Friday, 12 June 2026
NewsFeed

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และรับมอบเงินสนับสนุนกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ของสมาคมแม่บ้านตำรวจ ประจำปี 2568 พร้อมมอบรางวัลให้กับทีมสืบสวนดีเด่น และทีมคิดหุ่นตำรวจอัจฉริยะ 'AI Police Cyborg 1.0'

เมื่อวานนี้ (21 พ.ค.68) เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2568 โดยมีรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ , จเรตำรวจแห่งชาติ , ที่ปรึกษาพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ , ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้บังคับบัญชาหน่วยงานต่างๆ ทั่วประเทศ ร่วมประชุม ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ 

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีข้อสั่งการในการประชุม ดังนี้
1. กำชับให้ทุกหน่วยขับเคลื่อนและดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในด้านการป้องกันปราบปรามยาเสพติด อาชญากรรมออนไลน์ หนี้นอกระบบ คนต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย อาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน บุหรี่ไฟฟ้า กัญชา พืชกระท่อมที่ผิดกฎหมาย อย่างเด็ดขาดและจริงจัง ทุกหน่วยจะต้องร่วมกันดำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ตรวจสอบและประเมินผลได้ โดยให้ถือเป็นนโยบายสำคัญที่ยึดถือปฏิบัติ และให้ทุกหน่วยนำมาใช้เป็นข้อมูลในการบริหารงานบุคคลทุกระดับต่อไป

2. กำชับให้ผู้บังคับบัญชาตรวจสอบกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในสถานีตำรวจ ห้ามมิให้ไปช่วยราชการในหน้าที่อื่นโดยเด็ดขาด เพราะอาจขัดต่อกฎหมายตามมาตรา 92 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 โดยเฉพาะพนักงานสอบสวนให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในสถานีตำรวจ หากกำลังพลไม่เพียงพอให้บริหารจัดการกำลังพลในระดับกองบังคับการ หากมีความจำเป็นหรือไม่เพียงพอให้กองบัญชาการพิจารณาดำเนินการ

3. กรณีพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้พบการก่อเหตุต่อเจ้าหน้าที่รัฐหรือตำรวจเกิดขึ้นในห้วงเวลาที่ผ่านมา ศปก.ตร.สน.จะต้องปรับแผนการปฏิบัติ แผนเผชิญเหตุ เน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด การสืบสวนก่อน ขณะ และหลังเกิดเหตุ ทำรายงานการสืบสวนโดยละเอียด ขยายผลไปยังตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ให้ถือความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และประชาชนเป็นสำคัญ จะต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยสถานที่เจ้าหน้าที่ในการทำงานและปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้โดยเคร่งครัด

4. กำชับให้ทุกหน่วยเสริมสร้างความสามัคคีภายในหน่วย ให้ผู้บังคับบัญชากำกับดูแลควบคุมการทำงานภายในหน่วย เพื่อให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำหน้าที่และปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ และจัดโครงการ/กิจกรรมเพื่อส่งเสริมบรรยากาศการทำงาน ความร่วมมือภายในหน่อย ที่สอดคล้องกับภารกิจของหน่วย

ทั้งนี้ ก่อนการประชุมบริหาร ตร. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้เป็นประธานพิธีมอบเงินเพื่อสนับสนุนกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ของสมาคมแม่บ้านตำรวจ ประจำปี 2568 , พิธีมอบรางวัลให้แก่หน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติการระดมกวาดล้างอาชญากรรม เป้าหมายผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปื่น และสืบสวนจับกุมบุคคลตามหมายจับดีเด่น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 และพิธีมอบรางวัลให้กับโครงการยกระดับมาตรฐานงานสืบสวน ป้องกันปราบปรามและความปลอดภัยสาธารณะ ด้วยเทคโนโลยีระบบหุ่นตำรวจอัจฉริยะ “AI Police Cyborg 1.0”

สำหรับพิธีมอบเงินเพื่อสนับสนุนกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ของสมาคมแม่บ้านตำรวจ ประจำปี 2568 ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ เป็นประธานรับมอบเงินสนับสนุนจากหน่วยงานหน่วยงานต่าง ๆ โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย คุณอาภิพร ชูวงศ์ อุปนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ , คุณนภัสนันท์ วุฒิจรัสธำรงค์ อุปนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ และคุณศิริเพ็ญ ตั้งทวีสุโข นวลมา กรรมการบริหารสมาคมแม่บ้านตำรวจ , คุณชนาพร ไกรทอง , คุณลภัทธิตา จินตกานนท์ กรรมการบริหารสมาคมแม่บ้านตำรวจ , คุณมนสิการ สำราญสำรวจกิจ กรรมการบริหารสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมพิธี โดยรับมอบจากผู้สนับสนุนจำนวน 4 หน่วยงาน ได้แก่ 

- เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดย คุณภัคพล งามลักษณ์ ประธานคณะผู้บริหารด้านปฏิบัติการเครือเจริญโภคภัณฑ์ มอบทุนการศึกษาให้กับบุตรข้าราชการตำรวจ จำนวน 10,000,000 บาท และเงินสนับสนุนโครงการสาธารณประโยชน์ของสมาคมแม่บ้านตำรวจ จำนวน 2,000,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 12,000,000 บาท 

- มูลนิธิมาดามแป้ง โดย พ.ต.อ.ดร.ณรัชต์ เศวตนันทน์ รองมูลนิธิมาดามแป้ง ลำดับที่ 1 มอบเงินจำนวน 1,000,000 บาท เพื่อโครงการทุนการศึกษาบุตรข้าราชการตำรวจ

- บริษัท เอเซีย เมทัล จำกัด (มหาชน) โดย คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล , คุณชูศักดิ์ ยงวงศ์ไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ คุณเพ็ญจันทร์ ยงวงศ์ไพบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการ/ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มอบเงินจำนวน 1,000,000 บาท เพื่อโครงการ “ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน” ด้านตำรวจทุพพลภาพ

- บริษัท ฮาตาริ อิเลคทริค จำกัด โดย คุณวิทยา พานิชตระกูล กรรมการบริหาร และ คุณชัญญา พานิชตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ มอบเงินจำนวน 1,000,000 บาท เพื่อโครงการ “ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน” ด้านเด็กพิเศษ

โดยสมาคมแม่บ้านตำรวจจะนำเงินสนับสนุนดังกล่าวไปดำเนินโครงการต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ของผู้สนับสนุน เพื่อประโยชน์สูงสุดในการให้ความช่วยเหลือ พัฒนาศักยภาพ และส่งเสริมขวัญกำลังใจ แก่ข้าราชการตำรวจและครอบครัวต่อไป

พิธีมอบรางวัลให้แก่หน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติการระดมกวาดล้างอาชญากรรม เป้าหมายผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปื่น และสืบสวนจับกุมบุคคลตามหมายจับดีเด่น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่งานสืบสวน  
- กลุ่มการปฏิบัติที่ 1 : ดีเด่นอันดับ 1 ได้แก่ ตำรวจภูธรภาค 3 , ดีเด่นอันดับที่ 2 ได้แก่ ตำรวจภูธรภาค 5 , ดีเด่นอันดับที่ 3 ได้แก่ ตำรวจภูธรภาค 4 และหน่วยที่มีผลการปฏิบัติดี จำนวน 8 หน่วย ได้แก่ ตำรวจภูธรภาค 7 , กองบัญชาการตำรวจนครบาล , ตำรวจภูธรภาค 8 , ตำรวจภูธรภาค 1 , กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง , ตำรวจภูธรภาค 2 , ตำรวจภูธรภาค 6 และตำรวจภูธรภาค 9
- กลุ่มปฏิบัติการที่ 2 : ดีเด่นอันดับที่ 1 ได้แก่ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และหน่วยที่มีผลการปฏิบัติดี จำนวน 4 หน่วย ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว , กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี , กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน

พิธีมอบรางวัลให้กับโครงการยกระดับมาตรฐานงานสืบสวน ป้องกันปราบปรามและความปลอดภัยสาธารณะ ด้วยเทคโนโลยีระบบหุ่นตำรวจอัจฉริยะ “AI Police Cyborg 1.0” หรือ พ.ต.อ.นครปฐม ปลอดภัย หุ่นกล้อง AI อัจฉริยะที่สามารถตรวจจับสภาพการจราจร ตรวจสอบใบหน้าบุคคลเชื่อมข้อมูลกับฐานข้อมูลหมายจับ รวมถึงการทำงานเพิ่มประสิทธิภาพของตำรวจ เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้พัฒนางานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม โดยการแสวงหาความร่วมมือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชน โดยตำรวจภูธรภาค 7 และตำรวจสอบสวนกลาง จึงได้ร่วมกับหลายภาคส่วน พัฒนาระบบหุ่นตำรวจอัจฉริยะ “AI Police Cyborg 1.0” ซึ่งเป็นระบบ Face Recognition เพื่อพิสูจน์ทราบบุคคลตามหมายจับจากฐานข้อมูลของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งจนถึงปัจจุบันสามารถจับกุมบุคคลตามหมายจับได้ 20 หมาย นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ มีข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 7 และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง รับมอบรางวัลจำนวน 13 นาย นำโดย พล.ต.ท.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

สตม.รวบผู้ต้องหาเอี่ยวพนันออนไลน์ ก่อนเผ่นออกนอกประเทศ

พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รอง ผบช.สตม. ได้สั่งการให้ บก.ตม.2 เข้มงวดกวดขันและตรวจสอบความปลอดภัยให้คนที่เดินทางเข้า-ออกประเทศ โดยมอบหมายให้ พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี ผบก.ตม.2 ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

เมื่อวานนี้ (21 พ.ค.68) เวลาประมาณ 15.50 น. กก.สส.ปป.บก.ตม.2 ได้รับการประสานจาก กก.2 บก.สอท.3 ว่า นางสาวรัชนีวรรณ อายุ 30 ปี สัญชาติไทย เป็นบุคคลตามหมายจับศาลจังหวัดขอนแก่น ในความผิดฐาน "ร่วมกันจัดให้มีการเล่น หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่นพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน และสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำผิดความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน" ทาง กก.2 บก.สอท.3 ได้แจ้งข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามีเงินหมุนเวียนในบัญชีที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องหากว่า 10 ล้านบาท โดยได้รับแจ้งว่าบุคคลดังกล่าวจะเดินทางออกนอกราชอาณาจักรผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ด้วยสายการบิน CATHAY PACIFIC เที่ยวบินที่ CX706 เส้นทาง BKK - HKG ในวันเดียวกัน และขอให้ดำเนินการติดตามจับกุม รวมถึงบันทึกข้อมูลในระบบสารสนเทศ สตม.

ชุดปฏิบัติการที่ 1 กก.สส.ปป.บก.ตม.2 จึงได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่เฝ้าสังเกตการณ์และตรวจสอบตามช่องทางบริเวณพื้นที่ฝ่าย ตม.ขาออก ด่านตรวจคนเข้าเมือง  ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จนกระทั่งเวลาประมาณ 16.00 น. ได้พบนางสาวรัชนีวรรณ  ณ บริเวณห้องโถงผู้โดยสารขาออก ด่านตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ขณะกำลังจะผ่านการตรวจ เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตนและแสดงหมายจับศาลจังหวัดขอนแก่น พร้อมทั้งแจ้งสิทธิตามกฎหมายให้ผู้ต้องหาทราบเบื้องต้น จากนั้นจึงได้ควบคุมตัว การจับกุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีเหตุรุนแรง และได้นำตัวผู้ถูกจับส่ง กก.2 บก.สอท.3 เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

แม่ทัพภาคที่ 3 ตรวจเยี่ยมหน่วยในพื้นที่กองกำลังผาเมือง

พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่  3 เดินทางไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของหน่วย ในพื้นที่กำลังผาเมือง ด้านจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย และจังหวัดพะเยา ในห้วงวันที่ 21 – 22 พฤษภาคม 2568 ณ กองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ ค่ายพิชิตปรีชากร ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จัวหวัดเชียงใหม่ โดยมี พลตรี กิดากร จันทรา ผู้ บัญชาการกองกำลังผาเมือง ให้การต้อนรับ

จากนั้นเดินทางไปตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ ณ ฐานปฏิบัติการแก่งทรายมูล กองร้อยทหารพรานที่ 3209 กองบังคับการควบคุมทหารพรานศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และกองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก ค่ายเม็งรายมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย และในวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 แม่ทัพภาคที่ 3 และคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมหน่วยป้องกันชายแดน ในพื้นที่รับผิดชอบ หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 31โดยรับฟังบรรยายสรุปประกอบภูมิประเทศ และมอบสิ่งของบำรุงขวัญให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำจุดตรวจการณ์ เนิน 103 บ้านผาตั้ง ตำบลปอ อำเภอเวียงแกน จังหวัดเชียงราย

เอกอัครราชทูตจีนเยี่ยมสวนทุเรียนระยอง หนุนความร่วมมือการค้าผลไม้ไทย-จีน

เมื่อวันที่ (19 พ.ค.68) เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย นายหาน จื้อเฉียง เดินทางเยี่ยมชมสวนทุเรียนในจังหวัดระยอง พร้อมสำรวจการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว และการส่งออกทุเรียน โดยได้พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเกษตรกรและเจ้าของสวนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

เอกอัครราชทูตหานกล่าวว่า ทุเรียนไทยได้รับความนิยมอย่างมากในจีน โดยปีที่ผ่านมา ร้อยละ 85 ของทุเรียนไทยส่งออกไปยังจีน ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้น ปัจจุบัน จีนได้เปิดด่านศุลกากรตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำเข้าทุเรียนไทยให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมยืนยันความตั้งใจในการขยายความร่วมมือทางการค้ากับไทยต่อไป

ด้านเกษตรกรระบุว่า ปีนี้ผลผลิตทุเรียนออกมามากและราคารับซื้อสูงถึง 120 บาทต่อกิโลกรัม โดยทุเรียนที่เก็บเกี่ยวถูกส่งออกไปยังจีนทันที ผ่านระบบขนส่งทั้งรถไฟ ถนน และทางน้ำ ซึ่งสามารถถึงปลายทางได้ในเวลาเพียง 3 วัน พร้อมขอบคุณรัฐบาลจีนสำหรับมาตรการช่วยเหลือที่ทำให้การส่งออกเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว

‘ทรัมป์’ สั่งห้าม ‘ฮาร์วาร์ด’ รับนักศึกษาต่างชาติ บังคับผู้เรียนปัจจุบัน!..ต้องโอนย้ายมหาวิทยาลัย

(23 พ.ค. 68) รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิ์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในการรับนักศึกษาต่างชาติ โดยกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ ระบุว่าฮาร์วาร์ดล้มเหลวในการปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของรัฐบาล ทั้งในเรื่องความรุนแรงบนมหาวิทยาลัย การแสดงความเห็นต่อต้านชาวยิว และความเกี่ยวข้องกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน

คริสตี โนม รัฐมนตรีความมั่นคงฯ ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า “การรับนักศึกษาต่างชาติเป็นสิทธิพิเศษ ไม่ใช่สิทธิที่มหาวิทยาลัยจะได้รับโดยอัตโนมัติ” โดยยืนยันว่าได้เพิกถอนการรับรองในโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาต่างชาติ ซึ่งหมายความว่าฮาร์วาร์ดจะไม่สามารถรับนักศึกษาต่างชาติใหม่ได้ และนักศึกษาต่างชาติที่กำลังศึกษาอยู่ต้องหามหาวิทยาลัยใหม่

ฮาร์วาร์ดตอบโต้ว่า มาตรการของรัฐบาล 'ผิดกฎหมาย' และเป็นการ 'แก้แค้นทางการเมือง' พร้อมยืนยันจะต่อสู้เพื่อสิทธิของนักศึกษานานาชาติที่มีบทบาทสำคัญในชุมชนมหาวิทยาลัย โดยฮาร์วาร์ดกำลังดำเนินการฟ้องร้องรัฐบาลกลางในข้อหาใช้อำนาจเกินขอบเขตและละเมิดรัฐธรรมนูญ

การยกระดับมาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลทรัมป์กับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในสหรัฐฯ ที่ถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนแนวคิดต่อต้านอิสราเอลและรัฐบาลทรัมป์ โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ตัดงบประมาณสนับสนุนสถาบันการศึกษาไปแล้วกว่า 2.6 พันล้านดอลลาร์ และอาจส่งผลกระทบทางการเงินอย่างรุนแรงต่อฮาร์วาร์ดในอนาคตอันใกล้

สหรัฐฯ เล็งถอนทหาร 4,500 นายจากเกาหลีใต้ เตรียมย้ายกำลังพลรับมือจีนในอินโด-แปซิฟิก แทน

(23 พ.ค. 68) รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาแผนถอนทหารสหรัฐฯ ราว 4,500 นาย จากกองกำลังสหรัฐฯ ประจำเกาหลีใต้ (USFK) ซึ่งมีจำนวนรวมประมาณ 28,500 นาย โดยมีแนวโน้มย้ายไปประจำการในพื้นที่อื่นของอินโด-แปซิฟิก เช่น เกาะกวม ตามรายงานของ The Wall Street Journal อ้างแหล่งข่าวในกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ

แผนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการทบทวนนโยบายไม่เป็นทางการในการรับมือกับเกาหลีเหนือ แต่มีแนวโน้มสะท้อนยุทธศาสตร์ 'America First' ของทรัมป์ ซึ่งมุ่งลดภาระทางทหารในต่างประเทศและเพิ่มการแบ่งภาระจากพันธมิตร โดยเฉพาะการรับมือกับภัยคุกคามจากจีน

อย่างไรก็ตาม ผู้บัญชาการกองบัญชาการอินโด-แปซิฟิก และผู้บัญชาการ USFK แสดงความกังวลในวุฒิสภาว่า การถอนทหารจะเพิ่มความเสี่ยงที่เกาหลีเหนือจะรุกราน และบั่นทอนบทบาทสำคัญของสหรัฐฯ ในการคานอำนาจรัสเซียและจีนในภูมิภาค

ขณะที่กระทรวงกลาโหมยังไม่ได้ประกาศนโยบายอย่างเป็นทางการ ซึ่งการเคลื่อนไหวนี้อาจสร้างความกังวลในเกาหลีใต้ที่เป็นพันธมิตรหลักของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในช่วงที่เกาหลีเหนือมีพัฒนาการด้านขีปนาวุธและนิวเคลียร์ท่ามกลางความร่วมมือทางทหารที่ใกล้ชิดกับรัสเซียมากขึ้น

BAFS เดินหน้ารุกตลาดต่างประเทศเต็มสูบ เตรียมส่งรถเติมน้ำมันประจำการสนามบินกัมพูชา

BAFS รุกตลาด SEA ส่งมอบรถเติมน้ำมันอากาศยาน นวัตกรรมฝีมือคนไทย เตรียมพร้อมประจำการสนามบินนานาชาติแห่งใหม่กัมพูชา กลางปีนี้!!

ม.ล. ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BAFS) เปิดเผยว่า บริษัท บาฟส์ อินเทค จำกัด (BAFS INTECH) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของกลุ่มบริษัทบาฟส์ (BAFS Group) ดำเนินธุรกิจให้บริการออกแบบ ผลิต และประกอบรถเติมน้ำมันอากาศยานรวมถึงรถให้บริการภาคพื้นภายในท่าอากาศยาน ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของทีมวิศวกรและเทคนิคของ BAFS INTECH ผสานนวัตกรรมที่ทันสมัยเข้ากับเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยขั้นสูง พร้อมสมรรถนะที่โดดเด่น มีความทนทาน ตอบโจทย์ความต้องการผู้ให้บริการภาคพื้นอากาศยานในระดับภูมิภาค ล่าสุด เตรียมส่งมอบรถเติมน้ำมันอากาศยาน Hydrant Dispenser รถให้บริการภาคพื้นอากาศยาน และอุปกรณ์ให้บริการภาคพื้นประเภท Mobile Refueling Cart รวมทั้งสิ้นจำนวน 7 คัน ให้กับบริษัท Phnom Penh Aviation Fuel Service Co., Ltd. (PPAFS) ในเดือนพฤษภาคม 2568 สำหรับให้บริการ ณ ท่าอากาศยานนานาชาติเตโช กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ที่จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคมนี้ ถือเป็นอีกหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนความเป็นผู้นำด้านบริการเติมน้ำมันอากาศยานแบบครบวงจรของ BAFS 

อุตสาหกรรมการผลิตรถเติมน้ำมันอากาศยานของ BAFS INTECH เริ่มต้นจากองค์ความรู้และความชำนาญในการให้บริการเติมน้ำมันอากาศยานของ BAFS ต่อยอดด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และจุดเด่นในการออกแบบและผลิตรถเติมน้ำมันอากาศยานที่สามารถปรับเปลี่ยนตามความต้องการของผู้ใช้งาน โดยสามารถเลือกขนาดและอัตราการไหล (Flow Rate) ของรถเติมน้ำมันอากาศยาน ให้รองรับกับขนาดและคุณสมบัติของเครื่องบินแต่ละประเภท รวมถึงสภาพแวดล้อมของท่าอากาศยานที่แตกต่างกัน ตอบโจทย์ทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัย และความเหมาะสมต่อการใช้งาน การันตีคุณภาพการผลิตที่สอดคล้องตามมาตรฐานการบริการน้ำมันอากาศยานระดับสากลของ Joint Inspection Group (JIG) ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสากลสำหรับระบบเติมน้ำมันอากาศยาน 

BAFS INTECH มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการเติมน้ำมันอากาศยาน ให้สามารถตอบสนองต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมการบินโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia) ซึ่งกำลังกลายเป็นศูนย์กลางการเดินทางและโลจิสติกส์ระดับภูมิภาค โดยที่ผ่านมา BAFS INTECH เริ่มต้นจากการผลิตรถเติมน้ำมันอากาศยานให้กับ BAFS และลูกค้าในประเทศไทย ก่อนจะขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยในระยะ 4 ปีที่ผ่านมา BAFS INTECH ได้รับความไว้วางใจโดยได้รับเลือกให้เป็นผู้ออกแบบ และผลิตรถเติมน้ำมันอากาศยาน รวมถึงรถให้บริการภาคพื้นอากาศยาน ให้กับลูกค้าในประเทศเมียนมา และ สปป. ลาว

“จากประสบการณ์การดำเนินธุรกิจให้บริการน้ำมันอากาศยานด้วยมาตรฐานสากลยาวนานกว่า 40 ปี และความมุ่งมั่นที่จะยกระดับการให้บริการภาคพื้นอากาศยาน ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบและผลิตโดยคนไทย การส่งมอบรถในครั้งนี้ สะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมของ BAFS INTECH ในฐานะผู้นำในธุรกิจออกแบบและผลิตยานพาหนะภาคพื้นสำหรับท่าอากาศยาน สำหรับในปีนี้ เรายังมีรถที่อยู่ระหว่างการผลิตและรอการส่งมอบอีก 16 คัน โดยคาดว่าในปี 2568 จะมียอดสั่งซื้อจำนวน 17 คัน นอกจากนี้ BAFS INTECH วางแผนการดำเนินธุรกิจ รุกสู่ลูกค้าในต่างประเทศให้มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยจุดขายในการผลิตรถสมรรถนะเยี่ยมที่ตอบโจทย์การใช้งานของคนเอเชีย ตั้งเป้าขยายตลาดสู่ เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ภายใน 5 ปี”

ทัพเรือภาคที่ 1 ให้การต้อนรับคณะสื่อมวลชนเยี่ยมพื้นที่ จัดกิจกรรมเสริมสร้างความเข้าใจ

วันที่ 21–22 พฤษภาคม 2568 ทัพเรือภาคที่ 1 ให้การต้อนรับคณะสื่อมวลชนจากหลากหลายสำนัก เพื่อร่วมเผยแพร่ภารกิจของกองทัพเรือในพื้นที่ภาคตะวันออก พร้อมทั้งส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของกองทัพเรือสู่สาธารณชน

📍 กิจกรรมวันที่ 21 พฤษภาคม 2568
•เยี่ยมชมเรืออเนกประสงค์ลองใหญ่ ณ อำเภอคลองใหญ่
•เข้าเยี่ยมชมและรับฟังภารกิจจากหน่วยปฏิบัติการเกาะกูด (นปก.เกาะกูล)
•ชมการสาธิตการปฏิบัติการทางทหาร และสำรวจภูมิประเทศ 
•รับฟังบรรยายสรุปภารกิจ เพื่อสร้างความเข้าใจในบทบาทของกองทัพเรือ

📍 กิจกรรมวันที่ 22 พฤษภาคม 2568
•ติดตามภารกิจของชุดเฝ้าตรวจจากกองพันทหารราบ หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (พัน.ร.ฉก.นย.ตราด) ในด้านความมั่นคง
•ร่วมกิจกรรม CSR ณ โรงเรียนบ้านอ่าวพร้าว โดยมอบอุปกรณ์การเรียนและกีฬาให้กับนักเรียน
•เยี่ยมชมฐานตราด ทัพเรือภาคที่ 1 พร้อมรับฟังการบรรยายจากหน่วยต่าง ๆ
•ทำข่าวและร่วมชมการสาธิตภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเล

โดยมี พลเรือโท อาภา ชพานนท์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ให้เกียรติร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น และสนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณชน

กิจกรรมตลอด 2 วันนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของกองทัพเรือในการดูแลความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ แต่ยังแสดงถึงความตั้งใจในการสร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพเรือและสื่อมวลชน

บึงกาฬ ทหารเรือ นรข.ร่วมหน่วยความมั่นคงแถลงตรวจยึดยาไอซ์เกรดเอ 344 กก. มูลค่า 344 ล้านบาท

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ (22 พ.ค. 68) ที่หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขงเขตหนองคาย สถานีเรือบึงกาฬ ต.วิศิษฐ์ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ ตามนโยบายของรัฐบาล และ พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดนั้น พล.ร.ต.ณรงค์ เอมดี ผบ.นรข. นายวรพันธ์ ชำนิยันต์ ปลัดจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธานร่วมแถลงข่าวการตรวจยึดยาไอซ์ จำนวน 344 กิโลกรัม พร้อมผู้ต้องหา 1 ราย ของกลางยาไอซ์ รถยนต์ 1 คัน พร้อมด้วย หัวหน้าหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ประกอบไปด้วย พ.ต.อ.ดำรงค์ศักดิ์ แก้วสมนึก รองผบก.ภ.จว.บึงกาฬ พ.ต.อ.กฤศกร เชื้อสิงห์ ผกก.สส.ภ.จว.บึงกาฬ นายธีรพล ขุนพานเพิง นายอำเภอเมืองบึงกาฬ พ.ต.อ.จตุพร เนวะมาตย์ ผกก.ตม.บึงกาฬ น.ท.โอรส พุทธโค หน.สน.เรือบึงกาฬ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดบึงกาฬ ผู้แทนตำรวจตชด.244 พ.ต.ต.ประชานารถ แดงเนียม สว.หน.ตำรวจน้ำบึงกาฬ นายด่านศุลกากรบึงกาฬ ทหารพราน2108 ทหารกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี และผู้แทน บก.อส.จ.บึงกาฬ ร่วมแถลงข่าวในครั้งนี้ 

ทั้งนี้เมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 21 พ.ค. ที่ผ่านมา น.ท.โอรส พุทธโค หน.สน.เรือบึงกาฬ แจ้งว่ามีสายข่าวรายงานสืบทราบมาว่าจะมีการขนลักลอบยาเสพติดข้ามฝั่งแม่น้ำโขงพื้นที่ บริเวณริมแม่น้ำโขง ได้รายงาน น.อ.วิศิษฐ์พงศ์ เจริญวิชยเดช ผบ.นรข.เขตหนองคาย ได้ทราบ จึงสั่งการให้ ว่าที่ น.ท.โอรส พุทธโค หน.สน.เรือบึงกาฬ  พร้อมเจ้าหน้าที่ นรข.ได้จัดชุดปฏิบัติการซุ่มเฝ้าตรวจ ออกวางกำลังเข้าตรวจในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขงตลอดแนวคาดว่าจะมีการกระทำผิด ระหว่างหนองเดิ่นท่า-บ้านห้วยเล็บมือ-บ้านภูสวาท ต.หนองเดิ่น ไปจนถึงแยกโรงพยาบาลบุ่งคล้า อ.บุ่งคล้า จ.บึงกาฬ นอกจากนั้นยังมีการชุดสนับสนุนให้อยู่ที่ตั้ง 

ขณะที่แบ่งกำลังซุ่มอยู่ริมโขงบริเวณพื้นที่บ้านหนองเดิ่นท่า ติดริมแม่น้ำโขง ได้ตรวจพบรถเก๋งต้องสงสัยจอดอยู่ชุดปฏิบัติติการเฝ้าตรวจได้ประสานไปยังชุดสนับสนุนให้เฝ้าติดตามรถเก๋งคันดังกล่าว กระทั่งชุดเฝ้าตรวจสะกดรอยติดตามมาเรื่อย ๆ จนมาถึงถนนทางหมายเลข 212 บึงกาฬ-นครพนม ช่วงโรงพยาบาลบุ่งคล้า ทำการส่งสัญญาณเพื่อให้รถคันดังกล่าวให้หยุดรถขอเข้าทำการตรวจค้น ปรากฎว่ารถเก๋งคันดังกล่าวเร่งเครื่องยนต์ขับรถหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงขับไล่ตาม กระทั่งรถเก๋งดังกล่าวเสียหลักลงข้างทาง ถึงได้ไปควบคุมตัวตรวจค้นภายในรถยนต์ยี่ห้อ ฮอนด้า CRV สีบรอน-เทา ทะเบียน ขต.3323 อุดรธานี ภายในรถพบของกลางยาไอซ์ จำนวน 9 กระสอบ กระสอบเล็ก 2 กระสอบ กระสอบใหญ่ 7 กระสอบ น้ำหนักประมาณ 344 กิโลกรัม พร้อมผู้ต้องหา 1 ราย ทราบชื่อนายประดิษฐ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 38 ปี ชาวจังหวัดอุดรธานี จึงทำการตรวจยึดของกลางดังกล่าว และจับกุมผู้ต้องหามาทำบันทึกที่ สถานีเรือบึงกาฬ ก่อนนำตัวส่งผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ทั้งหมด นำส่งให้กับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองบึงกาฬ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป 

พล.ร.ต.ณรงค์ เอมดี ผบ.นรข. กล่าวว่า สืบเนื่องจากเปิดแผนปฏิบัติการของรัฐบาลในการ ซิล สต๊อป เซฟ และนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือที่ให้ นรข.ได้ร่วมบูรณาการกับหน่อยความมั่นคงในพื้นที่ในการสกัดกั้นและปราบปรามการลักลอบลำเลียงนำเข้ายาเสพติดเข้าไปในพื้นที่ชั้นในของประเทศ เป็นความพยายามที่ต้องขอบคุณทุกภาคส่วนในการจับกุมครั้งนี้ด้วยการบูรณาการอย่างแท้จริง ทำให้สถานีเรือบึงกาฬสามารถทำการตรวจยึดจับกุมได้ประสบความสำเร็จ ไม่มีความสูญเสีย จากแหล่งข่าวที่เราได้รับ และเฝ้าติดตาม โดยเราเฝ้าติดตามตั้งแต่สัปดาห์ก่อน ทำให้เราจับยาบ้าได้ครั้งที่ผ่านมา และจับยาไอซ์ได้ในครั้งนี้ 

ต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมมือกัน และช่วยสกัดกั้นยาเสพติดที่มีปริมาณมูลค่าค่อนข้างสูง จากการตรวจสอบจากตำรวจพิสูจน์หลักฐาน พบว่า ปริมาณค่อนข้างบริสุทธิ์ เมื่อออกจำหน่ายจะมีราคากิโลกรัมละ 1,000,000 บาท รวมทั้งสิ้นที่เราสามารถตรวจยึด มูลค่ากว่า 344 ล้านบาท ผู้ต้องหาได้รับการว่าจ้าง 50,000 บาท หากงานสำเร็จถึงที่หมายคือ จังหวัดหนองคาย จึงต้องขอขอบคุณกำลังพลสถานีเรือบึงกาฬที่ร่วมแรงร่วมใจทำหน้าที่เพื่อประเทศ เพื่อกองทัพเรือ เพื่อพี่น้องประชาชน ไม่ให้ยาเสพติดเข้าไปในพื้นที่ชั้นใน และต้องขอขอบคุณทุกหน่วยที่ร่วมบูรณาการกันจับกุมในครั้งนี้ และในครั้งต่อ ๆ ไป จะได้ร่วมกันทำงานลักษณะเช่นนี้อีกต่อไป เชื่อว่า หากทุกคนร่วมมือกันอย่างจริงจัง การสกัดกั้นและปราบปราม ก็น่าจะได้ประสิทธิภาพเหมือนครั้งนี้

‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ปวดไส้ติ่งเฉียบพลันกลางดึกที่เซี่ยงไฮ้ เผยสุดประทับใจโรงพยาบาลรัฐจีน ถูก-ดี-เร็วเกินคาด

(23 พ.ค. 68) นักแสดงสาว 'กระติ๊บ ชวัลกร' เผยประสบการณ์เจ็บป่วยเฉียบพลันระหว่างท่องเที่ยวที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน เมื่อเกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงกลางดึกจนต้องเข้าห้องฉุกเฉิน พบเป็นไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน โดยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลรัฐ ซึ่งได้รับการดูแลอย่างรวดเร็ว

กระติ๊บเล่าว่า เดิมตั้งใจจะไปโรงพยาบาลเอกชน แต่คนขับแท็กซี่แนะนำให้ไปโรงพยาบาลรัฐแทน โดยมีเพื่อนชาวจีนช่วยแปลภาษา ผลการตรวจ CT Scan พบก้อนเล็กในไส้ติ่ง แพทย์ให้ยา กลับบ้านพร้อมยาฉีด โดยไม่ต้องผ่าตัดทันที

สิ่งที่ทำให้เจ้าตัวประทับใจที่สุดคือ ค่ารักษาถูกเกินคาด ทั้งค่าซีทีสแกน ค่าหมอ ค่ายา รวมแล้วไม่ถึง 3,600 บาท เทียบกับประสบการณ์เดิมที่ญี่ปุ่นที่ต้องจ่ายหลายหมื่นบาทแต่รอนานและทรมาน

ทั้งนี้ หลังอาการดีขึ้น กระติ๊บกลับมาเที่ยวต่อ พร้อมยืนยันยาที่ได้รับเป็นตัวยาคุณภาพ และทิ้งท้ายว่า “เลิฟจีนไปเลย!” ขณะที่แฟนคลับร่วมส่งกำลังใจให้หายป่วยและเดินทางปลอดภัยตลอดทริป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top