Wednesday, 10 June 2026
NewsFeed

‘ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์’ ชี้!! ‘ฮุนเซน’ ยอมทรยศโลก แต่ไม่ยอมให้โลกมาทรยศทำลาย!! ‘อุ๊งอิ๊ง’ กระทบ ‘ทักษิณ’ ทำรัฐบาลไทยล่มสลาย ไร้คู่แข่งเปิดบ่อน

(9 ส.ค. 68) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักธุรกิจ นักการเมือง ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

ฮุนเซน “ผู้ทรยศโลก แต่ไม่ยอมให้โลกทรยศ”

แม้เวลาผ่านไป ฝุ่นเริ่มจาง ชายแดนเริ่มสงบลง

แต่ชนวนเหตุที่ “ฮุนเซน” นำคลิปมาปล่อยทิ้งระเบิด ไม่มีใครรู้ 

จู่ๆ ก็จัดหนัก 

ด้วยวัตถุประสงค์เดียว คือ “ต้องการล้มทักษิณ” 

เมื่อ “อุ๊งอิ๊ง” เป็นนายกฯ ภายใต้เงาบารมีของทักษิณ

ล้มอุ๊งอิ๊ง คือ ล้มทักษิณ

ล้มทักษิณ คือ ล้มพรรคเพื่อไทย

ล้มพรรคเพื่อไทย คือ ล้มรัฐบาลไทย

แต่ “ฮุนเซน” จะล้ม “ทักษิณ” ไปทำไม? 

อำนาจของฮุนเซนในเขมรนั้นเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่มีใครกล้าหือกล้าอือ

ตลอดระยะเวลาที่ครองอำนาจกว่า 40 ปี ฝ่ายค้านฝ่ายตรงข้ามของฮุนเซน มีแค่ 2 ทางให้เลือก “ไม่หนีก็ได้กระสุน” ไม่มีทางเลือกอื่น

ขนาดฝ่ายค้านเขมรมาเที่ยวกรุงเทพฯ ยังถูกยิงตายกลางถนน

สม รังษี ผู้นำฝ่ายค้านตัวยง ยังลี้ภัยไปอยู่ฝรั่งเศส

คนอย่างฮุนเซนที่อยู่กับอำนาจมาทั้งชีวิต คงไม่ใช่แค่ไม่พอใจนายกฯ อุ๊งอิ๊งว่า “ไม่เป็นมืออาชีพ” แล้วโกธรเท่านั้น 

อะไรที่ลึกกว่านั้น ? 

อะไรที่ฮุนเซนต้องการมากกว่า?

อะไรที่ฮุนเซนอยากได้แล้วไม่ได้รับการตอบสนอง?

ในความเห็นผมจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจาก “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์“ ที่พรรคเพื่อไทยเดินสายโร้ดโชว์โปรโมท เพราะคาดว่าจะต่อยอดให้ประเทศ

ทุกประเทศรอบไทยมีหมด แล้วทำไมไทยจะมีไม่ได้?

ยิ่งที่เขมร มีบ่อนชุกกว่าปั๊มน้ำมันเสียอีก

สารพัดบ่อนปอยเปต สีหนุวิลล์ ที่จะเปิดได้ต้องฮุนเซนพยักหน้าคนเดียว 

ตามด้วยส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจคาสิโนให้ตระกูลฮุนสูบปรนเปรอเปรมปรีดิ์มานาน

จะมีธุรกิจอะไรในเขมรเล่า ที่จะให้ฮุนเซนได้เร็วเท่าคาสิโน จีนจึงแห่กันมาเปิดไม่มีจำกัด

ใครใคร่เปิดบ่อนก็เปิด แต่ต้องจ่ายฮุนเซน นี่คือกฎเหล็ก

ยิ่งเปิดมาก ฮุนเซนก็รับมาก เป็นเงาตามตัว

จากเมืองที่ไม่มีอะไร จนเติบโตมีบ่อนทุกหัวระแหง เกิดสนามบิน เกิดการค้าต่อเนื่อง 

แล้ววันหนึ่งเมื่อไอเดียบรรเจิด “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์“ โผล่มา 

เขมรในฐานะเมืองคาสิโนจึงได้รับผลกระทบ กระแทกที่กล่องหัวใจฮุนเซนเต็มๆ

ตอกย้ำตัดสัมพันธ์สะบั้นด้วย “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ที่รัฐบาลไทยถูกบีบจากรัฐบาลจีน ถึงกับส่งระดับผู้ช่วยรัฐมนตรีจีนมาบัญชาการ 

จนไทยต้องตัดไฟพม่า ลามไปถึง “ฮุนเซน“ เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดอีกระลอก 

จากนั้นทักษิณแฉลากไส้ตึกบัญชาการ 25 ชั้น ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ฮุนเซนไฟเขียว เพราะถือว่าไม่ได้หลอกคนเขมร (ไม่มีอะไรให้หลอก) แต่หลอกคนไทยได้เงินดี 

ไทยเดือดร้อน เขมรไม่เดือดร้อน ดังนั้นฮุนเซนไม่สน 

เจอไปหลายดอกฮุนเซนจึงวางแผน 

อันเป็นที่มาของการ “ลวงให้พูด“ ผ่านการเจรจากับล่าม “นายฮวด” ที่มีการตอกย้ำอ้างประเด็นเรื่อง “ด่าน” ที่ทหารปิด ทำให้ฮุนเซนไม่พอใจ 

จนไปถึงประโยคลวงสำคัญจากนายฮวด สื่อภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำกับนายกฯ อุ๊งอิ๊งว่า

”ท่านฮุนเซนไม่พอใจท่านแม่ทัพภาค 2 มาก“

นายกฯ อุ๊งอิ๊งจึงหลุดพูดในทำนองว่า ท่านแม่ทัพเป็นคนละพวก เพื่อเอาใจฮุนเซนให้อารมณ์เย็นลง เจตนาเพื่อให้การเจรจาสำเร็จ

เจอประโยคทองนี้เข้าไป ฮุนเซนจึงเก็บไว้แล้วปล่อยคลิปออกมา

กลายเป็นระเบิดลูกใหญ่ใส่ประเทศไทย โดยคิดว่า “ทักษิณจบแน่”

ด้วยความที่ฮุนเซนรู้จักไทยเป็นอย่างดี ผ่าน รัฐบาลไทยมาเป็นสิบรัฐบาล

แต่การเมืองเขมรไม่เคยเปลี่ยน ฮุนเซนเป็นนายกฯ คนเดียวยาวนานตั้งแต่ปี 2528

จึงทำให้ฮุนเซนเข้าใจบริบททั้งการเมือง การทหารของไทย

ฮุนเซนไม่มีเพื่อน ไม่มีนาย เพราะเป็นนายกฯ ไร้คู่แข่ง หากใครเป็นคู่แข่ง ไม่หนี ก็ตาย

ใจฮุนเซนจึงเหี้ยมโหดอำมหิตยิ่งนัก 

เมื่อเปิดการปะทะกันกับไทย เขมรก็ทำตัวเป็น ประเทศที่โดนไทยกลั่นแกล้ง เหมือนยูเครนรบกับรัสเซีย

โดยอ้างว่าเขมรถูกรุกรานก่อน ฮุนเซนทำตัวเสมือน ”เซเรนสกี้“ ฟ้องโลกให้เห็นว่าถูกไทยรังแก

อ้างว่าเป็นประเทศเล็กๆ เล่นการเมืองบนเวทีระดับโลกโดยใช้ความเป็นประเทศยากจน ถูกไทยรุกราน ทำตัวน่าสงสารถูกเปิดสงคราม

ลีลาเขมรนั้นแสดงละครเก่ง ไม่ต้องพึ่งองค์กรใดๆ 

ขณะที่ไทยพะว้าพะวัง เพราะถือว่าเป็นประเทศใหญ่กว่า ส่งเครื่องบิน F-16 ไปรบ

ฮุนเซนรู้ว่าการปล่อยคลิปทำลายนายกฯ อุ๊งอิ๊งกระทบถึงทักษิณ และรัฐบาลไทยโดยตรง

จึงทำตัวเป็นศัตรูกับรัฐบาลไทย หวังว่าแรงระเบิดของคลิปจะส่งผลถึงกองทัพ มวลชน และท้ายสุดความล่มสลายของรัฐบาลไทย

ฮุนเซนมองทะลุกระดานอำนาจ และรู้เรื่องความแตกแยกภายในของไทย

แผนนี้จึงเท่ากับ ”ยิงปืนนัดเดียว ได้นก 3 ตัว“

ยอมทำลายความสัมพันธ์ เก็บอำนาจของตัวเองที่มาจากเงินบ่อนสนับสนุน 

จึงกล้าเปิดคลิป ทั้งๆ ที่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร?

นี่คือ ฮุนเซน “ที่ยอมทรยศโลก แต่ไม่ยอมให้โลกมาทรยศ“

‘ททท.’ จับมือพันธมิตร!! เปิดแคมเปญ กระตุ้น!! นักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งมอบ!! ประสบการณ์ท่องเที่ยวเหนือระดับ ด้วยโปรโมชั่นสุดพิเศษ

(9 ส.ค. 68) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับผู้ประกอบการแบรนด์ชั้นนำเปิดตัวแคมเปญ “Amazing Grand Privilege in Amazing Summer Family Month” ส่งมอบประสบการณ์ท่องเที่ยวเหนือระดับด้วยโปรโมชั่นสุดพิเศษให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมสร้างกระแสบอกต่อความประทับใจการท่องเที่ยวไทยผ่านคนรุ่นใหม่ในตลาดยุโรปด้วยกิจกรรม Online Contest “Your Dream of Thailand Academy” ในช่องทาง AXN Asia เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวกลุ่ม Family & Multigeneration ตลอดทั้งเดือนสิงหาคมและกันยายนนี้

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่า แคมเปญ “Amazing Grand Privilege in Amazing Summer Family Month” เป็นหนึ่งกิจกรรมในปี “Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025” ที่ ททท. ดำเนินการร่วมกับพันธมิตรผู้ประกอบการแบรนด์ชั้นนำจัดเตรียมสิทธิพิเศษต่าง ๆ ให้แก่นักท่องเที่ยว ภายใต้แนวคิด “Thai’d Up This Summer” เพื่อยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มครอบครัวและนักท่องเที่ยวหลายช่วงวัย (Family & Multigeneration) ที่เดินทางมาเยือนประเทศไทยระหว่างเดือนสิงหาคม–กันยายน 2568 โดยในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นช่วง Summer ของตลาดยุโรป ททท. ยังได้ร่วมกับ AXN Asia จัดกิจกรรม Online Contest “Your Dream of Thailand Academy” ชวน Gen Z ของตลาดยุโรปร่วมสร้างกระแสบอกต่อความประทับใจการท่องเที่ยวไทยผ่านโพสต์ Social media ในช่องทาง AXN Asia เพื่อคัดเลือกผู้โชคดี 8 คน เดินทางถ่ายทอดประสบการณ์ตลอด 10 วันในประเทศไทย สร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย ทั้งนี้ ททท. หวังว่ากิจกรรมดังกล่าวจะสามารถสร้างกระแสการเดินทางท่องเที่ยว กระตุ้นการใช้จ่ายสินค้าและบริการในประเทศไทยของนักท่องเที่ยวต่างชาติตลอดเดือนสิงหาคมและกันยายน และช่วยเติมเต็มจำนวนนักท่องเที่ยวช่วง Green Season ของประเทศไทย

การดำเนินกิจกรรม “Amazing Grand Privilege in Amazing Summer Family Month” ททท. ได้ผสานความร่วมมือกับพันธมิตรผู้ประกอบการแบรนด์ชั้นนำ ทั้ง ห้างสรรพสินค้า โรงแรม รถเช่า และสวนสนุก มอบสิทธิพิเศษให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ อาทิ HarborLand สวรรค์ของเด็กและครอบครัว : เพียงซื้อตั๋วเข้าชมสำหรับ 1 ผู้ใหญ่ + 1 เด็ก รับฟรี! ถุงเท้ากันลื่น HarborLand 2 คู่ มูลค่า 120 บาท, ห้างในเครือ The Mall Group (เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์, เอ็มสเฟียร์) : รับส่วนลดต่าง ๆ และรับคืนภาษีได้สะดวกด้วยระบบ VAT Refund อิเล็กทรอนิกส์, ห้างสรรพสินค้าชั้นนำในเครือสยามพิวรรธน์ ได้แก่ สยามเซ็นเตอร์, สยามดิสคัฟเวอรี่, และสยามพารากอน ONESIAM GLOBAL Visitor Card เพื่อรับสิทธิพิเศษสูงสุดถึง 80%,  บริการ AVIS Executive VAN : รถตู้ VIP รับ–ส่งสนามบิน เริ่มต้นเพียง 2,000 บาทต่อเที่ยว เมื่อจองล่วงหน้า พร้อมใส่รหัส “TATATF25”, Grab Thailand Travel Pass: รับสิทธิพิเศษสำหรับบริการ GrabCar Premium, GrabFood, GrabMart และ Grab Airport Rides ผ่านหน้า GrabRewards บนแอป Grab โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ www.tourismthailand.org/AmazingGrandPrivileges

สำหรับกิจกรรม “Your Dream of Thailand Academy” เป็นกิจกรรมการประกวด Online Contest ผ่านช่องทาง Social Media มุ่งเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ในตลาดยุโรป เพื่อสร้างกระแสบอกเล่าเรื่องราวประสบการณ์ในการเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทย โดยเปิดรับเยาวชนอายุระหว่าง 18-25 ปี จากภูมิภาคยุโรป ร่วมโพสต์แชร์แรงบันดาลใจในการเดินทางมายังประเทศไทยผ่าน Social Media ในช่องทาง AXN Asia กว่า 25 ประเทศทั่วภูมิภาคยุโรป จำกัดข้อความไม่เกิน 100 คำ เปิดรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมถึงวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เพื่อเฟ้นหาเยาวชนผู้โชคดี 8 คนมาเปิดประสบการณ์สุดพิเศษ พร้อมเรียนรู้วัฒนธรรมไทย และร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ตลอด 10 วันในประเทศไทย เพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางมาประเทศไทยให้กับผู้อื่นต่อไป โดยจะประกาศผู้โชคดีในวันที่ 15 สิงหาคม 2568 และเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยในช่วงวันที่ 18 – 28 สิงหาคม 2568 ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างการรับรู้ได้ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน/ครั้ง โดยสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/axnasia

‘อ.เจษฎา’ เผย!! ‘ปูติน’ จะเสนอขอแลกเปลี่ยนดินแดน เพื่อการหยุดยิง!! ระหว่าง ‘รัสเซีย – ยูเครน’

(9 ส.ค. 68) รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า …

มีข่าวล่าสุด ว่า ปูตินจะเสนอ "ขอแลกเปลี่ยนดินแดน (land swap) เพื่อการหยุดยิงระหว่างรัสเซียและยูเครน"

โดยข้อเสนอดังกล่าว อาจมีตั้งแต่รวมถึงการให้สหรัฐฯ ยอมรับ "ไครเมีย (Crimea เลข 1 ในภาพประกอบ)" ที่รัสเซียผนวกไปอย่างผิดกฎหมาย ในปี 2014 ว่าเป็นของรัสเซีย 

และ ให้ยูเครน ยอมยกการควบคุมดินแดนบางส่วน ในภูมิภาคอื่น ๆ ที่มอสโกยึดครอง 

ซึ่งตอนนี้ รัสเซียได้ยึดครองบางส่วนของภูมิภาคเคอร์ซอน (Kherson เลข 4), โดเนตสค์ (Donetsk เลข 2), ลูฮานสค์ (Luhansk เลข 3) และซาโปริซเซีย (Zaporizhzhia เลข 5 )

โดยมีความเป็นไปได้ ที่จะคืนการควบคุมพื้นที่บางส่วน ในซาโปริซเซีย และเคอร์ซอน กลับคืนสู่ยูเครน

ข้อเสนอดังกล่าวนี้ น่าจะอยู่ในแผนการสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครน ที่จะมีในการประชุมสุดยอดระหว่าง ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน 

ทรัมป์ เชื่อว่า ปูตินเปิดรับการเจรจาสันติภาพ ซึ่งอาจรวมถึงการที่รัสเซียแลกเปลี่ยนดินแดนที่ยึดครองอยู่บางส่วน เพื่อแลกกับการหยุดยิง

ขณะที่จุดยืนของยูเครนนั้น ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ได้ปฏิเสธข้อเสนอใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการยกดินแดนอธิปไตยของยูเครน ให้แก่รัสเซีย ก่อนที่จะมีการหยุดยิง อย่างสมบูรณ์และไม่มีเงื่อนไข 

อย่างไรก็ตาม มีความเห็นจากบางส่วน เช่น นายกเทศมนตรีเมืองเคียฟ วิตาลี คลิทช์โก ที่เคยกล่าวเป็นนัยว่า ยูเครนอาจต้องยอมยกดินแดนชั่วคราว เพื่อสันติภาพ

มีความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญมองว่า ยูเครนไม่น่าจะสนใจข้อตกลงแลกเปลี่ยนดินแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นการเจรจาที่ไม่มีการมีส่วนร่วมของยูเครนเอง (คือมีแค่สหรัฐคุยกับรัสเซีย)

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เคยเสนอต่อปูตินเรื่องการหยุดยิงและการยอมรับดินแดนที่รัสเซียยึดครองโดยพฤตินัย ด้วยการเลื่อนสถานะของดินแดนเหล่านั้นออกไป 49 หรือ 99 ปี และการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรบางส่วน

ป.ล. บางคนก็บอกว่า ถ้าเป็นไปตามแผนการแลกเปลี่ยนดินแดนนี้ ถือเป็นชัยชนะของปูติน ที่เอากำลังมายึดดินแดนของยูเครนได้สำเร็จ (แม้จะแค่บางส่วน ไม่ใช่ทั้งประเทศ อย่างที่หวัง) 

... แต่บางคนก็บอกว่า ถือเป็นชัยชนะของยูเครน ที่สามารถปกป้องประเทศและอธิปไตยของตัวเองได้ หลังจากสู้รบกับมหาอำนาจทางทหารอันดับ 2 ของโลก มายาวนานกว่า 3 ปี และเสียดินแดนไปเพียงแค่ประมาณ 20 % ของประเทศ

The Star สื่อชั้นนำมาเลเซีย เสนอข่าว เหตุการณ์ คนร้ายราดน้ำมัน จุดไฟเผา นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย 2 ราย ในกรุงเทพฯ

เมื่อวานนี้ (8 ส.ค. 68) The Star สื่อชั้นนำมาเลเซีย เสนอข่าว เหตุการณ์ คนร้ายราดน้ำมัน จุดไฟเผา นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย 2 ราย ในกรุงเทพฯ ว่า ... 

เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 22:00 น. บนถนนราชดำริ กรุงเทพมหานคร ผู้ต้องสงสัยชายชาวไทยอายุ 30 ปี ซึ่งว่างงาน และเคยเป็นนักมวย ได้แอบเข้ามาจากด้านหลัง จากนั้นราดสารบางอย่าง (เชื่อว่าเป็นทินเนอร์) ลงบน นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย 2 ราย — คือ Ong อายุ 26 ปี (ชาย) และ Gan อายุ 27 ปี (หญิง)  ขณะนั่งพักบริเวณบันไดใกล้ศูนย์การค้า ผู้เสียหายทั้งสองพยายามวิ่งหนี แต่ผู้ต้องสงสัยไล่ตามและจุดไฟเผาพวกเขาทั้งคู่อีก

Ong ได้รับบาดเจ็บไฟไหม้ระดับที่สอง (2nd-degree burns) บริเวณลำตัวด้านหน้าและหลัง อาการรุนแรงแต่ไม่น่าจะถึงขั้นเสียชีวิต ขณะนี้เข้ารักษาตัวในห้อง ICU ที่โรงพยาบาลตำรวจ (Police General Hospital)

Gan มีบาดแผลไฟไหม้ระดับที่สอง ครอบคลุมประมาณ 36% ของร่างกาย โดยอาการอยู่ในเกณฑ์ “เสถียรและรู้สึกตัว” อยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

ผู้ต้องสงสัยเป็นชายจากจังหวัดสระแก้ว ขณะนี้ถูกควบคุมตัวไว้ที่สถานีตำรวจลุมพินี ตำรวจอยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติม ว่าจะสอบปากคำผู้เสียหาย เมื่อพวกเขาอยู่ในสภาพพร้อม

ตัวแทนสถานเอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศไทย ได้เดินทางมาเยี่ยมผู้บาดเจ็บ พร้อมทั้งได้ติดต่อ แจ้งข่าวให้ครอบครัวของ Ong และ Gan ทราบแล้ว

ทรัมป์ ลั่น!! เที่ยงคืน เก็บภาษีศุลกากร หลายพันล้านดอลลาร์ เข้าสหรัฐฯ

(9 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

ทรัมป์โพสต์ผ่านโซเชียลว่า

“เที่ยงคืนแล้ว!!! ภาษีศุลกากรมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์กำลังไหลเข้าสหรัฐอเมริกา!”

แต่ข้อเท็จจริงคือ 

“บริษัทนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯต่างหาก ที่เป็นผู้จ่ายภาษีศุลกากร ดังนั้นจึงไม่มีเงินไหลเข้ามายังสหรัฐฯ 
มีแต่เงินไหลจากบริษัทอเมริกัน (ซึ่งในที่สุดก็คือผู้บริโภคชาวอเมริกันนั่นเองที่เป็นผู้จ่าย) ไปยังรัฐบาล”

‘ฮุนเซน’ โพสต์โซเชียล!! ฟ้องชาวโลก จี้!! ผู้นำไทย สั่งหยุด!! ‘สงครามหนังสติ๊ก’

(9 ส.ค. 68) สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา ได้โพสต์ข้อความผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียส่วนตัว อ้างว่า ทหารไทยใช้หนังสติ๊กที่บรรจุลูกปืนและเม็ดโลหะยิงใส่ทหารกัมพูชา ขอให้รัฐบาลไทยสั่งให้หยุดใช้ทันที โดยระบุว่า …

จริงๆไม่อยากพูดหรอก แต่ถ้าไม่พูด กลัวผู้นำไทยไม่รู้ ชุมชนนานาชาติไม่เข้าใจ สงครามชายแดนกัมพูชา-ไทย เปลี่ยนจากสงครามติดอาวุธมาทำสงคราม ใช้กระสุนยาง กระสุนเหล็ก

เรื่องนี้ ถ้าดูแล้ว มันดูเป็นเรื่องตลก หรือเรื่องเล็ก แต่ถ้าดูแล้ว เรื่องใหญ่ ถ้าเราไม่ห้าม จะเปลี่ยนจากการใช้ไม้ยางพารา ไปจนถึงการใช้อาวุธทุกชนิด ซึ่งจะทำให้ความเป็นผู้นำกัมพูชา-ไทย ได้รับความช่วยเหลืออย่างกระตือรือร้นจากนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และการมีส่วนร่วมจากจีน สหรัฐฯ หาดูยาก

สำหรับกัมพูชาถ้าใช้ ขอให้รัฐบาลสั่งกองทัพหยุดใช้ทันที หวังว่าผู้นำไทยจะสั่งกองทัพหยุดใช้อาวุธ ตามภาพที่แนบไว้

ในความเป็นจริงแล้ว ฉันไม่ได้ต้องการที่จะพูดเกี่ยวกับปัญหานี้ อย่างไรก็ตาม การนิ่งเงียบอาจทำให้ความเป็นผู้นำของไทยไม่ตระหนัก และชุมชนระหว่างประเทศเข้าใจสถานการณ์ผิด ความขัดแย้งชายแดนของกัมพูชา– ประเทศไทย ได้เปลี่ยนจากสงครามโดยใช้อาวุธไปยังหนังสลิงช็อตที่เต็มไปด้วยลูกปืนและเม็ดโลหะ

ในแวบแรก นี่อาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือแม้แต่เรื่องตลก แต่เมื่อมีการตรวจสอบลึกซึ้งขึ้น มันเป็นปัญหาที่ร้ายแรง หากเราไม่แทรกแซง มันจะเพิ่มขึ้นจากสลิงช็อตไปจนถึงการใช้อาวุธทุกชนิด ในที่สุดก็ทำลายข้อตกลงการหยุดยิงอย่างเจ็บปวดโดยผู้นำกัมพูชาและไทย ด้วยการไกล่เกลี่ยอย่างกระตือรือร้นโดยนายกรัฐมนตรีมาเลเซียและการมีส่วนร่วมจากจีนและสหรัฐอเมริกา

สำหรับกัมพูชา หากการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้น ฉันขอให้รัฐบาล หลวง ออกคำสั่งให้กองกำลังทหารหยุดการใช้งานทันที ผมหวังว่าภาวะผู้นำไทยจะออกคำสั่งที่คล้ายกับกองทัพให้หยุดใช้อาวุธ ตามภาพที่แนบมา

นอกจากนี้ สมเด็จฮุน เซน ยังโพสต์ข้อความอีกว่า “สมเดช เตโช ฮุนเซน กล่าวว่า สงครามชายแดนกัมพูชา-ไทย เปลี่ยนจากการใช้อาวุธเป็นไม้ยางเทนนิสและโลหะ หากไม่ป้องกัน จะนำไปสู่การทำลายข้อตกลงการหยุดยิง”

‘เจือ ราชสีห์’ ประสาน!! ‘อธิบดีกรมทางหลวงฯ’ ยืนยันต่อที่ประชุม พร้อมผลักดัน!! งบสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา ในปีถัดไปทันที

เมื่อวันที่ (17 ก.ค.68) นายมนตรี เดชาสกุลสม อธิบดีกรมทางหลวงชนบท พร้อมคณะได้มาชี้แจงงบประมาณของกรมทางหลวงทางชนบท จำนวน 9 ล้านบาท สำหรับค่าจ้างที่ปรึกษาศึกษาความเหมาะสมของโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา เชื่อมระหว่างอำเภอสิงหนครกับ เทศบาลนครสงขลา อำเภอเมืองสงขลา ซึ่งเป็นโครงการที่ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้เฝ้ารอมาอย่างยาวนาน

‘นายเจือ ราชสีห์’ ในฐานะอนุกรรมาธิการงบประมาณฯ ได้ชี้แจงในที่ประชุม กับ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท ได้ทราบถึงความเดือดร้อนของชาวสงขลาในการใช้เวลานานข้ามระหว่างอำเภอสิงหนครกับ เทศบาลนครสงขลา อำเภอเมืองสงขลา 

นายเจือ ระบุว่า ชาวบ้านในพื้นที่คาดหวังกับโครงการนี้มาโดยตลอด การจัดสรรงบประมาณในปีนี้จึงถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ พร้อมกล่าวขอบคุณอธิบดีกรมทางหลวงชนบทที่เล็งเห็นความสำคัญและเข้าชี้แจงรายละเอียดต่อที่ประชุมด้วยตนเอง

ในที่ประชุม อธิบดีกรมทางหลวงชนบทได้ชี้แจงว่า งบประมาณจำนวน 9 ล้านบาทในปีนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดจ้างที่ปรึกษาดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของโครงการอย่างรอบด้าน ทั้งในด้านวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจสังคม โดยยืนยันว่าหากผลการศึกษาชี้ว่ามีความเหมาะสม กรมฯ พร้อมจะตั้งงบประมาณเพื่อเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปีถัดไปทันที่ หากโครงการผ่านการพิจารณา ก็จะกลายเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญระดับภูมิภาคในอนาคต

ผบ.ตร.เดินหน้าขับเคลื่อนปราบปรามยาเสพติด อาชญากรรมออนไลน์ คนต่างด้าวที่เข้ามากระทำผิด และเกาะติดสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กำชับทุกหน่วยต้องดำเนินการอย่างเต็มที่และบูรณาการทุกภาคส่วน

เมื่อวานนี้ (8 ส.ค.68) เวลา 13.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2568 ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย รอง ผบ.ตร. , จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) , ผู้ช่วย ผบ.ตร. , รอง จตช. , ผู้บัญชาการทุกหน่วย และข้าราชการตำรวจ เฝ้าฟังทั่วประเทศ โดยเป็นการขับเคลื่อนงานด้านอาชญากรรมที่เกิดขึ้น , งานด้านยาเสพติด ตามนโยบาย No Drugs No Dealers , การปราบปรามเว็บไซต์พนันออนไลน์และอาชญากรรมออนไลน์ , การปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย , การแก้ไขปัญหาด่านตรวจคนเข้าเมืองแนวชายแดนไทย-กัมพูชา , การปราบปรามหนี้นอกระบบ บุหรี่ไฟฟ้า , การปรับแผน มาตรการ และแนวทางการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (การปรับสถานที่ , อุปกรณ์ป้องกันตัวเจ้าหน้าที่ , เสริมขีดความสามารถ) , การแก้ไขปัญหางานสอบสวนที่ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนจากระดับกองบังคับการลงไปช่วยในระดับสถานีตำรวจ , รายงานสถิติและผลการดำเนินการทางวินัย ตลอดจนผลการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2567 - 2568

ผบ.ตร. ได้ขับเคลื่อนการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติภายใต้นโยบาย 15 ข้อ และเร่งแก้ไขปัญหาหนี้สินของข้าราชการตำรวจโดยใช้กลไกสหกรณ์และสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริงของตำรวจแต่ละราย นอกจากนี้ ได้รับรายงานจากที่ประชุมว่า สถิติอาชญากรรมฉ้อโกงทางออนไลน์มีสถิติสูงขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ได้กำชับให้ศปอส.ตร. (บช.สอท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สืบสวน ปราบปราม จับกุม ตรวจยึด/อายัดทรัพย์สินให้มีประสิทธิภาพทุกคดี โดยพบว่าคดีออนไลน์เฉลี่ยเกิดขึ้นวันละ 1,100 ราย ค่าเสียหายวันละ 100 ล้านบาท จากการสืบสวนพบศูนย์กลางการกระทำความผิดอยู่ในพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ชั้นในของประเทศกัมพูชา รวมกว่า 38 แห่ง/จุด สามารถพัฒนาปรับปรุงระบบให้มีการอายัดเงินได้เร็วขึ้น

นอกจากนี้ กำชับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้ตรวจสอบ คัดกรองคนต่างด้าวที่เข้า-ออกราชอาณาจักร ต้องไม่ปล่อยปละละเลยให้บุคคลต้องห้าม บุคคลเฝ้าระวัง เข้ามาในราชอาณาจักร , ตรวจสอบคนต่างด้าวที่อาจแทรกซึมมาก่อเหตุ หรือกระทำการเป็นสายลับ โดยเฉพาะชายแดนไทย-กัมพูชา และให้คงความเข้มและการปฏิบัติทั้งในจังหวัดตากและจังหวัดแม่ฮ่องสอนอย่างต่อเนื่อง พร้อมให้พัฒนาต่อยอดกล้องตรวจจับใบหน้าตามหมายจับ (AI Police Cyborg) ขยายไปยังพื้นที่ทุกภาคทั่วประเทศ

ทั้งนี้ กำชับการปฏิบัติ 9 ข้อ ดังนี้

1. ด้านยาเสพติด ให้ดำเนินการเชิงรุก ค้นหาผู้ค้าและผู้เสพทุกตารางนิ้ว ขยายผลในทุกมิติ โดยให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับ (ผู้บัญชาการ , ผู้บังคับการ , ผู้กำกับการ) ต้องรับผิดชอบ

2. ด้านอาชญากรรมออนไลน์ ให้เร่งรัดการดำเนินคดี ออกหมายจับและยึดอายัดทรัพย์สินให้ได้โดยเร็ว เพื่อนำคืนให้กับผู้เสียหาย รวมทั้งคัดกรองคนไทยและคนต่างด้าวที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านทุกราย 

3. กรณีคนต่างด้าวที่เข้ามาจะต้องมีการตรวจสอบข้อมูลคนต่างด้าวในพื้นที่ กำชับข้าราชการตำรวจทุกนายต้องไม่ยุ่งเกี่ยว พัวพัน ประพฤติตนไม่เหมาะสมในการขนคนที่ผิดกฎหมาย

4. กำชับกวดขันสถานบริการในพื้นที่รับผิดชอบ ปราบปรามยาเสพติดแหล่งมั่วสุม โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก เยาวชน และในสถานศึกษา

5. ในปีงบประมาณ พ.ศ.2568 พบว่าคดีเกี่ยวกับทรัพย์มีแนวโน้มสูงขึ้น จึงให้สถานีตำรวจนครบาล/สถานีตำรวจภูธร/กองบังคับการตำรวจนครบาล/ตำรวจภูธรจังหวัด พิจารณาปรับแผนตามแต่ละพื้นที่ และแผนประทุษกรรมของผู้กระทำความผิด อาชญากรรมต่าง ๆ

6. กำชับข้าราชการตำรวจต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ไม่กระทำสิ่งใดที่ผิดกฎหมายเสียเอง โดยเฉพาะความผิดที่เป็นนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ. เช่น การปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า พืชกระท่อม กัญชา ฯลฯ

7. ให้ทุกหน่วยติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา การป้องกันชายแดนประเทศ พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง รักษาความปลอดภัยบ้านเรือนประชาชนและสถานที่อพยพชั่วคราว ตลอดจนการกระทำความผิดที่อาจจะเป็นการซ้ำเติมประชาชน

8. การสืบสวนตามหมายจับ ให้สืบสวนหมายจับทุกหมาย บริหารจัดการการสืบสวน จับกุม การส่งตัวผู้ต้องหาไปยังสถานีตำรวจ การบริหารงบประมาณที่เกี่ยวข้องเพื่อไม่ให้เป็นภาระของเจ้าหน้าที่

9. ขับเคลื่อนการสร้างวินัยจราจร รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุบนท้องถนน

ผบ.ตร. กล่าวว่า ขอขอบคุณทุกหน่วยที่ได้รับปฏิบัติหน้าที่กันมาในระยะเวลาหนึ่งได้เป็นอย่างดี ขอบคุณกองวินัยที่ได้พัฒนาระบบงานวินัย , โรงเรียนนายร้อยตำรวจที่ได้รับรางวัลทางวิชาการและการแข่งขันทางไซเบอร์มาโดยตลอด และสำนักงานกฎหมายและคดีในการเสวนาการแก้ไขงานสอบสวนที่จะแก้ไขปัญหาได้อาจจะต้องใช้ในระยะเวลาหนึ่ง

พร้อมกันนี้ ผบ.ตร. ฝากเตือนประชาชนคนไทยอย่าไปร่วมขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ไม่ว่าจะกรณีใด หรือการเปิดบัญชีม้า เป็นธุระจัดหาบัญชีม้า เพราะตำรวจจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดทุกรายและมีอัตราโทษสูง เช่นที่ผ่านมา ศาลได้พิพากษากรณีแก๊งธุระจัดหาฯ และบัญชีม้า คนไทย 6 ราย ข้อหา “อั้งยี่ ซ่องโจร ฉัอโกง , ความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราบปรามการมีส่วนร่วมใบองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ , ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ , ความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการพ่อกเงิน และความผิดต่อพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” จำคุกสูงสุดถึง 119 ปี 234 เดือน

นอกจากนี้ ผบ.ตร. กล่าวว่า ในข้อปฏิบัติที่สั่งการทุกเรื่อง ให้ทุกหน่วย ทุกพื้นที่ ดำเนินการอย่างเคร่งครัด โดยให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับ (ผู้บัญชาการ , ผู้บังคับการ , ผู้กำกับการ) ดูแลควบคุมการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด หากปล่อยปละละเลยจะมีการคาดโทษเอาผิดกับผู้บังคับบัญชา และจะพิจารณาโดยนำผลการปฏิบัติงานในแต่ละด้านไปใช้ในการแต่งตั้งโยกย้ายวาระการแต่งตั้งที่ใกล้ห้วงเดือนกันยายนและตุลาคม 2568 นี้ และหากพบว่ามีข้าราชการตำรวจรายใดไปพัวพัน ยุ่งเกี่ยว ประพฤติตนไม่เหมาะสม จะดำเนินการทั้งในทางอาญา วินัย และทางปกครองโดยเด็ดขาดทันที

เชียงใหม่-กองบิน 41 จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568

เมื่อวันที่ (5 ส.ค.68) นาวาอากาศเอก ปรธร จีนะวัฒน์ ผู้บังคับการกองบิน 41 เป็นประธานในกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568 โดยมี รองผู้บังคับการกองบิน 41, รองประธานคู่สมรสทหารอากาศกองบิน 41, หัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกองบิน 41, ข้าราชการ, สมาชิกชมรมคู่สมรสทหารอากาศกองบิน 41 และ ทหารกองประจำการกองบิน 41 ร่วมพิธี ณ หอประชุมเดชะตุงคะกองบิน 41

ภายในกิจกรรมได้นิมนต์พระสงฆ์ จำนวน 10 รูป เจริญพุทธมนต์ ถวายเป็นพระราชกุศล และกล่าวคำถวายพระพรชัยมงคล เพื่อเทิดทูนและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระพันปีหลวง ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อพสกนิกรชาวไทยมาอย่างยาวนาน

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมลงนามถวายพระพร เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมแสดงความจงรักภักดีและถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งนี้ด้วย

ผบ.ตร.และนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยจากพายุ 'วิภา' 

ผบ.ตร.และนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ห่วงใยข้าราชการตำรวจที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน และได้มอบเงินช่วยเหลือจำนวน 1,339,000 บาท ตามนโยบาย"ครอบครัวตำรวจเราไม่ทิ้งกัน"

คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ได้อนุมัติจัดสรรงบประมาณจำนวน 1,339,000 บาท เพื่อจัดซื้อสิ่งของ เครื่องใช้ที่จำเป็นให้กับข้าราชการตำรวจรวมจำนวน 1,339 นาย ในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ น่าน เชียงราย พะเยา และแพร่ ที่ให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยจากพายุ 'วิภา' แม้ว่าครอบครัวตำรวจก็ประสบปัญหาอุทกภัยเช่นเดียวกัน 

โดย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 มอบหมายให้ คุณพจนารถ กรึงไกร ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 5 ร่วมกับ พล.ต.ต.ดเรศ กัลยา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดน่าน พร้อมด้วย คุณละมัย กัลยา ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดน่าน , พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย แพทย์หญิงทรงพร เสนากูล ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ,พล.ต.ต.พงษ์สวัสดิ์ ไชยบาล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพะเยา พร้อมด้วย คุณมลธิชา ไชยบาล ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดพะเยา , พล.ต.ต.พงษ์เดช คำใจสู้ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดแพร่ พร้อมด้วย คุณศุภรัตน์ การะเกตุ ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดแพร่ นำคณะข้าราชการตำรวจ – แม่บ้านตำรวจ ร่วมดำเนินการบรรจุถุงยังชีพ และ ดำเนินการส่งมอบสิ่งของดังกล่าวให้กับข้าราชการตำรวจและครอบครัวในสังกัด ทั้งสิ้น 1,339 ครัวเรือน ระหว่างวันที่ 2 - 8 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา  เป็นที่เรียบร้อย ทำให้ข้าราชการตำรวจและครอบครัวมีขวัญกำลังใจมากขึ้นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top