Wednesday, 10 June 2026
NewsFeed

โฆษก ตร. แจง ผบ.ตร.ให้ความสำคัญคำของบประมาณให้คำนึงถึงประชาชน 

สวัสดิการตำรวจที่ขาดแคลน ทุกรายการหน่วยงานในสังกัดเสนอคำขอตามความต้องการในงบลงทุน ปี 69 ตร.ถูกตัดได้รับเพียง 15,000 ล้านบาทเศษ ไม่ใช่ 23,000 กว่าล้านบาทตามกล่าวอ้าง ซึ่งเป็นเพียงยอดคำขอแรก ส่วนบ้านพักตำรวจผู้ใหญ่ 7 หลัง ตร.เสนอขอตัดออกเองเพื่อความเหมาะสม 

(14 ส.ค. 68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผบช.สกพ./โฆษก ตร.) กล่าวว่า กรณีที่ปรากฏข่าวตามสื่อสังคมออนไลน์ มีประเด็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับงบประมาณจำนวน 23,000 ล้านบาทเศษ นำไปใช้ในการก่อสร้างอาคารจำนวนมาก และมีการสร้างบ้านพัก 7 หลัง สำหรับข้าราชการตำรวจระดับสูงนั้น ขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่า จากข่าวที่ปรากฎออกไปเป็นการนำเสนอข่าวที่มีข้อมูลไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ทำให้สังคม ประชาชน อาจจะเข้าใจผิดในสาระสำคัญของการของบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ในบางประเด็น จึงขอเรียนว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้ความสำคัญกับสวัสดิการความเป็นอยู่ของข้าราชการตำรวจ เพื่อการปฏิบัติงาน การให้บริการประชาชน ตามนโยบายการบริหารราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งการอำนวยความสะดวก ดูแลพี่น้องประชาชนตามอำนาจหน้าที่ จึงกำชับหน่วยในการเสนอของบประมาณปี 69 ให้คำนึงถึงเรื่องดังกล่าวประกอบคำขอ

โดยในคำเสนอของบประมาณปี 2569 ประเภทงบลงทุน การจัดทำคำขอ ตั้งคำขอตามความจำเป็น และความต้องการของหน่วย/หน่วยงานตั้งแต่ระดับสถานีตำรวจ กองบังคับการ และกองบัญชาการ ได้เสนอความต้องการขึ้นมาตามขั้นตอน กระบวนการ และระเบียบทุกประการ ซึ่งต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองของ ตร. โดยคำของบประมาณ งบลงทุน จะประกอบด้วย ครุภัณฑ์ และสิ่งก่อสร้าง มีจำนวน 1,726 รายการ เป็นเงินจำนวน 23,164 ล้านบาทเศษ ซึ่งเป็นเรื่องที่หน่วยเสนอมาตามความต้องการ และสำหรับการตั้งคำขอรายการสิ่งก่อสร้าง หน่วยต้องมีความพร้อมในที่ดิน ปลอดภาระติดพัน มีหนังสือได้รับอนุมัติการใช้ที่ดิน แบบการก่อสร้าง มาตรฐานพร้อม

แต่กระบวนการ ขั้นตอนในการเสนอคำของบประมาณ จะต้องผ่านการพิจารณาจากสำนักงบประมาณ อนุกรรมาธิการ และกรรมาธิการ ของรัฐสภาตามกฎหมาย ซึ่ง ตร. ได้เข้าชี้แจงเหตุผล ความจำเป็น ต่อกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการทุกคณะ และผ่านเป็นร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ พ.ศ. 2569 ประเภทงบลงทุนของ ตร.ที่เสนอขอมา ได้ขอตัด ถูกปรับลด คงเหลือ 649 รายการ เป็นเงิน 15,597ล้านบาทเศษ ซึ่งในงบประมาณส่วนนี้เป็นสิ่งก่อสร้างอาคารที่ทำการ/ที่พักอาศัย เป็นเงินงบประมาณจำนวน 5,401 ล้านบาทเศษ มิใช่ 23,000 ล้านบาทเศษ ตามที่มีการเสนอข่าวแต่อย่างใด และในรายการสิ่งก่อสร้างนี้ เป็นการที่ ตร. ขอเสนอตัดงบประมาณของ ตร.เองในส่วนของบ้านพักข้าราชการระดับสูง วงเงินกว่า 91 ล้านบาทเศษ แม้ว่าบ้านพักดังกล่าวจะเป็นการเสนอของบประมาณครั้งแรก แต่ ผบ.ตร.ให้ตัดออก เพื่อป้องกันความสับสนเข้าใจผิดของประชาชน และได้นำงบประมาณส่วนนี้ไปใช้ในส่วนอื่นๆ ที่จำเป็นต่อประเทศชาติต่อไป
    
โฆษก ตร. กล่าวว่า ขอย้ำว่า ผบ.ตร.ได้ให้ความสำคัญในการตั้งคำของบประมาณในด้านการปฏิบัติงาน การบริการประชาชน และสวัสดิการตำรวจ คำของบประมาณอาคาร สถานที่ทำการ ที่พัก จะคำนึงถึงความต้องการของหน่วย ซึ่งในปัจจุบันยังไม่เพียงพอกับจำนวนกำลังพล สภาพที่พักขาดแคลนกว่า 40,000 นาย จากกำลังพลทั้งหมดรวมกว่า 200,000 นาย รวมถึงคุรุภัณฑ์ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่หลายรายการยังขาดแคลน โดยทุกรายการเป็นไปตามมาตรฐานการออกแบบและราคากลางที่สำนักงบประมาณกำหนด ที่ทุกหน่วยเสนอตั้งคำของบประมาณตามความจำเป็น ตามภารกิจหน่วย ตั้งแต่ระดับสถานีตำรวจเสนอพิจารณาตามลำดับชั้น ซึ่งในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีคณะกรรมการกลั่นกรอง ตรวจสอบเอกสาร หลักฐาน ความพร้อมในทุกด้าน ตลอดจนพิจารณาเหตุผลความจำเป็น รวมถึง ตร.ให้ความสำคัญในการพิจารณางบประมาณของกรรมาธิการ ได้เสนอขอตัดงบบางรายการออก เพื่อให้การใช้งบประมาณมีความคุ้มค่า โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทางราชการ ประชาชน และประเทศชาติ

นอกจากนี้ โฆษก ตร. ระบุว่า ผบ.ตร. ได้กล่าวว่า การนำเสนอข้อมูลต่างๆ ก็เป็นไปได้ที่มีเข้าใจตามข้อมูลที่มี แต่อยากสื่อสารและนำข้อมูลที่ถูกต้องให้กับพี่น้องประชาชนได้รับทราบ เพราะไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการใด และการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการทุกประเภท ก็ย่อมต้องใช้งบประมาณมาเพื่อปฏิบัติงานตามหน้าที่ เพื่อให้เกิดความสงบสุขของสังคมและพี่น้องประชาชนต่อไป

ตำรวจภูธรภาค 2 หารือตำรวจสหพันธ์ สำนักงานออสเตรเลีย – กรุงเทพฯ เดินหน้าร่วมสร้างความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) พร้อมด้วย พล.ต.ท.อิทธิพร โพธิ์ทอง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทน รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2  (ผทค.พิเศษ ตร.รรท.รอง ผบช.ภ.2) พล.ต.ต.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ รอง ผบช.ภ.2 พล.ต.ต.เสถียร บุญค้ำ รอง ผบช.ภ.2 พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ สุริยฉาย รอง ผบช.ภ.2 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ นางคริสตี้ ลี เครสซี่ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจสหพันธ์ สำนักงานออสเตรเลีย - กรุงเทพฯ ประจำประเทศไทย ในโอกาสเดินทางมาเยี่ยมเยียนตำรวจภูธรภาค 2 เพื่อพบปะหารือประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับแนวทางการประสานความร่วมมือด้านการปฏิบัติงาน ตลอดจนข้อราชการที่เกี่ยวข้อง

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวว่า การหารือครั้งนี้ในบรรยากาศที่เป็นมิตรและสร้างสรรค์ โดยมุ่งหวังให้เกิดความสัมพันธ์อันดี แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเสริมสร้างความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างหน่วยงาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติภารกิจในอนาคต ตำรวจภูธรภาค 2 พร้อมสานต่อความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อความปลอดภัย ความสงบสุข และประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

ศูนย์ฝึกทหารใหม่ จัดพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 2/68 จุดเริ่มต้นในการสร้างคนหนุ่มรุ่นใหม่ 2,983 นาย ให้เป็นทหารกองประจำการที่มีคุณค่าต่อกองทัพเรือ และประเทศชาติ 

เมื่อวานนี้ (14 ส.ค.68) น.อ.ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 2/68 โดยมีคณะผู้บังคับบัญชา ข้าราชการ ครูฝึก และครูหมวดวิชา ร่วมพิธี ณ ลานสวนสนาม ศฝท.ยศ.ทร. ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

ศฝท.ยศ.ทร. รับการรายงานตัวทหารใหม่ ผลัดที่ 2/68 ระหว่างวันที่ 1 - 2 ส.ค.68 จำนวน 2,983 นาย ได้ผ่านขั้นตอนทางธุรการ การคัดกรองสุขภาพด้านร่างกายและจิตใจ เรียบร้อยแล้ว มีความพร้อมในการเข้าสู่การฝึกอบรมฯ เป็นเวลาทั้งสิ้น 8 สัปดาห์ เพื่อหล่อหลอมร่างกาย และจิตใจ ให้เป็น “สุภาพบุรุษทหารเรือ” ที่เข้มแข็ง องอาจ และมีความรักต่อสถาบัน โดยมีหัวข้อการฝึก ประกอบด้วย
- การฝึกบุคคลท่ามือเปล่า และบุคคลท่าอาวุธ
- การฝึกสวนสนาม
- การทดสอบสมรรถภาพร่างกาย
- การอบรมวิชาการเรือ  วิชาการอาวุธ วิชาข้อบังคับ วิชาสังคมและมนุษยศาสตร์ และการป้องกันความเสียหาย

โอกาสนี้ ผบ.ศฝท.ยศ.ทร. ได้มอบธงอันเป็นสัญลักษณ์ประจำหลักสูตร และให้โอวาทเพื่อเป็นแนวทางในการฝึกอบรมฯ ความว่า “...การที่ท่านได้เข้ามารับราชการทหารเรือ นั้น นอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ของลูกผู้ชาย ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ประการหนึ่งแล้ว ยังถือว่าท่านเป็นผู้ที่มีความเสียสละอย่างยิ่ง ที่ต้องห่างจากบ้าน และครอบครัวอันเป็นที่รัก เพื่อมารับใช้ประเทศชาติ ในห้วงการฝึกหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา 2 เดือนนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับสถานะ จากพลเรือนให้เป็นทหารเรือ ที่เข้มแข็ง องอาจ สง่างาม มีเกียรติ และศักดิ์ศรี มีความพร้อมที่การปฏิบัติหน้าที่ของทหาร ตลอดระยะเวลาการฝึกจะมีความเข้มงวด จริงจัง แต่จะอยู่ภายใต้กรอบของความเมตตา ความปรารถนาดี  โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย  ดังนั้นจึงขอให้ท่านอุทิศตน อดทน ตั้งใจฝึกหัดศึกษาหาความรู้ ในส่วนของครูที่ทำหน้าที่ฝึก ก็จะเป็นผู้ที่สร้างความเชื่อมั่นดูแลทุกท่านด้วยความมุ่งมั่นเเละตั้งใจเป็นอย่างดี ดังนั้น ขอให้ทุกท่านแจ้งกับครอบครัวได้ว่า ไม่ต้องห่วงกังวล ตราบใดที่ท่านอยู่ในรั้วของ “ศูนย์ฝึกทหารใหม่ ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง” และเราจะดูแลท่านอย่างดีที่สุด ผมขอยืนยันว่า ศูนย์ฝึกทหารใหม่ จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ เเละคุ้มค่ามากที่สุด เพื่อสร้างทหารกองประจำการ ผลัดที่ 2/68 ที่มีคุณค่าต่อประเทศชาติ และกองทัพเรือ"

ทั้งนี้ ศฝท.ยศ.ทร. ได้เตรียมพร้อมทั้งสถานที่ , ครูฝึก , สิ่งอำนวยความสะดวก และมาตรการด้านต่างๆ ให้ทหารใหม่ทุกนายมีความปลอดภัยสูงสุด เป็นไปตามนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือที่กำหนดให้เป็นปีแห่งความปลอดภัยของกองทัพเรือ "Navy-Safety 2025"

‘ยูเครน’ ส่งโดรนพลีชีพ 149 ลำถล่มรัสเซีย ก่อนการประชุมระหว่าง ‘ทรัมป์-ปูติน’ ที่อะแลสกา

(15 ส.ค. 68) ยูเครนเปิดฉากส่งโดรนพลีชีพ 149 ลำ โจมตีรัสเซียเมื่อค่ำวันที่ 10 สิงหาคม ก่อนหน้าการประชุมระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ และวลาดิเมียร์ ปูติน ที่อะแลสกาเพียงไม่กี่วัน เป้าหมายโจมตีครอบคลุมทั้งสนามบินทหารและโรงกลั่นน้ำมันใน 6 ภูมิภาครัสเซีย รวมถึงบริยานสค์และตูลา โดยฝ่ายยูเครนอ้างว่าทำลายเครื่องบินทิ้งระเบิดราว 30% ของกองทัพรัสเซีย แต่ตัวเลขนี้มาจากข้อมูลฝั่งยูเครนเท่านั้น ขณะที่รัสเซียยังไม่เปิดเผยความเสียหายจริง

รายงานจาก The Moscow Times ระบุว่า ไม่ใช่ทุกโดรนจะบินมาจากยูเครน แต่มีบางส่วนถูกปล่อยจากภายในรัสเซียเอง ผ่านเครือข่ายลับที่เตรียมการมานานนับปี ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประกาศชัดว่า “นี่คือคำตอบของเราต่อการรุกราน และเราจะสู้จนกว่ามันจะหยุด” ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซีย (อ้างโดย @SputnikInt) กล่าวหายูเครนว่ากำลังเตรียมโจมตีพลเรือนในชูเกฟเพื่อโยนความผิดให้รัสเซีย แต่ยูเครนปฏิเสธทันทีว่าเป็น “เรื่องมโน”

อย่างไรก็ตาม รัสเซียตอบโต้ด้วยการส่งโดรน 140 ลำเข้าโจมตียูเครนในคืนวันที่ 13 สิงหาคม ถูกสกัดตก 85 ลำ แต่ The Economic Times รายงานว่า โดรนบางส่วนยังหลุดรอดไปโจมตีเมืองรอดินสเกและคอสเตียนตินิฟกา ทำให้พลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย เหตุการณ์นี้ตอกย้ำว่าการโจมตีด้วยโดรนกลายเป็นเกมตอบโต้รายวันในสงครามครั้งนี้

สำหรับยูเครน ปฏิบัติการครั้งนี้เสมือนการส่งสัญญาณกดดันก่อนโต๊ะเจรจา ว่าต่อให้ยังไม่มีเก้าอี้ในห้องประชุม ก็ยังมีศักยภาพสร้างแรงกดดันต่อคู่ขัดแย้งได้ การประชุมอลาสกาจึงไม่ต่างจากเกมหมากที่มีผู้เล่นนอกกระดาน คอยเคาะประตูเสียงดังเพื่อบอกว่า “อย่าลืมว่าฉันยังอยู่”

‘ผศ.ดร.อุดมลักษม์’ เผยโมเมนต์สุดประทับใจ ‘นักเรียนสาธิตเกษตร’ ห้อมล้อม ‘แม่ทัพกุ้ง’ แน่นฮอลล์

(15 ส.ค. 68) ผศ.ดร.อุดมลักษม์ กูลศรีโรจน์ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Udomluk Koolsriroj ระบุว่า โรงเรียนสาธิตเกษตรจัดกิจกรรมพิเศษ เชิญ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 และพลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก มาบรรยายหัวข้อ “เรื่องเล่าจากแนวหน้า และการรักษาอธิปไตยของชาติ” ให้แก่นักเรียนตั้งแต่ระดับประถมถึงมัธยม โดยกิจกรรมเริ่มจากบทเรียน “เรียนรู้ชายแดนและการเสียสละของทหารชายแดน” ในวิชาสมรรถนะเพื่อชีวิต ก่อนต่อยอดเป็นโครงการ “สาธิตเกษตรรวมใจสู่แนวหน้า ปลูกต้นกล้าแทนคุณแผ่นดิน” เพื่อปลูกฝังความเป็นพลเมืองและส่งกำลังใจแก่ทหารชายแดน

โรงเรียนและสมาคมนักเรียนเก่าได้เปิดรับบริจาคสิ่งของจำเป็น เช่น ห้องน้ำเคลื่อนที่ เก้าอี้สนาม และลวดหนาม ตามความต้องการของกองทัพภาคที่ 2 พร้อมนัดหมายให้แม่ทัพภาค 2 มารับมอบด้วยตนเอง ซึ่งแม้ก่อนหน้านี้จะมีเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา แต่ในที่สุดแม่ทัพก็มาร่วมงานและบรรยายถึงประสบการณ์ตรงจากแนวหน้า

บรรยากาศในหอประชุมเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ เด็กนักเรียนกว่า 3,000 คนมีส่วนร่วมตอบคำถามอย่างสนุกสนาน เช่น เมื่อแม่ทัพถามว่ามีคนตัดต่อรูปไว้ผมยาว เด็กๆ ก็พร้อมใจกันตอบว่า “หล่อครับ/หล่อค่ะ” หรือเมื่อถามว่าหากวัยรุ่นไทยและกัมพูชานัดพบกันที่ปราสาทตาเมือนธมจะเกิดอะไรขึ้น เด็กๆ ก็ตอบเสียงดังว่า “ตีกัน” ซึ่งแม่ทัพใช้โอกาสนี้อธิบายเหตุผลการปิดด่านชายแดน

ระหว่างการบรรยาย เด็กนักเรียนได้ซักถามเรื่องความเหนื่อยล้าจากการทำงาน แม่ทัพตอบว่า “ไม่เคยเหนื่อย ไม่มีเวลาเป็นไข้หรือทะเลาะกับใคร เพราะหากแม่ทัพเหนื่อย คนอื่นจะเป็นอย่างไร” พร้อมฝากข้อคิดให้ฟังข่าวสารอย่างมีสติ และยืนยันว่าจะปกป้องผืนแผ่นดินไทยอย่างเต็มกำลัง คำพูดนี้สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กหลายคน โดยมีนักเรียนหญิงมัธยมปลายบอกว่า “ฟังแล้วภูมิใจและรักประเทศไทยมากขึ้น”

งานนี้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนเกินคาด จากเดิมคาดว่าจะมีเพียง 4 สำนัก แต่ปรากฏว่ามีมากกว่า 30 สำนักมาร่วมทำข่าว หลังเสร็จงาน แม่ทัพยังได้รับความสนใจจากกลุ่มแม่บ้านและนักเรียนที่ขอถ่ายรูปและลายเซ็น ก่อนเดินทางกลับไปปฏิบัติหน้าที่ชายแดน 

‘พงศ์กวิน’ เตือนแรงงานกัมพูชาอย่าหลงข่าวลวง ชี้ กลับไปอาจไร้งาน – เสี่ยงคดีลักลอบเข้าเมือง

เมื่อวานนี้ (14 ส.ค. 68) นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เตือนแรงงานสัญชาติกัมพูชาที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย ให้ใช้ความรอบคอบในการตรวจสอบข้อมูลการจ้างงานจากประเทศต้นทางและปลายทาง โดยเฉพาะข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งอาจเป็นข่าวปลอมที่กลุ่มผู้ไม่หวังดีใช้ล่อลวง

ตลอดเดือนที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองและแรงงานจังหวัดบริเวณชายแดนว่า มีแรงงานกัมพูชาหลายพันคนตัดสินใจเดินทางกลับประเทศหลังเชื่อข้อมูลจากเพจและแอปพลิเคชันที่อ้างว่ามีงานรายได้สูงรออยู่ แต่เมื่อเดินทางกลับไป กลับพบว่าไม่มีงานจริงตามที่อ้าง บางรายสูญเสียเงินค่าเดินทางและค่าดำเนินการเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องประสบปัญหาขาดรายได้และความเป็นอยู่ลำบาก

แรงงานจำนวนไม่น้อยจึงตัดสินใจลักลอบกลับเข้ามาทำงานในประเทศไทยอีกครั้งอย่างผิดกฎหมาย ส่งผลให้ถูกเจ้าหน้าที่จับกุม ดำเนินคดี และส่งกลับประเทศเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนจังหวัดสระแก้วและจันทบุรี ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการลักลอบเข้าเมือง

“ขอให้แรงงานกัมพูชาทุกคนตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้องจากหน่วยงานภาครัฐของทั้งสองประเทศ เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่ใช้ข่าวปลอมล่อลวง ซึ่งนอกจากจะเสียโอกาสทางอาชีพแล้ว ยังอาจสูญเสียเงินทอง และเสี่ยงต่อการถูกจับกุม ดำเนินคดี และส่งกลับประเทศ โทษฐานลักลอบเข้าเมือง” นายพงศ์กวิน กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานยังย้ำว่า รัฐบาลไทยพร้อมดูแลแรงงานต่างด้าวที่ทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยปัจจุบันประเทศไทยยังมีความต้องการแรงงานในหลายสาขา เช่น ก่อสร้าง เกษตรกรรม อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร และบริการ ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับแรงงานทุกคนที่ผ่านขั้นตอนการขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาตทำงานถูกต้อง

จีนเปิดวีซ่าประเภท ‘เค’ ดึงดูดเยาวชนหัวกะทิ!! เน้นสายวิทย์–เทคโนโลยี จากทั่วโลก เริ่ม 1 ต.ค. นี้

(15 ส.ค. 68) จีนเตรียมออกวีซ่าประเภทใหม่สำหรับเยาวชนผู้มีความรู้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หลังจากหลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ลงนามคำสั่งคณะรัฐมนตรีจีนเพื่อประกาศมติแก้ไขระเบียบการบริหารจัดการการเดินทางเข้าและออกประเทศของชาวต่างชาติ

โดยรายงานระบุว่าจีนจะเพิ่มวีซ่าประเภทเค (K) ในวีซ่าธรรมดาสำหรับเยาวชนผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ โดยผู้ประสงค์ขอวีซ่านี้ต้องมีคุณสมบัติและปฏิบัติตามข้อกำหนดของทางการจีนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงยื่นเอกสารประกอบตามที่กำหนด เริ่มมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ต.ค. 2025

ECOT องค์กรเอกชนไทยปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เร่งพัฒนาทักษะบุคลากรให้พร้อมรับมือการแข่งขันระดับโลก

(15 ส.ค.68) ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเกมธุรกิจอย่างรวดเร็ว ภาคเอกชน กำลังเผชิญกับความท้าทายสำคัญ สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (ECOT) ดึง ICDL Thailand และ ICDL Foundation พันธมิตรมาตรฐานโลก ร่วมมือกันจัดตั้ง 'สถาบันพัฒนาทักษะดิจิทัลของสภาฯ' (ECOT Digital Academy) พร้อมเปิดตัว “ตรารับรององค์การนายจ้างดิจิทัลระดับสากล” (International Digital Employer Recognition) อย่างเป็นทางการ ผลักดันให้องค์กรเอกชนไทยตื่นตัวและปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเป็นระบบ โดยเน้นการพัฒนาทักษะดิจิทัลของบุคลากรให้มีมาตรฐานสากล พร้อมรับมือการแข่งขันระดับโลก

ยกระดับองค์กรไทยด้วยมาตรฐานทักษะดิจิทัลที่วัดผลได้จริง โครงการนี้เป็นไปเพื่อส่งเสริมให้องค์กรธุรกิจในประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะดิจิทัลของแรงงานอย่างจริงจัง ทั้งในระดับนโยบายและภาคปฏิบัติ โดยมุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจาก 'การใช้เทคโนโลยี' ไปสู่ “การสร้างขีดความสามารถด้านดิจิทัลของคนในองค์กร” อย่างยั่งยืน มุ่งหวังการยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความท้าทายด้านการเกณฑ์ค่าจ้างแรงงานที่เพิ่มสูงขึ้น รวมไปถึงการพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้ปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ธุรกิจ ส่งผลสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้เกิดขึ้นได้จริง

องค์การนายจ้างดิจิทัลระดับสากล (IDE Recognition) จะมอบให้แก่องค์กรที่มีนโยบายและแนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลของพนักงานตามเกณฑ์ที่กำหนดและมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและสอดคล้องกับ 4 มาตรฐานหลัก ได้แก่:
• การฝึกอบรมทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในยุคดิจิทัล
• การประเมินผลตามมาตรฐานสากล ICDL 
• การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในกระบวนการทำงานจริง
• การส่งเสริมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องภายในองค์กร

ส่งผลเชิงบวกแบบทวีคูณต่อองค์กร
องค์กรที่ได้รับตรารับรอง 'องค์การนายจ้างดิจิทัลระดับสากล' (IDE Recognition) ไม่เพียงแค่สร้างความเชื่อมั่นในหมู่พันธมิตรทางธุรกิจและองค์กรคู่ค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ในสายตาของลูกค้าในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมการผลิต อสังหาริมทรัพย์ โลจิสติกส์ เทคโนโลยีสารสนเทศ การเงิน การท่องเที่ยว รวมถึงธุรกิจบริการระดับพรีเมียม ที่

ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานการดำเนินงานที่เทียบเท่าระดับสากล นอกจากนี้ยังช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการค่าแรงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการยกระดับทักษะดิจิทัลของบุคลากรให้ผลิตงานที่มีคุณภาพสูงขึ้น คุ้มค่ากับค่าแรงที่เป็นต้นทุนสำคัญ พร้อมทั้งเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการบริหาร Business Ecosystem ทำให้องค์กรมีโอกาสขยายตลาดและสร้างธุรกิจใหม่ได้อย่างเหนือกว่าองค์กรคู่แข่งที่ยังขาดมาตรฐานด้านทักษะดิจิทัลหลายเท่าตัว

นอกจากนี้ยังได้รับสิทธิประโยชน์จากการเผยแพร่ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย และมาตรฐานสากล ICDL ทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับนานาชาติ พร้อมสิทธิในการเข้าร่วมกิจกรรมเสวนา และเครือข่ายความร่วมมือด้านการพัฒนาองค์กรในยุคดิจิทัล ตลอดจนได้รับการยกย่องเป็น ต้นแบบ (Best Practice) ด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ขององค์กรไทยสู่ความเป็นเลิศในเศรษฐกิจดิจิทัล

ความร่วมมือนี้ จัดขึ้น ณ ศูนย์สอบมาตรฐานสากล ICDL by Adeptus โดย นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย และ Dr. Hugh O’Connell กรรมการบริหาร ICDL Thailand ร่วมประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการ โดยมี Mr. Damien O’Sullivan, CEO ของ ICDL Foundation และ Ms. Tina Wu, CEO ของ ICDL Asia เดินทางมาเยือนประเทศไทยและร่วมเป็นสักขีพยานในความร่วมมือระดับนานาชาติครั้งนี้

ร่วมด้วยผู้บริหารและที่ปรึกษาสำคัญ อาทิ นายบวรศักย์ กล้าหาญ และ นายศิริพงศ์ อินทวดี ที่ปรึกษาสภาองค์การนายจ้างฯ พร้อมด้วย นางสาวกฤษฎิ์กัญญา กานต์จิรธันย์ กรรมการบริหาร ICDL Thailand และ นางสาวเมลดา ศรีนวล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อะเดปตัส ดิจิทัล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้บริหารศูนย์สอบมาตรฐานสากล ICDL by Adeptus

โครงการนี้นับเป็นก้าวสำคัญของภาคเอกชนไทยในการขับเคลื่อนประเทศด้วย “ทรัพยากรบุคคล” ที่มีศักยภาพด้านดิจิทัลอย่างแท้จริง ตอกย้ำบทบาทขององค์กรนายจ้างไทยในการนำพาธุรกิจเข้าสู่โลกแห่งอนาคตได้อย่างมั่นคงและมีคุณภาพ

ทั้งนี้องค์กรใดที่เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาทักษะดิจิทัลของบุคลากร และต้องการยกระดับขีดความสามารถองค์กรให้สอดรับกับมาตรฐานในระดับสากล สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ ตรารับรององค์การนายจ้างดิจิทัลระดับสากล (IDE Recognition)” ได้ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป ผ่านเว็บไซต์ www.ecot.or.th/IDER  หรือ www.adeptusdigital.com  และ Line Official: ECOT Digital Academy (@ecotdigitalacademy) หรือทางอีเมล์ [email protected]

‘วีนา ปวีนา’ สปีชกลางเวที ‘มิสยูนิเวิร์ส ไทยแลนด์ 2025’ ส่งเสริมให้มี ‘กาสิโน’ ในจังหวัดภูเก็ต เชื่อช่วยไทยยั่งยืน

(15 ส.ค. 68) หลังจบการประกวดรอบ Queen Of Phuket เวที 'มิสยูนิเวิร์ส ไทยแลนด์ 2025' ณ โรงแรม Angsana Convention and Exhibition Space (ACES) จ.ภูเก็ต ซึ่งตำแหน่งชนะเลิศตกเป็นของ เดล นฤมล พิมพ์ภักดี สาวงามจากบ้านภูเก็ต ด้วยการเฉือนชนะ วีนา ปวีนา ซิงห์ ไปอย่างฉิวเฉียด

โดยรอบประกวดนี้เต็มไปด้วยความสูสี ทั้งสองสาวมีเพอร์ฟอร์แมนซ์และไหวพริบในการตอบคำถามใกล้เคียงกัน กรรมการจึงจัดรอบสปีชเพิ่มเติมให้วีนาและเดลได้ฟาดฟันกันอีกครั้ง โดยคำถามสำคัญคือ “Queen Of Phuket มีความหมายและประโยชน์อย่างไรต่อ จ.ภูเก็ต”

วีนา ปวีนา ตอบว่า “QUEEN OF PHUKET จะต้องเป็นคนที่นำเสนอได้ดีมากๆเป็นคนที่นำเสนอเรื่องการท่องเที่ยว และที่สำคัญเลยส่งเสริมด้านเอนเตอร์เทนคอมเพล็กซ์ และวีนาอยากจะเป็นคนนั้น และส่งเสริมให้มีกาสิโนในจังหวัดภูเก็ตเพราะวีนามองว่า นักท่องเที่ยวที่มีมากอยู่แล้วสามารถส่งเสริมเศรษฐกิจ ให้กับจังหวัดภูเก็ตและประเทศไทยได้อย่างยั่งยืนค่ะ ขอบคุณค่ะ”

ทั้งนี้ ตรงประเด็นการสร้าง Entertainment Complex และการส่งเสริมกาสิโนในภูเก็ต ในคำตอบของเธอได้ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกโซเชียล โดยมีคนจำนวนมากร่วมตั้งคำถาม และถกเถียงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว

‘แอร์เอเชียเอกซ์’ แจงเหตุเครื่องแลนด์ดิ้งผิดสนามบินในเกาหลีใต้ ยอมรับมีการสื่อสารผิดพลาดระหว่างลูกเรือและกัปตัน

(15 ส.ค. 68) ผู้โดยสารบนสายการบินแอร์เอเชียเอกซ์ (AirAsia X) เที่ยวบิน D7 506 จากกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซียไปยังสนามบินอินชอน เกาหลีใต้ ต้องเผชิญความล่าช้านานกว่า 2 ชั่วโมง หลังเครื่องบินถูกเปลี่ยนเส้นทางไปลงที่สนามบินกิมโป เนื่องจากสภาพอากาศเลวร้ายและความแออัดของการจราจรทางอากาศ

เดิมที เครื่องบินมีกำหนดถึงอินชอนเวลา 19.50 น. ของวันที่ 13 สิงหาคม แต่เครื่องกลับแลนด์ดิ้งที่สนามบินนานาชาติกิมโป ตอนเวลา 20.08 น. ส่งผลให้ผู้โดยสารหลายคนเกิดความสับสนบนเครื่องบิน บางคนระบุว่าบรรดาลูกเรือก็ยังดูไม่ทราบการเปลี่ยนแปลงจนกระทั่งผู้โดยสารแจ้งให้มองที่หน้าต่าง ถึงรู้ว่านี่คือสนามบินกิมโป ไม่ใช่อินชอน

ขณะที่ AirAsia X ชี้แจงว่า การเปลี่ยนเส้นทางเป็นไปเพื่อความปลอดภัยและเรื่องน้ำมัน หลังจากลงที่กิมโปเครื่องบินก็ออกเดินทางต่อเวลา 22.03 น. และถึงอินชอนเวลา 22.56 น. อย่างไรก็ตาม บริษัทยอมรับว่ามีการสื่อสารผิดพลาดระหว่างพนักงานต้อนรับ และกัปตันได้ชี้แจงและขออภัยต่อผู้โดยสาร

ทั้งนี้สายการบิน AirAsia X ประกาศจะปรับปรุงมาตรการสื่อสารบนเครื่องบน และมอบบัตรกำนัลการเดินทางเป็นการเยียวยา “ขอขอบคุณผู้โดยสารทุกท่านสำหรับความเข้าใจ และความร่วมมือในการปรับเปลี่ยนปฏิบัติการเดินทางครั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของทุกคนบนเครื่อง”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top