Wednesday, 10 June 2026
NewsFeed

‘IPOWER' บริษัทย่อย 'ILINK’ คว้างาน ‘PEA ENCOM’ ก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้า 115 เควี จ.ประจวบคีรีขันธ์ มูลค่า 144 ลบ.

IPOWER ลงนามสัญญาร่วม PEA ENCOM ก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้า 115 เควี จ.ประจวบคีรีขันธ์ มูลค่า 144.77 ล้านบาท เสริมเสถียรภาพโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าแรงสูง ตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพของ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ

เมื่อวันที่ (4 ส.ค.68) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK เปิดเผยว่า ส่งบริษัทย่อย บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ พาวเวอร์ แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ในฐานะที่เป็นผู้นำด้านงานวิศวกรรมโครงการสายส่งไฟฟ้าแรงสูง ลงนามในสัญญาจ้างงานก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงระดับ 115 เควี เพื่อดำเนินการออกแบบ จัดหาอุปกรณ์ และติดตั้งระบบส่งไฟฟ้า ที่มีระดับแรงดันไฟฟ้ามารองรับการเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และพื้นที่ใกล้เคียง มูลค่าโครงการรวมทั้งสิ้น 144.777 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยมี กำหนดแล้วเสร็จภายใน 360 วัน นับถัดจากวันที่ลงนามในสัญญา

โครงการดังกล่าว เป็นการว่าจ้างก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้าระหว่าง บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (PEA ENCOM) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาพลังงาน และระบบไฟฟ้าที่มีคุณภาพ และเป็นพลังงานที่หมุนเวียน ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดำเนินการก่อสร้างร่วมกับ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ พาวเวอร์ แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด และส่งมอบให้แก่ บริษัท อัลฟ่าทูโปรเจ็กต์ จำกัด โดยมี นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามกับ นายธีระ ศรีใหม่ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีอีเอ เพ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งการจ้างงานก่อสร้างในครั้งนี้ ได้รับเลือกให้ดำเนินงานด้านโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคกลางตอนล่างของไทย สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจในความพร้อมของบริษัทฯ ในทุกด้าน ทั้งการจัดการโครงการขนาดใหญ่ และการบริหารทรัพยากรอย่างมืออาชีพ

นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ เปิดเผยว่า “บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ พาวเวอร์ฯ ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าขยายขอบเขตธุรกิจด้านวิศวกรรมไฟฟ้า และพลังงานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงต้องการให้การจำหน่ายไฟฟ้าผ่านสถานีไฟฟ้า และระบบสายส่งไฟฟ้ามีเสถียรภาพ ประสิทธิภาพ ที่มีความมั่นคง และปลอดภัยสูงสุด และผลักดันให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ ร่วมกับความตั้งมั่นที่จะสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรม และชุมชนในพื้นที่ โดยยึดหลักคุณภาพ ความรับผิดชอบ และการสร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้าเป็นสำคัญ เราจึงภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจให้ดำเนินโครงการระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงในครั้งนี้ และหวังว่าความเชื่อมั่นนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในอนาคต พร้อมทั้งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับ Backlog ของกลุ่มบริษัทฯ เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคง และยั่งยืนต่อไปในระยะยาว”

สำหรับการได้รับความไว้วางใจในครั้งนี้ นับว่าเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่ตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมที่มีต่อศักยภาพของบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ พาวเวอร์ฯ ในการดำเนินงานด้านระบบส่งไฟฟ้า ด้วยความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมไฟฟ้าอย่างลึกซึ้ง จากการบริหารโครงการที่เป็นระบบ และมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพที่มีประสบการณ์ยาวนาน ทำให้บริษัทฯ สามารถส่งมอบงานที่มีมาตรฐานสูง ตรงตามเป้าหมายของผู้ว่าจ้างในทุกมิติ ด้วยแนวทางการทำงานที่เน้นประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความคุ้มค่าในการลงทุน อินเตอร์ลิ้งค์ พาวเวอร์ฯ จึงมีความมุ่งมั่นสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า ทั้งภาครัฐ และเอกชนมาโดยตลอด จึงทำให้สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์จากหน่วยงานภาครัฐหลายโครงการ (โครงการก่อสร้างสายส่งระบบ 115 เควี Tap Line [สถานีไฟฟ้าแรงสูงสีคิ้ว 2 (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย) -สถานีไฟฟ้าสีคิ้ว2] -สถานีไฟฟ้าด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา, โครงการก่อสร้างสายส่งระบบ 115 เควี สถานีไฟฟ้าบางละมุง 2 -ถนนสุขุมวิท (เชื่อมโยง สถานีไฟฟ้าพัทยาใต้ 1) โครงการก่อสร้างสายส่งระบบ 115 เควี Loop Line สถานีไฟฟ้าแรงสูงลำภูรา (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย) ถึงสถานีไฟฟ้าย่านตาขาว จังหวัดตรัง ฯลฯ) 

งานโครงการก่อสร้างสายส่งระบบ 115 เควี Loop Line สถานีไฟฟ้าแรงสูงลำภูรา (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย) ถึงสถานีไฟฟ้าย่านตาขาว จังหวัดตรัง ที่ดำเนินการแล้วเสร็จ 

ซึ่งการลงนามจ้างงานก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้า 115 เควี อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โครงการนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมเสถียรภาพระบบไฟฟ้าในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญต่อการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาค อีกทั้ง ยังเป็นการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจของบริษัทฯ โดยคาดหวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้มูลค่างานในมือ (Backlog) ของบริษัทฯเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของกลยุทธ์การเติบโต อย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน แบบมีคุณภาพต่อไปในระยะยาว

‘รัฐบาลเลบานอน’ ยอมทำตามข้อตกลงของ ‘สหรัฐฯ’ เดินหน้าจำกัดอาวุธทั้งหมดให้อยู่ภายใต้การควบคุมรัฐ

(8 ส.ค. 68) รัฐบาลเลบานอนมีมติเห็นชอบ เป้าหมายของแผนสหรัฐฯ ที่ต้องการให้การถือครองอาวุธอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐเท่านั้น แม้ยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาชัดเจน แต่แผนนี้จะมุ่งปลดอาวุธกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ภายในสิ้นปี ซึ่งกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ออกมาประณามว่าเป็น 'ความอัปยศ' และ “การยอมจำนนต่อศัตรู”

กลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ยืนกรานไม่ยอมให้ปลดอาวุธ พร้อมอ้างสิทธิตามกฎบัตรสหประชาชาติในการต่อต้านอิสราเอล โดยเฉพาะในขณะที่อิสราเอลยังละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และโจมตีทางใต้ของเลบานอนแทบทุกวัน ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลถึง 8 รายในสัปดาห์นี้

รัฐมนตรีฮิซบอลเลาะห์และพันธมิตรมุสลิมชีอะห์ ได้วอล์กเอาต์ออกจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อประท้วงข้อเสนอดังกล่าว ขณะเดียวกันสหรัฐฯ ยืนยันสนับสนุนให้เลบานอนมอบหมายให้กองทัพเป็นผู้ควบคุมอาวุธทั้งหมด

ทั้งนี้ แผนของสหรัฐฯ ยังรวมถึงการถอนกำลังอิสราเอลจากจุดยุทธศาสตร์ทางใต้ และให้ยูเอ็น (UN) กับกองทัพเลบานอนควบคุมแทน แต่สถานการณ์ยังตึงเครียด โดยสื่อฝ่ายฮิซบอลเลาะห์เตือนว่า หากรัฐบาลเดินหน้าตามแผนนี้ อาจถึงขั้นทำให้รัฐมนตรีชีอะห์ทั้ง 4 ลาออก หรือล้มรัฐบาลทั้งชุดผ่านกลไกรัฐสภา

‘การบินไทย’ เผยไตรมาส 2/68 กำไรพุ่ง 3,862% รายได้โต – ต้นทุนลด หนุนกำไรทะลุ 12,000 ล้านบาท

(8 ส.ค.68) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI แจ้งผลประกอบการไตรมาส 2/68 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า ในไตรมาส 2/68 บริษัทมีกำไรสุทธิ 12,124 ล้านบาท เทียบกับจากไตรมาส 2/67 ที่มีกำไรสุทธิ 306 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11,818 ล้านบาท หรือเติบโต 3,862.1% คิดเป็นกําไรต่อหุ้น 0.43 บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่บริษัท มีกําไรต่อหุ้น 0.14 บาท โดยมี EBITDA จํานวน 13,408 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 4,158 ล้านบาท +45.0%

ทั้งนี้ บริษัท และบริษัทย่อยมีรายได้รวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) ทั้งสิ้น 44,828 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 847 ล้านบาท +1.9% สาเหตุหลักมาจากรายได้จากกิจการขนส่งที่เพิ่มขึ้น 284 ล้านบาท +0.7% โดยรายได้จากการขนส่งผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 54 ล้านบาท +0.1% ส่วนรายได้จากค่าระวางขนส่ง และไปรษณียภัณฑ์

เพิ่มขึ้น 230 ล้านบาท +5.5% จากปริมาณการขนส่งพัสดุภัณฑ์เพิ่มขึ้น 65 ล้านตัน-กิโลเมตร +14.7% ถึงแม้ว่ารายได้จากพัสดุภัณฑ์เฉลี่ยต่อหน่วยลดลงร้อยละ 7.5

นอกจากนี้บริษัท และบริษัทย่อยมีรายได้จากกิจการอื่นเพิ่มขึ้น 80 ล้านบาท +3.0% โดยหลักมาจากรายได้หน่วยธุรกิจคลังสินค้า และการให้บริการของฝ่ายช่างที่เพิ่มขึ้น และมีรายได้อื่นๆ เพิ่มขึ้น 483 ล้านบาท +46.7% ส่วนค่าใช้จ่ายรวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 3,408 ล้านบาท -9.0% โดยหลักมาจากค่าน้ำมันเครื่องบินที่ลดลงตามราคาน้ำมันเฉลี่ยปรับลดลง 

ถึงแม้ว่าปริมาณการใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้นตามจํานวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น ค่าซ่อมแซม และซ่อมบํารุงอากาศยาน และค่าใช้จ่ายอื่นที่ลดลง ส่งผลให้บริษัท และบริษัทย่อยมีกําไรจากการดําเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงิน (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) เท่ากับ 10,180 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4,255 ล้านบาท +71.8% บริษัท และบริษัทย่อยรับรู้ต้นทุนทางการเงิน ซึ่งเป็นการรับรู้ต้นทุนทางการเงินตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 9: TFRS 9 จํานวน 3,392 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1,404 ล้านบาท -29.3% และมีรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวสุทธิเป็นรายได้รวม 5,347 ล้านบาท สาเหตุหลักจากกําไรจากการยกเลิกสัญญาเช่าเครื่องบิน กําไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศสุทธิ ผลขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ และผลขาดทุนจากการวัดมูลค่าจากตราสารอนุพันธ์ 

สำหรับ งวด 6 เดือนแรกของปี 2568 บริษัท และบริษัทย่อยมีกําไรจากการดําเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงิน (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) จํานวน 24,589 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 7,588 ล้านบาท +44.6% รายได้รวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) จํานวน 96,452 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 6,516 ล้านบาท +7.2% สาเหตุหลักเกิดจากรายได้จากกิจการขนส่งเพิ่มขึ้น 5,400 ล้านบาท +6.5% โดยมีรายได้จากค่าโดยสาร และค่าน้ำหนักส่วนเกินเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.4 จากปริมาณการขนส่งผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.3 ถึงแม้รายได้จากผู้โดยสารเฉลี่ยต่อหน่วย (รวมค่าธรรมเนียมชดเชยค่าน้ำมัน และค่าเบี้ยประกันภัย ไม่รวมค่าน้ำหนักส่วนเกิน) ต่ำกว่างวดเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 10.3 จากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น 

สภา ม.รามคำแหง มีมติเพิกถอนปริญญา ‘ฮุนเซน’ แล้ว ชี้ชัดเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐไทยสวนทางคำประกาศเกียรติคุณ

สภา มหาวิทยาลัยรามคำแหง มติเอกฉันท์เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ 'ฮุนเซน' มีผลทันทีวันนี้ หลังแสดงพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามกับคำประกาศเกียรติคุณ

(8 สิงหาคม 2568) มหาวิทยาลัยรามคำแหง ออกแถลงการณ์ เรื่อง เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สมเด็จ ฮุนเซน มีเนื้อหาระบุว่า เมื่อเวลา 13:30 น. วันนี้ สภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ประชุมสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ครั้งที่ 9/2568 โดยมีวาระสำคัญที่ขอชี้แจงให้สื่อมวลชนได้ทราบทั่วกัน คือ วาระที่ 5.1 เรื่อง ข้อเสนอเพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ของสมเด็จ ฮุนเซน

โดยที่ประชุมได้อภิปรายและพิจารณาอย่างรอบด้านแล้ว มีมติให้เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ ของสมเด็จ ฮุนเซน ด้วยเหตุผลดังนี้

ตามที่สภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ในการประชุมสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ครั้งที่ 6/2544 วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม 2544 วาระที่ 5.1 ได้มีมติอนุมัติปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ ให้แด่ สมเด็จ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ในขณะนั้น โดยส่วนหนึ่งของคำประกาศเกียรติคุณได้ระบุว่า 

“สมเด็จ ฮุนเซนได้เสริมสร้างและส่งเสริมความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรภาพ และความร่วมมืออย่างดี ความสัมพันธ์โดยเฉพาะระหว่างกัมพูชากับไทย เป็นไปอย่างมีมิตรภาพและภราดรภาพ ฯลฯ”

บัดนี้ ปรากฏว่า สมเด็จ ฮุนเซน ประธานพฤฒสภากัมพูชา สมาชิกรัฐสภากัมพูชา เสนาธิการทหารกองทัพกัมพูชา และพลเอกอาวุโสด้านการส่งกำลังบำรุงของกองทัพกัมพูชา ได้แสดงพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามกับคำประกาศเกียรติคุณดังกล่าว 

โดยมีท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐไทยอย่างชัดแจ้ง มีการสนับสนุนส่งเสริมให้มีการใช้กำลังอาวุธอย่างรุนแรงอย่างไร้มนุษยธรรมต่อประชาชนชาวไทย เป็นเหตุให้ทหารและพลเรือนไทยต้องบาดเจ็บล้มตาย บ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชนเสียหายอย่างประเมินค่ามิได้

รวมตลอดทั้งสมเด็จ ฮุนเซน ส่งเสริมให้มีการรุกล้ำอำนาจอธิปไตยของไทย ซึ่งนำไปสู่การปะทะกันตามแนวพรมแดนของทั้งสองประเทศดังที่ทราบโดยทั่วกัน พฤติกรรมที่กล่าวมานี้สวนทางกับคำประกาศเกียรติคุณที่สมเด็จ ฮุนเซน เคยได้รับการยกย่องเชิดชูจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง

ดังนั้น หากปล่อยให้สมเด็จ ฮุนเซน ถือครองสิทธิในปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ดังกล่าวต่อไปย่อมทำให้สังคมไทยเกิดความเข้าใจผิดในเจตนารมณ์ของการมอบปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ ที่ได้เคยดำเนินการมาแล้ว 

เมื่อพฤติกรรมของผู้ได้รับมอบปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์เปลี่ยนแปลงไป คำประกาศเกียรติคุณดังกล่าวย่อมสมควรจักต้องถูกลบล้างไปด้วย ซึ่งการลบล้างคำประกาศเกียรติคุณดังกล่าว ดำเนินการได้ด้วยหนทางเดียวเท่านั้น คือ การเพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ที่ได้เคยมอบให้แด่สมเด็จ ฮุนเซน

กอรป์กับข้อบังคับมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยการให้ปริญญากิตติมศักดิ์ พ.ศ. 2560 ข้อ 5 ระบุว่า “ผู้ที่สมควรได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิสมควรแก่ปริญญานั้น ๆ มีชื่อเสียงเกียรติคุณดีเด่น มีคุณธรรมและต้องมีคุณสมบัติเฉพาะดังต่อไปนี้

ข้อ 5.2 เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่หรือการงานที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ประเทศชาติ หรือแก่สังคมนานาชาติ หรือบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับปริญญาที่จะได้รับ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของการมอบปริญญากิตติมศักดิ์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ผู้ได้รับมอบจักต้องธำรงไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์และคุณค่าของปริญญากิตติมศักดิ์นั้น ๆ

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น สภามหาวิทยาลัยรามคำแหงจึงได้ลงมติด้วยคะแนนเสียงที่เป็นเอกฉันท์ให้เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ของสมเด็จ ฮุนเซน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ลงมติเป็นต้นไป

บีโอไอ เคาะมาตรการช่วยนักลงทุนย้ายฐานผลิต ยกเว้นภาษีย้ายเครื่องจักรจากกัมพูชากลับไทย

บอร์ดบีโอไอ เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือนักลงทุน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ให้สิทธิประโยชน์ช่วยสนับสนุนย้ายฐานผลิตมาไทย ระบุปัญหาชายแดนกระทบต้นทุนขนส่งโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ และซัพพลายเชนอุตสาหกรรมหลัก นอกจากนี้ บอร์ดไฟเขียวลงทุน 4 โครงการ มูลค่ากว่า 2.6 หมื่นล้านบาท

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ซึ่งมีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้เห็นชอบ “มาตรการส่งเสริมการลงทุนกรณีได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา” เพื่อช่วยเหลือนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากการปิดด่านพรมแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่อเส้นทางการขนส่งสินค้า ต้องเปลี่ยนเส้นทางหรือรูปแบบการขนส่งสินค้า ทำให้ระยะเวลาและต้นทุนการขนส่งของผู้ประกอบการสูงขึ้นอย่างมาก

ในช่วงที่ผ่านมา บีโอไอได้หารือกับกลุ่มนักลงทุนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ซึ่งมีบริษัทหลายรายที่ผูกซัพพลายเชนเชื่อมโยงระหว่างสองประเทศ เช่น โรงงานในไทยส่งวัตถุดิบไปยังกัมพูชา เพื่อนำไปประกอบบางส่วน แล้วส่งกลับมาไทยเพื่อผลิตเป็นชิ้นส่วนที่มีความซับซ้อน หรือผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูป ตรวจสอบและจัดชุดก่อนส่งให้ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ ผ่านศูนย์กระจายสินค้าในไทย เมื่อมีการปิดด่านบริเวณชายแดน จึงส่งผลต่อการขนส่งวัตถุดิบและสินค้า ทำให้ต้องเปลี่ยนไปขนส่งผ่านประเทศเวียดนามและลาว หรือเปลี่ยนมาใช้การขนส่งทางเรือหรืออากาศ ที่มีข้อจำกัดมาก ใช้เวลานาน ต้นทุนสูงขึ้นมาก และมีภาระในการบริหารสต็อกวัตถุดิบและสินค้าในภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังอุตสาหกรรมหลักอื่น ๆ ที่ต้องใช้ชิ้นส่วนจากโรงงานเหล่านี้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า นักลงทุนหลายรายจึงได้แจ้งบีโอไอ ถึงความจำเป็นที่ต้องวางแผนย้ายฐานผลิตหรือเครื่องจักรบางส่วน กลับมาที่ไทยโดยเร็ว      

บีโอไอ จึงได้นำเสนอมาตรการส่งเสริมการลงทุนกรณีได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในครั้งนี้ เพื่อช่วยสนับสนุนนักลงทุนที่ต้องการย้ายฐานการผลิตจากกัมพูชามายังไทย ซึ่งจะทำให้ฐานการผลิตหลักในประเทศไทยดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง โดยจะให้สิทธิประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรใช้แล้วในทุกกรณี และเงินลงทุนในเครื่องจักรใช้แล้วที่มีอายุไม่เกิน 10 ปี จะให้นับเป็นวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ถึงร้อยละ 100 ของเงินลงทุน สำหรับสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ทั่วไป

ในกรณีเป็นการย้ายเครื่องจักรบางส่วนมาใช้งานรวมกับโครงการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนอยู่เดิม หากระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรเดิมสิ้นสุดไปแล้ว บีโอไอจะอนุญาตให้นำเข้าเครื่องจักรเฉพาะที่ย้ายมาจากกัมพูชา เป็นเวลา 1 ปี นับตั้งแต่ยื่นขอแก้ไขโครงการ ทั้งนี้ นักลงทุนต้องเสนอแผนการย้ายฐานผลิตจากกัมพูชา และยื่นคำขอภายในสิ้นปี 2569

“จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีการปิดด่านพรมแดน ส่งผลให้เกิดอุปสรรคในการขนส่งวัตถุดิบและชิ้นส่วน โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนที่มีฐานผลิตเชื่อมโยงระหว่างสองประเทศ ต้องแบกรับต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มสูงขึ้นมาก ใช้เวลาขนส่งนานขึ้นหลายเท่า และกระทบการผลิตของอุตสาหกรรมอื่น ๆ เป็นลูกโซ่ บีโอไอจึงเร่งออกมาตรการ เพื่อเปิดทางให้ผู้ประกอบการสามารถย้ายฐานผลิตจากกัมพูชามายังไทยได้ เพื่อรักษาความต่อเนื่องของซัพพลายเชน และสนับสนุนให้ไทยเป็นฐานผลิตหลักของภูมิภาค” นายนฤตม์ กล่าว

ไฟเขียวลงทุน 4 โครงการ มูลค่ากว่า 2.6 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ที่ประชุมบอร์ดบีโอไอ ยังได้อนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุน 4 โครงการใหญ่ มูลค่าลงทุนรวม 26,891 ล้านบาท ได้แก่
1. บริษัท เพอร์เฟค คอมพาเนียน กรุ๊ป จำกัด ดำเนินธุรกิจผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง เช่น อาหารแมว ภายใต้แบรนด์สมาร์ทฮาร์ทและมี-โอ ตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมของบริษัท เอ็ม. ไทย เอสเตท จำกัด จังหวัดสมุทรปราการ มูลค่าลงทุน 3,536 ล้านบาท
2. บริษัท วายุ เพาเวอร์ จำกัด ผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ตั้งอยู่ที่จังหวัดชัยภูมิ มูลค่าลงทุน 3,834
ล้านบาท โดยจำหน่ายไฟฟ้าให้กับ กฟผ. ขนาด 78 เมกะวัตต์
3. บริษัท อีสานพลังงานสะอาด จำกัด ผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ตั้งอยู่ที่จังหวัดมุกดาหาร
มูลค่าลงทุน 6,504 ล้านบาท โดยจำหน่ายไฟฟ้าให้กับ กฟผ. ขนาด 90 เมกะวัตต์
4. บริษัท ซิง ต๋า สตีล คอร์ด (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ผลิตลวดเหล็กทนแรงดึงสูง (Ultimate Tensile Strength) วัตถุดิบสำหรับยางล้อรถยนต์เท่านั้น ซึ่งบริษัทแม่ Xingda เป็นผู้ผลิตลวดเสริมยางล้อ อันดับ 5 ของโลก ตั้งอยู่ในสวนอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดชลบุรี มูลค่าลงทุน 13,017 ล้านบาท มีแผนจ้างแรงงานไทยกว่า 1,400 คน

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม 2568

ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ
ในทุก ๆ สิ่งมี ความดี และความเลว
ไม่มีใครที่จะสมบูรณ์แบบ
ฉะนั้นเราต้องรู้จักเก็บเกี่ยว
สิ่งที่ดีเราเอาไว้ในใจของเรา
สิ่งที่ไม่ดีเราก็อย่าไปยึดติดมัน

พระอาจารย์อุทัย ฌานุตฺตโม

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ MOU ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ขับเคลื่อนกลแนวทางป้องกันปราบปรามปัญหาธุรกรรมออนไลน์เชิงรุก

(8 ส.ค.68) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (จตช./ผอ.ศปอส.ตร.) เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการสนับสนุนและจัดการปัญหาธุรกรรมทางออนไลน์ ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ , สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) โดยมี นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และ นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นผู้แทนร่วมลงนาม และมี พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง จตช./รอง ผอ.ศปอส.ตร. , นางสาวทรงศิริ จุมพล รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค , นายมีธรรม ณ ระนอง รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ , พล.ต.ต.ศิลา กาญจน์รักษ์ ผู้บังคับการตรวจสอบและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และผู้แทนทั้ง 3 หน่วยงาน ร่วมพิธี ณ ห้องประชุม 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

การลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการสนับสนุนและจัดการปัญหาธุรกรรมทางออนไลน์ ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ , สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบ เชื่อมโยง และส่งต่อ เรื่องร้องเรียน เรื่องแจ้งความ และเรื่องร้องทุกข์ ประสานและแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน พร้อมทั้งร่วมกันผลักดันให้มีกลไกการขับเคลื่อนแนวทางการป้องกันปราบปรามปัญหาธุรกรรมทางออนไลน์ในเชิงรุก สนับสนุนการจัดกิจกรรมส่งเสริมองค์ความรู้ให้กับประชาชน ร่วมกันสนับสนุนและร่วมมือทางด้านวิชาการ รวมทั้งแลกเปลี่ยนความรู้ ความเชี่ยวชาญ บุคลากร และเครื่องมือของแต่ละหน่วยงาน

นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. กล่าวว่า ขอขอบคุณสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ ซึ่ง สคบ.เป็นหน่วยงานกลางในการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค เป็นหน่วยงานที่ประชาชนนึกถึงเป็นลำดับต้นเมื่อได้รับความเดือดร้อนจากการซื้อสินค้าและบริการ แต่บางครั้งเรื่องที่ได้รับการร้องเรียนเกินขอบข่ายความรับผิดชอบของ สคบ. ความร่วมมือนี้จะเป็นการทำงานร่วมกันในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ส่งต่อข้อมูลในเชิงลึก เพื่อป้องกันและปราบปรามในอีกมิติหนึ่งที่จะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นต่อไป 

นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กล่าวว่า ETDA มีภารกิจในการพัฒนา ส่งเสริม และสนับสนุน และสร้างความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ขอขอบคุณทั้งสองหน่วยงานที่สร้างความร่วมมืออย่างเป็นทางการ ซึ่งจะทำให้การส่งต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงานเกิดความเชื่อมโยงในเชิงระบบ เพื่อให้ตอบโจทย์การดูแลประชาชนได้ดีมากยิ่งขึ้น

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจาก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติลงนามในครั้งนี้ ปัจจุบันสำนักงานตำรวจแห่งชาติพบว่าปัญหาซื้อสินค้าออนไลน์กลายเป็นปัญหาหนึ่งที่มีมิจฉาชีพเป็นกลุ่มแก๊งขบวนการหลอกลวงในหลายรูปแบบ โดยพบว่าอาชญากรรมออนไลน์คอลเซ็นเตอร์ครึ่งหนึ่งเป็นเรื่องการหลอกลวงขายสินค้าออนไลน์ ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการแก้ไขปัญหาได้ดีและรวดเร็วยิ่งขึ้น ประกอบกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการตั้งวอร์รูมในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อพบปัญหาสามารถดำเนินการได้ทันทีในส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่จะเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูล พบว่าตั้งแต่เปิดวอร์รูมมาเพียง 4 วัน สามารถอายัดเงินคืนผู้เสียหายได้มากขึ้น รวดเร็วขึ้น และสามารถส่งคดีต่อตำรวจพื้นที่ให้ดำเนินการจับกุมคนร้ายได้อย่างรวดเร็ว สำหรับความร่วมมือกับ สคบ. และ ETDA จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกได้อย่างรวดเร็ว นำไปสู่การป้องกันปราบปรามที่ได้ผลต่อไป

สำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมดูแลความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้กับพี่น้องประชาชน กลับบ้านวันแม่อย่างปลอดภัย

(8 ส.ค.68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีความห่วงใยพี่น้องประชาชน ในการเดินทางวันหยุดยาวต่อเนื่องช่วงวันแม่แห่งชาติ จึงได้สั่งการกำชับโดยให้ พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปป.ตร.) กำกับดูแลและสั่งการให้ข้าราชการตำรวจสายงานจราจร และงานป้องกันปราบปราม ดำเนินการตามมาตรการเพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน และป้องกันเหตุอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงดังกล่าวดังนี้

ด้านการอำนวยความสะดวกการจราจร : มอบหมายให้กองบังคับการตำรวจทางหลวง จัดการจราจรบนถนนทางหลวง และถนนสายหลัก จุดใดที่มีปัญหาการจราจรคับคั่ง ให้เร่งอำนวยความสะดวกการจราจรรีบระบายรถโดยเร็ว โดยให้กองบังคับการ/ตำรวจภูธรจังหวัด จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรสนับสนุนการปฏิบัติ เช่น จุดทางร่วมทางแยกสำคัญที่มีปริมาณรถจำนวนมาก จุดที่เกิดอุบัติเหตุใหญ่บ่อยครั้ง หากมีความจำเป็นให้เปิดสัญญาณไฟวับวาบเพื่อแจ้งเตือนให้ชะลอความเร็วในจุดนั้นๆ , จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ และอาสาจราจร อำนวยการจราจรสำหรับถนนสายรอง ในจุดที่มีการจราจรหนาแน่น  รวมถึงการจัดระเบียบการจอดรถสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ , เตรียมความพร้อมรถยกหรืออุปกรณ์ในการเคลื่อนย้ายรถกรณีมีรถเสียหรือเกิดอุบัติเหตุ รวมทั้งจัดชุดเคลื่อนที่เร็วอำนวยความสะดวกการจราจร และเข้มงวดกวดขันวินัยจราจร 10 ข้อหาหลัก โดยเฉพาะข้อหาที่เป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง เช่น เมาแล้วขับ รวมถึงตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์พนักงานขับรถโดยสารประจำทาง

ด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม : ให้เพิ่มวงรอบในการกวดขันตรวจตรา การกระทำความผิดอาญาทุกประเภท เช่น การพนัน ยาเสพติด สถานการณ์เกี่ยวกับความมั่นคง  โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อกำหนดแนวทางในการดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน , ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่อาจเกิดขึ้นในเคหะสถาน บริเวณสถานีขนส่ง/ที่พักผู้โดยสาร จุดพักรถ/สถานีบริการน้ำมัน สถานที่/แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ โรงแรมที่พัก การป้องกันการโจรกรรมอุปกรณ์การเกษตร อุปกรณ์ไฟฟ้า การลักลอบตัดสายไฟฟ้า และสายเคเบิลสื่อสาร พร้อมกำชับป้องกันปราบปรามการแข่งรถในทาง หรือขับขี่โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น การรวมกลุ่มหรือมั่วสุมในลักษณะหรือมีพฤติการณ์อันน่าจะเป็นการนำไปสู่การแข่งรถในทาง และการเตรียมการป้องกันและระงับเหตุทะเลาะวิวาท โดยเฉพาะในสถานพยาบาล รวมทั้งสนับสนุนการใช้เทคโนโลยี เช่น กล้องวงจรปิด ระบบแจ้งเหตุผ่านแอปพลิเคชัน หรือสายด่วนของตำรวจในพื้นที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังและตอบสนองต่อเหตุการณ์ โดยให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นควบคุมดูแลการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นวันหยุดต่อเนื่อง จะมีประชาชนที่เดินทางกลับบ้านเป็นจำนวนมาก จึงกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจเพิ่มความเข้มออกตรวจตราร้านอาหาร สถานบริการ แหล่งท่องเที่ยว ป้องกันเหตุทะเลาะวิวาทจากการเมาสุรา และอาชญากรรมที่จะเกิดกับนักท่องเที่ยว พร้อมให้ดำเนินการประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อสร้างการรับรู้และความร่วมมือจากประชาชนในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม โดยเน้นการสื่อสารเชิงบวก เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นว่า “ตำรวจพร้อมอยู่เคียงข้างประชาชนทุกที่ ทุกเวลา”

ด้าน พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานส่งเสริมภาพลักษณ์ตำรวจจราจร และหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจงานป้องกันปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมดูแลพี่น้องประชาชนเพื่อเดินทางกลับไปหาครอบครัว และท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและคล่องตัวในการเดินทางมากที่สุด จึงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนวางแผนในการเดินทาง ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าขอให้วางแผนในเรื่องจุดพักรถและจุดชาร์จไฟฟ้า ตรวจสอบความพร้อมของรถ เมาไม่ขับ และง่วงไม่ขับ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น เคารพกฎจราจร และช่วยเป็นหูเป็นตาในการแจ้งเบาะแสอาชญากรรมต่างๆ ร่วมกันสร้างความปลอดภัยเพื่อให้วันหยุดยาวนี้เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของทุกครอบครัวอย่างแท้จริง 

สำหรับผู้ที่ต้องการสอบถามข้อมูล แจ้งอุบัติเหตุบนท้องถนน หรือขอความช่วยเหลือ สามารถติดต่อสายด่วนกองบังคับการตำรวจจราจร หมายเลข 1197 , สายด่วนตำรวจทางหลวง หมายเลข 1193 , แจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย สายด่วน 191 หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ขอนแก่น-'รพ.ขอนแก่น' ชู!ผลงานนวัตกรรมผ่าตัดรักษามะเร็งกระดูกข้อเข่า เข้าชิงรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568

ผลงานที่โรงพยาบาลขอนแก่นนำเสนอสู่การประกวดครั้งนี้ คือ “การผ่าตัดรักษาเนื้องอกและมะเร็งกระดูกบริเวณข้อเข่า โดยใช้กระดูกบริจาค หรือกระดูกตนเองร่วมกับข้อเข่าเทียมและแผ่นรองข้อชนิดหนา” ซึ่งเป็นเทคนิคการผ่าตัดที่พัฒนาขึ้นโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลขอนแก่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาให้กับผู้ป่วยที่ประสบปัญหาโรคมะเร็งกระดูกและเนื้องอกในบริเวณข้อเข่า

(8 ส.ค.68)  ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดขอนแก่นรายงานว่า ที่ห้องประชุมจำลอง มุงการดี โรงพยาบาลขอนแก่น นายแพทย์สุรสิทธิ์ จิตรพิทักษ์เลิศ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับนายปวิณ ชำนิประศาสน์ ประธานคณะผู้ตรวจจากคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และคณะ ในโอกาสเข้าเยี่ยมและประเมินผลงานนวัตกรรมเพื่อเข้าชิงรางวัลเลิศรัฐ ประเภทนวัตกรรมการบริการ ประจำปี 2568

นวัตกรรมดังกล่าวมีจุดเด่นอยู่ที่การผสานองค์ความรู้ทางการแพทย์ด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อกับเทคโนโลยีการผลิตข้อเข่าเทียมและแผ่นรองข้อชนิดหนา ตลอดจนการใช้ชิ้นส่วนกระดูกจากผู้บริจาคหรือจากตัวผู้ป่วยเอง ทำให้สามารถรักษาพื้นที่ข้อเข่าที่ได้รับความเสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความจำเป็นในการตัดขา เพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ รวมทั้งลดภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด

นายแพทย์สุรสิทธิ์ จิตรพิทักษ์เลิศ เปิดเผยว่า การได้รับโอกาสเข้ารับการประเมินรางวัลเลิศรัฐในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของโรงพยาบาลขอนแก่น และเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของบุคลากรทุกฝ่ายที่ทำงานร่วมกันอย่างหนัก เพื่อคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมการรักษาที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วย พร้อมยกระดับคุณภาพมาตรฐานบริการด้านสาธารณสุขของภาครัฐให้ก้าวหน้าทัดเทียมมาตรฐานสากล

รางวัลเลิศรัฐ เป็นรางวัลเชิดชูเกียรติสูงสุดของภาครัฐ จัดโดยคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เพื่อมอบให้กับหน่วยงานที่มีผลงานโดดเด่น ทั้งด้านการบริหารจัดการ การให้บริการ และการสร้างนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการที่โรงพยาบาลขอนแก่นได้รับการคัดเลือกเข้าสู่รอบประเมินผลงานในปีนี้ ไม่เพียงแสดงถึงศักยภาพด้านวิชาการและเทคโนโลยีทางการแพทย์ แต่ยังสะท้อนถึงบทบาทของโรงพยาบาลในฐานะศูนย์กลางการรักษาพยาบาลของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

"การประเมินผลงานครั้งนี้เป็นเพียงอีกหนึ่งก้าวสำคัญของโรงพยาบาลขอนแก่นในการเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างระบบบริการสุขภาพที่ยั่งยืน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่และทั่วประเทศว่า จะได้รับการรักษาที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และเทียบเท่ามาตรฐานระดับโลก"

2 พี่น้องคนเก่ง ‘น้องอิน-น้องเอม ทองแตง’ ได้รับคัดเลือก เข้าร่วมโครงการ!! ‘Thailand Youth Climate Action’

(9 ส.ค. 68) ‘กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม’ ได้มีประกาศทางเฟซบุ๊ก Children & Youth : CCE – กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า …

ประกาศผลการคัดเลือกเยาวชนเข้าร่วม โครงการ Thailand Youth Climate Action 2025 เพื่อเข้าร่วมเวทีหรือกิจกรรมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งในระดับประเทศ และระดับนานาชาติ พร้อมทั้งโอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่ายต่างๆ รวมถึงการเสริมศักยภาพและความรู้ให้กับเยาวชน ในการเตรียมความพร้อมเป็นผู้แทนเยาวชนเข้าร่วมเวทีหรือกิจกรรมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่างๆ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สามารถดูรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก ตามลิงก์ประกาศด้านล่างนี้
https://www.dcce.go.th/9456/

โดยผู้ที่มีรายชื่ออยู่ในลำดับที่ 1-10 จะได้รับสิทธิในการเสนอชื่อให้กับแหล่งทุน เพื่อสนับสนุนการเข้าร่วมเวทีประชุมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับนานาชาติ และหากได้รับการจัดสรรแหล่งทุนเพิ่มเติม ลำดับที่ 11-22 จะได้รับสิทธิในการเสนอชื่อลำดับถัดไป

จากการตรวจสอบรายชื่อพบว่า มีผู้ผ่านเข้ารวม 41 คน โดยในลำดับที่ 2 และ 4 พบว่า มีรายชื่อ น.ส.อริสา หรือ 'น้องเอม' ทองแตง นักเรียน Year 11 และ นายอริณชย์ หรือ 'น้องอิน' ทองแตง นักเรียน Year 12 จาก โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพฯ ได้รับการประกาศชื่อเป็นหนึ่งในผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ตามลำดับ ซึ่งทั้งสองถือเป็นเยาวชนที่มีหัวใจนักอนุรักษ์ อย่างแท้จริง ร่วมกันทำกิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้ง ผู้ก่อตั้งกลุ่ม 'Below the Tides' มีรางวัลการันตีมากมาย อาทิล่าสุด คว้ารางวัลเหรียญทอง ในการประชุมเคมีนานาชาติ ACC 2025 สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย เมื่อเดือนมิ.ย.2568 ที่ผ่านมา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top