Saturday, 20 June 2026
NewsFeed

‘ธนาธร’ รับเสียใจ ‘ก้าวไกล’ อดร่วมรัฐบาลเพื่อไทย เชื่อถ้าได้เป็นรัฐบาล ประเทศไทยดีกว่านี้แน่

เมื่อวันที่ (29 ม.ค. 68) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าคณะก้าวหน้า ให้สัมภาษณ์ 'รายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ' ในหลากหลายประเด็น ช่วงหนึ่งเขาถูกถามถึงพรรคเพื่อไทยและการจับมือจัดตั้งรัฐบาลในการเลือกตั้งรอบที่ผ่านมา

"ดูหลังผมสิครับ มีดปักเต็มเลย ไม่กล้านั่งพิงเลย ยังเจ็บอยู่ทุกวันนี้เลยครับ"

สรยุทธ สุทัศนะจินดา ถามว่า คุณถูกแทงข้างหลังเหรอครับ ?

"ก็ดูมีดสิครับ เต็มเลย"

เมื่อ สรยุทธ ถามถึงเรื่องที่ 'ทักษิณ ชินวัตร' เคยเตือน บอกให้ใจเย็น ๆ ธนาธร ยืนยันเราใจเย็นอยู่แล้ว ไม่มีอะไรที่คิดจะทุบทุกอย่างภายในวันนี้ ค่อย ๆ ทำ พิถีพิถันในกระบวนการไปทีละขั้นตอน แต่เสนอปลายทางข้างหน้า แต่ไม่ใช่ปะผุแบบนี้ไม่ได้

เมื่อถูกถามว่าเป็นดีลฮ่องกง ใช่หรือไม่ 'ธนาธร' ยอมรับว่าใช่ เมื่อถามต่อว่า วันนั้นที่ไปคุยคิดจะร่วมกันไหม เขายืนยันว่า "ตอนนั้นแตกแล้ว"

"พวกเราเสียใจมากจริงๆ วันนั้นที่ไม่ได้ร่วมรัฐบาลกับเพื่อไทย" ยืนยันมาตลอดว่า หลังปี 66 ถ้าก้าวไกลได้ร่วมรัฐบาลกับเพื่อไทย ประเทศไทยจะดีกว่านี้

นายธนาธร ย้ำว่ายังยืนยันความคิดเดิม ถ้า 2 พรรคร่วมกัน เราพาประเทศไทยไปได้ไกลกว่านี้

"ผมกล้าพูดเหมือนกันว่าในประเทศไทย ไม่มีใครเสียใจกว่าผมแน่ ๆ เสียใจที่เราไม่มีโอกาสไปพัฒนาประเทศ ผมเชื่อว่า มันมีทั้งพลังของเพื่อไทยและก้าวไกล ณ วันนั้น ที่จะผนวกกันเพื่อพาประเทศไทยไปข้างหน้าได้ ผมเสียดายโอกาสตรงนี้มาก"

เมื่อ สรยุทธ ถามว่า เกิดจุดเปลี่ยนยังไงที่ทำให้ไม่ได้จับมือกัน 'ธนาธร' เผยว่าทุกคนรู้ดีว่า วาระหลัก ๆ มันไม่ใช่เรื่องการพัฒนาประเทศ แต่เป็นวาระเรื่องพาคุณทักษิณกลับบ้าน ย้ำอีกครั้งว่า พอไปเกิดดีลแบบนี้ทำให้การแก้ปัญหาที่โครงสร้างมันเป็นไปไม่ได้เลย

ส่วนเหตุผลที่ไปฮ่องกง แม้จะรู้แล้วว่าการจับมือเป็นไปไม่ได้แล้ว ธนาธร ระบุว่า "บางเรื่องยังพูดไม่ได้" เมื่อเกษียณทางการเมือง พูดคุยกับ 'ปิยบุตร แสงกนกกุล' ว่าจะเขียนหนังสือสักเล่ม

เมื่อถามอีกว่า จากนี้ไปจะสามารถร่วมงานกับ พรรคเพื่อไทยได้หรือไม่

ธนาธร ตอบว่า ต้องถาม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน อย่างไรก็ตาม เมื่อทุกอย่างเดินมาถึงจุดนี้ เลือกตั้งครั้งหน้า ประชาชนต้องคว้า สส.ให้ได้มากกว่า 250 ที่นั่ง

"เอาหลังพิงประชาชน ถามว่าเขาจะเดินไปกับเราหรือเปล่า"

บริษัทมอง ‘เด็กจบใหม่’ ไม่พร้อมทำงาน -ขาดทักษะที่จำเป็น ชี้ เก่งทฤษฎีอย่างเดียวไม่พอ แถมใช้ AI ทำงานยังคุ้มทุนกว่า

เมื่อไม่กี่วันก่อน มีรายงานการศึกษาวิจัยใหม่สดๆ ร้อนๆ ของ Hult International Business School และบริษัทวิจัยอิสระ Workplace Intelligence ค้นพบว่า บริษัทหลายแห่งทั่วโลกแม้กำลังเผชิญกับการขาดแคลนบุคลากรทักษะสูงอย่างมาก แต่ก็ยังคงต้องการซื้อหรือลงทุนนำ AI มาทำงาน มากกว่าจะจ้างงานเด็กจบใหม่ 

การศึกษาครั้งนี้ได้สำรวจข้อมูลจากผู้นำหรือผู้จัดการฝ่าย HR ของบริษัทต่างๆ  800 คน ขณะเดียวกันก็สำรวจเด็กจบใหม่ที่เพิ่งจะสำเร็จการศึกษาเมื่อไม่นานนี้ 800 คนเช่นกัน (อายุ 22-27 ปี) ในตำแหน่งทางธุรกิจ รวมถึงการเงินการบัญชี, การตลาด, การขาย, การจัดการ, การดำเนินงาน-โลจิสติกส์, การวิเคราะห์-ข่าวกรองทางธุรกิจ ฯลฯ 

บริษัทไม่อยากจ้างงานเด็กจบใหม่ เพราะขาดประสบการณ์-ขาดทักษะที่จำเป็น ผลการสำรวจพบว่า กลุ่มตัวอย่างฝั่งผู้นำด้าน HR มากถึง 98% บอกว่า แม้องค์กรของตนกำลังประสบปัญหาในการหาบุคลากรทักษะสูง แต่ถึงอย่างนั้น 89% ของพวกเขาก็ระบุว่า บริษัทไม่อยากการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่ โดยพวกเขามีเหตุผลคือ

- เด็กจบใหม่ขาดประสบการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริง (60%)
- ขาดแนวคิดแบบ Global mindset (57%)
- ขาดทักษะการทำงานเป็นทีม (55%)
- ขาดชุดทักษะที่เหมาะสมกับงาน (51%)
- ขาดมารยาททางธุรกิจที่เหมาะสม (50%) 

โดยผู้นำด้าน HR 37% อยากนำหุ่นยนต์หรือ AI เข้ามาทำงานแทนบัณฑิตจบใหม่ ขณะที่ 45% บอกว่าอยากจ้างคนทำงานอิสระมากกว่า อีกทั้งตามรายงานดังกล่าวยังพบด้วยว่า บริษัทที่เคยรับเด็กจบใหม่เข้าทำงานในช่วงปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ (78%) เคยไล่พนักงานเหล่านั้นบางคนออกไปแล้ว

ลูกจ้างเด็กจบใหม่ ชี้ มหาวิทยาลัยไม่ได้ช่วยให้พวกเขาพร้อมสู่โลกการทำงาน ไม่ใช่แค่ฝั่งนายจ้างที่รู้สึกว่าบัณฑิตจบใหม่ยังไม่พร้อมที่จะทำงานในโลกความจริง แต่ฝั่งของเด็กจบใหม่เอง ส่วนใหญ่ก็รู้สึกว่ามหาวิทยาลัยไม่ได้เตรียมพวกเขาให้พร้อมสู่โลกการทำงานเช่นกัน จากการศึกษาชิ้นเดียวกันนี้ กลุ่มตัวอย่างของผู้ที่เพิ่งจบการศึกษาใหม่ๆ ที่เข้าร่วมบริษัทต่างๆ ได้สำเร็จ พบว่า ประสบการณ์การทำงานนั้นมีค่าอย่างยิ่ง 

ลูกจ้างที่เป็นเด็กจบใหม่ 77% บอกว่าเวลาครึ่งปีในที่ทำงานพวกเขาเรียนรู้ได้มากกว่าการเรียนปริญญาตรีสี่ปี และ 87% ยอมรับว่านายจ้างของพวกเขาจัดให้มีการฝึกอบรมงานที่ดีกว่ามหาวิทยาลัย อีกทั้งกลุ่มตัวอย่าง 55% บอกว่ามหาวิทยาลัยไม่ได้เตรียมพวกเขาให้พร้อมสำหรับงานที่พวกเขาทำอยู่ในปัจจุบันแต่อย่างใด

แดน ชอว์เบล (Dan Schawbel) หุ้นส่วนผู้จัดการของ Workplace Intelligence อธิบายเพิ่มเติมว่า การสำรวจนี้เผยให้เห็นว่าหลักสูตรวิทยาลัยแบบดั้งเดิมไม่ได้มอบสิ่งที่นักศึกษาต้องการ เพื่อช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จในโลกการทำงานยุคใหม่ ที่เทคโนโลยีก้าวหน้ารวดเร็วในปัจจุบัน ผู้นำฝ่าย HR ของบริษัทต่าง ๆ มีความต้องการบัณฑิตจบใหม่ ที่มีทักษะด้านเทคโนโลยี การใช้ AI การวิเคราะห์ข้อมูล และด้านไอทีสูงถึง 97% แต่มีบัณฑิตจบใหม่มีเพียง 20% เท่านั้นที่มีทักษะเหล่านี้

เรียนแต่ทฤษฎีในมหาวิทยาลัย ไม่เพียงพอต่อการทำงานในโลกความจริง ขณะที่ มาร์ติน โบห์ม (Martin Boehm) รองประธานบริหารและคณบดีฝ่ายโครงการระดับปริญญาตรีของ Hult International Business School สะท้อนมุมมองว่า การเรียนแต่ทฤษฎีอย่างเดียวในมหาวิทยาลัย ไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว ยุคนี้สถาบันต่างๆ ต้องเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาด้วยวิธีใหม่ๆ เน้นที่การสร้างทั้งทักษะและทัศนคติที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ต่อเนื่อง ถือเป็นอนาคตของการศึกษาเพื่อเตรียมเด็กให้พร้อมสู่โลกการทำงาน

ไม่เพียงเท่านั้น ที่ปรึกษาฝ่ายทรัพยากรบุคคลอย่าง 'ไบรอัน ดริสโคลล์' (Bryan Driscoll) ให้ความเห็นที่แตกต่างออกไปว่า แน่นอนว่านายจ้างยุคนี้ต้องการใช้ AI มากกว่ามนุษย์ เพราะการลงทุน AI ราคาถูกกว่าลงทุนกับมนุษย์ เพราะไม่จำเป็นต้องมีการดูแลสุขภาพหรือสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน ไม่ต้องลาพักร้อน

นี่ไม่ได้เกี่ยวกับเด็กจบใหม่ที่ขาดทักษะ แต่เกี่ยวกับนายจ้างที่พยายามหลบเลี่ยงความรับผิดชอบ พวกเขาใช้เวลาหลายสิบปีในการตัดงบประมาณโครงการฝึกอบรม และโยนภาระนั้นให้พนักงาน(เรียนเองจ่ายเอง) 

เควิน ทอมป์สัน (Kevin Thompson) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ 9i Capital Group ให้ความเห็นถึงประเด็นนี้ว่า เป็นเรื่องของเศรษฐศาสตร์และประสิทธิภาพ การฝึก AI ให้ทำงานนั้นง่ายและคุ้มต้นทุนมากกว่าการฝึกมนุษย์ โดย AI จะทำงานตามที่โปรแกรมกำหนดไว้ได้อย่างแม่นยำด้วยต้นทุนที่ถูกกว่า นายจ้างจำนวนมากมองเห็นคุณค่าในการใช้ประโยชน์จาก AI ในการจัดการงานพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทบาทสนับสนุนและตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น

ทางแก้ของสถานการณ์นี้ เด็กจบใหม่ที่เริ่มหางานอาจจะต้องพึ่งพาตนเองให้มากขึ้นในแง่ของการเพิ่มสกิล พัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีให้แก่ตนเอง เช่น ลงเรียนคอร์สเสริมทักษะต่างๆ มากขึ้น (มีใบรับรองการจบหลักสูตรต่าง ๆ แนบไปกับเรซูเม่สมัครงาน) เพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานด้วยความพร้อมอย่างเต็มที่ เมื่อนายจ้างและบริษัทต่างก็คาดหวังคุณค่าและทักษะในตัวพนักงานใหม่ทันทีตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน

ในหลวง เสด็จฯ เชียงใหม่ ทรงสืบสานประเพณีแห่งล้านนา สะท้อนสัมพันธ์แนบแน่นสถาบันพระมหากษัตริย์และเจ้านายฝ่ายเหนือ

รู้หรือไม่? พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงสืบสานประเพณีแห่งล้านนา ในการเสด็จประพาสเชียงใหม่

การเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ไปยังจังหวัดเชียงใหม่เมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2568 เป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนถึงการบริหารจัดการพระราชกิจและการสืบสานประเพณีสำคัญของชาติ ทั้งยังตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์และเจ้านายฝ่ายเหนือ

พิธีบายศรีทูลพระขวัญ: การแสดงออกถึงความจงรักภักดีของเจ้านายฝ่ายเหนือ

หนึ่งในจุดเด่นของการเสด็จฯ ครั้งนี้คือพิธีบายศรีทูลพระขวัญ ซึ่งถือเป็นประเพณีที่เจ้านายฝ่ายเหนือจัดขึ้นอย่างวิจิตรเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระมหากษัตริย์ พิธีนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงวัฒนธรรมอันลึกซึ้งของล้านนา แต่ยังแสดงถึงความจงรักภักดีและความผูกพันของเจ้านายฝ่ายเหนือที่มีต่อพระมหากษัตริย์ในฐานะศูนย์รวมจิตใจของชาติ

พิธีบายศรีที่จัดขึ้นครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากเจ้านายฝ่ายเหนือซึ่งนำขบวนรำบายศรีด้วยความสง่างาม สื่อถึงบทบาทอันสำคัญของเจ้านายฝ่ายเหนือในฐานะผู้สืบทอดประเพณีและตัวแทนความภาคภูมิใจของล้านนา การรำบายศรีไม่เพียงเป็นการต้อนรับพระมหากษัตริย์ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์อันแนบแน่นที่สืบทอดจากอดีตถึงปัจจุบัน เจ้าวงศ์สักก์ ณ เชียงใหม่ ประมุขสายสกุล ณ เชียงใหม่ และเจ้าอาวรเทวี ณ ลำพูน เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ผูกข้อพระหัตถ์ขวาและซ้ายในหลวงและพระราชินี

บทเรียนจากประวัติศาสตร์: ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์และล้านนา
เหตุการณ์นี้ชวนให้นึกถึงการเสด็จประพาสเชียงใหม่ในอดีต เช่น รัชกาลที่ 7 เมื่อปี พ.ศ. 2469 ซึ่งพระองค์ได้รับการต้อนรับด้วยขบวนช้างจำนวน 80 เชือกที่ตกแต่งอย่างวิจิตร พร้อมการแสดงรำและดนตรีพื้นบ้านล้านนา เจ้านายฝ่ายเหนือในเวลานั้นได้มีบทบาทสำคัญในการต้อนรับและแสดงความจงรักภักดีแด่พระมหากษัตริย์แต่ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475

ความสำคัญของการจัดการประเพณีที่ยั่งยืน การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารจัดการกิจกรรมและประเพณีอย่างยั่งยืน ไม่เพียงเพื่อธำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันล้ำค่าของล้านนา แต่ยังตอกย้ำถึงความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างเจ้านายฝ่ายเหนือกับพระมหากษัตริย์ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความสามัคคีและความเป็นปึกแผ่นของชาติ

ดังนั้น การเสด็จประพาสเชียงใหม่ครั้งนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการสืบสานประเพณีและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่มีมายาวนาน ทั้งในด้านวัฒนธรรม ความจงรักภักดี และการบริหารจัดการกิจกรรมสำคัญของชาติ

‘สุริยะ’ เป็นประธานเปิดใช้ ‘สะพานทศมราชัน’ เชื่อมทางด่วนพระราม 3 – ดาวคะนอง ช่วยลดแออัด

เปิดใช้แล้ว ‘สะพานทศมราชัน’ ช่วงสะพานทศมราชัน (บางโคล่) - ด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษสุขสวัสดิ์ เชื่อมทางด่วนพระราม 3 – ดาวคะนอง ช่วยแก้ปัญหาจราจรเชื่อมเส้นทางสะดวกมากขึ้น

(29 ม.ค. 68) เวลา 09.09 น. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในการเปิดใช้งาน สะพานทศมราชัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการทางพิเศษสายพระราม 3 - ดาวคะนอง - วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก โดยมี นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการ กทพ. และคณะผู้บริหารเข้าร่วมงาน

นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการ กทพ. กล่าวว่า การเปิดใช้ทางพิเศษสายพระราม 3 - ดาวคะนอง - วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ช่วงสะพานทศมราชัน (บางโคล่) - ด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษสุขสวัสดิ์ เป็นการช่วยบรรเทาปริมาณการจราจรของสะพานพระราม 9 เชื่อมโยงโครงข่ายการคมนาคมระหว่างพื้นที่ชั้นนอกและชั้นในของกรุงเทพฯ และอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ทั้งนี้ สะพานทศมราชันจะเชื่อมต่อการเดินทางในทิศทางขาเข้าและขาออกกรุงเทพฯ โดยเปิดใช้งานสะพานฯ ครบทั้ง 8 ช่องจราจร เพื่อรองรับปริมาณรถที่เพิ่มขึ้น ซึ่งรายละเอียดเส้นทางการใช้งานมี ดังนี้

- ทิศทางขาเข้ากรุงเทพฯ ประชาชนสามารถใช้ทางขึ้นที่ด่านฯ สุขสวัสดิ์ (ช่องที่ 1-3) วิ่งข้ามสะพานทศมราชัน แล้วเชื่อมต่อเข้าสู่ทางพิเศษเฉลิมมหานครมุ่งหน้าบางนา - ดินแดง หรือทางพิเศษศรีรัชมุ่งหน้าแจ้งวัฒนะและถนนพระราม 9

- ทิศทางขาออกกรุงเทพฯ ใช้ทางพิเศษเฉลิมมหานครหรือทางพิเศษศรีรัชผ่านจุดเชื่อมต่อสะพานทศมราชัน บริเวณทางแยกต่างระดับบางโคล่ และลงที่ทางลงด่านฯ สุขสวัสดิ์ เชื่อมต่อถนนประชาอุทิศและถนนสุขสวัสดิ์เพื่อไปยังถนนพระราม 2

อัตราค่าผ่านทางรถ 4 ล้อ: 50 บาท   รถ 6-10 ล้อ: 75 บาท รถมากกว่า 10 ล้อ: 110 บาท

“ทั้งนี้ สะพานทศมราชัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการทางพิเศษสายพระราม 3 - ดาวคะนอง -วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ปัจจุบันมีความก้าวหน้าการก่อสร้างทั้งโครงการฯ อยู่ที่ 86.28% คาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งโครงการฯ พร้อมเปิดให้บริการประมาณปลายปี 2568 นับเป็นก้าวสำคัญในการช่วยแก้ไขปัญหาการจราจร โดยเฉพาะ “สะพานทศมราชัน” ที่จะช่วยลดความแออัดบริเวณสะพานพระราม 9 และเพิ่มความสะดวกในการเดินทางระหว่างฝั่งกรุงเทพฯ กับฝั่งธนบุรีและจังหวัดรอบนอก ซึ่งคาดว่าจะช่วยประหยัดเวลาและลดปัญหารถติดในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะคาดว่าสะพานฯ นี้ จะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรที่ติดขัดบนทางพิเศษเฉลิมมหานคร ช่วงบริเวณทางแยกต่างระดับบางโคล่บนสะพานพระราม 9 จนถึงบริเวณด่านฯ สุขสวัสดิ์ และบริเวณถนนพระรามที่ 2 จากปริมาณความแออัดทางจราจร 100,470 คันต่อวัน  ลดลงเหลือ 75.325 คันต่อวัน โดยประชาชนสามารถเริ่มใช้บริการสะพานทศมราชันได้ตั้งแต่วันนี้” นายสุรเชษฐ์ฯ กล่าวในท้ายที่สุด

สำนักงานตำรวจแห่งชาติและผู้แทนกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน หารือกระชับความร่วมมือในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมร่วมเดินหน้ากวาดล้างขบวนการทั้งในเมียนมา กัมพูชา และลาว 

เมื่อวานนี้ (28 ม.ค.68) เวลา 13.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (จตช./ผอ.ศตคม.ตร./ผอ.ศปอส.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.อุดร ยอมเจริญ ผบช.ส. , พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท. , พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข รอง ผบช.สทส.รรท.รอง ผบช.สตม. , พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รอง ผบช.ก. , พล.ต.ต.นิเวศน์ อาภาวสิน รอง ผบช.สอท. , พล.ต.ตรุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ รอง ผบช.ตชด. , พล.ต.ต.สุระพันธุ์ ไทยประเสริฐ ผบก.ตท. , พ.ต.อ.ทรงกลด เกริกกฤตยา รอง ผบก.อก.บช.ส.รรท.ผบก.ปคม. ร่วมหารือกับผู้แทนกระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน นำโดย นายหลิว จงอี้ (Mr.Liu Zhongyi) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน/ผู้บัญชาการสำนักงานสอบสวนอาชญากรรม และคณะ ณ ห้องพรหมนอก ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ในการหารือวันนี้เพื่อยกระดับความร่วมมือระหว่างไทย-จีน ในการปราบปรามอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในฝั่งเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา ทั้งการป้องกัน , การปราบปรามจับกุม , การส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ,การติดตามจับกุม 30 ผู้ต้องหาที่ทางการจีนออกหมายจับคดีหลอกลวงนายหวังซิง นักแสดงชาวจีน ซึ่งทางการจีนจับกุมได้แล้ว 20 คน , การช่วยเหลือบุคคลสูญหายหรือถูกกักไว้โดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในฝั่งเมียวดี , การตัดระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น น้ำ ไฟ สัญญาณอินเตอร์เน็ต จากไทยไปยังฝั่งเมียวดี และการเสริมสร้างกลไกความร่วมมือ การบังคับใช้กฎหมาย ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า ทางการจีนได้มีข้อเสนอในการจัดตั้งศูนย์ประสานงานร่วมระหว่างไทย-จีน ในการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เสนอทางการจีนว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยได้ประสานความร่วมมือกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย และประสานความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในการร่วมมือกันป้องกันปราบปรามอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยจะมีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานระหว่างประเทศ ซึ่งวานนี้ (27 มกราคม 2568) ทางสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ได้เชิญตนเป็นผู้นำหน่วยปฏิบัติเฉพาะกิจด้านการหลอกลวงทางไซเบอร์และการค้ามนุษย์แห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Lead the Specialized Cyber Scam and Trafficking in Persons for Forced Criminality Taskforce) ซึ่งจะมีการประสานการทำงานร่วมกันในระดับสากล โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความยินดีหากทางการจีนเข้าร่วมกับศูนย์ประสานดังกล่าว เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสานการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งไม่เพียงจะปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในฝั่งเมียวดี ประเทศเมียนมา เท่านั้น แต่จะร่วมมือกันในการขยายผลปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในฝั่งประเทศกัมพูชา และบริเวณสามเหลี่ยมทองคำในพื้นที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อีกด้วย

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และตัดระบบสาธารณูปโภค เช่น ซิม สาย เสา น้ำ และไฟฟ้า มาโดยตลอด ตามยุทธการ “ระเบิดสะพานโจร” และประสานความร่วมมือกับกองทัพบกและฝ่ายปกครองในการลาดตระเวนตลอดแนวชายแดน ป้องกันการลักลอบให้บริการดังกล่าวจากฝั่งไทย และที่ผ่านมายืนยันว่ายังไม่พบว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์มีการกระทำความผิดในประเทศไทย ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการประสานข้อมูลจากทางการจีนในเรื่องของคนร้ายที่กระทำผิด เพื่อกรณีมีคนร้ายเข้ามาในประเทศไทย แม้ไม่มีหมายจับ แต่ทางการไทยจะใช้ พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ ในการเพิกถอนวีซ่า และประสานส่งตัวกลับประเทศต้นทางได้ทันที

ด้านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวว่า ทางการจีนขอขอบคุณและชื่นชมสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย และทางการไทย ที่ให้ความสำคัญในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างจริงจังและจริงใจ ซึ่งทางการจีนยินดีให้ความร่วมมือกับไทยในทุกด้าน เพื่อการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป

สหประชาชาติยกระดับต่อต้านอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ ให้ 'พล.ต.อ.ธัชชัยฯ' เป็นหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจ

สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime : UNODC) เป็นองค์กรที่กำกับดำเนินการตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร (United Nations Convention against Transnational Crime : UNTOC) ซึ่งรวมถึงการต่อต้านการค้ามนุษย์และลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน โดยให้การสนับสนุนรัฐบาลของประเทศสมาชิก จำนวน 193 ประเทศ จาก 195 ประเทศทั่วโลก ทั้งในทางด้านการให้คำปรึกษา การเสริมสร้างศักยภาพ รวมถึงความร่วมมือในการประสานงานระหว่างประเทศเพื่อให้ประเทศสมาชิกสามารถที่จะต่อสู้กับปัญหาการค้ามนุษย์และการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน

ตั้งแต่ปี พ.ศ.2563 ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญกับปัญหาการค้ามนุษย์เพื่อการบังคับให้กระทำความผิดทางอาญา ที่มีความเชื่อมโยงกับการหลอกลวงทางออนไลน์และการฉ้อโกงทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมาก การค้ามนุษย์รูปแบบนี้ส่งผลกระทบต่อผู้คนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออก รวมไปถึงผู้เสียหายจากการฉ้อโกงในทวีปแอฟริกา เอเชียกลาง อเมริกา และยุโรป ผู้คนจำนวนมากถูกล่อลวงให้ไปทำงานในศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในประเทศเมียนมา ลาว หรือกัมพูชา ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษใกล้กับคาสิโนหรืออาคารที่มีระบบรักษาความปลอดภัยสูง 

UNODC ตระหนักถึงความรุนแรงและความเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงมีนโยบายยกระดับการต่อต้านอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ในภูมิภาคเอเชีย โดยการจัดตั้ง หน่วยเฉพาะกิจต่อต้านอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ (Specialized Cyber Scam and Trafficking in Persons for Forced Criminality Taskforce และได้เชิญ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (จตช./ผอ.ศปอส.ตร./ผอ.ศพคม.ตร.) ดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจนี้ ซึ่งเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2568 ได้มีการจัดการประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับทิศทางในการดำเนินงานของหน่วยเฉพาะกิจนี้

ดร.มาซุด คาริมิปูร์ (Masood Karimipour) ผู้แทนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิกของ UNODC กล่าวว่า ทาง UNODC ซึ่งเป็นองค์กรรัฐบาลระหว่างประเทศ มีความมั่นใจอย่างยิ่งว่า พล.ต.อ.ธัชชัยฯ จะนำความเชี่ยวชาญและความเป็นผู้นำ มาบัญชาการและกำหนดทิศทางการปฏิบัติงานของหน่วยเฉพาะกิจต่อต้านอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ ให้สามารถแก้ไขปัญหาอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ในภูมิภาคนี้ได้อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ โดยการร่วมกันจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจนี้เป็นการแสดงเจตนารมณ์ของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง

ดร.รีเบ็คก้า มิลเลอร์ (Rebecca Miller) ผู้ประสานงานภูมิภาคของ UNODC ด้านการค้ามนุษย์และการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน กล่าวว่า UNODC มีความยินดีและความพร้อมที่จะให้การสนับสนุนหน่วยเฉพาะกิจและสำนักงานตำรวจแห่งชาติในทุกมิติที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการพัฒนากลไกการประสานงานระหว่างประเทศ การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้มีความสามารถในการรับมือกับรูปแบบของอาชญากรรมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และการร่วมกันสร้างความตระหนักให้กับสังคมเกี่ยวกับอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์

พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จตช./ผอ.ศปอส.ตร./ผอ.ศตคม.ตร. กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญจาก UNODC ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลก ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจนี้ เชื่อมั่นว่าการขับเคลื่อนหน่วยเฉพาะกิจนี้จะนำไปสู่สังคมโลกและภูมิภาคเอเชียที่ปลอดภัยจากอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ โดยจะดำเนินการผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ 1.การช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ 2.การคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ และ 3.การสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดในคดีอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ หน่วยเฉพาะกิจนี้จะเป็นการประกอบกำลังของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย โดยจะนำศักยภาพและทรัพยากรของแต่ละหน่วยงานมาบูรณาการร่วมกันในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์จากต้นเหตุ นอกจากนี้ จะมีการใช้กลไกของ UNODC ในการเชื่อมหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ให้เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและเปิดปฏิบัติการระหว่างประเทศทลายเครือข่ายอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ และการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการสืบสวน รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้และเครือข่ายเพื่อยกระดับขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าว เป้าหมายสูงสุดของหน่วยเฉพาะกิจนี้ คือการขจัดองค์กรอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ให้หมดสิ้นภายในปีนี้ เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาคมโลกและประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลดีโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน นักท่องเที่ยว และเศรษฐกิจของไทย รวมถึงยกระดับการจัดอันดับของประเทศไทยในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ (TIP Report) ประจำปี พ.ศ. 2568

ศาลเลสเตอร์ ตัดสินปมเฮลิคอปเตอร์ ‘เจ้าสัววิชัย’ ตก ชี้ ตลับลูกปืนที่ใบพัดแตก บริษัทรู้เรื่องแต่ไม่แก้ไข

(29 ม.ค. 68) ศาลเมืองเลสเตอร์มีคำตัดสินกรณีไต่สวนสาธารณะอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกที่สนามคิงเพาเวอร์ ปรากฎว่ามีสาเหตุมาจากตลับลูกปืนที่ใบพัดหางของเครื่องเฮลิคอปเตอร์แตก โดยทางบริษัทผู้รับผิดชอบนั้นรู้เรื่องทุกอย่าง แต่ไม่ยอมแก้ไขก่อนขึ้นบิน

เมื่อเวลา 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นประเทศสหราชอาณาจักร วันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา ศาลเมืองเลสเตอร์มีคำตัดสินกรณีไต่สวนสาธารณะอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกที่สนามคิงเพาเวอร์ โดยคณะลูกขุนมีคำตัดสินกรณีโศกนาฏกรรมเฮลิคอปเตอร์ เลโอนาร์โอ AW169 ตกที่สนามคิงเพาเวอร์เมื่อ 6 ปีที่แล้ว เป็นเหตุให้วิชัย ศรีวัฒนประภา, เอริก สวอฟเฟอร์, อิสซาเบลลา เลโควิช, นุสรา สุขหน้าไม้ และกวีพร พรรณแพร เสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดและไม่ควรจะเกิดขึ้น

พยานหลักฐานที่นำเสนอระหว่างการไต่สวนบ่งชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดในกระบวนการทางวิศวกรรมขั้นพื้นฐานของบริษัท เลโอนาร์โด โดยมีสาเหตุมาจากตลับลูกปืนที่ใบพัดหางของเครื่องเฮลิคอปเตอร์แตก ซึ่งนำไปสู่การล้มเหลวของระบบใบพัดหาง ส่งผลให้เฮลิคอปเตอร์เสียการควบคุมและเป็นสาเหตุของโศกนาฏกรรมในครั้งนี้

ความบกพร่องดังกล่าวมีมาตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบเครื่องเฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้แล้ว และไม่เคยได้รับการปรับปรุงแก้ไขแต่อย่างใด

หลังการไต่สวนซึ่งใช้เวลากว่า 2 สัปดาห์ คณะลูกขุนรับฟังว่าเฮลิคอปเตอร์ลำนี้ประสบอุบัติเหตุทั้ง ๆ ที่เป็นเครื่องใหม่ และได้รับการบำรุงรักษาอย่างถูกต้อง ได้รับรองมาตรฐาน และไม่พบความผิดพลาดใด ๆ ของนักบินระหว่างทำการบิน

กัปตันเอริก เป็นนักบินที่มีความสามารถ มีประสบการณ์สูง และได้พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อควบคุมเครื่องเฮลิคอปเตอร์หลังจากใบพัดหางทำงานล้มเหลว เพียงไม่นานหลังนำเครื่องขึ้นบินจากสนามคิงเพาเวอร์

หลักฐานจากการไต่สวนบ่งชี้ว่าเหตุการณ์นี้เป็นเพียงอุบัติเหตุที่รอวันเกิดขึ้นเท่านั้น และด้วยการออกแบบเครื่องเฮลิคอปเตอร์ในลักษณะนี้ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะนำไปสู่อุบัติเหตุครั้งใหญ่ในที่สุดอย่างแน่นอน

เลโอนาร์โดเองก็ทราบถึงความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่จากการออกแบบเครื่องเฮลิคอปเตอร์ และตระหนักว่าการออกแบบดังกล่าวมีปัญหาที่อาจนำไปสู่ความล้มเหลวได้

การแก้ไขการออกแบบเครื่องเฮลิคอปเตอร์อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเคยดำเนินการกับเฮลิคอปเตอร์รุ่นก่อนหน้าของเลโอนาร์โด สามารถป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่เครื่องหมุนคว้างในอากาศในกรณีที่ลูกปืนเกิดความเสียหายได้ แต่ด้วยเหตุผลที่ไม่อาจอธิบายได้ เลโอนาร์โดกลับตัดสินใจไม่แก้ไขข้อบกพร่องกับเฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้

ระหว่างขั้นตอนการออกแบบเครื่องเฮลิคอปเตอร์ เลโอนาร์โดมีโอกาสมากมายที่จะระบุ และแก้ไขความเสี่ยงเหล่านี้ได้ แต่ทั้งหมดกลับถูกละเลยไป ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกที่ทีมวิศวกรของเลโอนาร์โดประเมินและวิเคราะห์เบื้องต้นว่า หากเกิดกรณีลูกปืนแตก เพลาเหล็กควบคุมใบพัดหางจะฉีกขาด แต่ไม่หลุดออกมา ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เพลาดังกล่าวได้หลุดออกมาจากน๊อตที่ยึดอยู่

ด้วยเหตุผลบางประการ เลโอนาร์โดไม่ได้ส่งผลการทดสอบการบินให้แก่ผู้ผลิตชื้นส่วนเครื่องเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งผลการทดสอบดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ามีแรงบีบอัดมหาศาลที่มีผลต่อระบบใบพัดหางมากกว่าการคำนวณตามแบบจำลองทางทฤษฎีของเลโอนาร์โด

ข้อสันนิษฐานทางสถิติของเลโอนาร์โดก็มีความคลาดเคลื่อนมากเช่นเดียวกัน ตลับลูกปืนซึ่งมีอายุการใช้งาน 2,400 ชั่วโมง กลับล้มเหลวหลังจากการใช้งานเพียง 330 ชั่วโมง

การตรวจสอบเพิ่มเติมจากสำนักงานสอบสวนอุบัติเหตุทางอากาศของประเทศอังกฤษ (AAIB) พบว่ามีตลับลูกปืนอีกสามชิ้นอยู่ในสภาพที่คล้ายกัน ซึ่งกำลังจะเสียหาย และหมดอายุการใช้งานซึ่งเร็วกว่าที่กำหนดมาก

ท้ายที่สุด เหตุการณ์อันน่าเศร้าครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงข้อบกพร่องที่ร้ายแรงในกระบวนการออกแบบ การทดสอบ และการประเมินความเสี่ยงของบริษัทเลโอนาร์โด ผู้ผลิตจากประเทศอิตาลี ครอบครัวของวิชัยยังคงแสวงหาความยุติธรรมและความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้อยู่

ครอบครัวของวิชัย ศรีวัฒนประภา ที่ได้รับความทุกข์ทรมาน และเศร้าเสียใจเป็นอย่างมากอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ จากอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกในครั้งนี้และทุกครั้งที่มีการกล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าว อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ลูกชายของวิชัย กล่าวว่า

“พ่อของผมมีความเชื่อมั่นในเครื่องเฮลิคอปเตอร์ลำนี้ โดยถือเป็นความรับผิดชอบของเลโอนาร์โดที่จะต้องทำให้มั่นใจว่าเครื่องเฮลิคอปเตอร์ลำนี้มีความปลอดภัย แต่ในความเป็นจริง มันกลับไม่ปลอดภัย และกลายเป็นดั่งกับดักแห่งโศกนาฏกรรมอย่างแท้จริง”

“ครอบครัวของเราขอขอบคุณศาสตราจารย์ เมสัน ที่ได้ทำการไต่สวนครั้งนี้ ซึ่งทำให้ผู้คนกลับมาสนใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2561 อีกครั้ง”

“ท่านเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของครอบครัว เป็นสามีที่เปี่ยมด้วยความใส่ใจและความทุ่มเท เป็นทั้งพ่อ และเป็นปู่ ที่เรารักยิ่ง เรายังรู้สึกถึงความสูญเสียอยู่ทุกวัน”

“ท่านเป็นผู้นำที่เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์และความเชื่อมั่น และเป็นแบบอย่างของความสำเร็จที่เกิดจากความมุ่งมั่นและการลงมือทำด้วยตัวเองอย่างแท้จริง ซึ่งคำพูดใด ๆ ก็มิอาจถ่ายทอดความยิ่งใหญ่ของท่านได้อย่างสมบูรณ์”

เราขอขอบคุณเมืองเลสเตอร์ สำหรับการสนับสนุนอันอบอุ่นและล้นหลาม เราจะคิดถึงท่านเสมอ และการจากไปของท่านจะคงอยู่ในหัวใจของเราตลอดไป” อัยยวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

'บิ๊กอ้วน' ต้อนรับ รมว.กห.มาเลเซีย เยือนไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-มาเลเซีย

นายภูมิธรรม  เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้การต้อนรับ Dato' Seri Haji Mohamed Khaled bin Nordin (ดาโต๊ะ ซรี ฮาจิ โมฮาเม็ด คาเล็ด บิน นอร์ดิน) รมว.กห.มาเลเซีย พร้อมนำตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย - มาเลเซีย

โดย รอง นรม. และ รมว.กห. ได้ชื่นชมความสัมพันธ์ระหว่างไทยและมาเลเซีย ในโอกาสครบรอบ ๖๘ ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต โดยมีพัฒนาความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง และขอขอบคุณทางมาเลเซีย ที่ได้ให้การต้อนรับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย ในการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ เมื่อ๑๖ ธันวาคม ๖๗ ณ เมืองปูตราจายา ซึ่งผลของการหารือจากการเดินทางในครั้งนั้น กำลังถูกผลักดันอย่างจริงจัง โดยหน่วยงานรัฐทุกภาคส่วน เพื่อให้ความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างสองประเทศมีความแน่นแฟ้นและไร้รอยต่อมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ อีกหนึ่งผลลัพท์จากการเยือนของนายกรัฐมนตรีในครั้งนั้น คือการที่มาเลเซียที่พร้อมจะดำรงการสนับสนุนความร่วมมือในการเสริมสร้างสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีเป้าหมายหลักร่วมกันคือเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนทั้งสองประเทศ โดยขอแสดงความชื่นชมอย่างจริงใจที่ ฝ่ายมาเลเซียแสดงออกถึงจุดยืนที่ชัดเจนในทุกโอกาสว่าไม่ประสงค์จะยกระดับปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้เป็นประเด็นระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ผลการเยือนดังกล่าวของนายกรัฐมนตรี กระทรวงกลาโหมได้นำมากำหนดเป็นหัวข้อสำคัญในการประชุม GBC ในครั้งนี้ เพื่อให้เกิดผลการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมต่อไป โดยเฉพาะการเสริมสร้างความร่วมมือที่สามารถแก้ไขปัญหาสถานการณ์ด้านอุทกภัยในพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย ที่มีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงและขยายตัวมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนทั้งสองประเทศได้

‘จอนนี่มือปราบ’ ประกาศทั้งน้ำตา นับถอยหลังโบกมือลาอาชีพตำรวจ

แห่เสียดาย 'จอนนี่มือปราบ' ประกาศทั้งน้ำตา ตัดสินใจลาออกจากอาชีพตำรวจ พร้อมเหตุผลในใจ ลั่นยังรักอาชีพนี้เสมอ

(29 ม.ค.68) ทำเอาหลายคนเสียดาย เมื่อ 'ด.ต.ยุทธพล ศรีสมพงษ์' หรือ 'จอนนี่ มือปราบ' นายตำรวจชื่อดัง ได้ออกมาประกาศผ่านเพจ จอนนี่ มือปราบ หลังตัดสินใจลาออกจากข้าราชการตำรวจ โดย จอนนี่ ระบุว่า...

ผมตัดสินใจทุกอย่างดีแล้ว ถึงแม้ลูกจะยังไม่โอเคด้วยก็ตาม 1 กุมภา 2569 อีก 1 ปี ผมขอลาออกจากอาชีพรับราชการตำรวจ ด้วยเหตุผลในใจที่มีมากมาย จะทิ้งชื่อเสียงตนเองไว้ ว่าครั้งหนึ่ง เคยเป็นอดีตตำรวจที่มีผลงานรวมทั้งประชาชนรักและศรัทธา

โดยจอนนี่ ยังได้เผยอีกว่า..." ทุกครั้งที่คิดเรื่องนี้ ผมน้ำตาไหลตลอดเลย ผมยังรักอาชีพตำรวจของผม และลูกผม เขาก็ภูมิใจในตัวผม ในเมื่ออุดมการณ์ของผม มันขัดกับระบบ ผมจึงจำเป็นต้องยุติลง อีก 1 ปี ครบราชการบำนาญ ผมจึงต้องขออำลาแต่ก็เสียดาย ประสบการณ์ความรู้ความสามารถของนักสืบ ที่ตนเองมี"

ทั้งนี้ ภายหลังจากจอห์นนี่ ได้ประกาศออกไป ปรากฏมีชาวเน็ตจำนวนมาก ออกมาโพสต์คอมเมนต์ ขอบคุณที่ได้ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ และรู้สึกเสียดาย ที่กำลังจะต้องเสียตำรวจน้ำดีไปอีกคน

รถ Tesla ขับตัวเองออกจากโรงงาน ไปจอดขึ้นเรือรอส่งออก โดยไร้มนุษย์ควบคุม

(29 ม.ค.68) บัญชี X ทางการของ Tesla AI เผยแพร่วิดีโอล่าสุด แสดงให้เห็นขบวนรถยนต์ Tesla ใช้ระบบขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบ (Full Self-Driving - FSD) ขับออกจากโรงงานผลิตใน Fremont ไปยังจุดขนถ่ายสินค้า ระยะทาง 1.2 ไมล์ (ประมาณ 1.9 กิโลเมตร) โดยไม่มีมนุษย์ควบคุม

จากวิดีโอ เผยให้เห็นได้ว่ารถ Tesla ขับเคลื่อนเองอย่างสมบูรณ์ ตั้งแต่เร่งเครื่อง ออกตัว เปิดไฟเลี้ยว หยุดเมื่อพบสิ่งกีดขวาง และจอดเรียงกันอย่างเป็นระเบียบที่จุดขนส่งสินค้า เพื่อเตรียมขึ้นเรือส่งออก

ปัจจุบัน ระบบขับขี่อัตโนมัติ FSD ที่เปิดให้ใช้งานยังอยู่ในเวอร์ชันที่ต้องมีมนุษย์ดูแล (Supervised) แต่จากวิดีโอนี้ ชี้ให้เห็นว่า Tesla กำลังก้าวไปสู่ระบบขับขี่อัตโนมัติแบบไร้มนุษย์ดูแล (Unsupervised) ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับ

ชมคลิป https://x.com/tesla_ai/status/1884457749226090590


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top