Wednesday, 10 June 2026
NewsFeed

กระบี่-ตำรวจไซเบอร์ แถลงข่าวทลายแก๊งซื้อขายบัญชีม้า ทลายเครือข่ายเงินกู้ผิดกฎหมาย หวยเถื่อน อาวุธปืน เว็บพนัน และอายัดเงินคืนผู้เสียหายเหยื่อโจรออนไลน์ พร้อมจัดประชุมผู้บริหารสัญจรที่กระบี่

(18 ส.ค. 68)  ณ ห้องไทรเงิน โรงแรมกระบี่รีสอร์ท ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าว ประกอบไปด้วย การทลายแก๊งซื้อขายบัญชีม้า ทลายเครือข่ายเงินกู้ผิดกฎหมาย หวยเถื่อน อาวุธปืน เว็บพนัน และอายัดเงินคืนผู้เสียหายเหยื่อโจรออนไลน์

การทลายแก๊งคนไทยเชื้อสายจีน เช่าห้องโรงแรมย่านรัชดาเปิดธุรกิจซื้อขายบัญชีม้า บุกรวบตัวได้คาห้อง 13 ราย สืบเนื่องจาก ตำรวจได้สืบสวนพบการลักลอบซื้อขายบัญชีม้าผ่านแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก ต่อมาได้พบข้อมูลว่า กลุ่มคนร้ายได้มีการนัดซื้อขายบัญชีม้ากันที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ย่านรัชดา ถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กทม. โดยกลุ่มบุกคคลที่รับซื้อขายบัญชีม้านั้นเป็นวัยรุ่นไทยเชื้อสายจีน นำโดยชายอายุประมาณ 20 ปี ตำรวจจึงตรวจยึดของกลางเป็นโทรศัพท์มือถือ จำนวน 13 เครื่อง สมุดบัญชีธนาคาร  พร้อมบัตร ATM จำนวน 22 เล่ม และดำเนินคดีผู้ต้องหาทั้งหมดต่อไป

กวาดล้างอาชญากรรมแดนใต้ ตรวจค้น 7 จุด จับกุม 8 ราย ทลายเครือข่ายเงินกู้ผิดกฎหมาย หวยเถื่อน และอาวุธปืน พร้อมออกหมายจับเพิ่ม “ก๊ก อาน” หลังพัวพันเว็บพนันรายใหญ่ “Lucabet123plus” โดยจุดที่ 1 จับกุมอาวุธปืน ในพื้นที่ ต.หน้าเขา อ.เขาพนม จ.กระบี่ 
จุดที่ 2 จับกุมเครือข่ายเงินกู้นอกระบบ ในพื้นที่ ต.อ่าวลึกน้อย อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ 
จุดที่ 3 จับกุมเครือข่ายเงินกู้นอกระบบ ณ อู่ซ่อมรถแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ อ.เมือง จ.พังงา 
จุดที่ 4 จับกุมหวยเถื่อน ณ ร้านโทรศัพท์มือถือแห่งหนึ่ง ย่านถนนกะโรม อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช 
จุดที่ 5 จับกุมเครือข่ายเงินกู้นอกระบบ ในพื้นที่หมู่ที่ 6 ต.ขุนทะเล อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช 
จุดที่ 6 จับกุมเครือข่ายเงินกู้นอกระบบ ในพื้นที่ หมู่ที่ 7 ต.คลองขุด อ.เมือง จ.สตูล 
จุดที่ 7 จับกุมเครือข่ายเงินกู้นอกระบบในพื้นที่ หมู่ที่ 9 ต.ชัยบุรี อ.เมือง จ.พัทลุง 
นอกจากนี้ ตำรวจไซเบอร์ยังออกหมายจับเพิ่ม “ก๊ก อาน” หลังพัวพันเว็บพนันรายใหญ่ “Lucabet123plus” เงินหมุนเวียนกว่า 10ล้านต่อเดือน หลังจากที่เจ้าหน้าที่ร่วมสืบสวนเส้นทางการเงินพบว่า เว็บไซต์พนันออนไลน์เครือข่าย “Lucabet123plus” ซึ่งเป็นเว็บพนันรายใหญ่ มีความเชื่อมโยงไปยังนาย “ก๊ก อาน” ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้รับผลประโยชน์ของเว็บพนันดังกล่าว ตำรวจจึงได้รวบรวมหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับ นาย “ก๊ก อาน” กับพวกรวม 20 คน อีกด้วย

“Money Cash Back” ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน ตำรวจไซเบอร์ช่วยเหยื่อโจรออนไลน์ชาวปักษ์ใต้ โดนหลอกรวมกันสูญกว่า 30 ล้าน อายัดทัน 1.2ล้าน นำคืนผู้เสียหาย 3 ราย ประกอบไปด้วย
รายที่1 เป็นหญิงชาวภูเก็ต ถูกชักชวนให้หารายได้โดยการกดเพิ่มสินค้าให้กับเว็บไซต์ โดยหลอกให้โอนเงินสำรองไปก่อนจึงได้รับผลตอบแทน สูญเงินไป 220,260.27 บาท ซึ่งตำรวจสามารถจับกุมตัวบัญชีม้าในขบวนการดังกล่าวได้ พร้อมประสานธนาคารเพื่อขออายัดเงินที่ถูกหลอกลวงไว้ได้ จำนวน 70,449.27 บาท นำคืนผู้เสียหาย
รายที่2 เป็นหญิงชาวเกะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ถูกหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อเทรดหุ้น สูญเงินไปประมาณ 5 ล้านบาท ต่อมา ผู้เสียหายพบเพจเฟซบุ๊กปลอบที่แอบอ้างว่าเป็นตำรวจไซเบอร์ โดยอ้างว่าจะดึงเงินจากคนร้ายที่หลอกลวงให้กลับมาได้ จึงได้ทำตามที่คนร้ายแนะนำ พร้อมโอนเงินไปยังบัญชีคนร้ายเพิ่มหลายครั้ง รวมเป็นเงินประมาณ 25 ล้านบาท ต่อมาตำรวจสามารถจับกุมตัวบัญชีม้าในขบวนการดังกล่าวได้ พร้อมประสานธนาคารเพื่อขออายัดเงินที่ถูกหลอกลวงไว้ได้ จำนวน 1 ล้านบาท นำคืนผู้เสียหาย
รายที่ 3 เป็นหญิงชาวพัทลุง ได้รับสายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์แอบอ้างว่าเป็นการไฟฟ้า อ้างว่าจะเปลี่ยนมิเตอร์ไฟให้เป็นแบบดิจิทัล เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อ คนร้ายจึงแนะนำให้ทำตามขั้นตอนที่แจ้ง เมื่อเสร็จเรียบร้อย ปรากฏว่าเงินถูกโอนออกไปจากบัญชีผู้เสียหาย จำนวน 1,951,230 บาท ต่อมาตำรวจสามารถจับกุมตัวบัญชีม้าในขบวนการดังกล่าวได้ พร้อมประสานธนาคารเพื่อขออายัดเงินที่ถูกหลอกลวงไว้ได้ จำนวน 210,074 บาท นำคืนผู้เสียหาย

ทั้งนี้ พลตำรวจโท ไตรรงค์ ผิวพรรณ ยังย้ำว่า ให้ประชาชนทุกคน โปรดระวัง มิจฉาชีพจะสร้างสถานการณ์ว่าจะสามารถสร้างรายได้ดี หรือสร้างความโลภให้ หรือกดดันให้ต้องรีบร้อนดำเนินการ หรือข่มขู่ให้รู้สึกหวาดกลัวให้รีบโอนเงิน สุดท้าย จะกดดันไม่ให้ปรึกษาใคร หากท่านตกอยู่ในสถานการณ์นี้ ขอให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าท่านกำลังถูกมิจฉาชีพ แก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงอยู่ ให้รีบวางสายแล้วปรึกษาคนที่ท่านเชื่อถือได้ หรือโทร 1441 (ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาอาชญากรรมออนไลน์) โดยเร็วที่สุด 

พร้อมกันนี้ ผบช.สอท.ได้ประชุมผู้บริหารสัญจร โรงแรมกระบี่รีสอร์ท ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ และตรวจเยี่ยมศูนย์ประสานงานส่วนหน้า กองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 5 จังหวัดกระบี่ (ศูนย์ประสานส่วนหน้า กก.1 บก. สอท.5  จว.กระบี่)

กระบี่///ณัฏฐพงษ์ ศรีปล้อง รายงาน

‘พะยูน’ ลดลง สัญญาณเตือนจากท้องทะเลไทย สะท้อนระบบนิเวศชายฝั่งและทะเลไทยเสื่อมโทรมหนัก

(19 ส.ค.68) สืบเนื่องจาก ‘วันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ’ (17 สิงหาคม) พวงผกา ขาวกระโทก นักวิจัย สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเผยว่า “พะยูน” หรือที่หลายคนเรียกอย่างเอ็นดูว่า “น้องหมูน้ำ” หรือ “วัวทะเล” คือสัตว์ทะเลสงวน ที่เป็นดัชนีชี้วัดสุขภาพของระบบนิเวศหญ้าทะเลในประเทศไทย ปัจจุบันสถานะของพะยูนกำลังส่งสัญญาณเตือนภัยอย่างชัดเจน ปี 2566 เหลือเพียง 282 ตัวในฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, 2567) การลดลงของประชากรพะยูนไม่ใช่แค่ปัญหาสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ แต่สะท้อนถึงความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศชายฝั่งและทะเลไทยโดยตรง

ข้อมูลสถิติพบว่า...
• ปี 2564: พบพะยูน 261 ตัว (อันดามัน 229 ตัว / อ่าวไทย 32 ตัว)
• ปี 2565: เพิ่มเป็น 273 ตัว (อันดามัน 242 ตัว / อ่าวไทย 31 ตัว)
• ปี 2566: เพิ่มเป็น 282 ตัว (อันดามัน 250 ตัว / อ่าวไทย 32 ตัว)

แม้จำนวนดูเหมือนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ตัวเลขการตายกลับน่าตกใจ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ระบุว่า ปี 2562–2567 พะยูนมีการตายเฉลี่ยอยู่ที่ 25 ตัวต่อปี เพิ่มจากปี 2548–2561 ที่เฉลี่ยปีละ 13 ตัว และยังมากกว่าอัตราการเกิดใหม่ที่มีเพียง 17.5 ตัวต่อปีเท่านั้น ช่วงต้นปี 2568 สูญเสียไปแล้วมากกว่า 13 ตัว (ข้อมูล ณ เดือนเมษายน 2568) ขณะที่ปี 2567, 2566, 2565, 2564, 2563 มีพะยูนเสียชีวิต 42, 40, 19, 25 และ 16 ตัวตามลำดับ สะท้อนว่าช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พะยูนไทยตายแล้วกว่า 142 ตัว

ผลการชันสูตรพบว่า ส่วนใหญ่พะยูนตายเพราะผอมแห้งจากการขาดอาหาร อันมีสาเหตุมาจาก การลดลงของหญ้าทะเล ซึ่งเป็นอาหารหลัก โดยหญ้าทะเลลดลงจากหลายปัจจัย เช่น
• คลื่นลม อุณหภูมิน้ำทะเล
• การเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ
• ปริมาณน้ำจืด และการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่
• การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมชายฝั่ง เช่น ตะกอนจากการถมทะเล เกษตรกรรม การท่องเที่ยว
• กิจกรรมมนุษย์ที่ทำลายถิ่นอาศัยและแหล่งอาหาร เช่น การปล่อยน้ำเสีย การสร้างท่าเรือ การขุดร่องน้ำ การก่อสร้างที่ทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่ง และขยะจากเรือประมงและเรือท่องเที่ยว รวมทั้งการลักลอบขุดหญ้าทะเลจำหน่าย

นอกจากนี้ พะยูนยังตายจากการป่วย การติดเครื่องมือประมง การชนเรือ และการกินขยะทะเลโดยไม่ตั้งใจ โดยเฉพาะพลาสติก ซึ่งอุดตันทางเดินอาหารจนขาดสารอาหารและเสียชีวิตในที่สุด

ในระดับโลก พะยูน (Dugong dugon) ถูกจัดอยู่ในบัญชีแดง IUCN ให้มีสถานะ “ใกล้สูญพันธุ์” (Vulnerable) โดยมีการกระจายพันธุ์ในกว่า 37 ประเทศ ตั้งแต่ชายฝั่งตะวันออกของแอฟริกา ผ่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงหมู่เกาะแปซิฟิกตะวันตก อย่างไรก็ตาม ประชากรโลกได้ลดลงราวร้อยละ 20 ในช่วง 90 ปีที่ผ่านมา และบางพื้นที่ เช่น แอฟริกาตะวันออกและนิวแคลิโดเนีย ถูกจัดให้อยู่ในภาวะ “ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง” (Critically Endangered) สาเหตุหลักมาจากการสูญเสียแหล่งหญ้าทะเล การติดเครื่องมือประมง การชนเรือ มลภาวะชายฝั่ง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หลายประเทศได้นำมาตรการอนุรักษ์เข้มงวดมาใช้ เช่น ออสเตรเลียจัดตั้งเขตอนุรักษ์ทางทะเลขนาดใหญ่ (Marine Protected Areas) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรนห้ามใช้เครื่องมือประมงที่คุกคามพะยูน ขณะที่อียิปต์กำหนดเขตอนุรักษ์เฉพาะในทะเลแดง นอกจากนี้ ยังมีข้อตกลงความร่วมมือระดับนานาชาติภายใต้ Dugong MoU ของอนุสัญญาว่าด้วยการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์อพยพ (CMS) เพื่อผลักดันการฟื้นฟูและติดตามประชากรพะยูนในทุกภูมิภาค ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมตั้งแต่ ปี 2554 และมีพื้นที่คุ้มครองทางทะเล 28 แห่ง แต่ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาและฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลอย่างยั่งยืน

สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าระบบนิเวศชายฝั่งของไทยกำลังถูกคุกคามอย่างหนัก หญ้าทะเลซึ่งเป็น “สัญญาณชีวิต” ของทะเลกำลังร่อยหรอ หากไม่มีการฟื้นฟูอย่างจริงจัง พะยูนจะต้องอพยพหรือสูญพันธุ์ และความหลากหลายทางชีวภาพของทะเลไทยจะหายไป

จากเหตุการณ์สูญเสีย “น้องมาเรียม” และ “ยามีล” ทำให้สังคมตระหนักถึงความเร่งด่วนของวิกฤติ จนนำไปสู่การประกาศให้วันที่ 17 สิงหาคมเป็น วันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจและพันธสัญญาร่วมกันของรัฐ ภาคเอกชน ชุมชนชายฝั่ง และประชาชน ในการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล ควบคุมกิจกรรมที่กระทบต่อพะยูน และพัฒนาระบบติดตามวิจัยอย่างต่อเนื่อง
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย หรือ TEI ในฐานะองค์กรวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งมาอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี ขอย้ำว่าการรักษาพะยูนไม่ใช่เพียงการปกป้องสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ แต่คือการคุ้มครองระบบนิเวศชายฝั่งที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิต เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ เราจำเป็นต้องเร่งดำเนินการเชิงนโยบายและการดำเนินงานระดับพื้นที่อย่างบูรณาการ ทั้งการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล ควบคุมกิจกรรมที่ทำลายถิ่นอาศัย บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และสนับสนุนงานวิจัยติดตามระยะยาว ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐ-เอกชน-ภาควิชาการ-ชุมชน ร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทะเลไทยยังคงเป็นบ้านที่ปลอดภัยของพะยูน และยังคงความหลากหลายทางชีวภาพไว้ให้คนรุ่นต่อไปได้พึ่งพิงอย่างยั่งยืน

จีนเผย 'บ็อกซ์ออฟฟิศ' ฤดูร้อน ทะลุ 1 หมื่นล้านหยวน ขณะที่หนังจีนพาเหรดยึดหัวหาด 3 อันดับแรก

ปักกิ่ง, 18 ส.ค. (ซินหัว) -- เมาเหยี่ยนและเบคอน สองแพลตฟอร์มจำหน่ายบัตรชมภาพยนตร์ของจีน รายงานว่ารายได้จากการจำหน่ายบัตรชมภาพยนตร์ (box office) ของจีน ช่วงฤดูร้อน ปี 2025 สูงเกิน 1 หมื่นล้านหยวน (ราว 4.52 หมื่นล้านบาท) เมื่อนับถึงวันจันทร์ (18 ส.ค.) โดยภาพยนตร์ที่ผลิตภายในประเทศครอง 3 อันดับแรก

รายงานระบุว่า 'เดด ทู ไรท์ส' (Dead To Rights) ภาพยนตร์เกี่ยวกับเหตุการณ์สังหารหมู่หนานจิงในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ครองอันดับหนึ่งด้วยรายได้จากการจำหน่ายบัตรชมภาพยนตร์ 2.6 พันล้านหยวน (ราว 1.17 หมื่นล้านบาท) เมื่อนับตั้งแต่เข้าฉายวันที่ 25 ก.ค. ที่ผ่านมา

อันดับสองคือ 'โนบอดี' (Nobody) ภาพยนตร์ภาคแยกจากซีรีส์แอนิเมชันชื่อดัง "นิทานพื้นบ้านจีน-เยา" (Yao-Chinese Folktales) ทำรายได้มากกว่า 1 พันล้านหยวน (ราว 4.52 พันล้านบาท) เมื่อนับตั้งแต่เข้าฉายวันที่ 2 ส.ค. ทำให้เป็นภาพยนตร์แอนิเมชันสองมิติที่ทำรายได้สูงสุดของจีน

'เดอะ ลิชี โรด' (The Lychee Road) ภาพยนตร์ย้อนยุคหวานปนขม ซึ่งดัดแปลงมาจากนวนิยายขายดีที่มีฉากหลังอยู่ในยุคราชวงศ์ถัง (ปี 618-907) ครองอันดับสามด้วยรายได้กว่า 670 ล้านหยวน (ราว 3.02 พันล้านบาท) เมื่อนับตั้งแต่เข้าฉายวันที่ 18 ก.ค. ที่ผ่านมา

อนึ่ง มหกรรมชมภาพยนตร์ช่วงฤดูร้อนของจีนตรงกับวันที่ 1 มิ.ย.-31 ส.ค. ถือเป็นหนึ่งในช่วงเก็บรายได้จากการจำหน่ายบัตรชมภาพยนตร์ที่มีความโดดเด่นมากที่สุดของจีน

(แฟ้มภาพซินหัว : คนเดินผ่านโปสเตอร์ภาพยนตร์ที่โรงภาพยนตร์แห่งหนึ่งในเมืองหนานจิง มณฑลเจียงซูทางตะวันออกของจีน วันที่ 17 ส.ค. 2025)

”อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์“ เชิดชูศิลปะภาพวาดพู่กันจีนเป็นเสมือนฑูตวัฒนธรรมสานสัมพันธ์”ไทย-จีน“     ชื่นชมสมาคมการค้าไทย-จีนฯและพิพิธภัณฑ์หงหูจัดนิทรรศการศิลปะภาพวาดพู่กันจีนฉลองมิตรภาพ50ปี2ชาติ

(18 ส.ค. 68) สมาคมการค้าไทย-จีนและเศรษฐกิจเอเชีย ร่วมกับพิพิธภัณฑ์หงหู สาธารณรัฐประชาชนจีน จัดงาน “นิทรรศการศิลปะภาพวาดพู่กันจีน ครั้งที่ 2” อย่างยิ่งใหญ่ ณ โรงแรมแกรนด์เซ็นเตอร์พ้อยท์ กรุงเทพมหานครเมื่อวานนี้เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน

วัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันลึกซึ้งในวัฒนธรรมและศิลปะระหว่างสองประเทศ สนับสนุนการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและสร้างเวทีให้ศิลปินมีโอกาสถ่ายทอดผลงานอันทรงคุณค่าต่อสาธารณชน ตอกย้ำมิตรภาพที่มั่นคงระหว่างสองประเทศในหลากหลายมิติ ทั้งด้านศิลปะ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ

ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย หม่อมหลวงสุภาพ ปราโมช ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมฯ, นางสาวประจงจิต พลายเวช รองประธานกิตติมศักดิ์สมาคมฯ และ นางสาวอภิญญา ปราโมช นายกสมาคมการค้าไทย-จีนและเศรษฐกิจเอเชีย ผู้จัดงานในครั้งนี้

ความพิเศษของนิทรรศการครั้งนี้ คือการนำเสนอผลงานภาพวาดพู่กันจีนจากศิลปินชั้นนำกว่า 20 คน ซึ่งเดินทางมาจากสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมี นายเฟิง กุ้ยฉวน ประธานพิพิธภัณฑ์หงหู และหัวหน้าคณะศิลปินจากประเทศจีน นำทีมมาร่วมจัดแสดงผลงานศิลปะที่สะท้อนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมจีน อาทิ ภาพเขียนเทพเจ้ากวนอู ภาพเขียนภูเขา ภาพทิวทัศน์ ภาพหมีแพนด้า ภาพสัตว์มงคล และภาพดอกไม้ ถ่ายทอดผ่านฝีแปรงพู่กันจีนอย่างประณีตและทรงคุณค่า

อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์กล่าวว่า
การจัดงานในครั้งนี้ สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศในด้านวัฒนธรรม ศิลปะ และเศรษฐกิจถือว่าประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง โดยสามารถสร้างความประทับใจให้แก่ผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและชาวจีน พร้อมกระตุ้นความสนใจในศิลปวัฒนธรรมจีนในหมู่ประชาชนไทยได้อย่างกว้างขวาง อีกทั้งยังเป็นเวทีที่เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างศิลปิน กระชับมิตรภาพของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่องในอนาคต อันเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ไทย-จีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นและขอเชิดชูศิลปะภาพวาดพู่กันจีน เสมือนฑูตวัฒนธรรมสานสัมพันธ์”ไทย-จีน“อย่างยั่งยืนยาวนานและชื่นชมสมาคมการค้าไทย-จีนฯและพิพิธภัณฑ์หงหูจัดนิทรรศการศิลปะภาพวาดพู่กันจีนฉลองมิตรภาพ50ปี2ชาติ

ทั้งนี้ภาพวาดพู่กันจีนถือเป็นศิลปะที่สะท้อนอารมณ์ ปรัชญา และวัฒนธรรมจีนมาอย่างยาวนาน มีความสำคัญในหลายด้าน 
1. สะท้อนปรัชญาและความเชื่อ
ภาพวาดจีนมักแฝงแนวคิดเต๋าและขงจื๊อ เช่น ความสมดุลของหยิน-หยาง (ภูเขาเป็นหยิน น้ำเป็นหยาง) 
ใช้สัญลักษณ์จากธรรมชาติ เช่น ไม้ไผ่ (ความยืดหยุ่น), ปลาคาร์ฟ (ความสำเร็จ), เสือ (อำนาจ) เพื่อสื่อความหมายเชิงปรัชญา 
2. เป็นเครื่องมือฝึกจิตใจ
การวาดพู่กันจีนต้องใช้สมาธิสูง ช่วยขัดเกลาจิตใจและสร้างสมดุลทางอารมณ์ 
3. มรดกทางวัฒนธรรม
มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 3,000 ปี ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซาง 
ภาพวาดโบราณเช่น "คนขี่มังกร" (สมัยจั้นกั๋ว) ถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ 
4. เทคนิคและสุนทรียศาสตร์เฉพาะตัว
ใช้ "รัตนะทั้งสี่" ได้แก่ พู่กันจีน หมึก กระดาษเซวียนจื่อ และแท่นฝนหมึก 
มีหลักการสำคัญ 6 ประการ โดยเฉพาะ "จิตวิญญาณแห่งจังหวะ"ซึ่งเป็นพรสวรรค์เฉพาะตัว 
เน้นพื้นที่ว่างและความเรียบง่าย เพื่อเปิดพื้นที่ให้จินตนาการ 
 5. บทบาทในสังคมจีน
ในอดีตใช้คัดเลือกขุนนาง โดยวัดจากลายมือและความประณีต 
ปัจจุบันยังเป็นศิลปะที่มีชีวิต ใช้ตกแต่งบ้านเพื่อเสริมฮวงจุ้ย 
ศิลปินมักรวมบทกวี ตราประทับ และภาพวาดไว้ด้วยกัน เรียกว่า "สี่ล้ำเลิศ" 
ภาพวาดพู่กันจีนจึงไม่เพียงเป็นงานศิลปะ แต่เป็น "หน้าต่าง" ที่เปิดสู่โลกทัศน์ วิถีคิด และจิตวิญญาณของอารยธรรมจีนมาหลายพันปี.

‘กระทรวงวัฒนธรรม’ เห็นชอบเอกสารสมบูรณ์ ชง ‘แหล่งอนุสรณ์สถานเชียงใหม่ฯ’ ขึ้นทะเบียนมรดกโลก

(19 ส.ค. 68) กระทรวงวัฒนธรรมเผย ที่ประชุมคณะอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรม มีมติเห็นชอบเอกสารฉบับสมบูรณ์การขึ้นทะเบียน “แหล่งอนุสรณ์สถานและภูมิทัศน์วัฒนธรรมเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา” เพื่อเสนอต่อศูนย์มรดกโลกภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 8 พื้นที่ เช่น คูเมืองและกำแพงเมือง วัดพระสิงห์ วัดเจดีย์หลวง และวัดพระธาตุดอยสุเทพ

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบเอกสารการประเมินขั้นต้น (Preliminary Assessment) สำหรับการขึ้นทะเบียนพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นขั้นตอนใหม่ที่ศูนย์มรดกโลกกำหนดก่อนจะจัดทำเอกสารเสนอฉบับสมบูรณ์ โดยจะส่งต่อให้คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกพิจารณาภายใน 15 กันยายน 2568

นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ระบุว่า จังหวัดเชียงใหม่ได้มอบหมายให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นเจ้าภาพหลักในการจัดทำเอกสาร เพื่อผลักดันมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองให้ได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการ และหากผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี จะเป็นการยกระดับคุณค่าเชียงใหม่ในฐานะนครหลวงล้านนาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังติดตามประเด็นการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลกอื่น ๆ ของไทย เช่น ความคืบหน้าปรับแบบสถานีรถไฟความเร็วสูงอยุธยาเพื่อลดผลกระทบ การตรวจประเมินวัดพระมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช และการบรรจุพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามในบัญชีชั่วคราวของศูนย์มรดกโลก ซึ่งล้วนเป็นก้าวสำคัญต่อการผลักดันมรดกทางวัฒนธรรมไทยสู่การรับรองในระดับนานาชาติ

‘ทรัมป์’ เปิดทำเนียบขาวต้อนรับ ‘เซเลนสกี’ พร้อมผู้นำยุโรปร่วมถก ยุติสงคราม ‘รัสเซีย–ยูเครน’

(19 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดทำเนียบขาวต้อนรับโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน เมื่อคืนวันที่ 18 ส.ค. ตามเวลาประเทศไทย เพื่อหารือแนวทางยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยมีผู้นำยุโรป 7 ประเทศเข้าร่วม ขณะเดียวกันทรัมป์ยังได้โทรศัพท์หารือกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ระหว่างการประชุม

เซเลนสกีกล่าวว่าการเจรจาครั้งนี้เป็นไปในทิศทางที่ดี และยินดีที่สหรัฐฯ พร้อมให้หลักประกันด้านความมั่นคงแก่ยูเครน ส่วนทรัมป์ระบุว่ายุโรปคือแนวป้องกันด่านหน้า แต่สหรัฐฯ จะมีบทบาทช่วยเหลือ และไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะส่งกองกำลังรักษาสันติภาพไปยูเครน

ด้าน ผู้นำยุโรปอย่างฝรั่งเศสและเยอรมนียังคงยืนยันจุดยืนว่า ควรมีการหยุดยิงก่อนจะทำข้อตกลงสันติภาพ แต่ทรัมป์ชี้ว่าการหยุดยิงไม่จำเป็นต้องเป็นเงื่อนไข ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับท่าทีของรัสเซียมากกว่า นอกจากนี้ผู้นำเยอรมนีเผยว่า จะมีการตกลงจัดการประชุมผู้นำรัสเซีย-ยูเครนภายในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า

ทั้งนี้ หลังการหารือ ทรัมป์ยืนยันผ่าน Truth Social ว่า ได้พูดคุยกับปูตินเพื่อปูทางไปสู่การประชุมระหว่างผู้นำรัสเซียและยูเครน โดยสหรัฐฯ จะเป็นผู้ประสานให้ประเทศในยุโรปหลายชาติร่วมมอบหลักประกันด้านความมั่นคงแก่ยูเครน เพื่อขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพต่อไป

แถลงการณ์ฉบับที่ 5 จากสำนักพระราชวัง พระอาการ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ” ยังคงต้องเฝ้ารักษาอย่างใกล้ชิด

(19 ส.ค. 68) สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ฉบับที่ 5 เรื่องพระอาการประชวรของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยระบุว่าพระองค์ทรงพระประชวรหมดพระสติจากพระอาการทางพระหทัย ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2565 และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ต่อมาเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2568 คณะแพทย์รายงานว่าพระองค์มีพระอาการแทรกซ้อน ติดเชื้อรุนแรงในพระกระแสโลหิต ซึ่งได้มีการถวายพระโอสถและการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมอาการ

ล่าสุด คณะแพทย์เผยว่า แม้มีการรักษาอย่างเต็มที่ แต่พระองค์ยังคงมีความดันพระโลหิตต่ำ จำเป็นต้องถวายพระโอสถกระตุ้นความดัน ร่วมกับพระโอสถปฏิชีวนะ อีกทั้งต้องใช้อุปกรณ์ช่วยทดแทนการทำงานของพระวักกะ (ไต) และการช่วยหายพระทัย

สำนักพระราชวังย้ำว่า คณะแพทย์ยังคงต้องเฝ้าติดตามพระอาการอย่างใกล้ชิด พร้อมถวายการรักษาอย่างต่อเนื่อง และจึงได้ออกแถลงการณ์ครั้งนี้เพื่อให้ประชาชนทราบโดยทั่วกัน

ก.ต. ฟันโทษ ‘บิ๊กศาล’ ลวนลามหญิงบนรถไฟ เรียกเงินแกนนำ กปปส. 175 ล้าน ช่วยวิ่งเต้นคดี

(19 ส.ค. 68) คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) มีมติไล่ออกผู้พิพากษาระดับสูง หลังถูกร้องเรียนหลายคดี ทั้งคุกคามหญิงสาวบนรถไฟ และเรียกรับเงินจากแกนนำ กปปส. อดีต รมต. จำนวน 175 ล้านบาท เพื่อช่วยคดีในชั้นอุทธรณ์ พร้อมส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อ

การประชุม ก.ต. ครั้งที่ 20/2568 มีนางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล ประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ได้พิจารณาคดีวินัยร้ายแรงของผู้พิพากษาหลายราย โดยหนึ่งในนั้นคืออธิบดีผู้พิพากษาศาลขนาดใหญ่ ซึ่งถูกกล่าวหาพยายามลวนลามหญิงสาวบนรถไฟสายกรุงเทพฯ–เชียงใหม่ ทำให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตุลาการอย่างหนัก

อีกคดีคือผู้พิพากษาถูกกล่าวหาว่าเรียกเงินจากแกนนำ กปปส. อดีตรัฐมนตรีรายหนึ่ง เป็นเงินสูงถึง 175 ล้านบาท (ภายหลังลดลงเหลือหลักสิบล้าน) เพื่อแลกกับการช่วยเหลือคดีในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งเข้าข่ายทุจริตอย่างชัดเจน ก.ต.จึงมีมติไล่ออกและส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.สอบสวนเชิงลึก

นอกจากนี้ ยังมีกรณีสั่งปล่อยประกันผู้ต้องหา ทั้งที่ศาลอุทธรณ์เคยสั่งยกคำร้องไปแล้ว ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าต้องสอบสวนเส้นทางการเงินของผู้พิพากษาและคนใกล้ชิด ว่ามีการรับผลประโยชน์แอบแฝงหรือไม่ โดยทั้งหมดชี้ให้เห็นปัญหาจริยธรรมร้ายแรงในวงการตุลาการ ที่สังคมกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด

‘ไปรษณีย์ไทย’ เปิดกำไร 6 เดือนแรก ปี 68 กว่า 631 ล้าน เดินหน้าดันหลากโซลูชันหนุนอีคอมเมิร์ช - ศก. ดิจิทัลไทย

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ประกาศผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรก 2568  มีกำไรสุทธิ 631.56 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา 362.34% รายได้รวม 11,544 ล้านบาท  เติบโตขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา 8.88% 

เมื่อวานนี้ (18 ส.ค.68) นายรัฐพล ภักดีภูมิ ประธานกรรมการ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า เพื่อสอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม การดำเนินงานของไปรษณีย์ไทยในยุคดิจิทัลจึงได้ขับเคลื่อน  ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีดิจิทัลควบคู่กับการยกระดับคุณภาพบริการให้ได้มาตรฐานสากล รวมถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของตลาด และความต้องการของประชาชน เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ของไทย พร้อมกันนี้ ยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการที่โปร่งใสตรวจสอบได้

และยึดหลักธรรมาภิบาลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ โดยมุ่งให้ไปรษณีย์ไทยไม่เพียงเป็นผู้ให้บริการขนส่ง แต่เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล และสร้างคุณค่าทางสังคมในระยะยาว นอกจากนี้ ได้วางแผนขยายความร่วมมือกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนท้องถิ่น เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการเข้าถึงบริการดิจิทัลอย่างทั่วถึง พร้อมทั้งผลักดันโครงการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและวิสาหกิจชุมชนให้สามารถใช้แพลตฟอร์มไปรษณีย์ไทยเป็นช่องทางสร้างรายได้ และเข้าถึงตลาดใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีแรก ปี 2568 ไปรษณีย์ไทยยังคงมีการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง สะท้อนจากรายได้รวม 11,544 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 631.56 ล้านบาท โดยรายได้รวมเติบโตเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 ถึง 8.88% กำไรสุทธิเติบโตขึ้น 362.34% กลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้สูงสุด คือ กลุ่มธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ คิดเป็น 46.83% ของรายได้ทั้งหมด โดยมีรายได้รวม 5,406 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.56% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ปริมาณชิ้นงานเพิ่มขึ้น 6%

เพื่อตอกย้ำศักยภาพสื่อสารและขนส่งของชาติ ในวาระ 142ปี ไปรษณีย์ไทยได้มุ่งการเสริมสร้างทุกความสัมพันธ์ ส่งเสริมทุกการเติบโต พร้อมวางกลยุทธ์ "1-4-2" ให้เป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนองค์กร โดย "1" คือการเป็นขนส่งอันดับ 1 ของคนไทย ที่โดดเด่นทั้งคุณภาพบริการตั้งแต่ระบบรับฝาก ส่งต่อ และนำจ่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีเครือข่ายครอบคลุมเข้าถึงทุกพื้นที่ทั่วประเทศรวมกว่า 50,000 แห่ง ทำให้สามารถให้บริการแบบมืออาชีพ และเหนือความคาดหวังของลูกค้าในทุก Touch point อีกทั้งยังยกระดับองค์กรสู่การเป็น Tech Post อย่างเต็มรูปแบบด้วยการนำเทคโนโลยี AI มาขับเคลื่อนองค์กรในทุกมิติ  ซึ่งในปีที่ผ่านมาไปรษณีย์ไทย มีคะแนน Top of Mind ของแบรนด์ 99.54% และมีคะแนนความไว้วางใจในแบรนด์ 96.11% สะท้อนถึงการเป็นแบรนด์ที่ได้รับความเชื่อมั่นและไว้ใจจากคนไทย

"พลัง" ขับเคลื่อนองค์กร ได้แก่ พลังความเร็ว ที่มุ่งส่งมอบการให้บริการที่รวดเร็ว แม่นยำที่มีความโดดเด่น และได้รับความนิยมสูงที่สุดยังคงเป็นบริการส่งด่วน EMS ที่ทำรายได้คิดเป็น 43.31% ของรายได้รวมไปรษณีย์ไทย พลังเพื่อธุรกิจ ที่ออกแบบโชลูชันรองรับตั้งแต่ผู้ประกอบการรายเล็กถึงรายใหญ่ เช่น คลังสินค้าครบวงจร หรือ THP Fulfillment ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่มีภาคธุรกิจขนาดใหญ่ลงทุนมีการเติบโต และขยายตัวของธุรกิจขนาดเล็ก - กลาง ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานที่จะเอื้อต่อการขยายฐานลูกค้าเป้าหมายของผู้ใช้บริการ พลังเชื่อมโลก ที่พร้อมพาธุรกิจไทยเติบโตได้ครอบคลุม 205 ปลายทาง 193 ประเทศ พลังความล้ำ ที่นำเทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมใหม่มาปรับใช้ในการพัฒนาบริการเพื่อตอบโจทย์โครงสร้างเศรษฐกิจ เช่น Digital Postbox บริการตู้ไปรษณีย์ดิจิทัลจาก Prompt Post ที่ต่อยอดการส่งจดหมายแบบ Physical สู่ Digital สามารถรับ-ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ รวดเร็ว ใช้งานง่าย ปลอดภัย ติดตามสถานะได้ บริการ D/ID ระบบการจ่าหน้าแบบดิจิทัล ที่สามารถแปลงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ส่งและผู้รับเป็นรหัส 6 หลัก ซึ่ง 2 บริการนี้พร้อมจะเปิดตัวในเดือนกันยายนนี้

ขณะที่ '2' คือ 2 แกนหลักที่เป็นผู้เชื่อมทั้งความสัมพันธ์และความสำเร็จ นอกจากนี้ยังมุ่งขับเคลื่อน ดูแลสังคมอย่างยั่งยืน ภายใต้ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม โดยได้นำยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในระบบงาน มุ่งดำเนินงานด้าน Circular Economy ผลักดันโครงการ Green Hub ร่วมกับหน่วยงานโครงการ reBOX โครงการ reBAG โครงการ e-Waste ฯลฯ ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 4,670 ตันคาร์บอนเทียบเท่าในปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังได้ปรับเปลี่ยนเสื้อเครื่องแบบเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ไทยโดยเครื่องแบบแต่ละชุดใช้ผ้าที่ใช้กรรมวิธีช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซดได้ถึง 0.77 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเท่ากับการลดระยะทางขับรถยนต์ได้ประมาณ 3.08 กิโลเมตร ซึ่งจากปริมาณการผลิตทั้งหมดสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 53,360 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเท่ากับการลดระยะทางขับรถยนต์ได้ประมาณ 213,440 กิโลเมตร เท่ากับการเดินทางรอบโลก 5 รอบ

ด้านสังคม มุ่งเน้นการสร้างชุมชนที่ยั่งยืน ด้วยการสร้างงาน สร้างอาชีพ ซึ่งไปรษณีย์ไทยมุ่งสนับสนุนเกษตรกรไทยกระจายสินค้า และผลผลิตผ่านเครือข่ายไปรษณีย์กว่า 1,200 แห่ง และแพลตฟอร์ม ThailandPostMan โดยครึ่งปีแรกของปี 2568 สร้างรายได้แล้วกว่า 360 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 10% และคาดว่าในปี 2568 จะสามารถสร้างรายได้รวมที่ 760 ล้านบาท นอกจากนี้ ไปรษณีย์ไทยยังสนับสนุนบริการเชิงสังคม (PSO) ตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบัน รวมกว่า 28,000 ล้านบาท และในช่วงที่เกิดการปะทะในพื้นที่ชายแดนไปรษณีย์ไทยได้เปิดแคมเปญเชิญชวนคนไทยร่วมส่งสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมีน้ำใจจากคนไทยส่งผ่านไปรษณีย์ไทยแล้วกว่า 34,302 กล่อง รวมน้ำหนักมากกว่า 104,365 กิโลกรัม

ด้านธรรมาภิบาลและการกำกับดูแล ที่มุ่งเน้นการให้ความสำคัญในเรื่องของการดำเนินธุรกิจที่ถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยในปี 2567 ที่ผ่านมาผลการประเมินคะแนนคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) อยู่ที่ 91.70 คะแนน และยังได้รับรางวัลระบบบริหารจัดการความเสี่ยงการทุจริตระดับ "ดีเยี่ยม" จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) อีกด้วย

"นอกจากกลยุทธ์ "1-4-2" แล้ว ไปรษณีย์ไทยยังมุ่งสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลังนี้จะมีการสร้างการจดจำ และสร้างประสบการณ์ใหม่ทั้งในด้านสินค้า บริการ และไลฟ์สไตล์ ภายใต้แนวคิด "POSTsible Together เป็นไปรฯ ได้ ไปรฯ ด้วน" อาทิ การเปิดตัว Super App แอปพลิเคชัน ที่รวบรวมบริการหลากหลายของไปรษณีย์ไทยไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อให้ผู้ใช้สามารถติดตามพัสดุ สร้างใบจ่าหน้า เรียกรับพัสดุชำระค่าบริการ และเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้อย่างครบวงจร พร้อมรองรับการเชื่อมต่อกับบริการภาครัฐและพันธมิตรภาคเอกชน มุ่งเสริมศักยภาพ SME ไทย ให้สามารถเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งที่ผ่านมา ไปรษณีย์ไทยได้ร่วมกับ แพลตฟอร์ม Amazon ในการส่งสินค้าจากผู้ประกอบไทยเข้าคลัง Amazon FBA (Fulfillment by Amazon) ซึ่งออกแบบมาสำหรับผู้ขายบน Amazon.com ที่ต้องการส่งสินค้าเข้าคลังในสหรัฐอเมริกา โดยไปรษณีย์ไทย เป็นผู้รวบรวมสินค้าในประเทศไทย ดำเนินพิธีการศุลกากร และส่งสินค้าสู่คลัง FBA เพื่อสนับสนุนผู้ค้ารายย่อยและSME ไทยกระจายสินค้าสู่ตลาดอเมริกา

นอกจากนี้ ยังมีการต่อยอดแนวคิดการขนส่ง Parcel Defined Logistics ให้มีความเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้นในรูปแบบ Specialized Logistics เช่น Healthcare Logistics for Pet หรือการขนส่งสินค้าเพื่อกลุ่มสัตว์เลี้ยง  ส่งสินค้ามูลค่าสูง และการขนส่งนมแม่ เป็นต้น ขณะที่ในด้านบริการทางการเงิน ไปรษณีย์ไทยพัฒนา e-Payment ให้รองรับการชำระ COD และเชื่อมต่อกับพันธมิตรหลากหลาย ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น กรมการขนส่งทางบก ทิพยประกันภัย WeChat Pay และ Alipay เพื่อขยายช่องทางชำระเงินอย่างครอบคลุมทุกความต้องการ อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือการต่อยอดข้อมูลขนาดใหญ่สู่ "Data as a Service" ที่จะสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ โดยใช้การวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อพัฒนาบริการที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลและภาคธุรกิจได้อย่างแม่นยำ" ดร.ดนันท์ กล่าวทิ้งท้าย

สวธ. – วธ. – THACCA สนับสนุนเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพมหานคร 2568 ยกระดับวงการหนังไทย ตั้งเป้ากรุงเทพเป็นเมืองหลวงแห่งภาพยนตร์ของภูมิภาค

เมื่อวานนี้ (18 ส.ค.68) ณ วันแบงค็อก ฟอรัม เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพมหานคร 2568 (Bangkok International Film Festival 2025 /BKKIFF 2025) กลับมาอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง โดยทีมงานชุดใหม่ ภายใต้การสนับสนุนของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และ THACCA (Thailand Creative Culture Agency) จับมือโรงภาพยนตร์ทุกเครือในกรุงเทพมหานคร ฉายภาพยนตร์จากทั่วโลก กว่า 200 เรื่อง ระหว่างวันที่ 27 กันยายน - 15 ตุลาคมนี้ ชูภาพยนตร์ไทย “ธี่หยด 3” เปิดม่านเทศกาล 

ในงานแถลงข่าวได้รับเกียรติจาก นพ. สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองประธานที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ  นางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม  นายดรสะรณ โกวิทวณิชชา Festival Director 

นางพิมพกา โตวิระ  Executive Director นายอารักษ์ อมรศุภศิริ ผู้กำกับภาพยนตร์ เรื่อง The Stone พระแท้ คนเก๊ ร่วมงานแถลงข่าว นายแพทย์ สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองประธานที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการ พัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์ ครั้งนี้ กล่าวว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์คือหนึ่งในหัวใจของซอฟต์พาวเวอร์ ที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราว วิถีชีวิต วัฒนธรรม ตลอดจนความคิดสร้างสรรค์ของไทยสู่สายตาชาวโลกได้อย่างทรงพลัง กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และ THACCA จึงร่วมกันผลักดันให้เกิดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพมหานคร 2568 ภายใต้แนวคิด Power in Collaboration เพื่อยกระดับกรุงเทพมหานครสู่การเป็นศูนย์กลางภาพยนตร์และวัฒนธรรมร่วมสมัยของภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้เป็นพื้นที่สำคัญที่จะเชื่อมโยงบุคลากรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์จากทั่วโลก ทั้งผู้สร้างภาพยนตร์และนักลงทุนมาเจอกัน เพื่อสร้างเครือข่ายให้ผู้ประกอบการไทย ได้ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ เข้าถึงตลาดระดับนานาชาติมากขึ้น

สำหรับไฮไลต์ของ BKKIFF 2025 คือ ตลาดหนัง ที่จะเปิดพื้นที่ให้ผู้สร้าง ผู้จัดจำหน่ายและนักลงทุน มาพบปะและต่อยอดโอกาสทางธุรกิจภาพยนตร์และซีรีส์ระดับนานาชาติ โดยกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การออกบูทจากผู้ผลิต และผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยกว่า 50 บริษัท เวทีสัมมนาเชิงลึกจากผู้ซื้อ ภาพยนตร์นานาชาติ กิจกรรมมาสเตอร์คลาสจากผู้กำกับและนักแสดงระดับโลก กิจกรรมประกวดภาพยนตร์สั้น รวมถึงกิจกรรม Asian Project Pitching และ Thai Project Pitchingที่ให้ผู้ผลิตคอนเทนต์ได้นำเสนอโปรเจกต์ ต่อผู้ลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำไปต่อยอดสร้างสรรค์ผลงาน ต่อไป

BKKIFF 2025 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กันยายน - 15 ตุลาคม 2568 ณ โรงภาพยนตร์ทั่วประเทศทั้งในเครือ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์, เอส เอฟ ซีเนม่า, เฮ้าส์ สามย่าน และลิโด้ คอนเน็คท์ โดยพิธีเปิดเทศกาลจะมีขึ้นในวันที่ 29 กันยายน 2568 ณ พินาเคิล ฮอลล์ ไอคอนสยาม พร้อมจัดฉายรอบปฐมทัศน์ของภาพยนตร์ “ธี่หยด 3” ซึ่งได้รับเลือกให้เป็น ภาพยนตร์เปิดม่านเทศกาล ถ่ายทอดเรื่องราวใหม่ ๆ กับการเผชิญหน้าดงผีแห่งใหม่ “บ่องสะโหนดเบียง” ที่จะพาผู้ชมสัมผัสบรรยากาศสยองขวัญบทใหม่อย่างเข้มข้น สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ BKKIFFofficial ทั้ง Facebook, Instagram, TikTok และ X


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top