Saturday, 4 July 2026
NewsFeed

‘ดร.เสรี’ กังวล ‘นักการเมืองเศรษฐี’ ใช้เงินยึดวุฒิสภา ห่วง!! ‘นักการเมืองธรรมดา’ จะเอาอะไรไปต่อกรด้วย

(19 มี.ค. 67) ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านการตลาดและการสื่อสาร โพสต์เฟซบุ๊ก ว่าวิธีเลือก สว. อันสลับซับซ้อนอย่างที่เห็น ถ้าดูดี ๆ ถ้าใช้เงิน 250 ล้าน สามารถยึดวุฒิสภาได้เลยนะ

เพื่ออำนาจ เพื่อผลประโยชน์ที่ต้องการ ท่านคิดว่าจะมีคนใช้เศษเงินของเขา 250 ล้านยึดวุฒิสภาไหมคะ

สว. มีบทบาทในการผ่านกฎหมาย การคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและข้าราชการ

เมืองไทยมีเศรษฐีที่มาทำงานการเมือง โดยที่เงิน 250 ล้านเป็นเศษเงินของเขาอยู่หลายคน

แล้วนักการเมืองที่ไม่มีเงินมากพอที่จะต่อกรกับนักการเมืองที่เป็นเศรษฐี จะเอาอะไรมาชนะพวกเขาในสังคมที่นักการเมืองบางคนคิดว่ามีเงินดีกว่ามีจริยธรรม

คิดแล้ว มันน่าเป็นห่วงจริงๆนะคะ

หรือเราทำอะไรไม่ได้แล้ว นอกจากทำใจ

“เงินตกใส่ทราย ทรายทรุด เงินตกใส่มนุษย์ มนุษย์ไม่มีจริยธรรม” เรื่องนี้ท่าจะจริงนะคะ

สิ้น ‘ดุก คาราบาว’ มือคีย์บอร์ดประจำวง เสียชีวิตลงอย่างเฉียบพลันในวัย 70 ปี

(19 มี.ค. 67) ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่โรงพยาบาลแกลง จ.ระยอง หลังได้รับแจ้งว่า นายลือชัย งามสม หรือ ดุก วงคาราบาว มือคีย์บอร์ด ได้เสียชีวิตลงอย่างเฉียบพลัน ที่ จ.ระยอง นายลือชัย งามสม หรือ ดุก คาราบาว เป็นมือคีย์บอร์ด ของวงคาราบาว ร่วมงานกับวงคาราบาวตั้งแต่อัลบั้มวิชาแพะ ในปี พ.ศ. 2534 จนถึง พ.ศ. 2567

จากการสอบถาม นางสาว พัชมณ สรรพคุณ อายุ 54 ปี น้องสาว เล่าให้ทีมข่าวเราฟังว่า นายลือชัย หรือดุก ได้เล่นคอนเสิร์ตครั้งล่าสุดที่เมื่อวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา ที่โรงเรียนตลิ่งชัน จ.สุพรรณบุรี หลังจากนั้นได้พักอยู่บ้านที่ กทม. และวันที่ 17 มีนาคม นายลือชัย หรือดุกได้เดินทางกลับมาพักที่บ้าน ถนนกระเพรา ต.เนินฆ้อ อ.แกลง จ.ระยอง

เมื่อเวลา 18.00 น. ของวันที่ 18 มีนาคม นายลือชัย หรือดุก ได้เข้าห้องน้ำภายในบ้านนานพอสมควร ตนกับญาติๆ จึงได้เปิดห้องน้ำเข้าไปดู เห็นว่า นายลือชัย หรือดุก นั่งอยู่บนชักโครก ในลักษณะนั่งหงายหลังบนชักโครก พบว่า นายลือชัย หรือดุก แย่นิ่งหมดสติไปแล้ว หลังจากนั้นตนและญาติได้นำตัว นายลือชัย หรือดุก รีบส่ง รพ.แกลง แต่ไม่ทัน และได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา เวลา 19.36 น.

จากการสอบถาม นางเพชรรัตน์ งามสม อายุ 70 ปี ภรรยา เล่าให้ทีมข่าวเราฟังว่า นายลือชัย หรือดุก ป่วยเป็นโรคหัวใจ และได้ทำบอลลูนมาแล้วก็เป็นปกติ สามียังคงเล่นคอนเสิร์ตอยู่ตลอดคงเหนื่อย แต่เขามีความสุขของเขา แต่พอไม่สบายก็จะไปหาหมอที่ รพ. ไม่ค่อยฝืนเล่นดนตรี ตนมาทราบข่าวในวันที่สามีเสียชีวิต มีน้องสาวของสามีโทรมาบอก

ทั้งนี้ ทางญาติรับศพออกจาก รพ.แกลง เวลา 11.50 น. และเดินทางโดยมูลนิธิป่อเต๊กตึ้ง เพื่อไปบำเพ็ญกุศลศพ ที่ กทม.

'หมอธีระวัฒน์' ฉะแรง!! นักวิชาการรับเงินต่างชาติ ทำทุกอย่างตามที่สั่ง ถอดรหัสพันธุกรรม สร้างไวรัสใหม่ พอระบาดแล้ว ค่อยสร้างวัคซีน-ยา

(19 มี.ค.67) ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า…

“ถึงเวลาต้องเปิดโปงนักวิชาการโสเภณี รับเงินต่างชาติ ทำทุกอย่าง...ตามที่มันสั่ง เช่น ได้ 3.7 ล้านเหรียญ ตอนแรกได้ 399,743 เหรียญ

ยังมีอีกในห่วงโซ่ธุรกิจข้ามชาติรับใช้ คนให้เงิน หาไวรัส ถอดรหัสพันธุกรรม สร้างไวรัสใหม่ ระบาด แล้วสร้างวัคซีน ยา และยารักษามะเร็งที่สร้างขึ้นแล้วสร้างโรคระบาดใหม่

เป็นคนไทย หรือมาจากนรก?”

'ตลท'. เผย!! 'SET-MAI' จ่ายเงินปันผลปี 2023 ลดลง 2.95 ชี้!! หมวดพลังงานยังจ่ายมากสุด 1.38 แสนล้าน

(19 มี.ค. 67) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผย ในปี 2023 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ทั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ mai จำนวน 583 บริษัท มีการจ่ายเงินปันผลรวม 842 ครั้ง เป็นการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นรวมกว่า 5.93 แสนล้านบาท ลดลง 2.95% จาก 6.11 แสนล้านบาทในปี 2022

อย่างไรก็ตามหากพิจารณาการจ่ายเงินปันผลในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่ามูลค่าการจ่ายเงินปันผลให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยเติบโตเฉลี่ยปีละ 4.49%

ในช่วงเทศกาลจ่ายเงินปันผล คือ ในช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคม 2023 บริษัทจดทะเบียนจ่ายเงินปันผลรวม 530 ครั้ง หรือคิดเป็น 62.9% ของจำนวนการจ่ายเงินปันผลทั้งหมดในปี 2023 โดยเดือนพฤษภาคม 2023 มีการจ่ายเงินปันผลมากที่สุดทั้งจากจำนวนครั้งและมูลค่าเงินปันผลจ่าย

โดยในเดือนพฤษภาคม 2023 มีการจ่ายเงินปันผลมากที่สุดรวม 449 ครั้ง คิดเป็น 53.3% ของจำนวนการจ่ายเงินปันผลทั้งหมดในปี 2023 และในแต่ละปีจะมีเทศกาลจ่ายเงินปันผลอีกหนึ่งรอบในช่วงเดือนกันยายนของทุกปี ซึ่งในเดือนกันยายน 2023 มีการจ่ายเงินปันผลรวม 175 ครั้ง หรือประมาณ 20.8% ของจำนวนการจ่ายเงินปันผลในปี 2023

ทั้งนี้ หมวดธุรกิจที่มีการจ่ายเงินปันผลมูลค่าสูงสุด 3 อันดับแรก ในปี 2566 ได้แก่ หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค หมวดธนาคาร และหมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 

โดยบริษัทจดทะเบียนในหมวดพลังงานและสาธารณูปโภค (Energy and utilities sector) จ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นด้วยมูลค่ามากที่สุดมีมูลค่ารวมกว่า 1.38 แสนล้านบาท ตามมาด้วยบริษัทจดทะเบียนในหมวดธนาคาร (Banking sector) ที่จ่ายเงินปันผลด้วยมูลค่ารวม 1.31 แสนล้านบาท และหมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information & Communication Technology sector) 

ขณะที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai มีการจ่ายเงินปันผลรวมกว่า 7.19 พันล้านบาทในปี 2023

นอกจากสถิติเกี่ยวกับการจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนแล้ว บริษัทจดทะเบียนมีการจ่ายปันผลเป็นหุ้นอีกด้วย โดยในปี 2023 มีบริษัทจดทะเบียนจำนวน 32 บริษัท มีการจ่ายปันผลเป็นหุ้นรวม 34 ครั้ง

หากพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนจากผลประกอบการ ประจำปี 2023 พบว่า บริษัทจดทะเบียนไทย 823 บริษัท ที่รายงานผลประกอบการ มีกำไรสุทธิรวมกว่า 9.47 แสนล้านบาท ซึ่งกำไรสุทธิรวมลดลง 2.6% จากปี 2022

อย่างไรก็ตาม 76.0% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด (625 บริษัท) ยังคงมีกำไรสุทธิจากการดำเนินธุรกิจในปี 2023 แต่บริษัทเหล่านี้จะมีการพิจารณาจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายการจ่ายเงินปันผล และมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นของแต่ละบริษัท

อึ้ง!! ‘หนุ่มไต้หวัน’ ลงทุนแช่ขาในน้ำแข็ง จนต้อง ‘ตัดขา’ หวังเคลมเงินประกัน 8 กรมธรรม์ 47 ล้านบาท

(19 มี.ค.67) จากเพจเฟซบุ๊ก ‘World Forum ข่าวสารต่างประเทศ’ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับหนุ่มไต้หวัน ที่ลงทุนตัดขา 2 ข้าง หวังเคลมประกัน 8 กรมธรรม์ประมาณ 47 ล้านบาท (41.26 ดอลลาร์ไต้หวัน) โดยมีเนื้อหาดังนี้…

นักศึกษาชายวัย 24 ปี ชื่อ จาง หนาน และ เหลียว หนาน เพื่อนร่วมห้องสมัยเรียนมัธยม ขาดการติดต่อตอนขึ้นมหาลัย และกลับมาติดต่อกันอีกครั้ง โดย จาง หนาน มาทำงานในมหาวิทยาลัย ส่วน เหลียว หนาน ยังเรียนอยู่ ทั้งสองสมรู้ร่วมคิดจัดจากเคลมประกัน โดยแผนการได้เริ่มขึ้น
จาง หนาน ทำประกันชีวิตครั้งแรก หลายกรมธรรม์คุ้มครองสูงสุด 5 บริษัท 8 กรมธรรม์ เพื่อฉ้อโกง หวังเคลมเอาเงินประกัน

นักศึกษาชายอ้างว่าเขาขี่สกู๊ตเตอร์ ท่ามกลางอากาศหนาวจัด ในเดือน ม.ค.66 และเกิดอุบัติเหตุ ต้องตัดขาทั้งสองข้างจากอาการบวมน้ำเหลือง หิมะกัด ติดเชื้อ

>> ตามหาหลักฐาน

วันที่ 26 ม.ค.66 จาง หนาน และ เหลียว หนาน ได้ขับรถมอเตอร์ไซค์ไปซื้อน้ำแข็งแห้งในเขตซานชง เมืองนิวไทเป ตอนกลางคืนและกลับไปบ้านของ เหลียว หนาน ในเขตจงซานเมืองไทเป จากนั้นได้ให้ จาง หนาน นั่งบนเก้าอี้ และใช้สายรัดมัดติดเก้าอี้ และจุ่มขาแช่ลงไปในถังที่มีน้ำแข็งแห้ง ตั้งแต่ตี 2 ถึง 12.20 น. ของอีกวัน และได้มีการบันทึกคลิปและถ่ายรูปเหตุการณ์ไว้ ต่อมา 28 ม.ค.66 จาง หนาน ถูกส่งไปโรงบาลแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลแมคเคย์เมโมเรียล กรุงไทเป หลังจากรักษานานกว่าหนึ่งสัปดาห์ ขาทั้งสองข้างของจาง ถูกตัดออกตั้งแต่ใต้เข่า

หลังจากนั้นได้เริ่มเคลมประกันจากเหตุผล ‘ทุพพลภาพ’ ได้เงิน 261,000 บาท จากบริษัทแรก
แต่บริษัทที่เหลือ 4 บริษัทหลอกได้ยาก ทำให้การเคลมไม่สำเร็จ บ.ประกันสังเกต จาง หนาน ซื้อกรมธรรม์ใกล้วันที่เกิดเหตุไม่นาน นำมาสู่การแจ้งความ

ศาลไต้หวันได้มีการตัดสินคดี วันที่ 14 มี.ค.67 จากข้อมูล สำนักงานสืบสวนกลางไต้หวัน พบความผิดปกติหลายอย่าง จาง หนาน ซื้อประกันวงเงินคุ้มครองสูงสุดไม่นาน และอ้างว่าหิมะกัดรุนแรงขณะเดินทาง ซึ่งไม่สมเหตุสมผล และในไต้หวันไม่เคยมีเหตุการณ์นี้ ทั้งนี้ ข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยาไต้หวันในวันเกิดเหตุ 26 ม.ค.66 อุณหภูมิ 6-17 องศาฯ ไม่หนาวพอที่จะเกิดหิมะกัด ร่องรอยขาของจางต้องอุณหภูมิติดลบหนัก

รวมทั้งภาพถ่ายแผลจากโรงพยาบาล ผิดปกติ ขาทั้ง 2 ข้างมีจุดร่องรอยเท่ากันในจุดที่เกิดแผล 
นอกจากนี้ ผลจากการค้นห้องพัก 15 มี.ค.66 พบถังและอุปกรณ์ในการจัดฉาก สรุปได้ว่าน่าจะเป็นอาการบาดเจ็บที่มนุษย์สร้างขึ้น สุดท้ายทั้งสองตกเป็นผู้ต้องหา ฉ้อโกงเงินประกัน และพยายามฉ้อโกงเงินประกัน ต้องขึ้นศาลรับโทษ

อย่างไรก็ตาม จากการสอบสวนยังพบแรงจูงใจการฉ้อโกง พบว่า เหลียว หนาน กำลังประสบปัญหาทางการเงินเนื่องจากการสูญเสียเงินสกุลเงินดิจิทัล จึงหลอกให้ จาง หนาน ลงนามตกลงกันว่าจะจ่ายเงิน 28 ล้านบาท ให้มากกว่าครึ่งหนึ่งของเงินประกัน

ความร่มเย็นของชาติบ้านเมืองจะกลายเป็น 'ความฝัน' ความล้าหลังของประเทศชาติจะกลายเป็น 'ความจริง'

(19 มี.ค.67) ในการเลือกตั้ง 2566 ของไทย มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 52,238,594 คน มีผู้ใช้สิทธิ 39,514,973 คน (75.71%) โดยพรรคก้าวไกลได้คะแนนเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ 14,438,851 คะแนน และได้คะแนนเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต 9,665,433 คะแนน คิดเป็นเพียง 36.54% ของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งคะแนนเลือกตั้งทั้ง 2 แบบ ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง (19,757,487 คะแนน) แต่อย่างใด และยังคงห่างไกลจากคะแนนเลือกตั้งอดีตพรรคไทยรักไทย (พรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน) ในการเลือกตั้ง 2548 ที่ได้คะแนนเลือกตั้ง 18,993,073 คะแนน หรือ 61.17% ของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งนั้นจำนวน 32,341,330 คน ได้สส.จำนวน 377 คน ในขณะที่การเลือกตั้ง 2566 พรรคก้าวไกลได้สส. 151 คน

ข้อมูลตัวเลขที่ได้นำมาเสนอนี้ แค่อยากแสดงให้เห็นว่า ผลการเลือกตั้งที่พรรคก้าวไกลนำมาอวดอ้างบ่อยๆ นั้น หากเทียบกับการเลือกตั้งปี 2548 ฟากพรรคไทยรักไทยยังเคยทำไว้ดีกว่า ซ้ำยังเป็นชัยชนะที่ได้เกินกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง กลับกันหากนำจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 52,238,594 คนในการเลือกตั้ง 2566 มาคำนวณแล้ว เท่ากับว่าทั้งประเทศจะมีผู้ที่เลือกพรรคก้าวไกลเพียง 27.64% หรือไม่ถึง 1 ใน 3 ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 

ตัวเลขข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อเท็จจริงที่ผู้คนในสังคมไทยไม่ได้นำมาศึกษา พินิจ วิเคราะห์ พิจารณากันแต่อย่างใด หากแต่ถกโหมด้วยสื่อกระแสหลักและสื่อออนไลน์ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด ที่ต่างตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของพรรคการเมืองดังกล่าวไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ส่งผลให้พรรคก้าวไกล มักนำผลการเลือกตั้ง 2566 มาทำการอวดอ้างในเชิงเกินจริง ซึ่งทำให้คนที่ไม่เข้าใจข้อเท็จจริงในระบอบประชาธิปไตยหลงทางจนเข้าใจผิดคิดไปว่า การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยในโลกนี้ พรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นอันดับหนึ่งต้องเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลเสมอไป 

ทั้งๆ ที่การจัดตั้งรัฐบาลในหลายประเทศที่เป็นรัฐบาลผสมจากหลายๆ พรรคนั้น แกนนำรัฐบาลหลายครั้งหลายหนก็ไม่ได้มาการพรรคการเมืองที่มี สส.จำนวนมากที่สุด และเรื่องนี้ก็เคยเกิดขึ้นในบ้านเราแล้ว เช่น การเลือกตั้ง 2518 ยุคหม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคม ซึ่งมี สส. เพียง 18 คน แต่สามารถจัดตั้งรัฐบาลและดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (14 มีนาคม พ.ศ. 2518 - 20 เมษายน พ.ศ. 2519) ได้ ทั้งๆ ที่การเลือกตั้งครั้งนั้นพรรคกิจสังคมได้เลือกตั้งมาเป็นอันดับ 5 ก็ตาม 

พูดถึงเรื่องพรรคก้าวไกลที่เคลมประชาธิปไตยมาสร้างความเป็นธรรมแบบคาดเคลื่อนแล้ว ก็อดเลื่อนกลับไปมองผลลัพธ์ในการเลือกตั้ง 66 ของอดีตพรรคร่วมรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ที่ได้รับคะแนนเสียงน้อยกว่าพรรคก้าวไกลไม่ได้

เพราะเหตุปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้พรรคต่างๆ ได้คะแนนเท่านั้น มาจาก...

1) คนไทยเป็นคนที่รู้สึกเบื่อง่าย โดยปราศจากการพิจารณา ใคร่ครวญ และไตร่ตรอง ความเบื่อหน่ายจึงถูกนำมาเป็นอาวุธทางจิตวิทยาที่ใช้โดยทั้งพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยในการจัดการกับรัฐบาลพลเอกประยุทธ์อย่างได้ผลที่สุด (แต่ผลงานของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ที่ปรากฏภายหลังการเลือกตั้งทำให้ผู้คนในสังคมไทยต่างก็รู้สึกผิดพลาดและเสียดาย) 

2) ความอ่อนด้อยในการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ โดยเฉพาะเรื่องของ Social Media ซึ่งพรรคก้าวไกลทำได้ดีกว่ามาก กอปรกับรัฐบาลพลเอกประยุทธ์นำงบประมาณไปเป็นงบลงทุนในการพัฒนาประเทศ สื่อหลักต่างๆ จึงไม่ได้รับงบประมาณในการประชาสัมพันธ์จากรัฐบาลพลเอกประยุทธ์เช่นที่เคยได้รับจากรัฐบาลก่อนๆ ปีละนับพันล้านบาท 

3) ปัญหาระหว่างประเทศอันเนื่องมาจากสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ส่งทำให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นมากมายหลายรายการ ซ้ำมีการใช้เรื่องของค่าไฟฟ้าแพงมาโจมตีรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ในระหว่างการเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่ผู้กำหนดอัตราค่ากระแสไฟฟ้าคือ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ไม่ใช่รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานแต่อย่างใด 

4) มีหน่วยงานของรัฐบาลชาติมหาอำนาจตะวันตกเข้ามาแทรกแซง ด้วยหวังประโยชน์จากรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งที่จะได้พรรคการเมืองที่ชาติมหาอำนาจตะวันตกสามารถใช้อิทธิพลในการครอบงำ ก้าวก่ายนโยบายสำคัญ โดยเฉพาะนโยบายความมั่นคงและนโยบายต่างประเทศได้ 

5) การต่อสู้ในสนามเลือกตั้ง 2566 ของ 5 อดีตพรรคร่วมรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ซึ่งต่างก็ไม่มียุทธศาสตร์ ขาดเอกภาพ ด้วยมุ่งหวังแต่คะแนนเลือกตั้งเฉพาะของพรรคตนเท่านั้น จึงยากที่จะช่วงชิงคะแนนเสียงจากพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยได้

หากพิจารณาคะแนนเลือกตั้งที่บรรดาอดีตพรรคร่วมรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ได้แก่ ภูมิใจไทย, พลังประชารัฐ, รวมไทยสร้างชาติ, ประชาธิปัตย์ และชาติไทยพัฒนา ได้รับแล้ว ในส่วนของคะแนนเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อได้ 7,560,081 คะแนน และคะแนนเลือกตั้งแบบแบ่งเขตทั้ง 5 พรรคได้รวม 15,791,519 คะแนน ซึ่งคะแนนเหล่านี้หากนำมารวมกัน ก็จะกลายเป็นคะแนนเสียงมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของผู้ที่ใช้สิทธิในการเลือกตั้ง 2566 ทั้งหมดเลยทีเดียว 

แต่แน่นอนว่า การเลือกตั้งจบแล้ว ทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามระเบียบกติกาที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นการที่ 5 อดีตพรรคร่วมฯ จะได้จำนวน สส.เพิ่มขึ้นในการเลือกตั้งครั้งต่อไปที่จะมีขึ้นในอนาคตข้างหน้า จึงจำเป็นต้องมีการร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่าง 5 อดีตพรรคร่วมฯ เสียใหม่ ด้วยควรที่จะมุ่งแข่งขันกันเฉพาะการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อเท่านั้น 

ขณะที่การเลือกตั้งแบบแบ่งเขต 5 อดีตพรรคร่วมฯจะต้องตกลงกันเพื่อคัดเลือกผู้สมัครของ 5 อดีตพรรคร่วมฯ คนใดคนหนึ่งที่รับคะแนนเลือกตั้งสูงสุดในเขตเลือกตั้งนั้นเพียงคนเดียวจากพรรคเดียว เป็นต้น

หากมีความร่วมมือเช่นนี้เกิดขึ้นแล้ว 5 อดีตพรรคร่วมรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จึงจะกลับมามีโอกาสในการกลับมาจัดตั้งรัฐบาลได้ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าที่จะเกิดขึ้นอีกครั้ง

...และเพื่อให้เห็นภาพ จึงขอนำเอาผลการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตที่ 5 อดีตพรรคร่วมฯ แย่งคะแนนกันเองจนสูญเสียที่นั่ง สส.ทั้งจังหวัด มาฉายซ้ำ โดยยกจังหวัดภูเก็ตทั้ง 3 เขต ซึ่งพรรคก้าวไกลได้ที่นั่ง สส.ไปทั้ง 3 เขต ดังนี้...

>> เขตเลือกตั้งที่ 1 ผู้สมัครของพรรคก้าวไกลได้ 21,252 คะแนน ส่วนผู้สมัครจาก 5 อดีตพรรคร่วมฯ ได้รวม 43,709 คะแนน 
>> เขตเลือกตั้งที่ 2 ผู้สมัครของพรรคก้าวไกลได้ 21,913 คะแนน ส่วนผู้สมัครจาก 5 อดีตพรรคร่วมฯได้รวม 33,861 คะแนน 
>> และเขตเลือกตั้งที่ 3 ผู้สมัครของพรรคก้าวไกลได้ 20,421 คะแนน ส่วนผู้สมัครจาก 5 อดีตพรรคร่วมฯได้รวม 35,817 คะแนน 

หาก 5 อดีตพรรคร่วมฯ สามารถตกลงพูดคุยกันแล้ว สส. ทั้ง 3 เขตก็จะเป็นตัวแทนจาก 5 พรรคร่วมฯอย่างแน่นอน 

แต่ก็อย่างว่า...แนวคิดเช่นนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้อย่างยากยิ่งในบ้านเมืองนี้ ด้วยนักการเมืองและพรรคการเมืองส่วนใหญ่ มักจะนึกถึงแต่ประโยชน์ส่วนตนและพรรคพวกเพื่อนพ้องมากกว่าประโยชน์ส่วนรวมของชาติบ้านเมือง และในไม่ช้า...ที่สุดแล้วเราคงจะต้องยอมยกชาติบ้านเมืองให้พรรคการเมืองที่เก่งแต่บน Social Media ถนัดแต่สร้างวาทกรรมที่เพ้อเจ้อโดยไม่มีตรรกะแม้แต่น้อย จนคนที่น่าจะฉลาดและเป็นกำลังสำคัญของสังคมกลับกลายเป็นเหยื่อและสาวกไป 

...และที่เลวร้ายที่สุดคือ รับงานมหาอำนาจตะวันตกมาเซาะกร่อนบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติและสร้างความสัมพันธ์อันเลวร้าย เกิดเป็นความกินแหนงแคลงใจกับประเทศเพื่อนบ้าน 

ถึงตอนนั้นแล้วความสงบสุขร่มเย็นของชาติบ้านเมืองจะกลายเป็นความฝัน ความเสื่อมถอยล้าหลังของประเทศชาติจะกลายเป็นความจริง 

เช่นนั้นแล้ว เราๆ ท่านๆ คงทำได้เพียงแต่ภาวนาให้สรรพสิ่งศักดิ์สิทธิทั้งหลาย ได้โปรดช่วยปกป้องราชอาณาจักรไทยอันเป็นที่รักของเราตลอดไปด้วยเทอญ...เท่านั้น...

‘รมช.อนุชา’ หนุนเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม PGS ขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ-ชุมชนอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

(19 มี.ค. 67) นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ PGS วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผักปลอดภัย ตำบลบ้านตุ่น อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา หารือกับผู้ประกอบการรับฟังปัญหาเพื่อนำมาสู่การแก้ไข

ทั้งนี้ ได้มีการเปิดพื้นที่แปลงของนายจำนงค์ นาคประดับ หมอดินอาสาจังหวัดพะเยา ซึ่งทำการเกษตรแบบผสมผสานตามแนวคิดทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง เดิมเกษตรกรในพื้นที่ปลูกพืชผัก และมีความสนใจในการทำเกษตรอินทรีย์ นายจำนงค์ จึงได้รวบรวมเกษตรกรมาศึกษาเรียนรู้และเข้าสู่กระบวนการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม PGS ที่สนับสนุนโดยสถานีพัฒนาที่ดินพะเยา จัดตั้งเป็นกลุ่มผลิตผักปลอดภัยตำบลบ้านตุ่น ส่งจำหน่ายโรงพยาบาลพะเยา และพัฒนาศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดินจอกับปอ โดยเป็นตัวอย่างการทำเกษตรแบบผสมผสานปลูกไม้ผลและพืชผักหลากหลายชนิด มีจุดถ่ายทอดการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ โดยการก่อสร้างฝายชะลอน้ำ พร้อมส่งน้ำด้วยระบบท่อ โดยใช้พลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์ นับเป็นต้นแบบที่ดีในการทำเกษตรอินทรีย์ของคนต้นน้ำ

นอกจากนั้น ยังเป็นศูนย์ฝึกอบรมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินในพื้นที่ใกล้เคียง ให้สามารถเรียนรู้และนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเองได้ โดยมุ่งให้ความรู้เกษตรกรด้านการทำมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อแก้ไขปัญหาภาคเกษตรกรรมและยกระดับรายได้ของพี่น้องเกษตรกร

นายอนุชา เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคการเกษตรต้องมีการพัฒนาที่ทันสมัย รวดเร็ว รองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะด้านการพัฒนาที่ดิน เพื่อให้เป็นรากฐานการผลิตที่ยั่งยืน โดยทุกภาคส่วนจำเป็นต้องร่วมกันหาแนวทางปรับเปลี่ยนแนวคิดการทำงาน เพิ่มองค์ความรู้ใหม่ ๆ ปรับเปลี่ยนบริบทภาคเกษตรเพื่อเพิ่ม GDP ภาคเกษตรให้สูงขึ้น อีกทั้ง ต้องร่วมกันขับเคลื่อนการใช้พื้นที่เกษตรให้เต็มศักยภาพ ด้วยการจัดการผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพ นำไปสู่การสร้างอาชีพให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หลุดพ้นความยากจน ลดภาระหนี้สิน

รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ พร้อมให้การสนับสนุนเพื่อให้เกษตรกรทำเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม โดยเน้นความสำคัญของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค และบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อร่วมขับเคลื่อนการทำงานอย่างเป็นระบบ นำนวัตกรรม และเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้า พร้อมพัฒนาชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเกษตรปลอดภัย

“กระทรวงเกษตรฯ มีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนาไทยให้กินดี อยู่ดี มีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพิ่มขีดความสามารถให้ชาวนาพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เน้นการทำเกษตรเชิงรุก ยกระดับจากมาตรฐาน GAP สู่เกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม PGS วิถีชุมชนที่อยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ของหมอดินอาสาที่มีศักยภาพในการจัดทำแปลงสาธิต และมีความสามารถในการเป็นวิทยากร เพื่อให้ผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงานเรียนรู้จากแปลงต้นแบบและฐานเรียนรู้ ได้อย่างถูกต้อง” นายอนุชา กล่าว

#กพ67 พุ่งติดเทรนอันดับ 1 บน X หลังเปิดสมัครสอบ ภาค ก. วันแรกจน ‘เว็บล่ม’

(19 มี.ค.67) ผู้สื่อข่าวรายงานแจ้งว่า ตั้งแต่เวลา 8.30 น. ที่ผ่านมา จากกรณีที่ สำนักงานข้าราชการพลเรือน ออกประกาศสำนักงาน ก.พ. เรื่อง รับสมัครสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ประจำปี 2567 โดยรับสมัครทางอินเตอร์เน็ต ตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม - 9 เมษายน 2567 พบว่าเว็บไซต์ https://job 3.ocsc.go.th ไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งหน้าเว็บไซต์มีเพียงสีเทาเท่านั้น โดยเว็บไซต์ดังกล่าวทางสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ. เปิดรับสมัครสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ภาค ก. รูปแบบ Paper & Pencil ประจำปี 2567 จำนวน 380,000 ที่นั่งสอบ 

ล่าสุด ทำให้ #กพ67 พุ่งขึ้นมาติดอันดับ 1 บนโลกโซเชียลอย่าง X (ทวิตเตอร์) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ส่อง 'คนรวย' ใน 8 ประเทศ เริ่มเฟดตัวไปโกยทรัพย์ใน 'ต่างแดน'

รายงานจาก Ranking Royals เผยว่า ในปี 2023 จีนเป็นประเทศที่มีการย้ายออกสุทธิ (ส่วนต่างของการย้ายออกและย้ายเข้า) ของเศรษฐีระดับ HNWI (High Net Worth Individual) หรือบุคคลมั่งคั่งสูงที่มีการลงทุนมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐจำนวน 13,500 ราย ตามมาด้วยอินเดียที่มีการย้ายออกสุทธิ 6,500 ราย และสหราชอาณาจักร มีการย้ายออกสุทธิ 3,200 ราย

สำหรับเหตุผลดังกล่าว เริ่มตั้งแต่ จีน จะพบว่า...

การใช้นโยบาย 'เจริญรุ่งเรืองร่วมกัน' (common prosperity) ของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง (Xi Jinping) ของจีน กำลังบั่นทอนความมั่งคั่งของเหล่าเศรษฐีลง เป็นปัจจัยขับดันให้ผู้ลงทุนในจีนแห่ออกไปประเทศที่เป็นมิตรต่อการลงทุนมากกว่า เช่น สิงคโปร์ หรือมีการวางแผนสำรองในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ข้อจำกัดเรื่องโควิด-19 ที่ยืดเยื้อก็เป็นเหตุผลเพิ่มเติมที่คนเหล่าคนร่ำรวยจะเลือกออกไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ 

ส่วน อินเดีย แม้ว่าการย้ายออกสุทธิปี 2023 จะอยู่อันดับที่ 2 แต่ถือว่าจำนวนน้อยกว่าปีที่แล้ว ซึ่งมีการย้ายออกสุทธิ 7,500 ราย โดยเหตุผลของการย้ายออกจากอินเดียมาจาก 'กฎหมายภาษีต้องห้าม' ประกอบกับกฎที่ซับซ้อนและซับซ้อนเกี่ยวกับการโอนเงินขาออกที่เปิดให้ตีความผิดและใช้ในทางที่ผิด เป็นเพียงประเด็นเล็กน้อยที่กระตุ้นให้เกิดกระแสการโยกย้ายการลงทุนจากอินเดียด้าน การอพยพย้ายถิ่นฐานของเหล่า HNWI ในสหราชอาณาจักร เหตุผลสำคัญ คือ Brexit และการเปลี่ยนแปลงนโยบายเพื่อยกเลิกสถานะผู้เสียภาษีที่ไม่มีภูมิลำเนาในสหราชอาณาจักร โดยสถิติชี้ชัดว่าการลงทุนขาเข้าในสหราชอาณาจักรลดลงนับตั้งแต่ถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป ขณะที่เยอรมนีและฝรั่งเศสได้รับประโยชน์ไปแทน

'นัท นิสามณี' แต่งตัวไม่เหมาะสมในซาอุฯ ไม่ให้เกียรติสถานที่และช่วงเดือนรอมฎอน

(19 มี.ค. 67) ควงแฟนหนุ่มไปเที่ยวที่ประเทศซาอุดีอาระเบียกันแบบหวานฉ่ำเลยทีเดียว สำหรับ นัท-นิสามณี เลิศวรพงศ์ ยูทูบเบอร์และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ซึ่งทริปนี้ นัท-นิสามณี จัดเต็มสุดๆ ทั้งเสื้อผ้าหน้าผม โดยมีตากล้องสุดหล่อคือ คุณแฟน ตามถ่ายรูปแบบจึ้งๆ ให้เกือบทุกมุมเลยทีเดียว

โดยทริปนี้เจ้าตัวได้หยิบบิกินีไปใส่แบบฉ่ำๆ พร้อมทั้งใส่บิกินีตัวจิ๋วถ่ายคอนเทนต์ให้หวานใจทาครีมกันแดดให้ พร้อมโพสต์ภาพลงโซเชียล แต่งานนี้กลับมีดรามา เมื่อชาวเน็ตและชาวมุสลิมหลายคนไม่อินด้วยกับคอนเทนต์นี้ ได้เข้ามาคอมเมนต์กันจำนวนมาก

ซึ่งส่วนใหญ่มองว่าไม่เหมาะที่ใส่บิกินีในช่วงนี้ เพราะเป็นเดือนรอมฎอน และประเทศซาอุดีอาระเบียเป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิมที่เคร่งครัดเรื่องศาสนาเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรก แต่ นัท-นิสามณี เคยมีกรณีดรามาที่ไม่เหมาะสมคล้ายๆ กัน โดยก่อนหน้านี้เคยปล่อยคลิปทำคอนเทนต์บ้ง สอนชาวต่างชาติพูดคำหยาบแบบผิดๆ และพูดล้อเล่นเชิงเหยียดผู้หญิงไทย ซึ่งเธอได้ไปกินสตรีทฟู้ดของประเทศสิงคโปร์ โดยมีเพื่อนชาวสิงคโปร์เป็นไกด์นำเที่ยว และระหว่างคลิป นัท-นิสามณี ก็ได้ถามเพื่อนชาวสิงค์โปร์ว่ารู้จักภาษาไทยคำไหนบ้าง

ชาวสิงคโปร์คนนั้นก็ได้ตอบว่า รู้จัก สวย, หล่อ, หิวมาก สักพัก นัท-นิสามณี ก็ถามว่า “รู้จักคำว่าเงี่*น ไหม” ซึ่งชาวสิงคโปร์ตอบมาว่าไม่รู้ นัท-นิสามณี จึงได้บอกว่า “ถ้าเจอใครดีที่ดูดี ก็สามารถพูดได้เลยว่า I’m เงี่*น” 

นอกจากเรื่องสอนพูดคำหยาบแบบผิดๆแล้ว ยังมีประเด็นเรื่องการพูดถึงหญิงไทยอีกด้วย โดย นัท-นิสามณี ได้บอกกับเพื่อนชาวสิงคโปร์ว่า “ถ้าเลือกผู้หญิงไทยเป็นแฟนจะได้เงินน้อย แต่ถ้าเลือกกะเทย เขาจะให้เงินคุณ” และนั่นก็ทำให้ช่วงนั้นชาวเน็ตจำนวนมาก ต่างไม่พอใจในสิ่งที่เธอทำ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top