Wednesday, 10 June 2026
NewsFeed

กองทัพไทย ผนึกกำลังนานาชาติ จัดประชุม Thailand Security Dialogue 2025 ถกประเด็นความมั่นคงโลก

ในโลกที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ความท้าทายด้านความมั่นคงได้ทวีความซับซ้อนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวและแสดงบทบาทเชิงรุกในการสร้างสันติภาพในภูมิภาค กองทัพไทย โดย สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ จึงได้ริเริ่มจัดงานประชุมสัมมนาความมั่นคงนานาชาติครั้งยิ่งใหญ่ ภายใต้ชื่องาน Thailand Security Dialogue 2025 หรือ TSD 2025 ในหัวข้อ “ความมั่นคงและสันติภาพท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วระดับโลก” (Peace and Security in a Global Disruption) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30-31 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรม ดิ แอทธินี ถนนวิทยุ กรุงเทพมหานคร
พลเอก พงศ์เทพ แก้วไชโย ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กล่าวว่า เวทีดังกล่าวจะส่งเสริมให้ผู้นำทั้งจากระดับโลกและระดับภูมิภาค ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง และนักวิชาการ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแบ่งปันข้อมูลเชิงลึก เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือและนวัตกรรมใหม่ ๆ ในการจัดการกับประเด็นความมั่นคงที่มีผลกระทบต่อทั้งโลก ภูมิภาค และประเทศไทย

การประชุม TSD 2025 จึงมีเป้าหมายหลักในการสร้างพื้นที่แห่งการพูดคุยที่สร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือพหุภาคี และระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาทางออกต่อภัยคุกคามด้านความมั่นคงในปัจจุบัน โดยเฉพาะการสร้างโอกาสให้ผู้เข้าร่วมจากนานาชาติได้พบปะกันอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน อันเป็นรากฐานสำคัญของการทำงานร่วมกันในระดับสากล

เวทีนี้ได้เชิญผู้เข้าร่วมที่มาจากหลากหลายภาคส่วนและนานาชาติ ได้แก่ เอกอัครราชทูตของมิตรประเทศ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดชาติสมาชิกอาเซียน ผู้ช่วยทูตทหาร 24 ประเทศในประเทศไทย องค์กรระหว่างประเทศ 4 องค์กร ได้แก่ UNHCR, TBC, ICRC และ FCCT รวมถึงเครือข่ายหน่วยงานวิชาการด้านความมั่นคงแห่งอาเซียน หรือ Track II Network of ASEAN Defense and Security Institution (NADI) จาก 10 ประเทศ และหน่วยงานคลังสมอง (Think Tank) ชั้นนำจากต่างประเทศ เช่น IISS สิงคโปร์ และ Synergia Foundation จากอินเดีย นอกจากนี้ยังมีผู้แทนจากหน่วยงานของกระทรวงกลาโหม เหล่าทัพ หน่วยงานอื่นของรัฐ สถาบันการศึกษา องค์กรภาคเอกชน และสื่อมวลชนในประเทศไทย

หัวใจสำคัญของการประชุมครั้งนี้คือการทำความเข้าใจผลกระทบของ “Global Disruption” หรือเหตุการณ์ขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นสงครามเศรษฐกิจ หรือการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คน แต่ในมุมมองของกองทัพไทย การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ใช่แค่ภัยคุกคาม หากแต่เป็น โอกาส ที่จะผลักดันให้เกิดการปรับตัวและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ หากเราเตรียมตัวและปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเป็นเจ้าภาพจัดงานในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงบทบาทนำของกองทัพไทยในการเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลกในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงและสันติภาพ โดยการนำผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมารวมตัวกันและส่งเสริมการสนทนาที่มีความหมาย ซึ่งจะนำไปสู่แนวทางแก้ไขที่แปลกใหม่และการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ความสำเร็จของงานจะมาจากแผนงานที่ชัดเจนและเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่ง

การจัดงาน TSD 2025 เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของกองทัพไทยในการสร้างสภาวะแวดล้อมแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจและสันติภาพในภูมิภาค ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก บทบาทของกองทัพไทยในฐานะเจ้าภาพจึงมิใช่เพียงการจัดงาน แต่เป็นการเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ในการร่วมมือกับนานาชาติ เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงและสันติสุขร่วมกัน

จึงขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนผู้สนใจร่วมติดตามข่าวสาร และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนความมั่นคงในระดับสากลไปพร้อมกับกองทัพไทย เพื่อสันติภาพที่ยั่งยืนในยุคแห่งความผันผวนของโลกใบนี้

สิงคโปร์ยกทัพนักลงทุน 200 คน เยือนไทย ผลักดันความร่วมมือด้านนวัตกรรมและพลังงานสะอาด

(19 ส.ค. 68) นักลงทุนสิงคโปร์กว่า 200 คนเดินทางเยือนไทย ร่วมงาน Singapore Regional Business Forum ครั้งที่ 9 ที่กรุงเทพฯ โดยบีโอไอและสภาธุรกิจสิงคโปร์ (SBF) จัดงานเพื่อประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์และเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–สิงคโปร์ เน้นดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมสีเขียว

เลขาธิการบีโอไอ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ ระบุว่า งานนี้ถือเป็นครั้งแรกที่จัดในไทย และมีนักธุรกิจและผู้บริหารภาครัฐจากสิงคโปร์เข้าร่วมกว่า 200 คน รวมถึงผู้เข้าร่วมจาก 25 ประเทศทั่วโลกกว่า 450 คน ภายในงานเน้นแสดงศักยภาพไทยในการรองรับการลงทุนด้านดิจิทัล พลังงานสะอาด และนวัตกรรม

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทย–สิงคโปร์มีความร่วมมือยาวนานในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมอนาคต โดยสิงคโปร์เป็นนักลงทุนต่างชาติอันดับ 1 ของไทย และการลงทุนครอบคลุมโครงการสำคัญ เช่น SATS Food, Oatside และ CapitaLand พร้อมกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคอย่าง AFTA และ RCEP

นายตัน ซี เหล่ง จากสิงคโปร์กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นนวัตกรรมและความยั่งยืน เช่น พลังงานสะอาด การดูแลสุขภาพ อีคอมเมิร์ซ ฟินเทค และการลดก๊าซเรือนกระจก โดยสองประเทศตั้งเป้าสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่และรองรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้ นายนฤตม์ระบุเพิ่มเติมว่า ไทยพร้อมเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์ และดิจิทัล รวมทั้งลงนาม MOU กับ SBF เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านอาหาร อิเล็กทรอนิกส์ การแพทย์ เทคโนโลยีชีวภาพ และการท่องเที่ยว ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สิงคโปร์ลงทุนไทยกว่า 8.1 แสนล้านบาท โดยเน้นดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และเทคโนโลยีสูง

‘เซเลนสกี’ ยิ้มร่า!! หลักประกันความมั่นคงใกล้เป็นจริง มาพร้อมแพ็กเกจอาวุธจากสหรัฐฯ มูลค่า 90,000 ล้าน

(19 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน เปิดเผยหลังการหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และผู้นำยุโรปว่า ข้อตกลงด้านหลักประกันความมั่นคงของยูเครนน่าจะได้ข้อสรุปภายใน 7–10 วัน โดยขณะนี้ประเทศพันธมิตรกำลังจัดทำเอกสารอย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้

เซเลนสกีกล่าวว่า สิ่งสำคัญคือสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะเข้ามามีส่วนร่วมในการประสานและเป็นผู้ร่วมรับรองหลักประกันความมั่นคงให้กับยูเครน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญ แม้การเจรจาสันติภาพกับรัสเซียยังไม่ใกล้ความจริง แต่เขายืนยันว่าการพบกับทรัมป์ในครั้งนี้เป็นการเจรจาที่ “ดีที่สุด” เท่าที่เคยมีมา

ผู้นำยูเครนยังระบุว่า ยูเครนพร้อมเจรจากับรัสเซียใน “ทุกรูปแบบ” และจะหารือเรื่องดินแดนกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินโดยตรง แม้ยังไม่มีการกำหนดวันพูดคุยอย่างเป็นทางการ ขณะเดียวกัน เซเลนสกีย้ำว่าประเด็นดินแดนจะเป็นเรื่องที่เขาและปูตินต้องเจรจาโดยตรงเท่านั้น

อีกด้านหนึ่ง ส่วนหนึ่งของหลักประกันความมั่นคงจะมาพร้อมกับแพ็กเกจอาวุธจากสหรัฐฯ มูลค่า 90,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงเครื่องบินและระบบป้องกันทางอากาศ พร้อมทั้งข้อตกลงใหม่ที่สหรัฐฯ จะซื้อโดรนจากยูเครนเมื่อการส่งออกเปิดทาง ถือเป็นผลลัพธ์สำคัญที่ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศควบคู่กันไป

สถานการณ์ยังไม่นิ่ง!! แม่ทัพภาค 2 ชี้เขมรไว้ใจไม่ได้ หากเจรจาไม่ลงตัว ‘กองทัพไทย’ ก็พร้อมปะทะเสมอ

(19 ส.ค. 68) ‘แม่ทัพกุ้ง’ พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 นำกำลังพลร่วมพิธีรับมอบสิ่งของช่วยเหลือแก่ทหารที่บาดเจ็บจากเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา จากคณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 52–67 โดยมีพลเอกอุกฤษฏ์ บุญตานนท์ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด และพลเอกมนัส จันดี เสนาธิการทหาร เข้าร่วมงานด้วย

แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวชื่นชมการไม่ทอดทิ้งกันของคนไทย พร้อมย้ำว่ากองทัพป้องกันแนวชายแดนอย่างเข้มงวด แม้บางครั้งการปฏิบัติรุกอาจมีทหารได้รับบาดเจ็บบ้าง แต่ทุกนายอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใย และรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ทั้งหมด

แม่ทัพกุ้งระบุด้วยว่า สิ่งของที่ได้รับในครั้งนี้จะถูกนำไปใช้ช่วยเหลือกำลังพลแนวหน้าโดยเร็ว เพราะบางรายการเร่งด่วนไม่สามารถรอการจัดหาของทางราชการได้ทัน พร้อมย้ำว่าสถานการณ์ชายแดนยังมีความตึงเครียด 50–50 จึงไม่อาจวางใจได้ แต่กองทัพภาค 2 ยังคงมีความพร้อมทั้งในการพูดคุยอย่างมิตร และหากจำเป็นต้องปะทะก็พร้อมเช่นกัน

นอกจากนี้ พลโทบุญสินยังเผยว่า ปลายเดือนสิงหาคมนี้จะมีการประชุม RBC กับแม่ทัพกัมพูชา เพื่อหาทางพูดคุยทำความเข้าใจ ก่อนเข้าสู่การประชุม GBC อีกครั้ง โดยยืนยันว่ากองทัพไทยพร้อมทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยตามที่ประชาชนฝากความหวัง และหวังว่าสถานการณ์จะยุติโดยเร็วที่สุด

‘เจือ ราชสีห์’ ชวนพี่น้องชาวสงขลาเลือกแบบสะพานในฝัน ดันสะพานเชื่อมเมืองสงขลา - สิงหนคร เป็นแลนด์มาร์กสำคัญ

(19 ส.ค.68) นายเจือ ราชสีห์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เชิญชวนประชาชนจังหวัดสงขลาร่วมแสดงความคิดเห็นถึงโครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา เชื่อม อ.เมืองสงขลา - อ.สิงหนคร จ.สงขลา โดยระบุว่า พี่น้องชาวสงขลาว่าอย่างไร? เลือกสะพานในฝันของคุณ!

โครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา เชื่อม อ.เมืองสงขลา - อ.สิงหนคร จ.สงขลา ที่จะกลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญ และเป็นประโยชน์ต่อการเดินทาง-ขนส่งในพื้นที่ภาคใต้

และตอนนี้… ถึงเวลาที่ “พี่น้องทุกท่าน” จะเป็นผู้มีส่วนร่วม!

คุณอยากให้สงขลามีสะพานแบบไหน? สะพานมโนราห์ – เอกลักษณ์ใต้ เชื่อมโยงวัฒนธรรมกับการพัฒนา

ร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณ เพื่อร่วมออกแบบอนาคตของสงขลา! เพราะ “สะพานนี้” เป็นของพี่น้องทุกท่านในจังหวัดสงขลา

ทั้งนี้ สามารถแสดงความคิดเห็นได้ที่เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/Mr.JuaRachasri  จากนั้น ทีมงานจะรวบรวมส่งต่อให้ กรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม พิจารณาต่อไป

นายเจือ ย้ำว่า หากโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา เชื่อมระหว่างอำเภอสิงหนคร กับ อำเภอเมืองสงขลา เกิดขึ้นจริง จะเป็นอีกหนึ่งประตูเศรษฐกิจ เชื่อมโยงการค้าการท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา เพิ่มความสะดวกให้ประชาชน และสร้างสัญลักษณ์ใหม่ของภาคใต้ ที่ทั้งสวยงามและทรงคุณค่าทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม

‘พงษ์กวิน’ เผย ครม.อนุมัติความร่วมมือศรีลังกา นำเข้าแรงงานทดแทนกัมพูชาที่แห่กลับประเทศ

(19 ส.ค.68) นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า วันนี้ ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมาตรการนี้จะช่วยตอบสนองความต้องการแรงงานของนายจ้างและสถานประกอบการทั้งในภาคการผลิตและบริการ มีรายละเอียด ดังนี้

1. เห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการคนต่างด้าวที่มีสถานะไม่ถูกต้อง โดยผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าว 4 สัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางที่หมดอายุหรือมีรอยตราประทับ แต่การอนุญาตทำงานหรือการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุดลง แต่ไม่ได้เดินทางออกนอกราชอาณาจักร (Overstay) หรือระยะเวลาการอนุญาตยังไม่สิ้นสุดลง แต่ทำงานกับนายจ้างโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ยังรวมถึงคนต่างด้าว 3 สัญชาติ (กัมพูชา ลาว และเมียนมา) ที่เข้าเมืองผิดกฎหมายก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะให้ความเห็นชอบและต้องการทำงาน อนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อทำงานได้ 1 ปี

2. เห็นชอบแนวทางการนำเข้าแรงงานต่างชาติอื่นๆ ผ่านระบบ MOU เพื่อเป็นทางเลือกเพิ่มเติมให้กับนายจ้าง และสถานประกอบการในการบริหารจัดการกำลังคน ในระยะแรกจะเริ่มนำเข้าแรงงานสัญชาติศรีลังกา 

ด้านนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า กรมการจัดหางานได้กำหนดแนวทางการดำเนินการบริหารจัดการคนต่างด้าวที่มีสถานะไม่ถูกต้อง ดังนี้ 

1. นายจ้าง ยื่นบัญชีรายชื่อพร้อมคำขออนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว และชำระเงินค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงาน เป็นเวลา 15 วัน 

2. จัดเตรียมเอกสารตามที่กำหนดในแบบคำขอ เช่น ใบรับรองแพทย์ หลักฐานการประกันสุขภาพ หรือหลักฐานการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตน แล้วแต่กรณี ยื่นให้สำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ ภายใน  60 วัน

3. ให้คนต่างด้าวต้องไปดำเนินการจัดเก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลที่กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัด หรือสถานที่อื่นที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกำหนด ภายใน 60 วัน กรณีคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ต้องรายงานตัวต่อเจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมืองครั้งแรกภายใน 60 วัน และหลังจากนั้นให้รายงานตัวทุก 60 วัน 

4. ให้คนต่างด้าวสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนาม หนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางที่ยังไม่หมดอายุ สามารถขอรับการตรวจอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเท่าระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตทำงาน ณ สถานที่ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกำหนด กรณีไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง ให้ดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารดังกล่าวและไปขอรับการตรวจลงตรา สำหรับการจัดทำหรือปรับปรุงทะเบียนประวัติและออกบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ให้กรมการปกครองและกรุงเทพมหานครดำเนินการตามกฎหมายปกติ

นอกจากนี้ สำหรับผู้ติดตามซึ่งเป็นบุตรของแรงงานต่างด้าวที่มีอายุไม่เกิน 18 ปีบริบูรณ์ จะมีสิทธิอยู่ในราชอาณาจักรตามสิทธิของบิดาหรือมารดา โดยให้ผู้ติดตามหรือบิดามารดาจัดทำหรือปรับปรุงทะเบียนประวัติ นับตั้งแต่บิดาหรือมารดาได้รับอนุญาตทำงาน หากผู้ติดตามมีอายุครบ 18 ปี และประสงค์จะทำงาน จะได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศเป็นกรณีพิเศษอีก 60 วัน เพื่อยื่นขออนุญาตทำงาน 

ทั้งนี้ การดำเนินการของคนต่างด้าวทั้ง 2 กลุ่มจะสามารถเริ่มดำเนินการได้หลังจากประกาศกระทรวงมหาดไทยและประกาศกระทรวงแรงงานมีผลบังคับใช้แล้ว หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694” นายสมชาย กล่าว

ศาลทุจริตฯ พิพากษา จำคุก 'ประชัย เลี่ยวไพรัตน์' คดี ปลอมโฉนดที่ดินสระบุรี - รุกป่าทำเหมืองปูน

'ประชัย เลี่ยวไพรัตน์' คอตกนอนเรือนจำ หลังศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 1 พิพากษาจำคุก 8 ปี คดีออกเอกสารปลอมที่ดินสระบุรี เจ้าตัวยื่นประกันตัว ส่งศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

เมื่อวานนี้ (19 ส.ค.68) ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อท98/2567 คดีหมายเลขแดงที่ อท.84/2568 ระหว่างพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 1 โจทก์ นายณรงค์พล แก้วสาร จำเลยที่ 1 นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 2 บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 3

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุนายจรูญศักดิ์ เอกสวัสดิ์ นายช่างรังวัด 6 สำนักงานมาตรฐานการออกหนังสือสำคัญ กรมที่ดิน ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดสระบุรี-ลพบุรี ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริตทำโฉนดที่ดินปลอมเลขที่ 41925, 41926, 41339,41909, 41910, 41913, 41914, 41918, 41918, 41919, 41920 รวม 11 ฉบับ ในบริเวณที่เป็นพื้นที่ป่า ภูเขา ซึ่งโดยสภาพไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยได้รับเงินจากนายจักราวุธ นิตยสุทธิ ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ 3 จำนวนทั้งสิ้น 1,050,000 บาท เป็นการตอบแทนและเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ทำให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงที่ระบุไว้ในโฉนดที่ดินนั้น จำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 และนายประหยัด เลี่ยวไพรัตน์ กรรมการผู้มีอำนาจได้ลงนามในหนังสือมอบอำนาจให้นายไวพจน์ คดบัว และหรือนายสุนทร ดิษยนันท์ นำส่งเอกสาร รับเอกสารต่าง ๆ กรณีที่หัวหน้าสายตรวจปราบปรามการกระทำความผิดว่าด้วยการป่าไม้ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 5 (สระบุรี) กรมป่าไม้ แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ดำเนินคดีต่อจำเลยที่ 3 ในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484

นายไวพจน์ได้แสดงสำเนาโฉนดที่ดินทั้ง 11 ฉบับต่อพนักงานสอบสวน เหตุเกิดที่ตำบลปากเพรียว อำเภอเมืองสระบุรี และตำบลทับกวาง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรีและแขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 151,268
จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ทางไต่สวนได้ความว่า ขณะเกิดเหตุนายจรูญศักดิ์ เอกสวัสดิ์ นายช่างรังวัด 6 สำนักงานมาตรฐานการออกหนังสือสำคัญ กรมที่ดิน ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดสระบุรี-ลพบุรี เมื่อปี 2557 คณะพนักงานเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ประกอบกิจการของจำเลยที่ 3 พบว่าประกอบกิจการนอกเขตที่ได้รับประทานบัตรในการทำเหมืองแร่จึงดำเนินคดีต่อจำเลยที่ 3 ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 54, 72 ตรี พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 รวม 5 คดี เป็นผลให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 3 นำเอาหินแร่อุตสาหกรรมชนิดหินปูนและหินดินดานเพื่ออุตสาหกรรมปูนซีเมนต์รวมจำนวนหลายสิบล้านเมตริกตันไปถมคืนพื้นที่เดิมที่จำเลยที่ 3 ทำเหมืองแร่โดยมิชอบ หากจำเลยที่ 3 ไม่ดำเนินการให้ชำระค่าเสียหายรวมทั้งสิ้นเป็นเงินหลายพันล้านบาท 

ในระหว่างการตรวจสอบที่ดินดังกล่าวจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 กับนายประหยัด เลี่ยวไพรัตน์ มอบอำนาจให้นายไวพจน์ คดบัวและหรือนายสุนทร ดิษยนันท์ เป็นผู้นำส่งเอกสารต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายไวพจน์นำสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 41339, 41909, 41910, 41918, 41919, 41920, 41925, 41913, 41914, 41917 และ 41926 รวม 11 ฉบับ ซึ่งเป็นพื้นที่ต่อเนื่องเขตประทานบัตรในการทำเหมืองแร่ของจำเลยที่ 3 ส่งมอบให้แก่พนักงานสอบสวน โฉนดทั้ง 11 ฉบับดังกล่าวออกตามนโยบายการแปลงทรัพย์สินเป็นทุนของรัฐบาล

ซึ่งนายจักราวุธ นิตยสุทธิ ที่ปรึกษาในการสำรวจที่ดินของจำเลยที่ 3 ได้ขอเบิกเงินค่าใช้จ่ายในการออกโฉนดที่ดินจากจำเลยที่ 2 โดยขั้นตอนในการขอเบิกเมื่อเริ่มดำเนินการขอเบิก 1,500,000 บาท เมื่อเข้ารังวัดขอเบิกอีก 1,500,000 บาท และเมื่อทยอยออกเอกสารสิทธิ์ประมาณการขอเบิกไว้ 6,000,000 บาท จำเลยที่ 2 พิจารณาแล้ว อนุมัติให้นายจักราวุธเบิกเงินได้ตามที่เสนอ นายจักราวุธติดต่อประสานงานในการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 1 ได้นำเอารูปแผนที่ที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รังวัดของจำเลยที่ 3 เป็นผู้เขียนส่งมอบให้นายจรูญศักดิ์เขียนลงในแบบพิมพ์โฉนดที่ดิน

โดยนายจักราวุธตกลงจะให้ค่าใช้จ่ายเบื้องต้น 700,000 บาท ในการทำชุดแรกประมาณ 10 แปลง เมื่อขึ้นรูปแผนที่และลงรายละเอียดในแบบพิมพ์โฉนดที่ดินเสร็จสิ้นแล้วจะให้อีก 500,000 บาท หากสามารถนำคู่ฉบับพร้อมสารบบส่งให้สำนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรี สาขาแก่งคอยได้จะให้อีก 3,000,000 บาท 

นายจรูญศักดิ์จึงนำเอาแบบพิมพ์โฉนดที่ดินที่ต้องส่งทำลายมาขูดลบรายละเอียดเดิมออกและ ปลอมลายมือชื่อในช่องผู้เขียน ผู้ทาน ผู้เขียนแผนที่และผู้ตรวจทานแผนที่ในโฉนดที่ดิน นายจรูญศักดิ์ทยอยส่งมอบโฉนดที่ดินและรับเงินจากนายจักราวุธแล้ว 

จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น 
จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมแต่การที่นายไวพจน์อ้างสำเนาโฉนดที่ดินเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2557 รวม 7 ฉบับกับวันที่ 25 กันยายน 2557 อีก 4 ฉบับนั้นเป็นการกระทำโดยมีเจตนาที่จะอ้างสิทธิในการใช้พื้นที่ประกอบกิจการของจำเลยที่ 3 ต่อพนักงานสอบสวนเนื่องจากถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในคดีเดียวกัน จึงเป็นความผิดกรรมเดียว

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86
จำเลยที่ 2 กับที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 266 มาตรา 83

พฤติการณ์แห่งคดีในการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งเป็นทรัพยากรของชาติเพื่อใช้ประโยชน์ในกิจการทำเหมืองแร่ของจำเลยที่ 3 อันเป็นผลประโยชน์ส่วนตน เป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งศาลมีคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งให้จำเลยที่ 3 นำเอาหินแร่อุตสาหกรรม ชนิดหินปูนและหินดินดานเพื่ออุตสาหกรรมปูนซีเมนต์รวมจำนวนหลายสิบล้านเมตริกตันไปถมคืนพื้นที่เดิมที่จำเลยที่ 3ทำเหมืองแร่โดยมิชอบ หากจำเลยที่ 3 ไม่ดำเนินการให้ชำระค่าเสียหายรวมทั้งสิ้นเป็นเงินหลายพันล้านบาท อันเป็นผลสืบเนื่องจากการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก

จึงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 8 ปี ลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 8 ปี และลงโทษจำเลยที่ 3 ปรับ 160,000 บาท ถ้าจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29.

ภายหลังศาลมีคำพิพากษาจำคุกจำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ศาลพิจารณาแล้วเห็นควรส่งให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยจากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมตัวจำเลยไปคุมขังยังเรือนจำระหว่างรอคำสั่งประกาศระหว่างอุทธรณ์ ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 1-3 วัน

‘ทรัมป์’ เคลมบอกเป็นผู้สร้างสันติภาพบนโลก จากการยุติสงครามได้แล้ว 6 ครั้ง ใน 6 เดือน

(20 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงพยายามวางภาพลักษณ์ตนเองในฐานะ 'ผู้สร้างสันติภาพ' โดยอ้างว่าตั้งแต่กลับเข้าทำเนียบขาวเมื่อต้นปี ได้ยุติสงครามแล้วถึง 6 ครั้ง อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมองว่าผลงานที่ทรัมป์กล่าวอ้างนั้น “ไม่ได้ชัดเจน” ว่าเป็นการยุติสงครามจริงตามที่ระบุ

หนึ่งในกรณีที่ถูกพูดถึงคือความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล–อิหร่าน หลังอิสราเอลโจมตีโครงการนิวเคลียร์ ทรัมป์สั่งโจมตีตอบโต้และกดดันสองฝ่ายจนยอมตกลงหยุดยิง แม้จะได้รับเครดิตว่าเป็นการยุติสงคราม แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่านั่นเป็นเพียง “การหยุดชั่วคราว” ของสงครามเย็นระหว่างสองประเทศที่ยังคงดำเนินอยู่

อีกกรณีคือความตึงเครียดอียิปต์–เอธิโอเปีย จากโครงการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำไนล์ แม้ทรัมป์เคยพยายามไกล่เกลี่ยแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ กระนั้นเขายังโพสต์อ้างว่า “ช่วยยุติข้อพิพาท” ทั้งที่ความขัดแย้งยังดำเนินต่อ เช่นเดียวกับกรณีอินเดีย–ปากีสถาน ที่ทรัมป์บอกว่าสหรัฐฯ ช่วยกดดันจนเกิดการหยุดยิง แต่ทางอินเดียกลับปฏิเสธว่าไม่มีการเจรจากับสหรัฐฯ เกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าว

ในส่วนของเซอร์เบีย–โคโซโว และรวันดา–คองโก แม้ทรัมป์เคยมีบทบาทไกล่เกลี่ย แต่สถานการณ์ยังไม่สงบถาวร ขณะที่กรณีอาร์เมเนีย–อาเซอร์ไบจาน มีการลงนามข้อตกลงภายใต้การดูแลของสหรัฐฯ แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นสนธิสัญญาสันติภาพถาวร ทำให้หลายฝ่ายเห็นว่ายังเร็วเกินไปที่จะบอกว่า “สงครามสิ้นสุดแล้ว”

สำหรับไทย–กัมพูชา ความขัดแย้งชายแดนจบลงด้วยการหยุดยิง โดยทรัมป์อ้างว่ามีบทบาทสำคัญหลังขู่ระงับข้อตกลงการค้าหากทั้งสองฝ่ายหากยังสู้ต่อ นักวิเคราะห์บางส่วนยอมรับว่าการกดดันของสหรัฐฯ มีผลจริง แต่บทบาทของประเทศอื่น โดยเฉพาะมาเลเซีย ก็เป็นส่วนสำคัญในกระบวนการเจรจาเช่นกัน สะท้อนว่าภาพที่ทรัมป์ชูว่า “ยุติสงคราม 6 ครั้ง ใน 6 เดือน” อาจไม่ได้ชัดเจนตรงตามความเป็นจริงนัก

จากภาพทหารสาวสุดสมาร์ต ชี้นิ้วไล่ทหารกัมพูชา การเปิดตัว ‘ผู้กองอะตอม’ ร้อยเอกหญิงแกร่งแห่งกองทัพไทย

(20 ส.ค. 68) จากเหตุชุลมุนเล็กน้อยระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชาที่ช่องอานม้า จ.สระแก้ว ปรากฏภาพทหารหญิงไทยยืนชี้นิ้วและปัดมือไล่ทหารกัมพูชาที่เข้ามาโวยวายในพื้นที่ จนกลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ ต่อมาทราบว่าเธอคือ ร้อยเอกหญิง ปวิชญา วลีสุขสันต์ หรือที่รู้จักในชื่อ ‘ผู้กองอะตอม’

‘ผู้กองอะตอม’ วัย 28 ปี จบการศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผ่านหลักสูตรนายทหารสัญญาบัตร ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย และนายทหารล่าม กรมข่าวทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย โดยเพิ่งได้รับโอกาสทำหน้าที่โฆษกภาษาอังกฤษเมื่อปลายปี 2567

นอกจากงานในกองทัพ เธอยังรับบทบาทพิธีกร ล่าม และติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษ โดยสอบ TOEIC ได้คะแนน 895 คะแนน และมีสไตล์การสอนที่เข้าถึงง่าย ชอบพบปะผู้คนใหม่ ๆ พร้อมมุมมองที่การสื่อสารช่วยเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น ทั้งยังเคยย้ำว่าชอบงานที่ท้าทายและไม่หยุดพัฒนาตัวเอง

ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่ช่องอานม้าทำให้ชื่อ ‘ผู้กองอะตอม’ ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ทั้งในมุมความกล้าแสดงออกในการปฏิบัติหน้าที่ และบทบาททหารหญิงยุคใหม่ที่สมาร์ต รอบด้าน และทำงานเพื่อกองทัพ ประเทศชาติ และประชาชนไทย

รองแม่ทัพภาคที่ 2 ตีแผ่ความจริงสถานการณ์ ‘ช่องอานม้า’ หวังไทยจะได้บทเรียนจากคำกล่าวอ้าง “เพื่อมนุษยธรรม”

รองแม่ทัพภาคที่ 2 บอกความจริงมีหนึ่งเดียว ช่องอานม้า เป็นเขตอธิปไตยไทย หลังการสู้รบ ผู้อพยพส่วนหนึ่งปักหลักตั้งถิ่นฐานไม่ยอมกลับ สร้างกาสิโน ขยายชุมชนใหญ่ขึ้น หวังว่าคำกล่าวอ้าง “เพื่อมนุษยธรรม” จะเป็นบทเรียนให้ตระหนัก

(20 ส.ค. 68) พลตรี ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 ให้ความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับช่องอานม้า โดยระบุว่าความจริงมีหนึ่งเดียว ช่องอานม้า ต.โซง อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เป็นช่องเขาลักษณะคล้ายอานม้า เดิมเป็นช่องทางธรรมชาติชักลากไม้นำเข้าจากฝั่งกัมพูชา อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร

ห้วงสงครามกลางเมืองภายในกัมพูชา ชาวกัมพูชาหลบหนีภัยการสู้รบเข้ามาบริเวณชายแดน ไทยได้เอื้อเฟื้อพื้นที่จัดตั้งศูนย์อพยพตามหลักมนุษยธรรมโดยมีหน่วยงานของสหประชาชาติอำนวยการ หลังการสู้รบเราได้ส่งคืนผู้อพยพกลับประเทศแต่มีส่วนหนึ่งปักหลักตั้งถิ่นฐานอยู่ไม่ยอมกลับ ด้วยหลักมนุษยธรรม ที่สากลนำมากล่าวอ้าง และความไม่เด็ดขาดของเรา ทำให้ไม่สามารถผลักดันกลุ่มคนเหล่านี้ออกจากพื้นที่ได้หมดและยืดเยื้อจนเป็นปัญหาถึงปัจจุบัน

ปี 2542 จ.อุบลราชธานี และ จ.พระวิหาร เห็นชอบเปิดช่องอานม้าเป็นจุดผ่อนปรนเพื่อการค้า กำหนดให้ตลาดฝั่งกัมพูชาอยู่บริเวณชุมชนเดิมนี้ ในขณะที่ตลาดฝั่งไทยลึกเข้ามาจากแนวเขตแดนประมาณ 300 เมตร คนกัมพูชาขึ้นมาจับจองพื้นที่ขยายชุมชนจากประมาณ 30 หลัง เป็นกว่า 100 หลังในปัจจุบัน

ปี 2554 ในขณะมีข้อขัดแย้งพื้นที่เขาพระวิหาร กัมพูชาใช้ห้วงเวลาที่เราติดตรึงการรบแอบสร้างอนุสาวรีย์ตาอม และปรับปรุงมาเรื่อย ๆ จากแบบชั่วคราวจนเป็นแบบถาวร ทั้งการขยายบ้านเรือน/การสร้างอนุสาวรีย์ ฝ่ายทหารได้พยายามแก้ไขด้วยการเจรจาและประท้วงผ่านกลไกทางทหารและกระทรวงการต่างประเทศรวม 65 ครั้ง แต่ฝ่ายกัมพูชาเพิกเฉยซึ่งสร้างความอึดอัดแก่ฝ่ายทหารในพื้นที่เป็นอย่างมาก

ปี 2555 รัฐบาลสองฝ่ายเห็นชอบให้ยกระดับเป็นจุดผ่านแดนถาวร มีนักลงทุนมาสร้างกาสิโนรอ แต่หน่วยงานความมั่นคงไม่เห็นด้วยยื่นข้อเสนอให้ย้ายชุมชนลงไปด้านล่าง ฝ่ายกัมพูชาไม่ยินยอม ทำให้การยกระดับไม่สามารถดำเนินการได้ ฝ่ายความมั่นคงเห็นว่าในอนาคตจะเกิดปัญหาจึงเสนอขอให้ปิดจุดผ่อนปรนฯ แต่ จ.อุบลราชธานี คัดค้านเนื่องจากเห็นว่าจะกระทบต่อการค้าและการท่องเที่ยวชายแดน

หวังว่าคำกล่าวอ้าง “เพื่อมนุษยธรรม” และ “กระทบการค้าและการท่องเที่ยวชายแดน” ซึ่งทำให้เราเพิกเฉยต่อประเด็นความมั่นคงแล้วส่งผลให้เกิดปัญหาใหญ่ในระยะยาว จะเป็นบทเรียนให้ทุกภาคส่วนของไทยเราได้ตระหนักและแก้ไขท่าทีทั้งในปัจจุบันและอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top