Sunday, 21 June 2026
NewsFeed

ผบก.ตม.1 ร่วมพิธีปล่อยแถวสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของการท่องเที่ยวเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2568 (Happy New Year 2025)

(24 ธ.ค. 67) เพื่อเป็นการตอบสนองนโยบายของรัฐบาลโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยว ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้กำหนดมาตรการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม การรักษาความสงบเรียบร้อย การบังคับใช้กฎหมาย และอำนวยความสะดวกด้านการจราจรในช่วงวันคริสต์มาส และเทศกาลปีใหม่ 2568 และให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สนับสนุนการปฏิบัติของหน่วยงานในพื้นที่ในการจัดพิธีปล่อยแถวป้องกันปราบปรามอาชญากรรมฯ  

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม.ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผบก.ตม.1 เป็นผู้แทนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง นำกำลังข้าราชการตำรวจในสังกัดกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 เข้าร่วมการปล่อยแถวสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของการท่องเที่ยวเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2568 (Happy New Year2025) ซึ่งจัดโดยกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว บริเวณลานศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร พิธีจัดขึ้นโดยมี นายสรสงงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธี และมีหน่วยงานเข้าร่วมพิธีปล่อยแถว เช่น ....

พิธีปล่อยแถวสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของการท่องเที่ยวเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2568 (Happy New Year 2025) จัดขึ้นเพื่อเเสดงให้เห็นถึงความพร้อม ของสำนักงานตำรวจเเห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่สามารถดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชน และนักท่องเที่ยวในช่วงหยุดยาวปีใหม่ที่จะถึงนี้ กองบังคับการตรวจคนเข้าเมืองได้มีการบูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 และเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการตรวจนครบาล 1 – 9 โดยจัดเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสืบสวนหาข่าว และเจ้าหน้าชุดเคลื่อนที่เร็วใช้รถยนต์ไฟฟ้าตรวจการณ์อัจฉริยะ (SMART PATROL CAR : SPC)ออกสืบสวนหาข่าวและตรวจพื้นที่บริเวณสถานที่จัดงานและในพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่น

ทั้งนี้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดดำเนินการระดมกวาดล้างอาชญากรรมช่วงวันคริสต์มาส และวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ 2568 ช่วงก่อนควบคุมเข้มข้น ระหว่างวันที่ 17 – 23 ธันวาคม 2567 (7 วัน) และช่วงควบคุมเข้มข้น ระหว่างวันที่ 27 ธ.ค.2567 – 2 มกราคม 2568 (7 วัน) โดยกำหนดเป้าหมายในการระดมกวาดล้าง เช่น
1. เพิ่มความเข้มในการตรวจสอบบุคคลและหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง ที่เดินทางเข้าออกประเทศ หรือมายื่นคำร้องขออยู่ต่อในราชอาณาจักร เป็นการชั่วคราวด้วยความระเอียดรอบคอบ โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ มีพฤติกรรมน่าสงสัย หรือเป็นบุคคลไม่พึงปรารถนาให้เข้ามาในราชอาณาจักรหรือเป็นบุคคลต้องห้ามตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522
2. เตรียมความพร้อมด้านกำลังพล อุปกรณ์และยานพาหนะ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติของหน่วยงานตำรวจท้องที่ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านความมั่นคงเมื่อได้รับการร้องขอ พร้อมทั้งจัดทำแผนเผชิญเหตุตามมาตรฐานการปฏิบัติ (SOP)
3. เพิ่มความเข้าในการสืบสวน ปราบปราม และจับกุมผู้กระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง เช่น นำพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร หลบหนีเข้าเมือง ช่วยเหลือซ่อนเร้นคนต่างด้าวให้พ้นการจับกุม อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (OVER STAY) หากพบการกระทำความผิดให้ดำเนินการตามกฎหมายโดยเคร่งครัด

เชียงใหม่ - บรรยากาศรับสมัครเลือกตั้ง นายกอบจ.เชียงใหม่ คึกคักท่ามกลางกองเชียร์ ที่มาให้กำลังใจผู้สมัครตั้งแต่เช้า 

(25 ธ.ค. 67) การรับสมัคร นายก อบจ.เชียงใหม่  และสมาชิก ส.อบจ เชียงใหม่ วันแรกเป็นไปด้วยความคึกคัก ท่ามกลางบรรดากองเชียร์ของผู้สมัครแต่ละพรรคที่มาส่งแรงใจให้ผู้สมัครกันตั้งแต่เช้า โดยวันแรกมีว่าที่ผู้สมัครนายก  3 คน  ขณะที่ ผอ.กกต.เชียงใหม่ ตั้งเป้ามีผู้มาใช้สิทธิ์ 75 % 

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2567 ที่ห้องประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งใช้เป็นสถานที่รับสมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ และสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ วันแรกของการรับสมัคร บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก ท่ามกลางบรรดากองเชียร์ของแต่ละพรรคที่มาคอยให้กำลังใจผู้สมัครตั้งแต่เช้า 

นายพิชัย เลิศพงษ์อดิศร แชมป์เก่าจากพรรคเพื่อไทย และ นายพันธุ์อาจ ชัยรัตน์ จากพรรคประชาชน มาถึงที่สมัครพร้อมกันก่อนเวลา 08.30 น. ซึ่งตกลงกันไม่ได้ จึงได้มีการจับสลากหมายเลขสมัคร   ปรากฏว่านายพิชัย เลิศพงษ์อดิศร ได้หมายเลขประจำตัวผู้สมัครหมายเลข 2, นายพันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ได้หมายเลขประจำตัวผู้สมัครหมายเลข 1 และผู้สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 42 เขต ครบทั้ง 2 พรรค และพลตรี ดร.พนม ศรีเผือด ผู้สมัครอิสระ ได้หมายเลขประจำตัวผู้สมัครหมายเลข 3

โดยหลังเสร็จสิ้นการสมัครเรียบร้อยแล้ว ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่แต่ละรายได้มาพบปะบรรดากองเชียร์ และผู้สนับสนุน ที่มารอต้อนรับ ท่ามกลางเสียงเชียร์ดังสนั่น รวมถึงลงพื้นที่พบปะประชาชน ออกหาเสียง บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก เป็นอย่างมาก

นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกอบจ.เชียงใหม่ หมายเลข 2 พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า
การเลือกตั้งนายกอบจ.เชียงใหม่ ครั้งนี้มีความมั่นใจ 100%ในผลงานเพราะตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมาได้สร้างผลงานและทำงานอย่างเต็มที่ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ให้พี่น้องประชาชนนำไปประกอบการพิจารณาว่าควรจะมาเป็นนายกอบจ.เชียงใหม่ สมัยที่ 2 ต่ออีกหรือไม่ ซึ่งตามกฎหมายในขณะนี้ได้ไม่เกิน 2 สมัย มีความมั่นใจในตัวเองและทีมงาน ทั้ง ทีม ส.อบจ.ลงครบทุกเขต 42 เขต 25 อำเภอ
    
ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจะมาเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้ผมด้วย ซึ่งการเลือกตั้งนายกอบจ.เชียงใหม่ครั้งก่อนอดีตนายกฯทักษิณอยู่ต่างประเทศก็ใช้วิธีวิดีโอคอลมาช่วยหาเสียงให้ แต่ครั้งนี้อดีตนายกฯทักษิณ จะมาขึ้นเวทีพบปะพี่น้องชาวเชียงใหม่ในทุกอำเภอ เชียงใหม่เป็นเมืองหลวงของพรรคเพื่อไทย และอดีตนายกฯทักษิณ สร้างผลงานไว้มากมายจึงทำให้ผมมั่นใจล้านเปอร์เซ็นต์ นายพิชัย กล่าว    

ประกอบกับกาคเลือกตั้งครั้งก่อนได้คะแนน 402,179 คะแนน ในการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วยผลงานที่ทำมาตลอด 4 ปีที่ชาวเชียงใหม่เห็นเป็นที่ประจักษ์จึงทำให้มั่นใจว่าครั้งนี้
จะได้คะแนนเลือกตั้งตามทึ่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ 6 แสนคะแนน อยากให้เป็นประวัติศาสตร์การเลือกตั้งท้องถิ่น
ของอบจ.เชียงใหม่ 

เพราะก่อนนั้นในปี 2551-2557 ตนเป็นสมาชิกวุฒิสภา และมาลงสมัครรับเลือกตั้งได้เป็น นายกอบจ.เชียงใหม่ 4 ปี ลงพื้นที่ทุกอำเภอ อีกทั้งส.อบจ.เชียงใหม่ก็เข้มแข็ง มีจิตอาสาทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนต่อไป ซึ่งผลงานที่ชัดเจนเช่นการจัดสร้างสวนสาธารณะบนที่ดินการรถไฟ ซึ่งตอนที่เป็นนายกอบจ.เชียงใหม่ ได้ขอให้การรถไฟยกให้อบจ.เชียงใหม่ดูแลและจะมีการพัฒนาต่อไป 

รวมถึงสวนสาธารณะบริเวณด้านหลังศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ก็ได้พัฒนาให้เป็นสวนอบจ.เชียงใหม่เป็นสถานที่พักผ่อน ออกกำลังกายและนันทนาการ มีการจัดงาน Charming Chiang Mai ซึ่งขณะนี้ก็ยังจัดอยู่มีคนมาเที่ยวชมสวนดอกไม้กว่า 3 ล้านคนและมีโครงการในด้านสาธารณสุขจะสร้างโรงพยาบาลอบจ.เชียงใหม่ ขนาด 200เตียง ซึ่งมีสถานที่ก่อสร้างและของบประมาณจากทางรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นรูปธรรมแล้วพร้อมที่จะเข้ามาสานงานต่อในเรื่องนี้ต่อไป

ด้านนายพันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกอบจ.เชียงใหม่ หมายเลข1 จากพรรคประชาชน กล่าวว่า การลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ ต้องบอกว่ามั่นใจสูง เพราะว่าพี่น้องประชาชนเชียงใหม่ก็อยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตและมีประเด็นเรื่อง 3 ท. เรื่องความเท่าเทียมกัน ดูแลคนทุกคนทั่วถึง เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีอำเภอถึง 25 อำเภอ จากแม่อายจนถึงอมก๋อยใช้เวลาเกือบ 10ชั่วโมง ในการเดินทาง เพราะว่ามีความไม่เท่าเทียมกันในการพัฒนา ก็อยากจะลดช่องว่างนี้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในระดับท้องถิ่น
   
นายนพดล สุยะ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจำจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า วันแรกมีผู้สมัคร นายก อบจ.เชียงใหม่ 3 คน และสมาชิก อบจ. สังกัดพรรคเพื่อไทย ครบ 42 คน 42 เขต สมาชิก อบจ. สังกัดพรรคประชาชน ครบ 42 คน 42 เขตเรียบร้อยแล้ว ส่วนพรรคอิสระยังมาไม่ครบ 

และจังหวัดเชียงใหม่มี  25 อำเภอ ประชากร 1 ล้าน 7 แสนคน เป็นผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 1,264,703 คน จำนวนครัวเรือน 559,541 ครัวเรือน มีหน่วยเลือกตั้ง 2,722 หน่วย 

คาดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์ 75 เปอร์เซ็นต์ โดยการเลือกตั้งเมื่อ 4 ปีก่อน มีผู้ออกมาใช้สิทธิ์เพียง 72 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

'ยุนซอกยอล' ปฏิเสธสอบปากคำ ปมประกาศกฎอัยการศึกฉุกเฉิน

(25 ธ.ค. 67) ยุน ซอก-ยอล ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ผู้เผชิญการถอดถอนออกจากตำแหน่ง ได้ปฏิเสธหมายเรียกตัวสอบปากคำกรณีประกาศกฎอัยการศึกฉุกเฉินของหน่วยสอบสวนร่วมเป็นครั้งที่ 2 ในวันพุธ (25 ธ.ค.) หลังจากเขาไม่ได้ปฏิบัติตามหมายเรียกครั้งที่ 1 ในสัปดาห์ก่อนหน้านี้

หน่วยสอบสวนร่วมข้างต้นที่ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สำนักงานใหญ่การสอบสวนของกระทรวงกลาโหม และสำนักงานสอบสวนการทุจริตของเจ้าหน้าที่ระดับสูง (CIO) ได้ส่งหมายเรียกตัวครั้งที่ 2 แก่ยุนเมื่อวันศุกร์ (20 ธ.ค.) ซึ่งกำหนดการสอบปากคำยุน ตอน 10.00 น. ของวันพุธ (25 ธ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น

ปัจจุบันสำนักงานสอบสวนการทุจริตของเจ้าหน้าที่ระดับสูง ซึ่งเป็นผู้ส่งหมายเรียกตัวครั้งแรก กำลังวางแผนรอยุนเข้ามาสอบปากคำภายในเวลาที่เหลือของวันพุธ (25 ธ.ค.) และจะตัดสินใจอีกครั้งภายในวันพฤหัสบดี (26 ธ.ค.) ว่าจะส่งหมายเรียกตัวครั้งที่ 3 หรือไม่ หากยุนไม่มาปรากฏตัวในวันพุธ (25 ธ.ค.)

ทั้งนี้ กลุ่มหน่วยงานสอบสวนของเกาหลีใต้ระบุยุนเป็นผู้ต้องสงสัยในข้อกล่าวหาก่อกบฏ หลังจากเขาประกาศกฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ซึงถูกยกเลิกในอีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมาเพราะรัฐสภาเกาหลีใต้ลงคะแนนเสียงไม่เห็นชอบด้วย

‘อ.ต่อตระกูล’ ประกาศเลิกดูรายการ ‘เจาะลึกทั่วไทย’ หลัง ‘หมาแก่’ บอกเสียดาย ‘กิตติรัตน์’ ไม่ได้เป็น ปธ.บอร์ดแบงก์ชาติ

(25 ธ.ค. 67) รองศาสตราจารย์ ต่อตระกูล ยมนาค นายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า... “หมาแก่” ช่อง อสมท. ( MCOT 30 ) ออกมาประกาศ ช่วยสนับสนุน กิตติรัตน์ เป็นประธานแบงก์ชาติ โดยเอ่ยคำว่า “เสียดาย กิตติรัตน์” (ถ้าไม่ได้เป็น ประธานบอร์ดแบงก์ชาติ )

และก็ได้เผยแพร่ เอกสารสำคัญ เป็นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ แต่งตั้ง นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ให้เป็น ประธานที่ปรึกษา ของนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ลงวันที่ 14 กันยายน 2567

และรายชื่อ 830 บุคคลที่เป็นที่เชื่อถือในวงการวิชาการ ซึ่งรวมทั้งอดีตผู้ว่าฯธนาคารแห่งประเทศไทย อีกถึง 4 คนด้วย

ถึงผมจะไม่ได้ ไปลงชื่อใน 830 รายชื่อนั้นด้วย แต่ก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง ในเหตุผลต่างๆที่เหล่าผู้ทรงคุณวุฒิ และวิชาการสายเศรษฐศาสตร์ ได้อธิบายถึงเหตุผลต่างๆ อื่นๆอีกหลายประการ ในการคัดค้าน นอกเหนือจากการที่นายกิตติรัตน์ มีตำแหน่งทางการเมือง

ผมขอแสดงตน ว่าร่วมการสนับสนุน การคัดค้านมิให้ผู้ที่ฝักใฝ่ในการเมืองใดๆ เข้ามารับตำแหน่งสำคัญของประเทศใน ธนาคารชาติ 

โดย หากมีการชุมนุมคัดค้านอีกเมื่อใด ผมจะขอเดินออกจากบ้านไปแสดงตนร่วมคัดค้านต่อไปจนถึงที่สุด

สำหรับวันนี้ 25 ธค 2567 จะเป็นวันสุดท้ายที่ผมขอประกาศเลิกดูรายการ “เจาะลึกทั่วไทย” ยุค ทักษิณ เริงอำนาจ นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

‘กามิน’ บริจาคเงิน 4 แสน ให้ 4 มูลนิธิ มอบเป็นของขวัญวันคริสต์มาส

(25 ธ.ค. 67) แม้ตอนนี้ยังไม่มีงานที่เมืองไทย หลังจากที่เลิกรากับ ‘แน็ก ชาลี ไตรรัตน์’ ไปแล้ว ท่ามกลางมรสุมดรามาต่างๆ นานา ล่าสุด ‘จี กามิน’ ติ๊กต๊อกเกอร์ชาวเกาหลี ก็ยังแสดงออกให้เห็นว่ายังรักแฟนๆ ชาวไทย โดยแฟนคลับได้เผยภาพเจ้าตัวบริจาคเงินให้มูลนิธิไทยเป็นของขวัญคริสต์มาส เป็นจำนวนเงิน 4 แสนบาท ทำแฟนๆ ชื่นชมเป็นอย่างมาก ซึ่ง 4 มูลนิธิที่กามินบริจาคเงินให้ ได้แก่

มูลนิธิสายธารสุขใจ จำนวน 100,000 บาท

มูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวก ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จำนวน 100,000 บาท

มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จำนวน 100,000 บาท

มูลนิธิเพื่อการศึกษาพิเศษในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 100,000 บาท

พีระ...พัง...ปัญหาราคาน้ำมันและไฟฟ้า สะท้อนตัวตนคนทำงานจริง...กับปัญหาที่ไม่มีใครเคยแก้

(26 ธ.ค. 67) เชื่อหรือไม่ว่า ‘การตั้งฉายารัฐบาล และรัฐมนตรีประจำปี’ ของผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลนั้น ปราศจากอคติส่วนตัว โดยอ้างว่า เป็นธรรมเนียมที่ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมานานของ ‘ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล’ และเป็นการสะท้อนความคิดเห็นของสื่อมวลชนต่อการทำงานของรัฐบาลและรัฐมนตรี

การตั้งฉายา ‘รองพีร์’ ว่า ‘พีระพัง’ นั้น เป็นการตั้งฉายาที่ราวกับ ‘จงใจ’ หรือ ‘รับใบสั่งมา’ โดยทำเป็นหลับหู หลับตา ไม่สนใจผลงานจากการทำงานด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจของ ‘รองพีร์’ ในการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันและไฟฟ้าที่หมักหมมมาหลายสิบปี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแทบทุกคนที่ผ่านมา ไม่มีใครเลยที่เคยจะพยายามหาหนทางในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้เลย

ทั้งนี้ ปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงของไทยเกิดขึ้นจากวิกฤตน้ำมันครั้งที่ 1 ในปี 1973 (พ.ศ. 2516) ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกขณะนั้นสูงขึ้นเกือบ 300% ทำให้รัฐบาลไทยในยุคนั้นต้องหากลไกเครื่องมือในการจัดการจึงเกิดเป็น ‘กองทุนน้ำมัน’ ขึ้นและกลายเป็นกลไกเครื่องมือเพียงอย่างเดียวของทุกรัฐบาลที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาราคาเชื้อเพลิงพลังงานตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เพราะไม่ว่าจะเป็น บทบาท อำนาจหน้าที่ และกฎหมาย ที่รัฐมีอยู่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาราคาเชื้อเพลิงพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อ ‘รองพีร์’ รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจึงได้ให้ทีมงานทำการศึกษาถึงต้นตอของปัญหาเพื่อทำการปรับปรุงแก้ไขอย่างจริงจัง อาทิ (1) ต้นทุนของน้ำมันเชื้อเพลิงที่แท้จริง ก่อนประกาศกระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2567 กำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันต้องแจ้งต้นทุนให้กับหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลทุกวันที่ 15 ของเดือน หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องไม่เคยรู้ต้นทุนราคาน้ำมันที่แท้จริงของผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงเลย 

(2) ‘รองพีร์’ สั่งการให้หาวิธีที่จะทำให้ ‘ราคาน้ำมัน’ ต้องไม่ขึ้นลงรายวัน ด้วยการ ‘รื้อระบบการปรับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง’ โดยผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแจ้งให้กระทรวงฯ ทราบก่อน และให้ผู้ค้าปรับราคาขายปลีกน้ำมันได้เพียงเดือนละหนึ่งครั้ง ซึ่งจะทำให้ยุคที่บรรดา ‘ผู้ค้าเชื้อเพลิงพลังงาน’ สามารถกำหนดราคาและขึ้นลงตามอำเภอใจ อาทิ การขึ้นราคาน้ำมันทันทีตามราคาตลาดโลกทั้ง ๆ ที่น้ำมันที่ซื้อขายในประเทศขณะปัจจุบันได้ซื้อมาเมื่อ 3 เดือนก่อนแล้ว 

(3) เพื่อแก้ปัญหาราคาน้ำมันอย่างยั่งยืน ‘รองพีร์’ จึงมีแนวคิดที่จะเปลี่ยน ‘กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง’ ที่ใช้ต้องเงินมากมายและสร้างหนี้สาธารณะ เป็น ‘การสำรองน้ำมันและก๊าซเพลิงยุทธศาสตร์ (SPR : Strategic Petroleum Reserve)’ ซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซที่เก็บสำรองเอาไว้จะเป็นทรัพย์สินของประเทศ และไม่ใช่ภาระหนี้สินอีกต่อไป 

เมื่อเกิดวิกฤตน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นในอนาคต รัฐบาลสามารถนำปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองที่มีอยู่ใช้ในการบริหารจัดการราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศได้ เพราะที่ผ่านมาปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงจากวิกฤตเชื้อเพลิง มีการใช้ ‘เงิน’ จาก ‘กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง’ ในการแก้ไขปัญหา แต่ความเป็นจริงแล้วในยามเกิดวิกฤตน้ำมัน ‘เงิน’ ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องหรือเหมาะสมที่สุดในการแก้ไขปัญหา เพราะต้องใช้ ‘เงิน’ มากขึ้นในการซื้อน้ำมัน หรือบางสถานการณ์แม้จะมี ‘เงิน’ แต่อาจไม่สามารถหาซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงหรือไม่สามารถขนส่งมาประเทศไทยได้

นอกจากนี้ ‘SPR’ จะทำให้รัฐบาลมีอำนาจในการต่อรองและเพิ่มการถ่วงดุลในระบบการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศอีกด้วย เพราะรัฐบาลจะสามารถรู้ต้นทุนที่แท้จริงของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่นำเข้ามาในประเทศได้ตลอดเวลา จึงทำให้ราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศจะสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ณ เวลาที่ซื้อมาหรือจำหน่ายออกไป นอกจากนี้ ‘SPR’ จะทำให้ประเทศมีความมั่นคงทางพลังงานมากขึ้นเมื่อปริมาณการเก็บสำรองจะเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศถึง 90 วัน (จากเดิมที่เก็บไว้สำหรับ 25 วันโดยผู้ค้า) ซึ่งจะเกิดประโยชน์สูงสุด อย่างมากมายและยั่งยืน แก่ประเทศชาติและพี่น้องประชาชนคนไทย

ในส่วนของพลังงานไฟฟ้า ‘รองพีร์’ ได้ผลักดันการลดค่าไฟฟ้าให้ประชาชนและสามารถตรึงราคาค่าไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องมากว่า 1 ปีแล้ว ทั้งยังสั่งการให้มีการปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ (Pool gas) เพื่อให้ต้นทุนก๊าซธรรมชาติในภาพรวมลดลงและเพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซ ตลอดจนติดตามเร่งรัดการขุดเจาะและผลิตก๊าซจากอ่าวไทยเพื่อลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากการที่ต้องนำเข้าก๊าซจากแหล่งผลิตนอกประเทศ

นับตั้งแต่ ‘รองพีร์’ รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ทำงานอย่างหนักเพื่อพี่น้องประชาชนคนไทย ซึ่งหวังว่าจะสามารถ ‘รื้อ-ลด-ปลด-สร้าง’ ปัญหา ‘เชื้อเพลิงพลังงาน’ ที่เหลือทั้งหมดให้เสร็จสิ้นได้ภายใน 1 ปี โดยไม่กลัวอิทธิพลอะไรและไม่อยู่ใต้อิทธิพลใดใดทั้งสิ้นโดย ดังนั้นแทนที่ ‘ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล’ จะให้ความสำคัญกับเรื่องราวเหล่านี้ที่สำคัญและเป็นประโยชน์สูงสุดอย่างมากมายและยั่งยืนแก่ประเทศชาติและพี่น้องประชาชนคนไทย และเมื่อพิจารณาเยี่ยงวิญญูชนแล้ว ฉายาดังกล่าวกลายเป็นการบั่นทอน ด้อยค่า การทำงานของ ‘รองพีร์’ คล้ายกับไม่ต้องการให้สิ่งที่ ‘รองพีร์’ ทำประสบความสำเร็จ แต่ ‘รองพีร์’ เอง ได้ขอให้พี่น้องประชาชนคนไทยมั่นใจว่า จะพยายามปรับปรุงและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในเรื่องของพลังงานให้ดีที่สุด ทั้งนี้ ‘รองพีร์’ ได้ฝากขอบคุณและขอให้พี่น้องประชาชนคนไทยได้ช่วยกันร่วมเป็นผนังกําแพงให้ ‘รองพีร์’ และทีมงานได้พึ่งพิงเพื่อทำงานสำคัญนี้ให้สำเร็จแล้วเสร็จ

เปิดวิธีสมัคร ‘โครงการฝากบ้านกับตำรวจ’ ช่วยเพิ่มความปลอดภัย - เที่ยวสุขใจ เทศกาลปีใหม่ 68

เมื่อวันที่ (25 ธ.ค. 67) นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์  รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 68 รัฐบาลห่วงใยประชาชน พร้อมดูแลความปลอดภัย และทรัพย์สินในช่วงเทศกาล โดยขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกมาตรการเข้มป้องกัน ปราบปรามอาชญากรรม ดูแลชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนช่วงเทศกาลคริสต์มาส – ปีใหม่ 68 และดำเนินโครงการ “ฝากบ้านกับตำรวจ “ยุคใหม่ใส่ใจดูแล ซึ่งเป็นโครงการร่วมใจดูแลความปลอดภัยบ้านประชาชนช่วงเทศกาลสำคัญ”  ทั้งนี้ ประชาชนสามารถฝากบ้านได้ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 2 ม.ค.68 ผ่าน 2 ช่องทาง  ดังนี้

1.แจ้งผ่านออนไลน์ แอปพลิเคชัน ฝากบ้าน 4.0 (OBS) โหลดผ่าน App Store หรือ Googlr play Store เท่านั้น โดยลงทะเบียน ข้อมูลผู้เข้าร่วมโครงการ ใส่รายละเอียด ภาพถ่าย และโลเคชัน พร้อมกับแจ้งสถานีตำรวจใกล้บ้าน แสดงบัตรประชาชนผู้แจ้ง และแนบภาพถ่ายบ้านและโลเคชัน

นายอนุกูล กล่าวด้วยว่า ขอแนะนำ 10 สิ่งต้องทำเมื่อฝากบ้านกับตำรวจ ดังนี้ 1.เตรียมบัตรประชาชน ประสาน สน. / สภ.ผ่านช่องทาง ฝากบ้านกับตำรวจ 2.กรอกแบบฟอร์มยืนยัน แนบภาพถ่ายบ้าน 3.ก่อนออกเดินทางสำรวจทรัพย์สินมีค่า จัดเก็บในที่ปลอดภัย 4.ก่อนออกเดินทางสำรวจไฟฟ้า ธูป เทียน แก๊ส 5.สำรวจความเรียบร้อยของประตู – หน้าต่าง 6. หากติดตั้งกล้องวงจรปิด  ตรวจสอบให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน 7.ฝากบ้านข้างเคียงช่วยดูแลเป็นหู เป็นตา 8.ติดตามการอัปเดตข้อมูลรายงาน “ฝากบ้าน” จากตำรวจเสมอ 9. กรณีกลับบ้านล่าช้าเกินเวลาที่ฝากบ้าน แจ้งให้ตำรวจรับทราบ และ 10.เมื่อเดินทางกลับมาแล้วให้รีบแจ้งตำรวจไปพบเพื่อตรวจสอบทรัพย์สิน

“ก่อนออกเดินทางแนะประชาชนสำรวจทรัพย์สินมีค่า จัดเก็บในที่ปลอดภัย สำรวจไฟฟ้า ธูป เทียน แก๊ส และความเรียบร้อยของประตู – หน้าต่าง หากติดกล่องวงจรปิดไว้ ตรวจสอบให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ติดตามการอัปเดตข้อมูลรายงาน “ฝากบ้าน” จากตำรวจเสมอ กรณีกลับบ้านล่าช้าเกินเวลาที่ฝากบ้าน แจ้งให้ตำรวจทราบ เมื่อเดินทางกลับมาแล้วให้รีบแจ้งตำรวจเพื่อตรวจสอบทรัพย์สิน คริสต์มาส – ปีใหม่ 68 นี้ ขอให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวปลอดภัย หากเกิดเหตุด่วนขอความช่วยเหลือโทร 191 หรือ 1599 ตลอด 24 ชม.” นายอนุกูล ระบุ

รพ.เมตตาฯ แนะฉลองปีใหม่ ไม่กินของแปลก เลี่ยงอาหารปรุง สุกๆ ดิบๆ ป้องกันพยาธิขึ้นตา

(26 ธ.ค. 67) กรมการแพทย์ โดยรพ.เมตตาฯ ขอร่วมส่งความสุขต้อนรับเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง ด้วยการมอบสุขภาพดวงตาที่ดีให้คงอยู่คู่กับสุขภาพทางกายโดยเตือน ระวัง! ไม่รับประทานอาหารปรุง สุกๆ ดิบๆ พยาธิอาจจะเข้าสู่ระบบประสาท เช่น สมอง ไขสันหลัง หรือดวงตา อาการเจ็บป่วยจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งของอวัยวะที่พยาธิอยู่ เช่น พยาธิขึ้นตา ทำให้เกิดอาการ  ตามัวลงแบบเฉียบพลัน รักษาโดยการผ่าตัดนำพยาธิออก อาจสูญเสียการมองเห็นจนถึงตาบอดได้

นายแพทย์ไพโรจน์  สุรัตนวนิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผย โรคที่เกิดเนื่องจากพยาธิต่างๆ ในคนไทยเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในไทย อาการ เช่น เปลือกตาบวม กระจกตาบวม ความดันตาสูง ปวดตา ตามัว จนถึงตาบอด ขึ้นอยู่กับพยาธิอยู่ส่วนใดของตา จึงขอเตือนประชาชนที่นิยมกินอาหารแปลกๆ สุกๆ ดิบๆ หรือปรุงประกอบไม่ถูกหลักสุขอนามัย อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่จะเกิดขึ้นตามมาได้ เป็นวิธีการป้องกันการเกิดโรคได้ง่ายที่สุดเพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ ด้วยการมีสุขภาพอนามัยที่ดีให้แก่พี่น้องประชาชน

นายแพทย์อาคม  ชัยวีระวัฒนะ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์(วัดไร่ขิง) กล่าวว่า เทศกาลปีใหม่กำลังใกล้เข้ามาแล้ว เป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะมอบสุขภาพที่ดีไม่ว่าจะเป็นสุขภาพทางกายและสุขภาพดวงตาให้กับตัวเราได้ด้วยการใส่ใจในเรื่องการรับประทานอาหารที่ถูกสุขอนามัย เนื่องในปัจจุบันมีคอนเทนต์การกิน ของแปลกๆในโลกโซเชียล ที่เกี่ยวกับการรับประทานสัตว์น้ำจืดดิบๆ เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา ฯลฯ ที่เสี่ยงต่อโรคที่อาจจะตามมาในภายหลังได้นั้น กรมการแพทย์โดย รพ.เมตตาฯ แนะนำว่าการป้องกันการเกิดโรคนั้นเป็นวิธีที่ดีที่สุด และป้องกันได้ง่ายโดยการไม่กินอาหารพวกเนื้อสัตว์สุกๆ ดิบๆ เช่น กุ้งเต้น กุ้งแช่น้ำปลา เป็นต้น

แพทย์หญิงอรวีณัฏฐ์  นิมิตวงศ์สกุล  หัวหน้าศูนย์ตาปลอม กล่าวเสริมว่า พยาธิขึ้นตาทำให้เกิดอาการตามัว  ตาพร่าเลือน อาจมีการอักเสบในช่องหน้าลูกตา ทำให้ม่านตาอักเสบและตามัวลง การรักษา คือ ยิงเลเซอร์ไปที่ตัวพยาธิไม่ให้สามารถเคลื่อนไหว ก่อนผ่าตัดนำเอาพยาธิออก ซึ่งตามปกติพยาธิจะอาศัยอยู่ในหลอดเลือดแดงของปอดหนู  ซึ่งพยาธิออกมากับขี้หนู และไชเข้าไปในกลุ่มหอยน้ำจืด หอยบก หอยทาก กุ้งและปูน้ำจืด นอกจากนี้ยังอาจปนเปื้อนมากับ  น้ำดื่มหรือผักผลไม้ พยาธิเข้าตามาทางเส้นประสาทตาและไชเข้าตาทะลุจากจอตาขึ้นมาในช่องหน้าลูกตา ความเสียหายหรือการฟื้นการมองเห็นขึ้นกันเส้นทางที่พยาธิไชมาว่าทำความเสียหายในกับส่วนไหนของลูกตาบ้าง แนะนำควรทำการรักษาต่อเนื่องเพื่อเช็คร่างกายอย่างละเอียดว่าพยาธิมีเพิ่มเติมในตำแหน่งอื่นของร่างกายอีกหรือไม่จึงฝากเตือนในเรื่องของการรับประทานอาหารควรหมั่นล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหาร ไม่แนะนำทานอาหารสุกๆ ดิบๆ ให้ทานเฉพาะอาหารที่ปรุงสุกและสด สะอาดเท่านั้น เพราะพยาธิในที่อาศัยอยู่ตามสัตว์น้ำจืด เมื่อเข้าสู่ร่างกายอาจเป็นอันตราย และหากพยาธิเข้าไปอยู่ตามจุดสำคัญในร่างกาย เช่น ระบบประสาท สมอง ไขสันหลัง อาจจะถึงขั้นรุนแรงถึงเสียชีวิตได้

‘พีระพันธุ์’ พังอุปสรรคพลังงานเพื่อประชาชน ผนึก ก.อุตฯ เสนอร่าง กม. ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปช่วยลดภาระค่าไฟ

‘พีระพันธุ์’ พังอุปสรรคพลังงานเพื่อประชาชน  ‘รวมไทยสร้างชาติ’ เสนอร่างกฎหมายปลดล็อค ‘โซลาร์รูฟท็อป’ อย่างครบวงจรครั้งแรกของประเทศ  เลิกระบบขออนุญาต  มุ่งลดภาระค่าไฟให้ประชาชน  พร้อมสร้างอาชีพใหม่  ธุรกิจใหม่ 

(25 ธ.ค. 67) ที่รัฐสภา  นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ แถลงข่าวร่วมกับ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ  โดยเปิดเผยว่า  พรรครวมไทยสร้างชาติกำลังเตรียมนำเสนอร่างกฎหมายสนับสนุนและส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานจากแสงอาทิตย์  ที่เรียกว่า ระบบโซลาร์รูฟท็อป เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในวันนี้  ซึ่งจะเป็นอีกวิธีหนึ่งในการช่วยให้ประชาชนหลุดพ้นจากภาระค่าไฟฟ้าแพง  และเป็นส่วนหนึ่งในนโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติที่มุ่งลดภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน  และเป็นการร่วมทำงานระหว่างกระทรวงเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ปัจจุบันการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ในประเทศไทย ยุ่งยาก ซับซ้อน และมีราคาแพง อีกทั้งยังมีหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องถึง 5 แห่ง  พรรครวมไทยสร้างชาติในฐานะที่ดูแลกระทรวงพลังงานและกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งกำกับดูแลหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้  จึงได้ดำเนินการประสานกันระหว่างทั้งสองกระทรวงอย่างต่อเนื่อง เพื่อปลดล็อคให้ประชาชนสามารถติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วขึ้น  โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว  กระทรวงอุตสาหกรรมได้นำเสนอร่างกฎหมายต่อคณะรัฐมนตรีให้ยกเว้นการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปทุกกำลังการผลิตที่ไม่เข้าข่ายเป็นโรงงาน ไม่ต้องขอใบอนุญาตอีกต่อไป  ในขณะที่ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน ก็กำลังเร่งรัดการออกกฎหมายเพื่อปลดล็อคเรื่องการขออนุญาตติดตั้งเช่นกัน

“เรามีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึง 5 แห่ง ซึ่งแต่ละแห่งต่างก็มีกฎหมายของตนเองที่ตีความว่าการจะติดตั้งระบบโซลาร์ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของหน่วยงานตน  เรามีกฎหมายเยอะมาก แต่ที่ไม่เคยมีก็คือ กฎหมายที่จะสนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนใช้พลังงานจากแสงแดด เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย  วันนี้พรรครวมไทยสร้างชาติได้ยกร่างกฎหมายซึ่งไม่เคยมีในประเทศไทยให้กับพี่น้องประชาชน คือ กฎหมายเกี่ยวกับการสนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์เข้าสภาผู้แทนราษฎร และกฎหมายฉบับนี้จะปลดล็อคอย่างถาวรจากฎหมายอื่นๆ ที่เคยนำมาอ้างอิง ” นายพีระพันธุ์กล่าว 

นายพีระพันธุ์ยังได้กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ได้สนับสนุนในการดำเนินการดังกล่าว พร้อมระบุว่ากฎหมายฉบับนี้จะทำให้พี่น้องประชาชนมีค่าใช้จ่ายเรื่องพลังงานไฟฟ้าถูกลง และเป็นการทำตามนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด และส่งเสริมให้ภาครัฐเป็นผู้ให้บริการ โดยเปลี่ยนจากการขออนุญาตติดตั้งอุปกรณ์โซลาร์เป็นการแจ้งให้ทราบ ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการติดตั้งได้เร็วขึ้น โดยหน่วยงานเกี่ยวข้องจะเป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบการติดตั้งในภายหลังเท่านั้น ซึ่งจะลดความล่าช้าในการติดตั้ง รวมถึงการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐได้ 

นายพีระพันธุ์กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ผลของกฎหมายฉบับนี้ยังช่วยสร้างอาชีพใหม่ โดยเฉพาะอาชีพการติดตั้งโซลาร์เซลล์-โซล่าร์รูฟท็อป  ซึ่งตนได้เตรียมความพร้อมในการเสริมสร้างทักษะอาชีพด้านนี้ผ่านการอบรมโดยกระทรวงพลังงาน  รวมถึงเตรียมที่จะปรับปรุงเงื่อนไขของกองทุนที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนด้านเงินทุนให้กับพี่น้องประชาชนที่มีความต้องการติดตั้งพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ 

สำหรับปัญหาราคาในการติดตั้งอุปกรณ์โซลาร์ที่มีราคาแพงนั้น  กระทรวงพลังงานได้มีการวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์อินเวอร์เตอร์ในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ซึ่งผ่านการทดสอบคุณภาพจาก สวทช. ในขั้นตอนแรกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ทางกระทรวงพลังงานยังมีการวิจัยการประดิษฐ์แบตเตอรีสำหรับกักเก็บพลังงานไฟฟ้าเพิ่มเติมอีกด้วย 

“ทุกอย่างต้องใช้เวลา แต่ทุกอย่างที่หมักหมมมาหลายสิบปีจะได้รับการพังทลายโดยพรรครวมไทยสร้างชาติอย่างแน่นอน พลังงานจะต้องดีกว่าที่เคยเป็นแน่นอน ในระหว่างที่ผมดำรงตำแหน่ง ประชาชนและประเทศชาติจะต้องได้รับประโยชน์มากที่สุด” นายพีระพันธุ์กล่าว

เชียงใหม่-เปิดปฏิบัติการทะลายรังผลิตชิ้นส่วนอาวุธปืนเถื่อนส่งขายออนไลน์

ตำรวจภูธรภาค 5 ,ศปอส.ภ.5, บก.สส.ภ.5 เปิดปฏิบัติการทะลายรังผลิตชิ้นส่วนอาวุธปืนเถื่อนส่งขายออนไลน์ 2 จุด รวบ 2 ผู้ต้องหา พร้อมตรวจยึดชิ้นส่วนอาวุธปืนและเครื่องมือการผลิตกว่า 100 รายการ

โดยการอำนวยการ : พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์ รอง ผบช.ประจำฯ ช่วยราชการ ภ.5, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5, พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ ,พล.ต.ต.ดเรศ  กัลยา ผบก.ภ.จว.น่าน, พ.ต.อ.จิตรพิสุทธิ์ อิ่มสงวน รอง ผบก.สส.ภ.5  และ พ.ต.อ.วชิรศักดิ์ ศรีประสม รอง ผบก.สส.ภ.5เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจับกุม ตำรวจภูธรภาค 5

โดย เจ้าหน้าที่ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศตำรวจภูธรภาค 5 (ศปอส.ภ.5) ,เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.ภ.5เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปัว จว.น่าน, สภ.สันป่าตอง จว.เชียงใหม่,ผู้ต้องหา รวมจำนวน 2 ราย นายสนธยา สงวนนามสกุล อายุ 52 ปี ที่อยู่ ต.สกาด อ.ปัว จว.น่าน นายอัศวิน สงวนนามสกุล อายุ 35 ปี ที่อยู่ ต.บ้านกลาง อ.สันป่าตอง จว.เชียงใหม่

ฐานความผิด “ทำ ประกอบ มี หรือจำหน่ายอาวุธปืน หรือเครื่องกระสุนปืนสำหรับการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต” (ตามหมายจับของศาลจังหวัดเชียงใหม่) สถานที่จับกุม บริเวณบ้านพัก ต.สกาด อ.ปัว จว.น่าน และ ต.บ้านกลาง อ.สันป่าตอง จว.เชียงใหม่ ทำการตรวจยึด อุปกรณ์การผลิตชิ้นส่วนอาวุธปืนกว่า 100 รายการ พฤติการณ์แห่งการจับกุม เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2567 เวลา 08.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ PCT ภาค 5 และ บก.สส.ภ.5  ได้เปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นร่วมจับกุมแหล่งผลิตชิ้นส่วนอาวุธปืนเถื่อนในพื้นที่ 2 จังหวัด 

จุดที่ 1 สามารถจับกุม  นายสนธยา (สงวนนามสกุล) อายุ 52 ปี ในพื้นที่  ต.สกาด อ.ปัว จว.น่าน พร้อมตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ จำนวน 3 เครื่อง ,ชุดลั่นไก จำนวน 3 ชิ้น, เสื้อปืน จำนวน 5 ชิ้น ,แม็กกาซีนปืนสีดำ ใช้กับกระสุนปืนขนาด .22 มม.จำนวน 5 ชิ้น และกล่องส่งพัสดุสำหรับรับ-ส่งสินค้า จำนวน 1 ชิ้น และจุดที่ 2 สามารถจับกุม นายอัศวิน (สงวนนามสกุล) อายุ 35 ปี  ในพื้นที่  ต.บ้านกลาง อ.สันป่าตอง จว.เชียงใหม่ 

พร้อมของตรวจยึดอุปกรณ์ผลิตชิ้นส่วนอาวุธปืน ได้แก่ท่อนเหล็ก 5 เส้น, ตู้เชื่อมไฟฟ้า จำนวน 1 เครื่อง,โต๊ะเลื่อยฉลุ จำนวน 1 เครื่อง ,เครื่องเชื่อมไฟฟ้า  จำนวน 1 เครื่อง , สว่านไฟฟ้า จำนวน 2 เครื่อง , สว่านไขควงไฟฟ้า จำนวน 1 เครื่อง ,หินเจีย จำนวน 1 เครื่อง , อุปกรณ์เครื่องมืออื่นๆ ที่ใช้ในการผลิตชิ้นส่วนอาวุธปืน รวมกว่า 100 ชิ้น โดยบุคคลทั้ง 2 ราย เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานความผิด “ทำ ประกอบ มี หรือจำหน่ายอาวุธปืน หรือเครื่องกระสุนปืนสำหรับการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต” 

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ตำรวจภูธรภาค 5 (PCT ภาค 5) ได้ทำการสืบสวนกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมจำหน่ายอาวุธปืนหรือส่วนประกอบอาวุธปืนเถื่อนรายใหญ่ ในพื้นที่  จว.น่าน และ จว.เชียงใหม่  จนทราบว่าผู้ต้องหาทั้งสองได้ใช้บ้านพักของตนเป็นที่ตั้งและผลิตชิ้นส่วนอาวุธปืนเถื่อน ได้แก่ชุดลั่นไกปืน, ชุดลูกเลื่อน เสื้อปืน, แม็กกาซีนปืน ฯลฯ โดยมีที่ตั้งอยู่ที่ ต.สกาด อ.ปัว จว.น่าน และ ต.บ้านกลาง อ.สันป่าตอง จว.เชียงใหม่ 

โดยนำไปโพสต์ขายออนไลน์ จึงได้ทำการสืบสวนจนทราบที่ตั้งและแหล่งผลิตทั้ง 2 จุด และรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอนุมัติหมายจับบุคคลทั้งสอง ในเวลาต่อมาศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้อนุมัติหมายจับ และได้ศาลอนุมัติหมายค้นในเวลาต่อมาจึงได้ทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบ ชิ้นส่วนอาวุธปืน และอุปกรณ์การผลิตชิ้นส่วนอาวุธปืนกว่า 100 รายการ รับมีรายได้หลายหมื่นบาทต่อเดือน 

จากการขยายผลพบว่า นายสนธยาฯ ได้ผลิตชุดลั่นไก ชุดลูกเลื่อน เพื่อประกอบเป็นอาวุธปืนโดยมีเครื่องมือการผลิตอยู่ที่บ้านพักแล้วโพสต์ประกาศขายในเฟซบุ๊กจำนวน 6 กลุ่ม ซึ่งมีสมาชิกติดตามกว่า  30,000 คน จากการตรวจสอบข้อมูลการซื้อขาย พบว่ามีรายได้กว่า 40,000 บาท ต่อเดือน โดยทำมาแล้วประมาณเกือบ 2 ปี  ส่วนนายอัศวินฯ ได้ผลิตชุดลั่นไก เพื่อประกอบเป็นอาวุธปืนโดยมีเครื่องมือการผลิตอยู่ที่บ้านพักแล้วโพสต์ประกาศขายในเฟซบุ๊กจำนวน 3 กลุ่ม มีสมาชิกติดตามกว่า 30,000 คน จากการตรวจสอบข้อมูลการซื้อขาย พบว่ามีรายได้กว่า 10,000 บาท ต่อเดือน โดยทำมาแล้วประมาณ 4 เดือน ซึ่งมีลูกค้าที่ซื้อชิ้นส่วนอาวุธปืนจากผู้ถูกจับทั้งสองไปแล้วกว่า 500 ราย ซี่งชุดจับกุมอยู่ระหว่างสืบสวนขยายผลต่อไป

ตำรวจภูธรภาค 5 ขอแจ้งเตือนประชาชน กรณีการซื้ออาวุธปืน ต้องได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ให้ซื้ออาวุธปืน หากไม่ดำเนินการให้ถูกต้องจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ.2490 การซื้อ ขายการครอบครองชิ้นส่วนอาวุธปืน อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอาวุธปืน ล้วนเป็นความผิดตามกฎหมายทั้งสิ้น  

จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้เข้าใจและคอยสอดส่องดูแลทำความเข้าใจโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ถึงโทษตามความผิดทางกฎหมาย และอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากการใช้อาวุธปืนโดยไม่ได้มีการศึกษาหรือฝึกฝนและอยู่ในการควบคุมดูแลที่ถูกต้อง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top