Thursday, 11 June 2026
NewsFeed

งงทั้งสนาม ‘ทรัมป์’ โผล่ชูถ้วยบอลสโมสรโลก คนดูโห่สนั่น!! ร่วมเฟรมกับนักเตะเชลซีหน้าตาเฉย

(14 ก.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สร้างความงุนงงเมื่อปรากฏตัวกลางเวทีตอนนักเตะเชลซีชูถ้วยแชมป์สโมสรโลก FIFA Club World Cup หลังถล่มเปแอสเช 3-0 ในเกมนัดชิงชนะเลิศ ที่สนามกีฬาเมตไลฟ์ รัฐนิวเจอร์ซีย์ โดยทรัมป์ได้รับเสียงโห่จากแฟนบอลที่มากันเต็มความจุสนาม 82,500 ที่นั่ง

ในช่วงพิธีมอบถ้วย ทรัมป์เดินเคียงข้างประธานฟีฟ่า จานนี อินฟานติโน (Gianni Infantino) เพื่อมอบถ้วยรางวัล เหรียญรางวัล และรางวัลนักเตะยอดเยี่ยม ก่อนที่ทั้งสองจะร่วมกันถือถ้วยขึ้นเวทีให้กับทีมเชลซี อย่างไรก็ตาม ขณะอินฟานติโนเบี่ยงตัวออกจากกล้อง ทรัมป์กลับยืนโดดเด่นกลางเฟรมในจังหวะที่ รีซ เจมส์ กัปตันทีมเชลซี ยกถ้วยขึ้นเหนือหัว สร้างความงงอีกครั้งให้กับทัพนักเตะสิงห์บลูส์ 

สำหรับเชลซีซึ่งมีเจ้าของเป็นนักธุรกิจชาวอเมริกัน ท็อดด์ โบห์ลี (Todd Boehly) ร่วมขึ้นเวทีฉลองกับทรัมป์, อินฟานติโน และประธานสโมสร PSG นาสเซอร์ อัล-เคไลฟี่ (Nasser Al-Khelaifi) ชาวกาตาร์ แม้อุณหภูมิจะสูงถึง 29 องศาเซลเซียส และเริ่มแข่งล่าช้ากว่าเดิม 8 นาที แต่ไม่มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น เนื่องจากฝ่ายจัดได้วางระบบรักษาความปลอดภัยเข้มงวดเป็นพิเศษ

โดยก่อนเริ่มเกม ทรัมป์เดินทางมาถึงสนามพร้อมขบวนรถประจำตำแหน่ง โดยใช้ทางเข้าสำหรับบุคคลพิเศษซึ่งอยู่ใกล้กับโซนของนักเตะ และรออยู่ในเต็นท์ส่วนตัว ฟีฟ่าจึงปรับเวลาเปิดเพลงชาติมาให้ตรงกับช่วงที่ทรัมป์ยืนอยู่กลางสนาม พร้อมฉายภาพของเขาบนจอใหญ่ ส่งผลให้ผู้ชมในสนามพร้อมใจกันโห่เสียงดังอีกระลอก

ทั้งนี้กล้องจับภาพทรัมป์นั่งในบ็อกซ์หรูร่วมกับชื่อดังอย่าง ทอม เบรดี (Tom Brady) นักอเมริกันฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล และเจ้าพ่อสื่อ รูเพิร์ต เมอร์ด็อก (Rupert Murdoch) โดยมีคณะรัฐมนตรีของเขาหลายคนร่วมด้วย ซึ่งฝ่ายอินฟานติโนเองก็ยังคงเดินหน้าผูกสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับทรัมป์ ทั้งขึ้นเวทีด้วยกัน แถมยังพาถ้วยคลับเวิลด์คัพไปวางโชว์ไว้ที่ห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาว เมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้าอีกด้วย

‘ยูเนสโก’ รับรอง 'อุทยานแห่งชาติหินหนามหน่อ' ของลาว เป็นแหล่งมรดกโลกข้ามพรมแดนแห่งแรกในอาเซียน

เมื่อวันที่ (13 ก.ค. 68) องค์การยูเนสโก (UNESCO) ประกาศรับรอง “อุทยานแห่งชาติหินหนามหน่อ” ของ สปป.ลาว เป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติอย่างเป็นทางการ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส นับเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งที่ 4 ของประเทศ และเป็นมรดกโลกข้ามพรมแดนแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

พื้นที่ดังกล่าวได้รับการขึ้นทะเบียนในฐานะส่วนขยายของ “อุทยานแห่งชาติฟ็องญา-แก๋บ่าง” ในเวียดนาม ซึ่งอยู่ติดกัน โดยทั้งสองอุทยานถือเป็นพื้นที่คุ้มครองระบบนิเวศแบบหินปูนเขตร้อนขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค และร่วมกันแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางชีวภาพและความสำคัญด้านธรณีวิทยาอย่างโดดเด่น

อุทยานหินหนามหน่อมีลักษณะเด่นคือ “ภูเขาหินปูนยอดแหลมคมเหมือนหน่อไม้" ซึ่งเกิดจากกระบวนการทางธรณีวิทยายาวนานกว่า 300 ล้านปี ภายในพบถ้ำธรรมชาติกว่า 170 แห่ง บางแห่งมีหน้าผาสูงถึง 300 เมตร เป็นแหล่งอยู่อาศัยของสัตว์ป่าหายาก สัตว์เฉพาะถิ่น และสัตว์ที่วิวัฒนาการเฉพาะในระบบนิเวศแบบป่าหินปูน

ทั้งนี้ การได้รับสถานะมรดกโลกครั้งนี้มีความสำคัญต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศเฉพาะถิ่นของลาว ซึ่งก่อนหน้านี้มีแหล่งมรดกโลกแล้ว 3 แห่ง ได้แก่ เมืองหลวงพระบาง ปราสาทวัดพู และทุ่งไหหิน

‘หวังอี้-ลาฟรอฟ’ หารือยุติสงครามยูเครน และตะวันออกกลาง ชื่นชมความสัมพันธ์แบบมีวุฒิภาวะ ‘จีน-รัสเซีย’ มั่นคงที่สุดในโลก

(14 ก.ค. 68) หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ระบุในการประชุมกับ เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ที่กรุงปักกิ่งว่า ความสัมพันธ์จีน-รัสเซียถือเป็น “ความสัมพันธ์ที่มั่นคง มีวุฒิภาวะ และทรงคุณค่าทางยุทธศาสตร์ที่สุด” ในบรรดาชาติมหาอำนาจในโลกยุคปัจจุบัน โดยทั้งสองฝ่ายมองความร่วมมือในมุมระยะยาว ที่ลึกซึ้งทางประวัติศาสตร์ และผลประโยชน์ร่วมกันในเชิงยุทธศาสตร์

สำหรับการพบกันครั้งนี้มีขึ้นระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศขององค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ที่จีนเป็นเจ้าภาพ ซึ่ง หวัง อี้ กล่าวเพิ่มเติมว่าทั้งสองฝ่ายกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับความร่วมมือระดับสูงในระยะต่อไป โดยเน้นย้ำถึงการพัฒนา ความมั่นคง และการรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังหารือประเด็นสำคัญระดับโลก รวมถึงสถานการณ์สงครามในยูเครน โดยจีนและรัสเซียเห็นพ้องว่าแนวทางแก้ไขต้องยึดหลักกฎบัตรสหประชาชาติอย่างครบถ้วน พร้อมหารือประเด็นอื่น ๆ เช่น ความขัดแย้งอิหร่าน-อิสราเอล และความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี

ทั้งนี้ จีนและรัสเซียยืนยันจะสนับสนุนกันในประเด็นผลประโยชน์ร่วมขั้นพื้นฐาน เช่น การปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และเอกภาพของรัฐในทุกมิติทางชาติพันธุ์และภูมิภาค โดยจีนแสดงความพร้อมที่จะเดินหน้าร่วมมือกับรัสเซียในทุกด้าน รวมถึงกำหนดทิศทางอนาคตของ SCO อย่างใกล้ชิด

นายกฯ ออสเตรเลียเซ็ง “ไม่มีที่ไหนในโลกปลอดภัย” หลังเกาะร้างไร้คนมีแต่ ‘เพนกวิน’ ก็ไม่รอดภาษีทรัมป์ 10%

(14 ก.ค. 68) เกาะเฮิร์ดและหมู่เกาะแมกโดนัลด์ ซึ่งเป็นดินแดนห่างไกลของออสเตรเลียใกล้ทวีปแอนตาร์กติกา ถูกสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นบัญชีเก็บภาษีนำเข้า 10% แม้จะไม่มีประชากรอาศัยอยู่เลย และมีนักสำรวจเดินทางไปเยือนครั้งสุดท้ายเมื่อราว 10 ปีก่อนก็ตาม โดยเกาะเหล่านี้มีลักษณะเป็นภูเขาไฟปกคลุมด้วยน้ำแข็ง และเป็นถิ่นอาศัยของเพนกวินและแมวน้ำเท่านั้น

นอกจากเกาะที่ไม่มีคนอยู่ ข้อมูลของทำเนียบขาวยังแยกดินแดนภายนอกของออสเตรเลีย เช่น เกาะคริสต์มาส เกาะโคคอส และเกาะนอร์ฟอล์ก ออกจากออสเตรเลียแผ่นดินใหญ่ พร้อมกำหนดอัตราภาษีแตกต่างกัน โดยเกาะนอร์ฟอล์กซึ่งมีประชากรราว 2,000 คน ถูกเก็บภาษีสูงถึง 29% ทั้งที่ส่งออกสินค้าหลักไปยังสหรัฐฯ แค่รองเท้าหนังเพียงไม่กี่แสนเหรียญ

นายจอร์จ แพลนต์ (George Plant) ผู้ดูแลเกาะนอร์ฟอล์ก แสดงความแปลกใจต่อข้อมูลของสหรัฐฯ โดยระบุว่า “ไม่มีการส่งออกจากเกาะไปยังสหรัฐฯ เลย” ขณะที่นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แอนโทนี อัลบาเนซี (Anthony Albanese) กล่าวประชดนโยบายดังกล่าวว่า “ไม่มีที่ไหนในโลกที่ปลอดภัยจากภาษีทรัมป์อีกแล้ว”

ข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่าสหรัฐฯ เคยนำเข้าสินค้ามูลค่ากว่า 1.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากเกาะเฮิร์ดและหมู่เกาะแมกโดนัลด์ในปี 2022 โดยส่วนใหญ่ระบุว่าเป็นเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ไฟฟ้า แต่ไม่มีการอธิบายชัดเจนว่าสินค้าเหล่านั้นมาจากไหนหรือเป็นอะไร ขณะที่ก่อนหน้านี้ตลอด 5 ปี ตัวเลขนำเข้าเฉลี่ยต่อปีจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่ที่เพียงหลักหมื่นถึงไม่เกินครึ่งล้านดอลลาร์เท่านั้น

ปธน.บราซิลลั่น!! ไม่ใช่ลูกน้องอเมริกา ประกาศพร้อมขึ้นภาษีตอบโต้สหรัฐฯ 50%

(14 ก.ค. 68) ประธานาธิบดีลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา (Luiz Inácio Lula da Silva) ของบราซิล ประกาศจุดยืนแข็งกร้าว หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากบราซิลสูงถึง 50% ตั้งแต่ 1 สิงหาคมนี้ โดย ‘ลูลา’ โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “บราซิลเป็นประเทศอธิปไตย มีสถาบันเป็นอิสระ และจะไม่ยอมอยู่ใต้การชี้นำของใคร” พร้อมประกาศเตรียม “ตอบโต้ทันที” หากสหรัฐฯ ดำเนินการจริง

ชนวนเหตุของคำขู่จากทรัมป์มาจากการที่อดีตประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนาโร กำลังถูกดำเนินคดีข้อหาพยายามก่อรัฐประหารหลังพ่ายแพ้การเลือกตั้งปี 2022 ซึ่งทรัมป์มองว่าเป็น “การล่าแม่มด” และยกย่องโบลโซนาโรว่าเป็น “ผู้นำที่ได้รับการเคารพจากทั่วโลก” นอกจากนี้ เขายังพาดพิงถึงคำสั่งศาลของบราซิลที่บังคับใช้กับโซเชียลมีเดียในสหรัฐฯ โดยเฉพาะ Truth Social แพลตฟอร์มที่ทรัมป์เป็นเจ้าของ

ประธานาธิบดีของบราซิลไม่เพียงแค่โต้กลับด้วยมาตรการภาษี แต่ยังโต้แย้งข้อมูลการค้าของทรัมป์ โดยระบุว่าข้ออ้างเรื่อง “ขาดดุลการค้า” ไม่เป็นความจริง ข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐฯ เองแสดงให้เห็นว่าอเมริกามีดุลการค้าสินค้ากับบราซิลอยู่ที่ 7.4 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 สินค้าหลักที่สหรัฐฯ ส่งออกไปยังบราซิล ได้แก่ เครื่องจักร เครื่องบิน และพลังงาน ขณะที่สินค้าจากบราซิลที่เข้าสหรัฐฯ คือ แร่ เหล็ก และกาแฟ

นอกจากบราซิลแล้ว ทรัมป์ยังส่งจดหมายเตือนไปยังอีก 22 ประเทศ รวมถึงญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และศรีลังกา ว่าอาจถูกขึ้นภาษีเช่นกัน แต่จดหมายที่ส่งถึงบราซิลแตกต่าง เพราะมีเนื้อหาทางการเมืองชัดเจน นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า ท่าทีแข็งกร้าวของทรัมป์อาจสร้างผลย้อนกลับ ทำให้ลูลาได้คะแนนนิยมภายในประเทศเพิ่มขึ้น หากสามารถตอบโต้ได้อย่างเด็ดขาด

มหาวิทยาลัยต้าเหลียน ‘ไล่ออก’ นักศึกษาสาวนอกใจแฟน แอบแซ่บนักกีฬาอีสปอร์ตยูเครน ที่แต่งงานมีลูกแล้ว

(14 ก.ค. 68) มหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคต้าเหลียน (Dalian Polytechnic University) ของจีน ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 ประกาศไล่นักศึกษาหญิงวัย 21 ปี นามสกุล “หลี่” พ้นสภาพนักศึกษา ฐานประพฤติตัวไม่เหมาะสม จากกรณีมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับนักกีฬาอีสปอร์ตชาวยูเครน ที่เดินทางมาแข่งขันในนครเซี่ยงไฮ้เมื่อเดือนธันวาคม 2567

มีการเปิดเผยว่าชายคนดังกล่าวคือ ดานิโล เทสเลนโก (Danylo Teslenko) หรือ Zeus นักแข่งเกม Counter-Strike ชื่อดัง วัย 37 ปี ซึ่งแต่งงานแล้วและมีลูก โดยเจ้าตัวเดินทางมาร่วมแข่งเกม CS2 รอบชิงชนะเลิศ ในรายการ Perfect World Shanghai Major 2024 และมีรายงานว่าเขาได้ใช้เวลาอยู่กับ ‘หลี่’ ซึ่งก็มีแฟนอยู่แล้ว แต่มามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันในโรงแรมเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม โดยมีภาพถ่ายและวิดีโอในเชิงล่อแหลมหลุดออกมาจากโซเชียลจีน

ภาพหลุดออกมากลายเป็นไวรัล ชาวเน็ตจีนช่วยกันสืบจนทราบว่าหลี่เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยในต้าเหลียน แรงกดดันในโลกออนไลน์ทำให้มหาวิทยาลัยตัดสินใจไล่เธอออก โดยระบุว่า “การกระทำที่ไม่เหมาะสมดังกล่าวได้สร้างผลกระทบในทางลบต่อชื่อเสียงของสถาบันอย่างรุนแรง”

ในแถลงการณ์เป็นทางการ มหาวิทยาลัยอ้างอิง “ข้อบังคับกระทรวงศึกษาธิการจีน” และ “ระเบียบวินัยภายใน” ในการพิจารณาโทษขั้นสูงสุด ซึ่งแม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แต่ทางมหาวิทยาลัยยังสามารถสั่งลงโทษได้ 

กรณีดังกล่าวสร้างเสียงวิพากษ์ในจีน หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงสิทธิความเป็นส่วนตัว และความเท่าเทียมทางเพศ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งมองว่า นักศึกษาควรยึดถือคุณธรรมและไม่ทำให้สถาบันเสื่อมเสียชื่อเสียง ไม่ว่าการกระทำนั้นจะเกิดขึ้นในหรือนอกมหาวิทยาลัยก็ตาม

‘ฮุน มาเนต’ ยื่น 3 เงื่อนไขให้ไทยพิจารณา ยันพร้อมเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา หากบรรลุข้อตกลง

‘ฮุน มาเนต’ นายกฯ กัมพูชา ยืนยันพร้อมเปิดจุดผ่อนปรนชายแดน ไทย-กัมพูชา หากบรรลุ 3 เงื่อนไข 

(14 ก.ค. 68) พลเอก ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ยืนยันว่าจะเปิดจุดผ่อนปรนชายแดน ไทย-กัมพูชา อีกครั้ง ก็ต่อเมื่อบรรลุเงื่อนไข 3 ประการ

1.ไทยต้องประกาศเปิดด่านชายแดนโดยฝ่ายเดียวอีกครั้ง และยืนยันว่าจะไม่ปิดด่านฝ่ายเดียวอีก
2.ต้องเปิดจุดผ่านแดนทุกด่านโดยไม่มีเงื่อนไข
3.ควรกำหนดเวลาเปิดด่าน เหมือนช่วงก่อนวันที่ 7 มิถุนายน คือ ตั้งแต่เวลา 06.00 – 22.00 น.

นอกจากนี้ยังยืนยันว่า กัมพูชาไม่ต้องการสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนหรือสร้างผลกระทบให้กับการค้าขายของทั้ง 2 ประเทศ แต่จะไม่ยอมรับการที่ไทยขอเปิดด่านบางด่านแล้วปิดด่านบางด่านเองอีก

ขณะเดียวกัน ‘ฮุน มานี’ รองนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา กล่าวหาว่า ไทยเจตนาแสดงการกระทำยั่วยุที่ปราสาทตาเมือนธม เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา จึงอยากให้ประชาคมโลกจับตาดูพฤติกรรมของฝ่ายไทย และตัดสินเองว่าเป็นการแสดงเจตนายั่วยุจริงหรือไม่ และขอให้ชาวกัมพูชาทุกคน อดทนต่อการยั่วยุของไทยในรูปแบบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พร้อมกำลังร่วมกิจกรรมจิตอาสา เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ เนื่องในวัน สมเด็จพระนารายณ์มหาราช

(14 ก.ค 68) รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ มอบหมายให้ น.อ.มานะ บุญเต็ม หัวหน้ากลุ่มงานพยาธิวิทยาและนิติเวช รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ผู้แทน ผอ.รพ.ฯ พร้อมด้วยกำลังพลจิตอาสา ร่วมกิจกรรมจิตอาสา เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ เนื่องในวันสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณรอบวัดสัตหีบ (วัดหลวงพ่ออี๋) ต.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

โดย กิจกรรมทำความสะอาดปรับปรุงภูมิทัศน์ในบริเวณวัดสัตหีบ (วัดหลวงพ่ออี๋) เพื่อให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้น้อมรำลึกถึงความสำคัญของวันสำคัญของชาติไทยตลอดจน ร่วมกันแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่มีต่อปวงชนชาวไทย

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน 0909535645

สั่งปิดชั่วคราว โรงงานน้ำแข็งแอมโมเนียรั่ว เบื้องต้นไม่พบรอยรั่ว คาดสาเหตุเกิดจากพนักงาน

(14 ก.ค. 68) จาก เหตุการณ์ สารแอมโมเนียรั่ว จากโรงน้ำแข็งมารีน เฟรซเซอร์ เลขที่ 9/16 ม.5 ภายในซอยเนินพลับหวาน ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เมื่อเวลา 22.06 น. ของวันที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยไม่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตแต่อย่างใด ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ (14 ก.ค.68) นายพัชรพัชร์ ศรีธัญญนนท์ นายอำเภอบางละมุง พร้อมด้วย นางสาววิไลลักษณ์ จีนศรี หัวหน้ากลุ่มนโยบายและแผนงาน ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้ากลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี นายวุฒิศักดิ์ เริ่มกิจการ รองนายกเมืองพัทยา นายวันชัย แสนงาม รองนายกเทศมนตรีเมืองหนองปรือ นายแพทย์วิชัย ธนาโสภณ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณ ร.ต.อ.หญิงกัญรภา มุกดาสนิท ผู้อำนวยการสำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเมืองพัทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบหาสาเหตุ และค่าสารแอมโมเนียภายในโรงน้ำแข็งดังกล่าว โดยมี นายพิมลธรรม แสงจันทร์ กรรมการบริหารโรงน้ำแข็งมารีน เฟรซเซอร์  ค่อยชี้แจงรายละเอียดให้กับเจ้าหน้าที่

นางสาววิไลลักษณ์ จีนศรี หัวหน้ากลุ่มนโยบายและแผนงาน ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้ากลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม จังหวัดชลบุรี  เปิดเผยว่า หลังได้รับแจ้งว่าเกิดเหตุสารแอมโมเนียรั่ว เมื่อช่วงคืนวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมาในช่วงเวลา 22.00น. และในเวลา 22.30น. เจ้าหน้าที่โรงงานสามารถควบคุมเหตุการณ์ได้ หลังจากมีการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นกับเจ้าของโรงงานน้ำแข็ง และพนักงาน ทราบว่า ยังไม่ได้ทฃมีการตรวจสอบความปลอดภัยของอุปกรณ์เครื่องทำความเย็น จึงเป็นเหตุให้อุตสาหกรรมจังหวัดมีคำสั่งหยุดประกอบกิจการทั้งหมดเป็นการชั่วคราว ตามความในมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 จนกว่าจะได้การดำเนินการเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.โรงงาน โดยทางเจ้าของโรงงานจะต้องส่งรายงานการตรวจสอบอุปกรณ์เครื่องจักร ซึ่งรายงานดังกล่าวจะต้องมีการรับรองจากวิศวกรควบคุม  ทั้งนี้ หลังได้รับรายงานเอกสารจากโรงงานแล้วทางอุตสาหกรรมจังหวัดจะส่งพนักงานเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบมาตรฐาน ก่อนจะมีการพิจารณาให้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งต่อไป ส่วนสาเหตุนั้นจากข้อสันนิฐานของโรงงานทราบว่า เบื้องต้นเกิดจากความผิดพลาดจากตัวคนงาน ที่อาจจะไม่ได้ดำเนินงานไปตามขั้นตอนวิธีปฏิบัติจึงทำให้ระบบเซฟตี้วาล์วทำงานจนทำให้มีการระบายแอมโมเนียออกไปสู่ชั้นบรรยากาศ

ด้าน ร.ต.อ.หญิงกัญรภา มุกดาสนิท ผู้อำนวยการสำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม  เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุการณ์สารแอมโมเนียรั่วนั้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัด สาธารณสุขอำเภอบางละมุงและ เจ้าสำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเมืองพัทยา ได้บูรณาการร่วมในการตรวจสอบหน้างาน พบว่า ขณะนี้ไม่พบกลิ่นของสารแอมโมเนียในเบื้องต้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการยืนยันและให้ได้ค่ามาตรฐานที่ถูกต้อง และเกิดความสบายใจของประชาชนโดยรอบพื้นที่โรงงาน หน่วยงานสาธารณสุขและเจ้าหน้าสคร.6 จะทำการตรวจสอบมวลพิเศษทางด้านอากาศ รวมถึงน้ำดื่ม และน้ำแข็ง เพื่อให้เกิดความมั่นใจกับผู้บริโภค ทั้งนี้ จากรายงานจากโรงพยาบาลและผู้นำชุมชน ยังไม่พบการร้องเรียนในเรื่องของการเจ็บป่วยที่รุนแรงแต่อย่างใด และในขณะนี้เหตุการณ์ยังปกติ ไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนก จากนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมตรวจสอบให้เร็วที่สุด

ขณะที่ นายพิมลธรรม แสงจันทร์ กรรมการบริหารโรงน้ำแข็งมารีน เฟรซเซอร์ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทราบว่าเมื่อช่วงเวลา 22.00น.ของวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา พบมีกลิ่นแอมโมเนียออกมาจากถังบรรจุขนาด 30 ตัน หลังเกิดเหตุสารแอมโมเนียรั่วออกมา พนักงานก็ได้ทำการปิดวาล์วทั้งหมดทันที เพื่อระงับกลิ่นไม่ใช้ชาวบ้านเดือนร้อน เมื่อระงับกลิ่นเสร็จก็ทำการหยุดการผลิต และมาในช่วงเช้าก็ได้ทำการตรวจสอบหาสาเหตุเพิ่ม โดยให้เจ้าของเครื่องและทีมเอาท์ซอสของโรงงานร่วมตรวจสอบหาสาเหตุ จากการตรวจสอบพบว่า ไม่มีรอยรั่วจากตัวเครื่องจักร แต่จะเป็นในส่วนความผิดพลาดของพนักงาน ที่ไม่ดำเนินการตามขั้นตอน ส่วนนี้ทางโรงงานจะมีการสอบสวนอีกครั้ง จากนี้ทางโรงงานก็พร้อมปฏิบัติตามคำสั่งของภาครัฐทุกขั้นตอนทั้งปิดโรงงานชั่วคราว เพื่อตรวจสอบมาตรฐานการผลิต และรับผิดชอบต่อสังคมต่อไป 

(สุรินทร์) มทบ.25 จัดพิธีมอบเงินสงเคราะห์ให้แก่บุพการีที่ทุพพลภาพ กองทัพบก

(14 ก.ค. 68) พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 และคุณสายธาร  กิจคณะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขามณฑลทหารบกที่ 25 เป็นประธานมอบเงินสงเคราะห์ให้แก่บุพการีที่ทุพพลภาพ มี พันเอก พรพิเชษฐ์  เกตุพันธ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน ร่วมมอบ เครื่องอุปโภคบริโภค เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ครอบครัว ตามที่กองทัพบกได้มีนโยบายให้มีการมอบเงินสงเคราะห์ให้แก่บุพการีที่ทุพพลภาพ รายละ 3,000 บาท ซึ่งมณฑลทหารบกที่ 25 มีกำลังพลได้รับเงินสงเคราะห์ให้แก่บุพการีที่ทุพพลภาพ งวดที่ 19 จำนวน 8 ราย เป็นเงิน 24,000 บาท ซึ่งมีบุพการีที่ทุพพลภาพ จำนวน 8 ราย ดังนี้ 1.พันเอก สมปอง เปี่ยมศิริกุล บุพการีของ สิบเอกหญิง ปิยะนาถ เปี่ยมศิริกุล 2.นางปัด กระแสโสม บุพการีของ พันตรี สมชาย กระแสโสม 3.นางบุญนาค มะลิลา บุพการีของ ร้อยเอก เทวา มะลิลา 4.นางจงกรณ์ พรายแก้ว บุพการีของ จ่าสิบเอกหญิง อรอนงค์ พรายแก้ว 5.นางวิไล สุกใส บุพการีของ ร้อยตรี ชาญณรงค์ สุกใส 6.นายเปี่ยง พาชื่น บุพการีของ ร้อยเอก ประนอม พาชื่น 7.นางเรณ เงินดี บุพการีของ สิบโท สมคิด เงินดี 8.นายมูล สุทธิสุวรรณ บุพการรีของ สิบตรี นกน้อย สุทธิสุวรรณ  โดยมี พันเอก รณชัย ศรีชนะ หัวหน้ากองกำลังพล มณฑลทหารบกที่ 25 กล่าวรายงาน

ปุรุศักดิ์  แสนกล้า ข่าว/ภาพ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top