Monday, 6 July 2026
NewsFeed

‘ดร.หิมาลัย’ ชี้ชัด!! รทสช.เป็นพรรคการเมือง ไม่ใช่โรงเรียนอนุบาล ยืนยัน!! อุดมการณ์ทำเพื่อชาติ อดมื้อ กินมื้อ ก็ต้องพร้อมทำใจ

(3 ก.พ. 67) จากกรณีของคุณเจ๋ง ดอกจิก โดนกล่าวหาว่าไปพัวพันกับขบวนการตบทรัพย์ท่านอธิบดีกรมข้าวที่กำลังเป็นข่าวดังอยู่ในขณะนี้ ด้าน ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ คณะที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค) และประธานที่ปรึกษามูลนิธิพระราหู ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ ว่า…

ต้องเรียนพี่น้องประชาชนทุกท่านเลยนะครับ ว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของคุณเจ๋งล้วนๆ เป็นเรื่องที่คุณเจ๋งจะต้องไปตอบสังคมและต่อสู้คดีเอาเอง    

คุณเจ๋ง ดอกจิกเข้าร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติตามโครงการสมานฉันท์ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ต้องการสร้างความสามัคคีของคนในชาติ ภายใต้แนวความคิดของการอยู่ร่วมกันบนความเห็นต่าง ที่ไม่ต้องการให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนคนในชาติแบ่งแยกกันเป็นก๊ก เป็นเหล่า เป็นสีอีกต่อไป เรียกว่าเป็นการสลายสีเสื้อ ก้าวข้ามความขัดแย้ง ซึ่งพรรคร่วมไทยสร้างชาตินั้นเปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองในการที่จะสร้างสรรค์พัฒนาประเทศชาติ บำรุงรักษาศาสนา ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข 

การร่วมงานตามอุดมการณ์ของพรรค ทุกคนจึงมีอิสระในการทำงานตามแนวทางของตัวเอง แต่ที่นี่ไม่มีผลประโยชน์ใดๆ ให้แสวงหา การบริหารพรรคโดยท่านหัวหน้าพรรค นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และท่านเลขาธิการพรรค นายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ผู้ที่มีโอกาสได้บริหารงานราชการการเมืองในตำแหน่งต่างๆ จึงต้องเร่งขยันสร้างผลงานให้ปรากฏต่อสายตาของพ่อแม่พี่น้องประชาชน ผู้เป็นผู้หยิบยื่นโอกาสให้พรรครวมไทยสร้างชาติได้ทำงานรับใช้พวกท่านทั้งหลาย

จุดแข็งเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตของพรรค ในบางครั้งอาจกลายเป็นจุดอ่อน หากผู้เข้ามาร่วมงานการเมืองของพรรค ต้องการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวหรือลาภอันมิควรได้ บุคคลเหล่านี้จึงอาจจะต้องไปหาหนทางจากที่อื่น ซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของพรรค

พรรคการเมืองจึงเป็นที่รวบรวมคนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองเหมือนกัน มาช่วยกันทำงานเพื่อประเทศชาติตามนโยบายและแนวทางของพรรคนั้นๆ ไม่ใช่โรงเรียนอนุบาลที่จะมานั่งคอยอบรมสั่งสอนควบคุมความประพฤติของสมาชิกและผู้ร่วมงาน แต่ละท่านที่มาร่วมอุดมการณ์ย่อมต้องระวังตัว ควบคุมจิตใจตัวเองให้ยึดมั่นและมั่นคงในอุดมการณ์แม้จะต้องอยู่อย่างยากลำบาก อดมื้อกินมื้อ แต่นั้นคือเกียรติยศทางการเมืองของแต่ละท่าน 

เรื่องที่เกิดขึ้น จึงเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ที่จะเข้าสู่ถนนการเมืองได้พิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบ ส่วนคุณเจ๋ง ดอกจิกนั้น คงต้องเป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน ที่จะต้องไปพิสูจน์ตัวเองตามวิถีทางของขบวนการยุติธรรมและบริบทของสังคมต่อไป

ทหารผ่านศึกสัตหีบ ร่วมเชิดชูเกียรติทหารกล้า 3 กุมภาพันธ์ 'วันทหารผ่านศึก'

วันนี้ (3 ก.พ.2567) ชมรมทหารผ่านศึกสัตหีบ ร่วมกับ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นำอดีตนักรบผู้กล้า ทหารผ่านศึกอำเภอสัตหีย จังหวัดชลบุรี กว่า 100 นาย ร่วมวางพวงมาลา รำลึกถึงวีรกรรม ความกล้าหาญ และความเสียสละของทหารผ่านศึก  ณ อนุสาวรีย์ทหารนาวิกโยธิน ค่ายกรมหลวงชุมพร หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี  เนื่องในวันทหารผ่านศึก 3 กุมภาพันธ์ 2567 

ในเวลา 08.45 น.  พลเรือโท เสมา สุวรรณโชติ ประธานชมรมทหารผ่านศึกสัตหีบ นาวาเอก กองมี ขุนแข็ง ประธานเครือข่ายทหารผ่านศึกอำเภอสัตหีบ นาวาเอก ทองปลิว นึกชัยภูมิ ตัวแทนทหารนักรบนิรนาม 333 นำทหารผ่านศึกจากสมรภูมิต่างๆ ร่วมในพิธี โดยมีพลเรือตรี อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน นำคณะร่วมให้การต้อนรับ และร่วมในพิธีวางพวงมาลา รำลึกถึงวีรกรรม ความกล้าหาญ และความเสียสละของทหารผ่านศึกในวันนี้

สำหรับการจัดงานวันทหารผ่านศึกเพื่อเชิดชูเกียรติทหารกล้า 3 กุมภาพันธ์ วันทหารผ่านศึก" เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมความกล้าหาญของทหารผ่านศึกที่ได้เสียสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อปกปักรักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติ รวมทั้งเป็นการเชิดชูเกียรติทหารผ่านศึก ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนชาวไทย สืบไป 

โดย พลเรือโท เสมา สุวรรณโชติ ประธานชมรมทหารผ่านศึกสัตหีบ ประธานในพิธี ได้อ่านคำปราศรัยของ นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ในฐานะนายกสภาทหารผ่านศึก ที่มีถึงทหารผ่านศึกทุกนายและครอบครัว มีใจความตอนหนึ่งว่า วีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของเหล่าทหารกล้า สมควรได้รับการยกย่องและเชิดชูเกียรติสืบไป รัฐบาลได้ตระหนักและเห็นถึงความสำคัญของทหารผ่านศึก โดยมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการสงเคราะห์ เพื่อให้ทหารผ่านศึก ครอบครัวทหารผ่านศึก และทหารนอกประจำการ สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี โดยเหมาะสมกับสถานภาพ งบประมาณ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ตลอดจนให้ความสำคัญกับการเชิดชูเกียรติ การเผยแพร่วีรกรรมความเสียสละของทหารผ่านศึก ให้ประชาชนและสังคมได้รับทราบอย่างทั่วถึง เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ป้องกันประเทศหรือปฏิบัติราชการสนามพื้นที่เสี่ยงอันตราย อยู่ในขณะนี้ 

จากนั้น ชมรมทหารผ่านศึกสัตหีบ ยังได้จัดให้มีพิธีทางศาสนา ร่วมทำบุญเลี้ยงพระเพื่ออุทิศส่วนบุญกุศลให้กับ ทหารผ่านศึกที่สละเลือดเนื้อและชีวิต เพื่อรักษาเอกราช และอธิปไตยของชาติ ให้เป็นมรดกสืบทอดแก่ลูกหลานไทย มาจนถึงปัจจุบัน ในโอกาสเดียวกันนี้ด้วย

สวนนงนุชพัทยา ต้อนรับคณะเอกอัครราชทูตคิวบา ประจำประเทศไทย พร้อมภริยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวคิวบา ร่วมกันปลูกต้นไม้บริเวณสวนรุขชาติ เชิงเขาบันไดกฤษ

นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยาต้อนรับ H.E. Pedro Pablo San Jorge Rodriguez เอกอัครราชทูตคิวบา ประจำประเทศไทยพร้อมภริยา เข้าเยี่ยมชมสวนสวย พร้อมปลูกต้นไม้บริเวณสวนรุขชาติร่วมกับ Dr. Eldis Rafael Becquer Granados,  Dr. Julio  Martin Garcia นักพฤกษศาสตร์ชาวคิวบา ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีในการร่วมมือกันระหว่างสวนพฤกษศาสตร์สองแห่งชั้นนำของโลก ที่มีจำนวนพันธุ์ไม้หลากหลายสายพันธุ์    

ในครั้งนี้คณะเอกอัครราชทูตคิวบา ประจำประเทศไทย ได้ปลูกต้นเท้าแสนปม และนักพฤกษศาสตร์ชาวคิวบา 2 ท่าน ปลูกต้นต้นโมรี, ต้นพลับเขา ในส่วนของนักพฤกษศาสตร์ชาวคิวบาได้มาศึกษาดูงาน แลกเปลี่ยนพันธุ์ไม้และองค์ความรู้เป็นระยะเวลา 1เดือน ตามที่ได้เคยเซ็นข้อตกลงความร่วมมือ(MOU)ระหว่างสวนพฤษศาสตร์ประเทศคิวบากับทางสวนนงนุชพัทยา

ซึ่งสวนรุขชาติแห่งนี้ สวนนงนุชพัทยาได้ขออนุญาตเช่าพื้นที่จากกรมป่าไม้จำนวน43ไร่ ดำเนินการไปแล้ว14 ไร่ เพื่อเป็นการอนุรักษ์พันธุ์ไม้หายาก จากทั่วทุกมุมโลก โดยมีวัตถุประสงค์ให้เป็นสมบัติของชาติ โดยค่าใช้จ่ายและค่าดำเนินการต่างๆ ทางสวนนงนุชพัทยาเป็นผู้ออกทั้งหมด โดยมีคณะทูตและหน่วยงานภาครัฐ, บุคคลทั่วไปมาปลูกต้นไม้อย่างต่อเนื่อง สวนรุขชาตินี้เป็นสวนที่ทุกประเทศในโลกควรมี

ตำรวจภาค 4 เปิดปฏิบัติการไล่ล่า(เด็ดปีก) นักค้าอีสานเหนือ 252 'No Place for Drug' (NPD.P.4) ปูพรมจับกุมนักค้ารายย่อย ไม่มีที่ยืนในพื้นที่

ที่ ภ.จว.กาฬสินธุ์ : เมื่อวันที่ 3 ก.พ.67 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ได้แถลงผลการปฏิบัติ ตามปฏิบัติการ ไล่ล่า(เด็ดปีก) นักค้าอีสานเหนือ 252 "No Place for Drug"(NPD.P.4) ของตำรวจภูธรภาค 4 โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. , พล.ต.ท.ภานุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. , พล.ต.พรชัย มาหลิน รองแม่ทัพภาคที่ 2 , นายสนั่น พงษ์อักษร ผวจ.กาฬสินธุ์ , พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ภ.4 , พล.ต.ต.ธนชาติ รอดคลองตัน รอง ผบช.ภ.4 , พล.ต.ต.ณัฐนนท์ ประชุม รอง ผบช.ภ.4 และ พล.ต.ต.ตรีวิทย์ ศรีประภา ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ ร่วมแถลงข่าว

ภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศนโยบายและเปิดปฏิบัติการลดความรุนแรงของปัญหายาเสพติดให้ได้อย่างเป็นรูปธรรมภายในระยะเวลา 1 ปี ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล โดยการปลุกชุมชนให้เข้มแข็ง เปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย ปราบปรามและยึดทรัพย์นักค้า

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยตำรวจภูธรภาค 4 จึงได้นำนโยบายการปราบปรามและยึดทรัพย์นักค้า  มาขับเคลื่อน เปิดปฏิบัติการไล่ล่า (เด็ดปีก) นักค้าอีสานเหนือ 252 : No place for drug หรือ NPD.P.4 โดยยึดหลักการ “ทำลายโครงสร้าง ชำระสะสาง และสร้างพลังชุมชน” ดำเนินการเชิงรุกในการปราบปรามนักค้ายาเสพติดรายย่อยในพื้นที่ พร้อมทั้งทำลายเครือข่ายเพื่อลดระดับความรุนแรงของปัญหายาเสพติด และสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาในการปฏิบัติงานภาครัฐและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการปฏิบัติการมีการบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน ได้แก่  ฝ่ายปกครอง กองทัพภาคที่ 2 สาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและตำรวจภูธรภาค 4 ทั้ง 252 สถานี และได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการปฏิบัติการในครั้งนี้ จาก ป.ป.ส. เป็นจำนวนเงิน 2,544,200 บาท 

การแก้ปัญหายาเสพติดที่มีการแพร่ระบาดในชุมชน ของตำรวจภูธรภาค 4 คือการทำให้นักค้าไม่มีที่ยืนอยู่ในพื้นที่ โดยการเปิดปฏิบัติการไล่ล่า (เด็ดปีก) นักค้าแดนอีสานเหนือ 252 ในครั้งนี้ ได้ให้แต่ละสถานีตำรวจ ศึกษาสภาพปัญหาการแพร่ระบาดยาเสพติด และกำหนดพื้นที่เข้าไปปฏิบัติการ เข้าไปพบทำความเข้าใจประสานงานผู้นำชุมชน เพื่อหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน ทำการ X-Rays พื้นที่/ทำแผนที่เดินดินในชุมชน ร่วมกันกำหนดเป้าหมายคัดแยกผู้ค้า ผู้เสพ ผู้ใช้ในพื้นที่ เพื่อนำสู่ขั้นตอนการทำลายโครงสร้างและชำระสะสาง โดยปฏิบัติการเชิงรุก ขยายผลจากผู้เสพ ไปสู่การออกหมายจับนักค้ายารายย่อยในพื้นที่ ตลอดจนการสืบทรัพย์ให้ชุดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นจับกุมผู้ค้ารายย่อยให้หมดไป เพื่อขุดรากถอนโคนนักค้าไม่ให้มีที่ยืนในพื้นที่ No Place for Drug (NPD) ตลอดจนใช้มาตรการยึดทรัพย์/อายัดทรัพย์สิน เพื่อหยุดยั้งมิให้ผู้กระทำผิดรายใหม่เกิดในพื้นที่ หัวใจสำคัญที่เราจะดำเนินการต่อไปคือ การสร้างพลังชุมชนให้มีส่วนร่วมในการดูแลชุมชนของตนเองให้เกิดความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหายาเสพติดต่อไป 

ตำรวจภาค ปฏิบัติการไม่มีที่ยืนให้นักค้ายาเสพติด No Place for Drug (NPD) ของตำรวจภูธรภาค 4 ไล่ล่านักค้าแดนอีสานเหนือ 252 ในครั้งนี้ ได้ดำเนินการมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2566 โดยทุกพื้นที่ในสังกัด ภ.4 ทั้ง 252 สถานีตำรวจ และ บก.สส.ภ.4 ดำเนินการปูพรม สืบสวนขยายผล จากผู้เสพนำไปสู่ผู้ค้ารายย่อย ออกหมายจับนักค้าจำนวน 381 ราย ตรวจค้นเป้าหมายบุคคลตามหมายจับค้างเก่าจำนวน 400 หมาย จับกุม ยึดทรัพย์และอายัดทรัพย์สินนักค้ารายย่อยทุกราย สามารถจับกุมนักค้าได้ถึง 309 ราย คิดเป็น 81% ตรวจค้นจับกุมหมายจับค้างเก่าได้ 43 ราย ของกลางยาบ้า 1,418,412 เม็ด , ยาไอซ์ 0.62 กิโลกรัม ยึดและอายัดทรัพย์สิน 1,318 รายการ คิดเป็นมูลค่ารวม 171,605,208 บาท โดยแยกเป็นทรัพย์สิน 1.เงินสด 5,543,526 บาท , 2.สิ่งปลูกสร้างพร้อมที่ดิน 102 แปลง เนื้อที่ 189 ไร่ 36 งาน 789 ตารางวา คิดเป็นมูลค่า 62,576,464 บาท , 3.รถยนต์ จำนวน 166 คัน มูลค่า 77,848,800 บาท , 4.รถจักรยานยนต์ จำนวน 363 คัน มูลค่า 14,761,020 บาท และทรัพย์สินอื่นๆ เช่น ทอง ปืน วัว ฯลฯ จำนวน 687 รายการ มูลค่า 10,876,198 บาท

ท้ายสุดนี้ ตำรวจภูธรภาค 4 ทั้ง 252 สถานีตำรวจ จะยืดหยัด มุ่งมั่น ปราบปรามนักค้ายาเสพติดให้หมดไป เพื่อลดความรุนแรง และปัญหายาเสพติดในพื้นที่อีสานเหนือ 

นี่คือ ปฏิบัติการไล่ล่า (เด็ดปีก) นักค้าอีสานเหนือ 252  “ไม่มีที่ยืน ให้นักค้ายาเสพติด”

พล.ต.ท.สรายุทธ กล่าวว่า ที่ผ่านมา ตำรวจภาค 4 มุ่งเน้นมาตรการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเชิงรุก ตามนโยบายรัฐบาล และ ผบ.ตร. โดยนำมาตรการปราบปรามนักค้ารายย่อย ที่มีการแพร่ระบาดยาเสพติดทั้ง 12 จังหวัด โดย “ทำลายโครงสร้าง ชำระสะสาง และสร้างพลังชุมชน” สำหรับการปราบปรามในครั้งนี้ มุ่งเป้าไปที่การกวาดล้างจับกุมนักค้ายาเสพติดรายย่อยในพื้นที่ เนื่องจากเป็นผู้ที่นำยาเสพติดมาแพร่กระจายในชุมชน เพื่อลดระดับความรุนแรงของปัญหายาเสพติด ทั้งนี้การเปิดปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นเพียงก้าวแรกของการกวาดล้างยาเสพติดในพื้นที่ ภ.4 อย่างเด็ดขาดต่อไป โดยเราจะไม่ยอมให้ผู้ค้ามีที่ยืนอยู่ในพื้นที่ และจะบังคับใช้กฎหมาย ยึดและอายัดทรัพย์สิน อย่างเด็ดขาด รวมทั้งดำเนินการทุกมิติ เพื่อทำลายขบวนการค้ายาเสพติดให้หมดสิ้นไปจากพื้นที่ ภ.4 ให้ได้  ผบช.ภ.4 กล่าวในที่สุด 

“เป็นหน่วยบังคับใช้กฎหมาย ทำงานเชิงรุก ทันสมัย ที่ประชาชนเชื่อถือศรัทธา”

กาฬสินธุ์รมว.ยุติธรรมลุยปราบยาเสพติดโชว์ยุทธการเด็ดปีกนักค้าอีสานเหนือ

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานด้านการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ขณะที่ตำรวจภูธรภาค 4 แถลงผลเปิดปฏิบัติการไล่ล่า(เด็ดปีก) นักค้าอีสานเหนือ 252 

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2567 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยนายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานด้านการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์

โดยช่วงเช้าเวลา 09.30 น.ได้ตรวจเยี่ยมเรือนจำ จ.กาฬสินธุ์ รับฟังผลการดำเนินงานปัญหา อุปสรรค และมอบนโยบายแก่ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรม โดยมีนายสนั่น พงษ์อักษร ผวจ.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยรองผวจ.กาฬสินธุ์ นายวิรัช พิมพะนิตย์ ส.ส.กาฬสินธุ์ เขต 1 นายพลากร  พิมพะนิตย์ ส.ส.กาฬสินธุ์ เขต 2 นายจำลอง ภูนวนทา ส.ส.กาฬสินธุ์ เขต 3 นายทินพล ศรีธเรศ ส.ส.กาฬสินธุ์ เขต 5 นางเฉลิมขวัญ หล่อตระกูล นายกอบจ.กาฬสินธุ์ นายจิรวุฒิ ปัญญาสวัสดิ์ ผบ.เรือนจำ จ.กาฬสินธุ์ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ

จากนั้นเวลา 11.00 น.วันเดียวกัน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.ภานุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส., พล.ต.พรชัย มาหลิน รองแม่ทัพภาคที่ 2, นายสนั่น พงษ์อักษร ผวจ.กาฬสินธุ์ , พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย  ผบช.ภ.4 , พล.ต.ต.ตรีวิทย์ ศรีประภา ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ นายวิรัช พิมพะนิตย์ ส.ส.กาฬสินธุ์ เขต 1 นายพลากร  พิมพะนิตย์ ส.ส.กาฬสินธุ์ เขต 2 พร้อมด้วยรองผบช.ภ.4  ผู้บังคับการตำรวจภูธรจาก 12 จังหวัดอีสานเหนือ ร่วมกันแถลงผลการปฏิบัติการไล่ล่าเด็ดปีก นักค้าอีสานเหนือ 252 "No Place for Drug"(NPD.P.4) ของตำรวจภูธรภาค 4 

โดยมีการบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายปกครอง กองทัพภาคที่ 2 สาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และตำรวจภูธรภาค 4 ทั้ง 252 สถานี มาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2566 ทั้งปูพรม สืบสวนขยายผล จากผู้เสพนำไปสู่ผู้ค้ารายย่อย ออกหมายจับนักค้า 381 ราย ตรวจค้นเป้าหมายบุคคลตามหมายจับค้างเก่า 400 หมาย จับกุม ยึดทรัพย์และอายัดทรัพย์สินนักค้ารายย่อยทุกราย สามารถจับกุมนักค้าได้ถึง 309 ราย ตรวจค้นจับกุมหมายจับค้างเก่าได้ 43 ราย ของกลางยาบ้า 1,418,412 เม็ด, ยาไอซ์ 0.62 กิโลกรัม ยึดและอายัดทรัพย์สิน 1,318 รายการ คิดเป็นมูลค่ารวม 171,605,208 บาท

จากนั้นเวลา 13.00 น. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมคณะได้ร่วมประชุมติดตามผลการดำเนินงานด้านการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ และมอบนโยบายแก่หน่วยงานบูรณาการและสร้างการรับรู้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ให้แก่ นายอำเภอทุกอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และแกนนำอาสาสมัครกลุ่มต่างๆ ที่หอประชุมศาลากลาง จ.กาฬสินธุ์ โดยมีนายสนั่น พงษ์อักษร ผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ นายประเสริฐ บุญเรือง ส.ส.กาฬสินธุ์ เขต 6 พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ

นอกจากนี้ในช่วงเวลา 14.30 น.ยังได้เข้าตรวจเยี่ยมการดำเนินงานโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้านยั่งยืน ตำรวจภูธร จ.กาฬสินธุ์ ที่หอประชุมโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลกมลาไสย อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ เพื่อค้นหา และนำผู้เสพยาเสพติด เข้าสู่กระบวนการบำบัดโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน (CBTx) เพื่อคัดแยก/คัดกรองผู้ป่วยจิตเวชที่เกิดจากการใช้ยาเสพติดตามกลุ่มสี เข้าสู่กระบวนการบำบัดโดยแพทย์ โดยใช้รูปแบบ “หัวโทนโมเดล” เพื่อกวาดล้าง จับกุมผู้ค้ายาเสพติด ในตำบลเป้าหมาย 100 ตำบลอย่างเด็ดขาด ให้เป็น “ตำบลสีขาวปลอดยาเสพติด” เพื่อให้เกิดการบูรณาการในการแก้ไขปัญหายาเสพติดร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่เป้าหมาย และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ประชาชนในชุมชนอยู่อย่างปกติสุข

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ต่อไปนี้การป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดจะต้องครบทุกมิติ ซึ่งรัฐบาล ภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศนโยบาย และเปิดปฏิบัติการลดความรุนแรงของปัญหายาเสพติดให้ได้อย่างเป็นรูปธรรมภายในระยะเวลา 1 ปี ถือเป็นนโยบายเร่งด่วน โดยการปลุกชุมชนให้เข้มแข็ง เปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย ปราบปรามและยึดทรัพย์นักค้า และในส่วนการปฏิบัติการไล่ล่า(เด็ดปีก)นักค้าอีสานเหนือครั้งนี้ ถือเป็นการนำร่องเดินหน้าปราบปรามนักค้ายาเสพติด เพราะภาคอีสานมีชายแดนที่ยาว มีการลักลอบขนยาเสพติดเข้ามามากจะต้องเร่งดำเนินการ อย่างไรก็ตาม ต้องขอชื่นชมทุกภาคส่วนและให้กำลังใจผู้ปฏิบัติหน้าที่ พร้อมทั้งกำชับให้ช่วยกันเดินหน้าที่แก้ปัญหายาเสพติดให้หมดสิ้นไป

รู้จัก 'การยิงแตกอากาศ' การร้องขอครั้งสุดท้ายของวีรบุรุษ  เกียรติแห่งทหารกล้า 'ปกป้อง-นำพา' แผ่นดินไทยให้ดำรงสืบต่อไป

(5 ก.พ.67) ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ คณะที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค) และประธานที่ปรึกษามูลนิธิพระราหู ได้ออกบทความเนื่องในวันทหารผ่านศึก ระบุว่า...

ผมเขียนบทความเรื่องนี้ ในคืนวันที่ 3 ก.พ.67 ซึ่งเราถือว่าเป็นวันทหารผ่านศึก เพื่อระลึกและเชิดชูเกียรติให้กับทหารและพลเรือน ที่เข้าสู่สนามรบในสมรภูมิต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งในรูปแบบและนอกแบบ บางครั้งเป็นสงครามการสู้รบที่เปิดเผย หลายครั้งเป็นการสู้รบทางลับ เพื่อปกป้องรักษาผืนแผ่นดินไทยของเราไว้ให้ลูกหลาน

ย้อนกลับไปเมื่อไม่นานนี้ ช่วงต้นๆ ปี มียูทูบเปอร์หญิงท่านหนึ่ง ลงทุนไปใช้ชีวิตกับทหารตามแนวชายแดนเพื่อเรียนรู้จากการลงพื้นที่และปฏิบัติจริง เพื่อนำมาเผยแพร่ให้สังคมได้รับรู้ แต่น่าเสียดาย ที่มีการด้อยค่าจากผู้เห็นต่างทางความคิด รุมถล่มหรือที่เขาเรียกว่าทัวร์ลง จนเจ้าตัวแทบจะย่ำแย่เลยทีเดียว หากมองในแง่ของสื่อมวลชนแล้ว ต้องยกย่องคุณ pigkaploy ยูทูบเปอร์ท่านนี้ด้วยซ้ำไป ที่ลงทุนลงแรงปฏิบัติด้วยตัวเองอย่างเหน็ดเหนื่อย

วลี 'ทหารมีไว้ทำไม' เกิดขึ้นจากนักวิชาการการเมืองบางท่าน ที่ตั้งคำถามขึ้นมาเพียงเพื่อเอาชนะกันทางการเมือง โดยไม่คิดถึงผลกระทบระยะยาวที่จะตามมา มีการพยายามสร้างความแตกแยกเกลียดชังให้เกิดขึ้นระหว่างประชาชนกับทหาร นักการเมืองบางท่านต้องการเอาชนะ ต้องการมีอำนาจทางการเมือง ถึงขนาดเสกสรรปั้นแต่งประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่ เพื่อบั่นทอนความรักและความภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย

โชคดี ที่วันนี้ความพยายามเหล่านี้ไม่ประสบผลสำเร็จ ความรู้สึกเกลียดชังกันในสังคม ค่อยๆ ลดน้อยถอยลง ความรู้สึกรักและผูกพันกันของบุคคลในชาติยังคงมีอยู่เป็นจำนวนมาก ทหาร อาจจะมีการกระทำที่ถูกใจหรือไม่ถูกใจท่านไปบ้าง แต่ท่านทั้งหลายมั่นใจเถอะครับ ถึงท่านจะเกลียดทหาร เพียงใดก็ตาม เมื่อเวลาวิกฤตมาถึง ทหารจะเป็นคนแรกที่จะเอาร่างกายและชีวิตเข้าปกป้องรักษาผืนแผ่นดินนี้ไว้ให้ท่านและลูกหลานท่านสืบไป

ย้อนกลับไปสมัยที่ผมยังเรียนอยู่โรงเรียนเตรียมทหารตลอดจนโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วิชาทหารจะมีวิชาหนึ่งที่เราเรียกว่า 'วิชายุทธวิธี' จะมีการสอนเกี่ยวกับการรบและหลักนิยมของสงครามและการรบแบบต่างๆ พวกเราซึ่งจะต้องจบออกไปเป็นนายทหารและนำหน่วย จะถูกสอนย้ำแล้วย้ำอีกให้ยึดมั่นในภารกิจเหนือสิ่งอื่นใด ภารกิจที่ได้รับมอบหมายย่อมมีความสำคัญเสมอ แม้แต่ชีวิตของพวกเราก็ต้องพร้อมที่จะเสียสละ เพื่อปฎิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ 

มีคำศัพท์ในวิชาทหารคำหนึ่ง ที่พวกเราจะต้องเรียนรู้และจดจำ เพราะคำนี้จะมีความสำคัญมาก หากเราได้รับภารกิจให้รักษาฐานที่มั่นที่ใดที่หนึ่ง ในการตั้งฐานปฏิบัติการทางทหารนั้น สิ่งที่พวกเราจะต้องกระทำทุกครั้งคือ การส่งพิกัดที่ตั้งฐานของเราเองให้กับหน่วยทหารปืนใหญ่ที่จะช่วยยิงสนับสนุนให้กับฐานของเรา 

การส่งพิกัดที่ตั้งให้กับหน่วยปืนใหญ่นั้น เป็นการแจ้งให้ทราบว่าหน่วยของเราตั้งอยู่ที่ใด เพื่อเวลาขอความช่วยเหลือจากการโดนโจมตีจากข้าศึก ปืนใหญ่จะได้ช่วยทำการยิงสนับสนุนได้ถูกต้อง และที่สำคัญที่สุด ปืนใหญ่จะสามารถสนับสนุนการร้องขอครั้งสุดท้ายของพวกเราในฐานะผู้บังคับหน่วยได้

'การยิงแตกอากาศ' คือการร้องขอให้ปืนใหญ่ที่ยิงสนับสนุนนั้น ยิงปืนใหญ่ใส่ฐานที่มั่นตนเอง โดยให้กระสุนปืนใหญ่ระเบิดแตกกลางอากาศเหนือที่หมาย ตามพิกัดที่เราส่งให้ไว้ เป็นคำขอของผู้บังคับหน่วยทหารที่พึงกระทำเพื่อรักษาฐานที่มั่นตามคำสั่งทางทหารด้วยชีวิต แปลง่ายๆ ครับ คือการฆ่าตัวตายยกหน่วยพร้อมข้าศึก 

การร้องขอครั้งสุดท้ายของวีรบุรุษของเรา มีเกิดขึ้นจริง หลายครั้งหลายหนในหลายสมรภูมิ 'ทหารมีไว้ทำไม' หลายท่านคงมีคำตอบที่หลากหลาย แตกต่างกันไป แต่คำตอบที่ทหารทุกคนคงจะตอบเหมือนกันหมดไม่ว่าจะเป็นนายพล หรือ พลทหาร ทหารมีไว้เพื่อรักษาประเทศชาติและผืนแผ่นดินไว้ให้ลูกหลาน แม้จะต้องใช้ชีวิตเข้าแลกก็ตาม ตามคำปฎิญานตนของทหารทุกคนที่ว่า "ตายในสนามรบ คือ เกียรติของทหาร"

ท้ายสุดนี้ ผมขอกราบคารวะ สดุดี ทหารผ่านศึกทุกท่าน ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และเสียชีวิตไปแล้วก็ดี ขอให้ท่านทั้งหลายได้รับรู้เถิดว่า ลูกหลานของท่านได้รับรู้และรับทราบความเสียสละของพวกท่าน ซาบซึ้ง สำนึกในบุญคุณ และภาคภูมิใจในตัวพวกท่านเสมอ

‘นายกฯ’ ยินดี!! ‘ไทย-ศรีลังกา’ ลงนามข้อตกลงการค้าเสรี FTA พร้อมร่วมมือพัฒนาอัญมณี-หนุนการยกเว้นวีซ่าระหว่าง 2 ชาติ

เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 67 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้โพสต์ข้อความแสดงความดีใจ ที่รัฐบาลไทยได้เป็นแขกพิเศษในงานฉลองเอกราช 76 ปี ของศรีลังกา โดยระบุว่า…

“ดีใจที่รัฐบาลไทยได้เป็นแขกพิเศษในงานฉลองเอกราช 76 ปีของศรีลังกา ขณะที่การหารือก็มีผลเป็นที่น่าพอใจ โดยมีการลงนามข้อตกลงการค้าเสรี FTA ซึ่งครอบคลุมเรื่องอัญมณี ซึ่งมี MOU ด้านความร่วมมือการวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้ง 2 ประเทศ”

นายกรัฐมนตรี ยังระบุเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ยังมีการลงนามความตกลงด้านบริการการเดินอากาศระหว่างกัน และผลักดันการยกเว้น Visa ให้ชาวไทย-ศรีลังกา เดินทางไปมาได้สะดวกขึ้น ซึ่งจะเป็นแรงส่งให้การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวของทั้ง 2 ประเทศพัฒนาไปได้เร็วขึ้นด้วย โดยบริษัทการบินไทยจะเริ่มเที่ยวบิน กรุงเทพฯ-โคลัมโบ ในวันที่ 31 มี.ค. 67 นี้

“ไทยยินดีสนับสนุนการพัฒนาการประมงของศรีลังกาที่มุ่งสู่ความทันสมัย เพิ่มความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดและจะจับมือกันเพิ่มศักยภาพด้านการเดินทะเล ความมั่นคงทางทะเล และการป้องกันประเทศด้วย” นายเศรษฐา ระบุทิ้งท้าย

‘ลอนดอน’ ผวา!! ชายทำร้าย ‘หญิง-เด็ก’ ด้วยน้ำกรด  พบประวัติเคยขอลี้ภัย มีคดีล่วงละเมิด ยังจับตัวไม่ได้

ไม่นานมานี้ เพจ ‘Amthaipaper (หนังสือพิมพ์ไทยในอังกฤษ)’ ได้โพสต์ข้อความเผยถึงผู้ต้องสงสัยชายทำร้ายหญิง-เด็กด้วยน้ำกรด เคยขอลี้ภัย มีคดีล่วงละเมิด ระบุว่า…

ชายต้องสงสัยก่อเหตุสาดน้ำกรดใส่หญิงสาวและเด็กหญิง ในย่านแคลปแฮม กรุงลอนดอน ถูกเปิดเผยว่า เคยเป็นผู้อพยพลี้ภัยและมีคดีล่วงละเมิดทางเพศมาก่อน 

ขณะนี้ตำรวจกำลังเร่งติดตามตัว

ผู้ต้องสงสัยรายนี้มีชื่อว่า ‘อับดุล เอเซดี’ อายุ 35 ปี มาจากเมืองนิวคาสเซิล มีบาดแผลสาหัสที่ใบหน้าด้านขวา และถูกพบเห็นครั้งสุดท้ายเมื่อวันพุธที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา ในซูเปอร์มาร์เก็ตเทสโก้ สาขาถนนคาเลโดเนียน ใกล้คิงส์ครอส เพียง 1 ชั่วโมงหลังก่อเหตุ

เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายคือหญิงสาววัย 31 ปี และลูกสาววัย 3 และ 8 ขวบ ทั้งหมดได้รับบาดเจ็บสาหัส และยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล

ตำรวจหลายสิบนายในชุดป้องกัน ‘วัตถุอันตราย’ บุกค้นบ้านพักของเอเซดีใน ย่าน เลย์ตันสโตน ทางตะวันออกของกรุงลอนดอน เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 1 ก.พ. แต่ไม่พบตัว

เอเซดีถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศในปี 2561 และได้รับโทษรอลงอาญาจากศาลนิวคาสเซิล เขาได้รับอนุญาตให้ลี้ภัยหลังจากความพยายามล้มเหลว 2 ครั้ง เขาเดินทางเข้ามาสหราชอาณาจักรด้วยรถบรรทุกในปี 2559 และอ้างว่าเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ เพื่อให้ได้รับการลี้ภัย

ตำรวจนครบาลเผยแพร่ภาพการพบเห็นเอเซดีครั้งสุดท้ายที่เทสโก้ เอ็กซ์เพรส บนถนนคาเลโดเนียน เมื่อเวลา 20.48 น. ของวันพุธ ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งชั่วโมงหลังเหตุโจมตี

ผู้กำกับกาเบรียล คาเมรอน กล่าวว่า “ภาพนี้ถ่ายจากร้านเทสโก้ ซึ่งเชื่อกันว่าเอเซดีซื้อขวดน้ำหนึ่งขวด” เขาออกจากร้านแล้วเลี้ยวขวา ภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเอเซดีมีอาการบาดเจ็บสาหัสที่ใบหน้าด้านขวา 

หากพบเห็นเอเซดี ให้โทร 999 ทันที และไม่ควรเข้าใกล้เขา

>> ข้อมูลสำคัญ
• ชื่อ : อับดุล เอเซดี
• อายุ: 35 ปี
• มาจาก : เมืองนิวคาสเซิล
• ลักษณะ : บาดแผลสาหัสที่ใบหน้าด้านขวา
• สถานที่พบเห็นครั้งสุดท้าย : เทสโก้ เอ็กซ์เพรส ถนนคาเลโดเนียน เวลา 20.48 น. วันพุธที่ 31 มกราคม 2567
• เบาะแส : โทร 999

การโจมตีด้วยสารเคมีในแคลปแฮม : อัปเดต

>> ภาพใหม่ของผู้ต้องสงสัย : มีการเผยแพร่ภาพใหม่ของ Abdul Chowdhury Eisadi ผู้ต้องสงสัยในคดีโจมตีด้วยสารเคมีในย่าน Clapham ทางตอนใต้ของกรุงลอนดอน ภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็น Eisadi กำลังหลบหนีออกจากสถานีรถไฟใต้ดิน Clapham South

>> พบภาชนะบรรจุสารเคมี : เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พบภาชนะบรรจุที่มีฉลาก ระบุว่า ‘กัดกร่อน’ ใกล้กับสถานที่เกิดเหตุ เชื่อกันว่าภาชนะเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับการโจมตี

>> แม่ของผู้ต้องสงสัยถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล : แม่ของ Eisadi ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหลังจากได้รับยาสลบ ตำรวจไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้

>> การติดตามตัวผู้ต้องสงสัย : เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังติดตามตัว Eisadi อยู่ ยังไม่มีการจับกุมตัวผู้ต้องสงสัย

>> จำนวนผู้บาดเจ็บ : ผู้ได้รับบาดเจ็บ 12 คนจากเหตุการณ์โจมตีครั้งนี้

#amthaipaper #นสพแอมไทย | www.amthai.co.uk |IG: @amthaipaper | Line ID: AmthaiUK |Twitter: @amthaipaper |Tiktok: amthaipaper |YouTube: @TheAmthaipaper | Threads:@amthaipaper

Clapham chemical attack suspect revealed to be refugee sex offender as manhunt stepped up

Clapham chemical attack : New images of suspect taking Tube in escape; containers with ‘corrosive’ labels found; mother sedated in hospital.

The manhunt for Abdul Shokoor Ezedi, who is suspected of committing a chemical attack in south London on Wednesday that injured 12 people, is still ongoing.
.
The suspect had ‘significant injuries’ to his face when he was spotted entering a Tesco on Caledonian Road, near King's Cross, after the attack.
.
The manhunt for a suspect wanted over a corrosive substance attack which left a girl and her mother with potentially life-changing injuries intensified on Friday as it was revealed that he was granted asylum despite being a convicted sex offender.
.
Abdul Ezedi, 35, from the Newcastle area, was described by police as having ‘significant injuries to the right side of his face’. He was still on the run having last been seen at a supermarket in north London on Wednesday evening.

The sighting came just over an hour after the attack on the 31-year-old woman, believed to be known to Ezedi, who was with her daughters, aged three and eight. All three remain in hospital.

Dozens of police dressed in protective ‘hazmat’ suits raided an address in Leytonstone, east London, on Thursday night. It is understood Ezedi had a connection to the area but was not found.

The suspect, who is reportedly from Afghanistan, was convicted of a sexual offence in 2018 and given a suspended sentence at Newcastle crown court. The Crown Prosecution Service confirmed he was sentenced on January 9 of that year after pleading guilty to one charge of sexual assault and one of exposure.

He was granted asylum after two failed attempts, having reportedly travelled to the UK on a lorry in 2016, it is believed.

Ezedi was allowed to stay in Britain after a priest confirmed that he had converted to Christianity and was ‘wholly committed’ to his new religion, the Daily Telegraph reported. An asylum seeker can claim asylum in the UK on the basis of religious persecution in their home country.

The Metropolitan Police have released an image of Ezedi’s last-known sighting, at a Tesco Express in Caledonian Road at 8.48pm on Wednesday - just over an hour after the attack.

Superintendent Gabriel Cameron said : “The image is taken from the Tesco store, where Ezedi is believed to have purchased a bottle of water. He left the shop and turned right. The image shows Ezedi with what appears to be significant injuries to the right side of his face. This makes him distinctive. If you see Ezedi, call 999 immediately. He should not be approached.”

There was a heightened police presence in the area yesterday, including unmarked cars and vans.

‘พระวัดไผ่เหลือง’ ช่วยทำคลอดแม่วัวท้องแก่ ปลอดภัยทั้งแม่-ลูก ชาวเน็ตแห่ร่วมอนุโมทนาบุญ พร้อมบอก “คุณพระช่วยจริงๆ”

เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 67 เพจวัดไผ่เหลือง ซอยกันตนา อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ได้โพสต์คลิปวิดีโอขณะพระสงฆ์กำลังช่วยทำคลอดให้แม่วัวท้องแก่ ที่มีอาการเจ็บบริเวณขาหน้าทั้ง 2 ข้าง ทำให้ไม่สามารถพยุงตัวเองให้ยืนขึ้นได้ น้ำคร่ำได้แตก และมีขาของลูกวัวโผล่ออกมาแต่แม่วัวไม่มีแรงเบ่ง ทำให้พระลูกวัดได้รีบเข้าไปช่วยพร้อมลูกศิษย์วัดทำคลอด ด้วยการดึงขาหน้าของลูกวัวออกมาอย่างปลอดภัย

โดยในเพจได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า…

“แม่วัวที่ลื่นล้มวันนี้ คลอดลูกแล้วปลอดภัยดีทั้งแม่ทั้งลูก น้องชื่อ ‘คุณพระช่วย’ พระช่วยทำคลอดจริงๆ สาธุ พระทุกองค์ และคนมาช่วยทำคลอดทุกคนด้วยจ้ะ”

สำหรับลูกวัวที่เกิดใหม่เป็นสมาชิกตัวที่ 38 หลังจากคลิปวิดีโอนี้เผยแพร่ออกไป ได้มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก พร้อมบอกว่า “คุณพระช่วยจริงๆ ครับ” และบ้างก็ร่วมบริจาคเงิน เพื่อนำไปซื้ออาหารให้กับวัวที่วัดเป็นการร่วมทำบุญ

ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยัง ‘พระครูสมุห์สิทธิโชค อภินนฺโท’ เจ้าอาวาสวัดไผ่เหลือง ตำบลบางม่วง อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี เปิดเผยว่า พระรูปดังกล่าวเป็นพระลูกวัดไผ่เหลืองซึ่งที่บ้านเคยเลี้ยงวัวและมีประสบการณ์พอดีช่วงเย็นที่ผ่านมาบัวเกิดน้ำคร่ำแตก แล้วไม่มีแรงเบ่ง พระจึงเข้าไปช่วย

ส่วนวัวที่วัดอยู่ในโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือ เริ่มมาจาก ‘มูลนิธิหลวงพ่อสิงห์’

โดยได้มีโครงการต่างๆ เพื่อดูแลช่วยเหลือสังคมมากมาย และหนึ่งในนั้นคือโครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือโดย ในชื่อโครงการ ‘บุญนิธิหลวงพ่อสิงห์เพื่อสรรพสัตว์’ ปัจจุบันมีโค-กระบือ ที่ได้ไถ่ชีวิตมาจากโรงฆ่าสัตว์และ จำนวนทั้งสิ้น 38 ตัว

ทางวัดเลี้ยงแบบเปิด โดยปล่อยลงในทุ่งหญ้าในพื้นที่ 10 ไร่ โดยมีรั้วลวดหนามล้อมรอบ และมีหญ้าแห้งมาให้เป็นอาหาร ซึ่งได้รับการดูแลจากทางปศุสัตว์อำเภอบางใหญ่ได้ให้คำแนะนำและเข้ามาดูแลในการเลี้ยงดูโค-กระบือ

นอกจากนี้ เมื่อญาติโยมรู้ว่าที่วัดมีการเลี้ยงโค-กระบือ ก็อยากจะทำบุญนำอาหารมาให้ อาทิ กล้วย, ซางข้าวโพด, อาหารเสริม และหัวอาหาร มาถวายให้กับทางวัด เพื่อเป็นอาหารให้กับโค-กระบือ ท่านใดอยากร่วมทำบุญไถ่ชีวิตคู่กระบือ หรือจะนำอาหารมามอบให้กับทางวัด เชิญได้ทุกวันที่วัดไผ่เหลือง ซอยกันตนา อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี

ติดตตามเพจวัดไผ่เหลือง ได้ที่ >> https://www.facebook.com/watphailueang

ตร. แนะ 3 ขั้นตอนง่าย ๆ ในการเก็บหลักฐานบนสื่อสังคมออนไลน์ ก่อนไปแจ้งความพนักงานสอบสวน

วันนี้ (4 กุมภาพันธ์ 2567) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ โดยในปัจจุบันจากสถิติการรับแจ้งความออนไลน์คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่ารูปแบบคดีที่มีจำนวนการแจ้งความมากที่สุดอันดับ 1 ยังคงเป็น “การหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการทางออนไลน์”

ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ของการสืบสวนสอบสวนคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในปัจจุบันนั้น เกิดจากการที่ผู้เสียหายไม่สามารถเก็บรวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้นในการแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนได้เอง ทำให้คนร้ายมีเวลาในการลบข้อมูลต่าง ๆ อาทิ โพสต์ที่ใช้หลอกลวง ข้อความการสนทนา และบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่คนร้ายใช้ในการกระทำความผิด ก่อนที่ผู้เสียหายจะมาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ทำให้พนักงานสอบสวนไม่สามารถรวบรวมพยานหลักฐานที่จำเป็นต้องใช้ในการประสานขอข้อมูลจากผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ได้

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอแนะนำ 3 ขั้นตอนเบื้องต้น ในการเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน ก่อนที่จะไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน คือ “แคปจอ เซฟลิงก์ ดูโปรไฟล์” โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

“แคปจอ” หรือ การบันทึกภาพหน้าจอ เป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่ง ในการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงทางออนไลน์ เพราะจะสามารถแสดงให้เห็นถึง ชื่อบัญชี วันเวลาที่โพสต์ ตลอดจนข้อความและภาพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดได้

“เซฟลิงก์” หรือ การบันทึกลิงก์ URLs ที่สามารถนำไปสู่โพสต์ที่เป็นความผิด เพื่อให้พนักงานสอบสวนสามารถนำลิงก์ดังกล่าวไปตรวจสอบข้อมูลกับผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ และใช้เป็นหลักฐานประกอบสำนวนการสอบสวนเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด

“ดูโปรไฟล์” หรือ การเข้าไปตรวจสอบหน้าบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ของคนร้าย รวบรวมข้อมูลเบื้องต้น และหาลิงก์ของบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ดังกล่าว ซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญที่พนักงานสอบสวนต้องใช้ในการขอข้อมูลจากผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ “เพราะลิงก์ของบัญชีสื่อสังคมออนไลน์แต่ละบัญชีเปรียบเสมือนรหัสประจำตัวประชาชน ที่จะไม่ซ้ำกับบัญชีอื่นแม้จะมีชื่อโปรไฟล์เดียวกัน จึงสามารถนำมาใช้ระบุบัญชีที่ใช้ในการกระทำความผิดได้”

โดยหากพี่น้องประชาชน สามารถทำตาม 3 ขั้นตอนในการเก็บหลักฐานบนสื่อสังคมออนไลน์ ก่อนไปแจ้งความพนักงานสอบสวนที่กล่าวมาข้างต้น จะส่งผลให้พนักงานสอบสวนสามารถรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีของท่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มโอกาสที่จะนำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สุดท้ายนี้ หากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ บนเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top