสริมด้วยมาตรการเชิงป้องกันและการสร้างความรู้ควบคู่กัน เพราะการสื่อสารเชิงรุกคือหัวใจสำคัญ ต้องเผยแพร่ข้อมูลเตือนภัยที่รวดเร็ว เข้าถึงง่ายและใช้ภาษาที่ประชาชนเข้าใจ ไม่ว่าจะผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โทรทัศน์ วิทยุ หรือการรณรงค์ในพื้นที่จริง การแจ้งเตือนก่อนเกิดเหตุสามารถช่วยลดความสูญเสียได้มหาศาล โดยการรับมือกับภัยออนไลน์ต้องอาศัยความร่วมมือแบบบูรณาการ ในส่วนของภาครัฐ อย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังเร่งผลักดันกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและกฎหมายอาชญากรรมไซเบอร์ ขณะที่สถาบันการเงินก็เริ่มแชร์รูปแบบของภัยทุจริตต่างๆ (Fraud Trend) ร่วมกันผ่านสมาคมธนาคารไทย และกลุ่มคณะทำงานป้องกันการทุจริต (Fraud Working Group-FWG) ส่วนภาคเอกชนด้านเทคโนโลยี เช่น ผู้ให้บริการโทรคมนาคมหรือแพลตฟอร์มโซเชียล มีเดีย ได้เข้ามามีบทบาทในการสกัดกั้นเบอร์มิจฉาชีพและเว็บไซต์ปลอม ในขณะที่สื่อมวลชนยังสามารถช่วยเป็นแนวหน้าในการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและผ่านการตรวจสอบแล้ว เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันข้อมูลแก่สังคม เมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนามาตรการ และการสื่อสารความรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ ก็จะช่วยสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแรง และทำให้มิจฉาชีพเข้าถึงเหยื่อได้ยากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความท้าทาย คือ การแลกเปลี่ยนข้อมูลยังไม่เป็นระบบกลาง 100% และการตอบสนองต่อภัยใหม่ๆ ยังต้องใช้เวลาประสานงานหลายฝ่าย”

นายไรวินทร์ วรวงษ์สถิตย์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานควบคุมงานปฏิบัติการและปฏิบัติการร้านค้า “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เผยมุมมองต่อพัฒนาการภัยไซเบอร์ว่า “ภัยการเงินที่พบมากในอดีตคือการขโมยบัตรเครดิตหรือหมายเลขบัตร ต่อมาพัฒนาเป็นฟิชชิ่ง (Phishing) ผ่านอีเมลและ SMS ที่แนบลิงก์หลอกลวง ปัจจุบันโลกออนไลน์ได้เห็นเทคโนโลยี Deepfake ทั้งเสียงและวิดีโอที่ทำให้ผู้คนเชื่อว่ากำลังติดต่อกับเจ้าหน้าที่จริง และเมื่อเข้าสู่ยุค Generative AI ก็ยิ่งน่ากังวล เพราะสามารถสร้างข้อความ ภาพ และวิดีโอปลอมได้ทันที แม้ยังเป็นการฉ้อโกงแบบ Reactive ที่ต้องมีคนสั่งงาน แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือการมาถึงของ Agentic AI ที่สามารถคิด วางแผนและโจมตีได้เองแบบเรียลไทม์ ตัวอย่างเช่น ‘Shop Smart Agent’ ที่เปิดร้านค้าออนไลน์ปลอม หลอกเก็บข้อมูลบัตรเครดิต ก่อนนำไปใช้ทำธุรกรรมอัตโนมัติในหลายประเทศ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าภัยการเงินกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว”

“ข้อมูลล่าสุดพบว่ากว่า 86% ของความเสียหายจากภัยไซเบอร์มาจาก Data Compromise โดยข้อมูลบัตรถูกนำไปใช้ทำธุรกรรมที่ต่างประเทศ ขณะเดียวกันกลโกงแบบเดิมอย่างแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือ SMS ปลอมก็ยังคงระบาดอย่างต่อเนื่อง โดยหลอกเหยื่อให้โอนเงินเข้าบัญชี รวมไปถึงการหลอกลวงให้มีการลงทุน ผ่านการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและธนาคาร จุดที่น่าห่วงที่สุดคือ ข้อมูลส่วนตัวของผู้บริโภค โดยเฉพาะรหัส OTP กำลังกลายเป็นอาวุธสำคัญของมิจฉาชีพ เราจึงอยากย้ำว่าทุกครั้งที่ได้รับข้อความแปลกๆ ต้องหยุดตรวจสอบก่อนทันที ไม่ควรรีบกดลิงก์หรือให้ข้อมูลโดยไม่ยืนยัน แนวทางป้องกันที่สามารถทำได้ทันทีคือ การไม่เปิดเผยรหัส CVV และ OTP ให้กับผู้ใดเด็ดขาด การตั้งวงเงินผ่าน Mobile Banking การเปิดการแจ้งเตือนทุกธุรกรรม รวมถึงเลือกใช้บัตรเครดิตเคทีซี ดิจิทัล (KTC Digital Card) ที่มี Dynamic CVV เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของธุรกรรมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพราะหากเผลอคลิกลิงก์หรือกรอกข้อมูลไปแล้ว ต้องรีบอายัดบัตรและเปลี่ยนรหัสผ่านทันที ทั้งนี้  ธนาคารจะไม่มีการส่งลิงก์แนบใน SMS เพื่อให้กรอกข้อมูลส่วนตัวอย่างเด็ดขาด หากพบข้อความลักษณะดังกล่าวต้องติดต่อ Call Center โดยตรงเพื่อยืนยันความถูกต้อง” 

“ในส่วนของเคทีซีเรามีมาตรการเฝ้าระวังทุกธุรกรรมตลอด 24 ชั่วโมง แบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชัน KTC Mobile และหากพบธุรกรรมที่เสี่ยง เจ้าหน้าที่จะโทรศัพท์ยืนยันกับลูกค้าโดยตรง นอกจากนี้ เรายังสร้างสื่อความรู้ผ่านโซเชียล มีเดีย เช่น TikTok, Facebook และช่องทางออนไลน์อื่นๆ เช่น เว็บไซต์ www.ktc.co.th และ LINE OA เพื่อเตือนภัยและสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชน เคทีซีมุ่งมั่นดูแลความปลอดภัยทางการเงินของลูกค้าอย่างรอบด้านให้มากที่สุด โดยได้รับการยืนยันด้วยรางวัลระดับภูมิภาค เช่น รางวัลความปลอดภัยทางการเงินระดับเอเชียแปซิฟิก (Champion Security Award, Best in Class Performance (Thailand) จากวีซ่า ซึ่งสะท้อนความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีทางการเงินที่มีการบริหารจัดการความเสี่ยงและการรักษาความปลอดภัยข้อมูลตามมาตรฐานสากล เพื่อให้สมาชิกเคทีซีมั่นใจได้ว่าทุกธุรกรรมดิจิทัลมีความปลอดภัย” 

นายนพรัตน์ สุริยา ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายป้องกันทุจริตบัตรเครดิตและร้านค้า “เคทีซี” กล่าวเสริมว่า “เคทีซีได้ทำงานใกล้ชิดกับกองบังคับการปราบปรามฯ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยล่าสุดได้ร่วมแจ้งเบาะแสเพื่อสกัดกั้นการกระทำอันทุจริตของแก๊งปลอมบัตรเครดิต เพื่อยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับสมาชิกและสังคม นอกจากนี้ สิ่งที่อยากฝากถึงสังคมคือ ครอบครัวควรมีบทบาทร่วมกันในการช่วยดูแลธุรกรรมของผู้สูงวัย ซึ่งมีความเปราะบางและมักตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพ โดยมีข้อแนะนำดังนี้ 
1. ควรหมั่นพูดคุยให้คำแนะนำด้านความปลอดภัย  
2. ตรวจสอบ SMS หรือการแจ้งเตือนธุรกรรมอย่างสม่ำเสมอ  
3. ตั้งวงเงินจำกัดในการใช้บัตรเพื่อป้องกันความเสียหาย  
4. ติดตั้งแอปฯ ที่ช่วยกรองเบอร์โทรศัพท์ที่เป็นสแปม เช่น  Whoscall และ 
5. อัปเดตข่าวสารเกี่ยวกับภัยไซเบอร์ใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อให้ผู้สูงวัยรู้เท่าทัน ไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพออนไลน์”

‘โปแลนด์’ ยิงสกัดโดรน ‘รัสเซีย’ รุกล้ำน่านฟ้า สั่งปิดสนามบิน 4 แห่ง พร้อมระดมกำลัง ‘นาโต้’ รับมือ

(10 ก.ย. 68) โปแลนด์ประกาศสกัดโดรนรัสเซียที่รุกล้ำเข้ามาในน่านฟ้า ระหว่างที่รัสเซียเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศใส่ยูเครนเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา (9 ก.ย.) ซึ่งล่าสุดกองทัพโปแลนด์ยืนยันมีการละเมิดอาณาเขตหลายครั้งจนต้องใช้อาวุธยิงสกัด และกำลังเร่งค้นหาซากโดรนที่ถูกทำลาย

กองทัพโปแลนด์ระบุว่า ได้ระดมกำลังทางอากาศและระบบป้องกันภัยทางพื้นดิน พร้อมยกระดับการเตือนภัยสูงสุด โดยมีเครื่องบินของโปแลนด์และชาติพันธมิตรนาโต้ (NATO) เข้าปฏิบัติการร่วม เพื่อรักษาความปลอดภัยของน่านฟ้า นายกรัฐมนตรีโดนัลด์ ทัสก์ (Donald Tusk) ยืนยันกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและรับรายงานตรงจากผู้บัญชาการทหาร

ก่อนหน้านี้ สนามบิน 4 แห่งในโปแลนด์ รวมถึงสนามบินโชแปงในกรุงวอร์ซอ (Warsaw Chopin Airport) ต้องปิดทำการชั่วคราวจากกิจกรรมทางทหาร ขณะเดียวกันมีรายงานว่าโดรนรัสเซียบินล้ำเข้ามาใกล้เมืองซาโมช ชายแดนโปแลนด์ แม้ภายหลังกองทัพอากาศยูเครนจะลบข้อความดังกล่าวออกจากช่องทางสื่อสาร

ทั้งนี้ โปแลนด์ยังประกาศปิดพรมแดนกับเบลารุสชั่วคราว เริ่มมีผลตั้งแต่คืนวันพฤหัสบดี (11 ก.ย.) เพื่อตอบสนองต่อการซ้อมรบร่วมครั้งใหญ่ Zapad-2025 ของรัสเซียและเบลารุส ซึ่งสร้างความกังวลด้านความมั่นคงในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านนาโต้ ทั้งลิทัวเนียและลัตเวียต่างเร่งเพิ่มมาตรการป้องกันชายแดนเช่นกัน

สหรัฐฯ คว่ำบาตรเครือข่ายไซเบอร์สแกมเมอร์ ‘เมียนมา–กัมพูชา’ หวังสกัดเงินหลายหมื่นล้าน…จากการขโมยเงิน ‘ชาวอเมริกัน’

เมื่อวานนี้ (9 ก.ย. 68) สหรัฐอเมริกา ประกาศคว่ำบาตรเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ในเมียนมาและกัมพูชา หลังพบว่าธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้ขโมยเงินจากชาวอเมริกันมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา กระทรวงการคลังสหรัฐระบุว่า ขบวนการดังกล่าวเกี่ยวพันกับการค้ามนุษย์ หลอกล่อผู้คนหลายแสนรายเข้าสู่คอมพาวด์หลอกลวงทางออนไลน์ โดยเฉพาะตามแนวชายแดนไทย–เมียนมา

นายจอห์น เค. เฮอร์ลีย์ (John K. Hurley ) รองปลัดกระทรวงการคลังด้านข่าวกรองการก่อการร้ายและการเงิน กล่าวว่า อุตสาหกรรมหลอกลวงไซเบอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่เพียงคุกคามความมั่นคงทางการเงินของชาวอเมริกัน แต่ยังทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องตกเป็นทาสในยุคสมัยใหม่ ทั้งการกักขัง ใช้ความรุนแรง และขู่บังคับด้วยหนี้สินหรือการบังคับค้าประเวณี

มาตรการคว่ำบาตรครั้งนี้ครอบคลุมบริษัทและบุคคล 9 ราย ในเมืองชเวก๊กโก รัฐกะเหรี่ยง ของเมียนมา ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งอาชญากรรมที่ก่อตั้งโดยกลุ่ม Yatai International Holdings จากฮ่องกง ร่วมกับกองทัพกะเหรี่ยงที่หนุนหลังรัฐบาลทหารเมียนมา รวมถึงอีก 10 องค์กรในกัมพูชา ที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงสกุลเงินดิจิทัลและการฟอกเงิน

นอกจากนี้ รายงานของสถาบันวิจัยนโยบายยุทธศาสตร์ออสเตรเลียชี้ว่า ตั้งแต่เกิดรัฐประหารในปี 2021 ศูนย์หลอกลวงในเมียนมาขยายตัวรวดเร็ว จากพื้นที่ควบคุมของกองกำลังติดอาวุธเข้าสู่เขตที่กองทัพเมียนมาครอบงำ ขณะที่รัฐบาลกัมพูชาถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าละเลยการปราบปรามเครือข่ายเหล่านี้ แต่เจ้าหน้าที่ปฏิเสธ

องค์กร Hami Nepal ถูกเชื่อมโยงทุน NED และบริษัทสหรัฐฯ หัวเชื้อ ‘ม็อบ Gen Z’ ออกมาประท้วงหนัก!! ไล่รัฐบาลเนปาล

(10 ก.ย. 68) สื่อสากลรายงานว่าองค์กร Hami Nepal มีบทบาทนำการประท้วงของกลุ่มเยาวชน Gen Z ในเนปาล จนเกิดความรุนแรง เผาอาคารรัฐสภาและผลักดันให้รัฐบาลนายกรัฐมนตรี เค.พี. ชาร์มา โอลี (K. P. Sharma Oli) ลาออก หลังการประท้วงรุนแรงหลายวัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 22 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 100 คนจากการปราบปรามของตำรวจ

หัวใจสำคัญของการประท้วงคือ ซูดาน กุรุง (Sudan Gurung) วัย 38 ปี ประธาน Hami Nepal องค์กรเยาวชนที่ช่วยฟื้นฟูหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวและตอบสนองฉุกเฉิน โดย ‘กุรุง’ เคยสูญเสียลูกจากเหตุแผ่นดินไหวปี 2015 ทำให้เขาหันมาทำงานสาธารณะและก่อตั้ง Hami Nepal ในปี 2020 ปัจจุบันองค์กรมีสมาชิกมากกว่า 1,600 คน

อย่างไรก็ตาม Hami Nepal มีความเชื่อมโยงกับโครงการที่ได้รับทุนจาก มูลนิธิแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NED) ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนกึ่งอิสระของประเทศสหรัฐอเมริกา ในการทำแคมเปญ “Free Tibet” ต่อต้านจีน และร่วมมือกับบริษัทสหรัฐฯ หลายแห่ง เช่น โคคา-โคลา (Coca-Cola) 

ขณะเดียวกัน กุรุงและองค์กรเคยเรียกร้องให้มีการประท้วงอย่างสงบเพื่อต่อต้านคำสั่งแบนโซเชียลมีเดียของรัฐบาล โดยผู้ประท้วงใช้แพลตฟอร์มอย่าง Instagram และ Discord ประชาสัมพันธ์วิธีการประท้วง และนัดรวมตัวที่อนุสาวรีย์ไมนติการ์ มันดาลา (Maitighar Mandala) แต่สุดท้ายก็เกิดเหตุบานปลาย

นักวิเคราะห์ระบุว่าการเคลื่อนไหวของ Hami Nepal สะท้อนถึงอิทธิพลของทุนต่างชาติและ NGO ในการชุมนุมเยาวชน ซึ่งมีเป้าหมายทั้งการแทรกแซงทางการเมืองและการสร้างความไม่มั่นคง ขณะเดียวกันซูดาน กุรุงก็ถูกมองว่าเป็น “แกนนำของการประท้วง Gen Z” ที่รวบรวมคนรุ่นใหม่เพื่อเรียกร้องเสรีภาพและต่อต้านรัฐบาลที่พวกเขามองว่าทุจริตและล้มเหลว

ตำรวจจราจรพร้อมรับมือฝนตกหนัก น้ำท่วมขัง อำนวยความสะดวกและช่วยเหลือประชาชน

(9 ก.ย. 68) พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ช่วงนี้ที่มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตำรวจจราจรได้เข้าให้ความช่วยเหลือกรณีมีรถจอดเสีย เครื่องยนต์ขัดข้อง และที่ปฏิบัติหน้าที่อำนวยการจราจรด้วยความเข้มแข็งในจุดที่เกิดปัญหาน้ำท่วมขังและจุดต่อเนื่องมาโดยตลอด  ประกอบกับตลอดสัปดาห์นี้ กรมอุตุนิยมวิทยามีประกาศเตือน ยังคงมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลอาจเกิดปัญหาน้ำท่วมขังและการจราจรติดขัดหลายพื้นที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ชื่นชมข้าราชการตำรวจจราจร ที่ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือประชาชน ในช่วงเกิดภาวะน้ำท่วมขังดังกล่าว และส่งกำลังใจไปให้ข้าราชการตำรวจ ขอให้ช่วยกันดูแล ช่วยเหลือ ประชาชนในช่วงที่มีฝนตกน้ำท่วมขัง พร้อมสั่งการให้เตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกและให้ความช่วยเหลือประชาชนในทุกพื้นที่ โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละพื้นที่ดำเนินการ ดังนี้
1. ให้เฝ้าระวังจุดที่มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก และประสานหน่วยระบายน้ำออกจากจากคลองสายหลักและสายรองที่มีปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้น เพื่อรองรับปริมาณฝนที่ระบายมาจากพื้นผิวถนน 
2. เร่งขจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำบริเวณท่อระบายน้ำ บนผิวถนน เพื่อช่วยเร่งระบายน้ำออกจากผิวถนนในกรณีฝนตกในปริมาณสูง 
3. ให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำ ให้พร้อมกรณีมีน้ำท่วมขัง ฉุกเฉินบนผิวการจราจร
4. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังสถานีสูบน้ำ โดยขอให้มีเจ้าหน้าที่ที่ประสานงาน ได้ในช่วงนอกเวลาเร่งด่วนและ่ชวงกลางคืน เพื่อเพิ่มกำลังการระบายน้ำ
5. จัดชุดเคลื่อนที่เร็วเข้าช่วยเหลือประชาชน กรณีรถจอดเสียจอดตายจากน้ำท่วมขังโดยให้จัดเตรียมรถยก รถลากทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ และชุดช่วยเหลือประชาชนกรณีมีเหตุฉุกเฉินเร่งด่วน เจ็บป่วยฉุกเฉิน 
6. ให้ประชาสัมพันธ์จุดที่มีน้ำท่วมขัง พร้อมเส้นทางหลีกเลี่ยง โดยเร็วและจัดทำป้ายแจ้งเตือนจุดที่มีน้ำท่วมขัง ให้ประชาชนทราบก่อนถึงถึงจุดที่มีน้ำท่วมขังเพื่อเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว 
7. ขอความร่วมมือบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างที่กระทบต่อผิวการจราจรให้ดำเนินการ มิให้มีเครื่องจักรหรือวัสดุก่อสร้างใดๆกีดขวางทางระบายน้ำ
8. สำรวจและปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อการใช้เส้นทางในช่วงฤดูฝน เช่น จุดที่มีต้นไม้บดบังทัศนวิสัย หรือพื้นผิวถนนที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ โดยให้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุและเพื่ออำนวยความปลอดภัยแก่ประชาชน

พล.ต.ท.นิธิธรฯ ย้ำว่า ตำรวจจราจรทุกนายพร้อมอำนวยความสะดวกด้านการจราจรและให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลังขอให้ประชาชนมั่นใจว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เตรียมความพร้อมและจะดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและดูแลความปลอดภัยของทุกท่าน

ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือ หรือต้องการสอบถามข้อมูลเส้นทางจราจร หรือเส้นทางที่มีสถานการณ์น้ำท่วม สามารถติดต่อได้ที่สายด่วนกองบังคับการตำรวจจราจร 1197, ตำรวจทางหลวง 1193 หรือสายด่วน 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

กาฬสินธุ์ ม.กาฬสินธุ์เดินหน้าพัฒนาท้องถิ่นมุ่งสู่มาตรฐานสากล แม่ทัพภาคที่ 2 พบปะครู นักเรียน 

(9 ก.ย. 68) มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์จัดงานวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ครบรอบ 10 ปี “1 ทศวรรษ  มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน”พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนเดินหน้ายกระดับสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน และก้าวสู่มาตรฐานสากล” ในอนาคต พร้อมมอบโล่เชิดชูเกียรติ ผู้ทำคุณประโยชน์แก่มหาวิทยาลัยและประเทศชาติ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 และหลวงตาสินทรัพย์ จรณธัมโม เจ้าอาวาสวัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ ขณะที่แม่ทัพภาคที่ 2 พบปะครู นักเรียน กพส. ขอให้ช่วยกันรักษา 3 สถาบันหลักของชาติ

วันที่ 9 กันยายน 2568 เวลา 09.00 น.ที่ห้องประชุมพยับหมอก ชั้น 3 มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ รองศาสตรจารย์สุพรรณ สุดสนธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี นายกสภามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ พร้อมด้วยกรรมการสภามหาวิทยาลัย คณะผู้บริหาร  คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา และศิษย์เก่าร่วมกันจัดงานวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ครบรอบ 10 ปี “1 ทศวรรษ  มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน” โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ  ภาคเอกชน  ภาคสังคม และประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมและแสดงความยินดีอย่างพร้อมเพียง
ทั้งนี้กิจกรรมเริ่มตั้งแต่ช่วงเช้า มีพิธีเจริญพระพุทธมนต์ พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 9 รูป การแสดงของนักศึกษา พิธีเชิญตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ พิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติ ผู้ทำคุณประโยชน์แก่มหาวิทยาลัย และทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ หลวงตาสินทรัพย์ จรณธัมโม เจ้าอาวาสวัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ และพลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 

การปาฐกถาพิเศษ “ความจงรักภักดี ต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์” โดยพลโทบุญสินพาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 โดยแม่ทัพภาคที่ 2 ย้ำว่า ภาคภูมิใจ และจะรักษารางวัลนี้ไว้ พร้อมจะรักษาสถาบันหลักของชาติด้วยชีวิต ทั้งนี้เมื่อตนพ้นจากหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 2 ไปแล้วก็จะใช้สติปัญญาความรู้ ประสบการณ์มาช่วยเหลือสังคมและกองทัพ  ซึ่งจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอย่างเด็ดขาด, การปาฐกถาพิเศษ “อนาคตมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์กับความท้าทายของโลกที่เปลี่ยนแปลง” โดย ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี นายกสภามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
 เวทีเสวนา “จากวันแรกสู่อนาคต  1 ทศวรรษ มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน โดยนายเลิศบุศย์ กองทอง กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ, ศ.ดร.ไชยณรงค์ นาวานุเคราะห์ กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ, นายวันชัย ผโลทัยถเกิง กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ, ดร.พราวพร เกียรติดำเนินงาม ตัวแทนภาคประชาชนในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ ดำเนินการเสวนา โดย รศ.ดร.คคนางค์ รัตนานิคม กรรมการสภามหาวิทยาลัย และผศ.ดร.จักรินทร์ ตรีอินทอง กรรมการสภามหาวิทยาลัย

พิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติและเกียรติบัตร ครบรอบ 10 ปี วันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ให้กับผู้ทำคุณประโยชน์ ผู้มีผลงานเด่นด้านการพัฒนาท้องถิ่น ศิษย์เก่าดีเด่น คณาจารย์ประจำดีเด่น บุคลากรสายสนับสนุนดีเด่น  นักศึกษาดีเด่น และนิทรรศการ “1 ทศวรรษ มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน”
รองศาสตรจารย์สุพรรณ สุดสนธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมงานครบรอบ 10 ปี หรือ 1 ทศวรรษแห่งการก่อตั้งมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความตั้งใจ และความร่วมมือของทุกภาคส่วนในท้องถิ่น  เพื่อสร้างมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์เป็น “ศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ และศูนย์กลางการพัฒนาท้องถิ่น” เพื่อให้เติบโตไปพร้อมกับ สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของท้องถิ่น

รองศาสตรจารย์สุพรรณ กล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ได้ก้าวเดินด้วยความมุ่งมั่น ทั้งในด้านการยกระดับคุณภาพการศึกษา การวิจัยและนวัตกรรม การพัฒนาสิ่งแวดล้อมและกายภาพ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และก้าวไกล สู่ระดับสากล ซึ่งทุกก้าวย่างล้วนสะท้อนถึงความทุ่มเท ความเสียสละ ความเพียรพยายามและพลังศรัทธา ของทุกคนที่ร่วมกันสร้างมหาวิทยาลัยแห่งนี้ให้เติบโตมาอย่างต่อเนื่อง

รองศาสตรจารย์สุพรรณ กล่าวอีกว่า ในโอกาสครบรอบ 1 ทศวรรษนี้ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์จะไม่หยุดเพียงแค่ความสำเร็จที่ผ่านมา แต่จะเดินหน้าต่อไปด้วย พลังแห่งความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์สู่การเป็น “มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน และก้าวสู่มาตรฐานสากล” ในอนาคตต่อไป 

อย่างไรก็ตามในช่วงเช้าเวลา 08.00 น.พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เดินเข้าพบปะครู และนักเรียนที่บริเวณหน้าเสาธง โรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ โดยมี พลตรีกิตติพงษ์ เนื่องชมภู ผบ.มทบ.23, พ.อ.สิทธิศักดิ์ พรมดิเรก รองผอ.รมน.กาฬสินธุ์, พ.อ.วิเศษศิลป์ แสนภูวา สัสดี จ.กาฬสินธุ์, พ.ต.อ.วีระ หางนาค ผกก.เมืองกาฬสินธุ์, ดร.วิภา สายรัตน์ ผอ.สพม.กาฬสินธุ์, นางจารุวรรณ รัตนมาลี ผอ.โรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ พร้อมคณะผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู และนักเรียนให้การต้อนรับ ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 2 ได้เดินทักทายและถ่ายภาพกับนักเรียน ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นและเรียบง่ายเป็นกันเอง 

ทั้งนี้พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวว่า วันนี้แม่ทัพมาเพื่อประเทศไทย แม่ทัพจะมีธงชาติไทยติดอยู่เครื่องแบบตลอด ไปไหนมาไหนเอาประเทศชาติไปด้วย มันหมายถึง 3 สิ่ง คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เช่นเดียวกับพวกเราที่ร้องเพลงชาติอยู่หน้าเสาธง ขอให้พวกเรายึดมั่นและรักษาสามสิ่งนี้ให้ดี ที่บรรพบุรุษของพวกเราได้สละเลือดและชีวิตมาเพื่อ 3 สีนี้ ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชแล้ว และพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ขอให้พวกเราต้องเป็นหนึ่งเดียว อย่าแตกแยกความสามัคคี

พลโทบุญสิน  กล่าวต่อว่า แม่ทัพและลุงทหารที่ทำหน้าที่ตรงนี้ เขากำลังมีกำลังใจดี แม้ว่าหลายท่านได้เสียชีวิตทั้ง 18 นาย บาดเจ็บหลัก 100 คน เขาทำเพื่อทวงแผ่นดินคืน เขมรเข้ามายึดไว้นานแล้ว แม่ทัพนอนไม่ค่อยหลับ เพราะเราถูกกระทำก่อน เพราะเขาต้องการมาเอาแผ่นดินเพิ่ม โชคดีที่เป็นยุคแม่ทัพชื่อบุญสินพอดี นอกจากไม่ได้แผ่นดิน เรายังยึดแผ่นดินได้คืน 11 จุด รวมถึงภูมะเขือ ขณะที่พี่ๆ เราต้องสละชีพ บางส่วน บางท่านก็ขาขาด แขนขาด ตาบอด และจะทำอีกถ้ามีโอกาส 

พลโทบุญสิน  กล่าวอีกว่า  ทหารยศร้อยตรีจบใหม่ จบมาได้ปีเดียว ขาขาด เขาพูดบอกว่า 'ผมขออยู่หน่วยเดิม ไม่มีขาก็อยู่' เราทำความดีเพื่อแผ่นดินหรือยัง เราทำอะไรให้กับประเทศชาติ พวกเธอเป็นนักเรียนไม่ต้องจับปืนถือปืนเหมือนกับพี่ทหาร แต่ขอให้เป็นคนดีของประเทศชาติ ตัวอย่างไหนที่ไม่ดีก็อย่าปฏิบัติ พวกเราโตขึ้นจะต้องรักษา 3 สีนี้เอาไว้ 3 สีที่อยู่บนแขนแม่ทัพ คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ต่อไปพวกครูที่อยู่ตรงหน้าและแม่ทัพก็จะแก่ ประเทศชาติจะอยู่กับพวกเธอ ไม่แน่ในอนาคตในนี้อาจจะเป็นแม่ทัพเหมือนแม่ทัพบุญสินก็ได้ ขึ้นอยู่กับความตั้งใจเรียนของพวกเรา มีความขยันมั่นเพียร มีความเสียสละ อย่าเห็นแก่ตัว รักเพื่อน อย่าทะเลาะเบาะแว้งกัน ให้มีหลักธรรมในการดำเนินชีวิต 

"ฝากครูสอนทั้ง 2 วิชานี้ คือ วิชาประวัติศาสตร์ และวิชาจริยธรรม เพราะการแต่งกายดี ใส่สูท ผูกไท ไม่ใช่ว่าเขาจะเป็นคนดี คนดีอยู่ที่ใจ อยู่ที่พฤติกรรม อยู่ที่สันดานคน แม่ทัพจะพูดแบบนี้ไปเรื่อยๆ มีคนมาเสนอให้ตำแหน่งทางการเมืองแม่ทัพ แต่ตำแหน่งสูงๆ แต่แม่ทัพไม่เอา จะอยู่กับพี่น้องประชาชน" "  พลโทบุญสินกล่าว  
 

กาฬสินธุ์-ม.กาฬสินธุ์มอบโล่เชิดชูเกียรติหลวงตาสินทรัพย์-แม่ทัพภาคที่ 2 ผู้ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ

(9 ก.ย. 68) มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์มอบโล่เชิดชูเกียรติ “หลวงตาสินทรัพย์ จรณธัมโม” (พระสิ้นคิด) เจ้าอาวาสวัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ แม่ทัพธรรมแห่งภาคอีสาน และพลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เนื่องในวาระวันสถาปนาครบรอบ 10 ปี

วันที่ 9 กันยายน 2568  ที่ห้องประชุมพยับหมอก ชั้น 3 อาคารเฉลิมพระเกียรติ กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ 70 พรรษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ได้มีการจัดพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ (บุคคลแห่งปี 2568) ประกอบด้วยฝ่ายฆราวาส และฝ่ายสงฆ์

โดยฝ่ายฆราวาส ทางมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ได้ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติแก่พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ที่มีบทบาทสำคัญ ในการปกป้องรักษาอธิปไตย  และการทวงคืนผืนแผ่นดินไทยกลับมากว่า 10 แห่ง อันเป็นการแสดงถึงความเข็มแข็ง กล้าหาญ รักชาติรักแผ่นดิน อีกทั้งยังแสดงถึงภาวะความเป็นผู้นำอันน่ายกย่อง
ส่วนฝ่ายสงฆ์ เนื่องจากสถานการณ์ที่ผ่านมา มีพระสงฆ์ในอารามสำคัญหลายรูป ได้สร้างความเสื่อมเสียแก่พระศาสนา จนนำมา ซึ่งวิกฤติศรัทธา  แต่หลวงตาสินทรัพย์ จรณธัมโม (พระสิ้นคิด)  แห่งพุทธอุทยานที่พักสงฆ์วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ จ.อุบลราชธานี กลับทุ่มเท กำลังกาย และ กำลังทรัพย์ ในการเผยแผ่ธรรมะอย่างไม่ลดละ โดยสามารถนำพาพุทธศาสนิกชนออกบวชเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังส่งเสริมอุบาสกอุบาสิกา ในการปฏิบัติธรรมอย่างกว้างขวาง สร้างความศรัทธาแก่สาธุชนอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

ทั้งนี้ที่สำคัญหลวงตาสินทรัพย์ ยังได้สร้างคุณประโยชน์ต่อสังคมในการสนับสนุนทางการเงินแก่หน่วยงานภาครัฐและประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะในยามที่บ้านเมืองมีภัย ทั้งแผ่นดินไหว น้ำท่วม  และภาวะสงคราม ท่านก็ส่งปัจจัยและหน่วยกู้ภัยไปช่วยเหลือราษฎรอย่างไม่รั้งรอ  และด้วยเหตุนี้จึงได้รับสมญานามว่า "แม่ทัพธรรมแห่งแผ่นดินอีสาน” ซึ่งคณะศิษย์ยานุศิษย์ หลวงตาสินทรัพย์ จรณธัมโม ขอน้อมใจมุทิตาสักการะ และร่วมแสดงความยินดีอย่างยิ่งกับ ในโอกาสนี้หลวงตาสินทรัพย์ ได้เปิดเผยว่า รู้สึกภาคภูมิใจ และรู้สึกยินดีกับพลโทบุญสิน ที่ได้รับรางวัลนี้ เพราะสังคมไทยเวลานี้ต้องการคนที่มีความซื่อสัตย์ สุจริต  รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์  รู้จัก อื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีเมตตาธรรม ซึ่งการที่สังคมไทยจะเจริญงอกงาม ไม่ได้อยู่ที่การศึกษาอย่างเดียว แต่อยู่ที่คุณธรรม จริยธรรม จึงฝากให้พุทธศาสนิกชนตั้งมั่นอยู่ในศีล ในธรรม และประพฤติตัวเป็นคนดีของสังคม

ด้านพลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2  ได้กล่าวถึงการรับโล่เชิดชูเกียรติว่า ภูมิใจที่ได้รับเกียรติในครั้งนี้ ซึ่งรางวัลนี้ไม่ได้มาเพียงเพราะตนคนเดียว และจะรักษารางวัลนี้ไว้ พร้อมจะรักษาสถาบันหลัก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ด้วยชีวิต เมื่อตนพ้นจากหน้าที่ไปแล้วก็จะใช้สติปัญญาความรู้ ประสบการณ์มาช่วยเหลือสังคมและกองทัพโดยจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอย่างเด็ดขาด

ขอนแก่น - ”สร้าง พัฒนาและรักษาเครือข่ายประชาสัมพันธ์" ภายใต้โครงการประชาสัมพันธ์สร้างภาพลักษณ์ ขอนแก่นเมืองสมาร์ทซิตี้ 

(9 ก.ย. 68 ที่ ห้องประชุมพาวิลเลี่ยม โรงแรมราชาวดี จังหวัดขอนแก่น  นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธาน เปิดกิจกรรมสร้าง พัฒนา และรักษาเครือข่ายประชาสัมพันธ์ ตามโครงการประชาสัมพันธ์สร้างภาพลักษณ์องค์กร “ขอนแก่นเมืองสมาร์ทซิตี้” ประจำปี 2568  โดยมี นายธีระพงษ์  โสดาศรี อดีตอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เป็นวิทยากรบรรยาย พร้อมด้วย นางทรงศิริ  แก้วคำ ประชาสัมพันธ์จังหวัดขอนแก่น นำเครือข่ายประชาสัมพันธ์ที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ  ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วยผู้ดูแลหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน และเสียงตามสายในพื้นที่อำเภอเมืองขอนแก่น อาสาสมัครประชาสัมพันธ์ ประจำหมู่บ้านและชุมชน (อป.มช.) เครือข่ายประชาสัมพันธ์ กว่า 120  คนเข้าร่วม เพื่อเสริมศักยภาพการทำงานด้านการสื่อสารสาธารณะครบวงจร

นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า  เครือข่ายประชาสัมพันธ์ถือเป็นกำลังสำคัญที่จะทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียง ถ่ายทอดข้อมูลที่ถูกต้องจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนไปสู่ประชาชนในทุกพื้นที่ โดยเน้นการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันการเผยแพร่ข่าวปลอม พร้อมย้ำว่าการบูรณาการร่วมกันในครั้งนี้จะช่วยให้ข้อมูลข่าวสารถึงมือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และตรงประเด็น

นอกจากนี้ จังหวัดยังดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง ผ่านศูนย์ CI ซึ่งแม้ไม่มีระเบียบรองรับ แต่สามารถทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็งทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อบำบัดผู้เสพกว่า 170 คน ในระบบการแพทย์และการติดตามอย่างใกล้ชิด มุ่งสู่เป้าหมาย “จังหวัดสีขาว” ที่ปลอดยาเสพติด พร้อมคืนคนดีสู่สังคม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในทุกหมู่บ้าน.


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top