Thursday, 9 July 2026
NewsFeed

‘รองเจ้าอาวาสวัดเชียงมั่น’ แจง ปม 2 สาวต่างชาติ นุ่งสั้นอาบแดดข้างวิหาร รับ!! บางครั้งสอดส่องไม่ทั่วถึง เหตุทั้งวัดมีพระแค่ 7 รูป แต่ได้รีบตักเตือนแล้ว 

รองเจ้าอาวาสวัดเชียงมั่น แจงภาพ 2 นักท่องเที่ยวสาวชาวต่างชาติ สวมสปอร์ตบาร์ นุ่งกางเกงขาสั้นตัวจิ๋ว นอนอาบแดด กลางสนามหญ้าข้างวิหารอายุเก่าแก่กว่า 700 ปี เกิดเหตุเพียงช่วงเวลาสั้นๆ หลังทราบแล้วให้ลูกศิษย์รีบเข้าไป ตักเตือนทันที เชื่อเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการ รับบางครั้งสอดส่องไม่ทั่วถึงเพราะทั้งวัดมีพระเพียง 7 รูป วอนขอทุกฝ่ายเกี่ยวข้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา

ความคืบหน้ากรณีเมื่อวานนี้ (14 ม.ค.67) พบหญิงสาวชาวต่างชาติ 2 คนสวมเสื้อสปอร์ตบราและนุ่งกางเกงขาสั้นตัวจิ๋ว นอนอาบแดด อยู่บนสนามหญ้าข้างวิหาร ภายในวัดเชียงมั่น อำเภอเมืองเชียงใหม่ และมีผู้ถ่ายภาพนำไปเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก เนื่องจากมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัดเชียงมั่นถือเป็นวัดแห่งแรกตั้งแต่ก่อตั้งเมืองเชียงใหม่ ที่ปีนี้อายุ 728 ปีแล้ว

ล่าสุดวันนี้ (15 ม.ค.67) จากการสอบถามที่วัดเชียงมั่น ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุ เบื้องต้นทางรองเจ้าอาวาสวัดให้ข้อมูลว่า ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงเช้าวานนี้ โดยที่คนขับรถตุ๊กตุ๊กบริการเที่ยวเป็นผู้มาแจ้งเรื่องให้ทางวัดทราบและดำเนินการ ซึ่งไม่ทราบเรื่องแล้วได้ให้ลูกศิษย์วัด ไปตรวจสอบและตักเตือนพร้อมอธิบายนักเที่ยวทั้งสองคนให้ทราบว่าไม่เหมาะสม โดยเมื่อนักท่องเที่ยวทราบแล้วได้ลุกขึ้น แล้วเดินออกจากวัดไป

ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเชื่อว่าน่าจะเกิดจากที่นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และไม่รู้ถึงวัฒนธรรมประเพณี จึงกระทำการดังกล่าว ซึ่งที่จริงแล้วเกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาแค่ไม่นานเท่านั้น จึงไม่คิดว่าจะเกิดกระแสวิจารณ์อย่างกว้างขวางเช่นนี้ โดยยอมรับว่าทางวัดอาจจะสอดส่องดูแลได้ไม่ทั่วถึง แม้ว่าจะมีการเขียนป้ายแนะนำการปฏิบัติตัวให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติไว้แล้ว เนื่องจากทางวัดมีพระอยู่เพียง 7 รูปเท่านั้น รวมทั้งเจ้าอาวาสที่แก่ชราและอาพาธด้วย

อย่างไรก็ตาม ตั้งข้อสังเกตว่า ทางคนขับตุ๊กตุ๊กที่เป็นคนมาแจ้งเรื่องให้ทางวัดทราบและเป็นผู้ถ่ายภาพเอาไว้ได้พร้อมนำไปเผยแพร่ น่าจะช่วยเข้าไปแนะนำตักเตือนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติตั้งแต่แรกเพื่อช่วยกันเป็นหูเป็นตา แทนที่จะเอาภาพไปเผยแพร่ให้เกิดกระแสวิจารณ์และทำให้เสื่อมเสียภาพลักษณ์

ด้านนางรุ่งฟ้า ศรีปัญญา ซึ่งเป็นชาวบ้านชุมชนเชียงมั่น และเป็นลูกศิษย์วัดขายของในวัดมานาน เปิดเผยว่าเหตุการณ์เกิดเร็วมาก โดยช่วงเกิดเหตุการณ์ตัวเองกำลังเปิดร้านอยู่ที่ประตูทางเข้าวัด ก็ไม่ได้ทราบเรื่องจนกระทั่งมีการแชร์ภาพและเรื่องราวนี้ลงในโซเชียล แล้วเพื่อนตัวเองที่อยู่ทางภาคใต้ได้โทรมาบอกถึงได้รู้ข่าว ซึ่งที่ผ่านมาก็ช่วยกันดูแลความเรียบร้อยในวัดเป็นอย่างดี เพราะพระในวัดมีไม่กี่รูป แต่นักท่องเที่ยวเยอะมากเพราะเป็นวัดเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ ก็จะมีนักท่องเที่ยวที่ไม่เข้าในวัฒนธรรมประเพณีมาบ้าง ก็ช่วยกันตักเตือน

โดยเฉพาะเรื่องแต่งกายไม่เหมาะสมจะมีมากที่สุด ซึ่งทางวัดเองก็มีผ้าถุง ผ้าคลุมไหล่ไว้บริการ โดยนอกจากชาวต่างชาติแล้ว บ่อยครั้งคนไทยเองก็ยังนุ่งสั้นเข้าไปในวิหาร ทำให้ต้องคอยช่วยกันแนะนำไป นอกจากนี้แล้วก็ยังมีแปลกๆ อย่างมาร่ายรำมวยจีนเหมือนมาออกกำลังกายก็มี แต่ก็ไม่ได้ทำท่าทางที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ให้เกียรติสถานที่ จึงได้แต่ดูๆ เท่านั้น ต่อจากนี้ก็ต้องช่วยกันดูแลให้มากขึ้น ไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของวัด ขณะผู้ที่มาทำมาหากินกับนักท่องเที่ยวเองทั้งรถขับรถรับจ้าง หรือไกด์ ก็ต้องช่วยกันดูแลด้วยเช่นกัน

สมุทรปราการ- “ธนาชัย เพชรบดี” จับมือกลุ่มสมุทรปราการก้าวไกล ส่งมอบความสุข สร้างรอยยิ้ม เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ

ภายในโดมอเนกประสงค์โรงเรียนมัธยมวัดด่านสำโรง ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ นายธนาชัย เพชรบดี พร้อมด้วยกลุ่มเพื่อนชัย ธนาชัยและกลุ่มสมุทรปราการก้าวไกล ร่วมกันจัดกิจกรรมเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 ภายในกิจกรรมดังกล่าวมีผู้ปกครองนำบุตรหลานมาร่วมกิจกรรมเพื่อรับของแจกและของรางวัลเป็นจำนวนมากกว่า 500 คน 

ซึ่งภายในงานวันเด็กแห่งชาติที่จัดขึ้นในปีนี้นั้น เพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวและเยาวชน โดยภายในงานมีซุ้มอาหาร และเครื่องดื่ม มากกว่า 20 รายการ และมีของรางวัลมากถึงกว่า 500 ชิ้น เตรียมไว้ให้กับเด็กๆ และเยาวชนที่เดินทางมาร่วมกิจกรรมครั้งนี้

โดยทางด้าน นายธนาชัย เพชรบดี กล่าวว่า สำหรับการจัดงานในวันเด็กปีนี้ก็เพื่ออยากให้น้องๆ ทุกคน ได้มาร่วมสนุกมาพบปะสังสรรค์กันโดยทางครอบครัวหรือ พ่อ แม่ พาบุตรหลานมาร่วมกิจกรรม ภายใต้สโลแกน “เพราะพวกเขาคือ อนาคต” และหวังว่าเด็กจะสามารถสร้างจิตนาการที่ดี และเป็นคนที่มีคุณภาพของสังคมต่อไป

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เนื่องจากอยู่ระหว่างกระบวนการรับรองจากพรรคก้าวไกล ซึ่งตอนนี้พรรคยังไม่เคาะว่าใครจะเป็นผู้สมัครลงนายก อบจ.สมุทรปราการของพรรค ดังนั้นในฐานะสมาชิกพรรคก้าวไกล ที่ได้รับการคัดเลือกในกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครนายก อบจ. มาเป็นอันดับสูงสุด เราเคารพและพร้อมปฏิบัติตามแนวทางของพรรคก้าวไกล ที่จะดำเนินการตามแนวทางของพรรคแต่ในฐานะคนที่อยากทำงาน เพื่อสมุทรปราการ ผมคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพรรคก้าวไกล และสมุทรปราการ 

ซึ่งจากนี้ผมจะทำงานในนามของกลุ่มสมุทรปราการก้าวไกล เพื่อสร้างเครือข่ายขยายแนวคิดของพรรคในการสร้างแนวร่วม และอาสาสมัคร และเป็นการยืนยันเจตนารมณ์ของผมที่อยากจะทำการเมืองสร้างสรรค์  โดยประชาชนมีส่วนร่วมและมีอำนาจตัดสินใจร่วมกัน

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

'รมว.ปุ้ย' เผยแนวทางสำคัญ พัฒนาอุตฯ ไทยสู่ความยั่งยืน ผ่าน The Journey of Sustainable Partnership 2024

กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมไทย มุ่งเน้นความยั่งยืน ภายใต้ความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของโลกทั้งในด้านเทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ และการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศ พร้อมกำหนดนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมไทยใน 4 มิติ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่จะเป็นอนาคตของประเทศ

(15 ม.ค. 67) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษ ‘ทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย’ กับ ‘พิมพ์ภัทรา’ ในงาน ‘The Journey of Sustainable Partnership 2024’ ถึงทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ภายใต้ความท้าทายและโอกาส ว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความซับซ้อนมากขึ้น ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 สงครามในยูเครน และความขัดแย้งทาง ภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การแข่งขันในภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น และความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม กระทรวงอุตสาหกรรมได้กำหนดนโยบายในการส่งเสริมและพัฒนาภาคอุตสาหกรรมไทย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สู่ความยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความสำเร็จอย่างสมดุลใน 4 มิติ ทั้งด้านความสามารถในการแข่งขัน การได้รับการยอมรับจากชุมชนและสังคม การตอบโจทย์กติกาสากลด้านสิ่งแวดล้อม และการกระจายรายได้สู่ชุมชน ให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นโยบายที่สำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรม ได้แก่ การพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย เน้นอุตสาหกรรมที่จะเป็นอนาคตของประเทศ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมชีวภาพ โดยเร่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในประเทศเพื่อยกระดับการผลิต ให้สามารถแข่งขันในระดับภูมิภาคได้ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน Value Chain ของโลก รวมทั้งสนับสนุนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมเหล่านี้

ขณะเดียวกันจะพัฒนาอุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพสู่อุตสาหกรรมเศรษฐกิจ โดยนำมาตรฐาน ผลิตภาพ และนวัตกรรม (SPRING) มาเป็นเครื่องมือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงเชื่อมโยงกับภาคบริการ อาทิ อุตสาหกรรมรีไซเคิล อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมก่อสร้างที่มีนวัตกรรม (Innovative Construction) การผลักดันอุตสาหกรรม Soft Power ที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยเป็นเครื่องยนต์สร้างการเติบโตและรายได้ให้กับประเทศ รวมทั้งพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง กำหนดมาตรฐานการปล่อยมลพิษในพื้นที่อุตสาหกรรมให้เข้มงวดขึ้น ควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหามลพิษทางน้ำ อากาศ และ กากของเสีย ขณะที่มาตรฐานความปลอดภัยในการประกอบกิจการต่างๆ จะผลักดันมาตรฐานอุตสาหกรรมเพื่อมุ่งสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล เพื่อให้การบริการ การขออนุมัติอนุญาต และการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ การให้บริการในรูปแบบ One Stop Service ต้องเข้าถึงและใช้งานง่าย มีความโปร่งใส เพื่อลดอุปสรรค และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชน

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพ ให้มีความเข้มแข็งและอยู่รอดได้ ภายใต้สถานการณ์ความเสี่ยงต่างๆ ด้วยการสนับสนุนองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยี เตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่อ่อนไหวสูงที่ต้องมีการบริหารจัดการน้ำอย่าง มีประสิทธิภาพร่วมกันระหว่างภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรม

“กระทรวงฯ ให้ความสำคัญกับโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน (ชุมพร-ระนอง) (Landbridge) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่จะสร้างโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ให้กับประเทศไทย ช่วยเชื่อมโยงทางกายภาพระหว่างภาคใต้ของประเทศไทยกับประเทศในภูมิภาค รวมถึงประเทศจีนตอนใต้ เป็นช่องทางในการแลกเปลี่ยนสินค้า ซึ่งจะช่วยลดเวลาและระยะทางการขนส่งจากเดิม ทำให้ประหยัดต้นทุนการขนส่ง เพิ่มศักยภาพทางการค้าของประเทศไทยกับกลุ่มประเทศที่อยู่ทางด้านมหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิก อีกทั้งยังรองรับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เชื่อว่าหากทุกฝ่ายร่วมกันบูรณาการการทำงานอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ประเทศไทยจะมีศักยภาพรองรับการลงทุนมากขึ้นในอนาคต” นางสาวพิมพ์ภัทรา กล่าว

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (บอร์ด กนอ.) กล่าวว่า กนอ. ตระหนักถึงความสำคัญของการลงทุนภาคเอกชนต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ในปี 2567 กนอ. จึงกำหนดแผนฟื้นฟูการลงทุน โดยลดบทบาทการเป็น regulator มาเป็น facilitator ที่มุ่งเน้นอำนวยความสะดวกและสนับสนุนผู้ประกอบการ ในทุกด้าน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน โดยแผนฟื้นฟูการลงทุนของ กนอ. ประกอบด้วย 1.การพัฒนาพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่เชิงพาณิชย์ใหม่ ๆ ให้พร้อมรับการลงทุน 2.ส่งเสริมการลงทุน โดยจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและการตลาด เพื่อดึงดูดนักลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงจัดหาแหล่งเงินทุนและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ 3.พัฒนาผู้ประกอบการด้วยการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล และ 4.สร้างความยั่งยืนโดยเน้นพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและชุมชนโดยรอบอย่างยั่งยืน ซึ่งคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสังคมเป็นหลัก

นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการ กนอ. กล่าวว่า ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรืออุตสาหกรรม เป็นคู่ค้าที่สำคัญของ กนอ. ที่ผ่านมาทุกฝ่ายให้ความร่วมมือในการบริหารจัดการนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรืออุตสาหกรรม รวมทั้งบริหารจัดการสถานประกอบการให้อยู่ในมาตรฐานของ กนอ. ตลอดจนสร้างแรงงานที่มีศักยภาพ ไปจนถึงการสร้างห่วงโซ่อุปทานให้กับหลายกลุ่มอุตสาหกรรมของประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น งานในวันนี้ (15 ม.ค.67) จึงเป็นโอกาสในการต่อยอดธุรกิจ ทิศทางการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมของประเทศ รวมถึงการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน เพื่อผลักดันนโยบายของรัฐบาลไปสู่ความเจริญเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนทางด้านเศรษฐกิจและสังคมต่อไป ภายใต้แนวคิดที่ว่า นิคมอุตสาหกรรมอยู่คู่กับชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

สำหรับงาน ‘The Journey of Sustainable Partnership 2024’ มีผู้เข้าร่วมกว่า 100 คน อาทิ น.ส.ศิรินันท์ ศิริพานิช ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม, นายดนัยณัฏฐ์ โชคอำนวย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, นางอัญชลี ชวนิชย์ นายกสมาคมนิคมอุตสาหกรรมไทยและพันธมิตร ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม และผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินงาน เช่น บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน), บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน), บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) และ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด

'หมออั้ม-คุณโบว์' อารยะขัดขืน!! สังคม Toxic ในทวิตเตอร์ (X) หยุดใช้บริการ พร้อมชวนพักสนับสนุนแพลตฟอร์มไร้สำนึก

(15 ม.ค.67) 'หมออั้ม' อิราวัต อารีกิจ อดีตนักร้องชื่อดังและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว 'อั้ม อิราวัต' ระบุว่า...

"..เพราะเป็นสังคมที่ไร้ความรับผิดชอบ หลัง ๆ เริ่มมีแต่คนป่วย Toxic อวตารไร้ตัวตน (คนปกติที่เล่น ไม่ต้องร้อนตัวนะครับ)ผมขอส่งอีก 1 เสียง แสดงออกถึงการต่อต้าน ไม่สนับสนุนแพลตฟอร์มไร้สำนึกนี้
จนกว่าจะมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากกว่านี้ เสียเวลาชีวิตผมเปล่าๆ.."

ปิดถาวรครับ

นอกจากนี้ น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ โบว์ พิธีกรรายการวิเคราะห์ข่าว และนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน ก็ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กถึงเรื่องนี้ด้วยว่า...

เหตุผลที่โบว์เลิกใช้ Twitter X … 

การออกแบบระบบและนโยบายของทวิตเตอร์ X ทำให้เกิดอาชญากรรมและพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ ละเมิดกฎหมายมากกว่าแพลตฟอร์มอื่น ๆ 

ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบกลไกการสนทนาที่ไม่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การปราศจากการยืนยันตัวตนทำให้ผู้ใช้งานปลอดความรับผิดชอบ และการปล่อยเสรีคอนเทนต์ลามกอนาจารค้าประเวณีและการค้ามนุษย์โดยไร้การคัดกรองเพื่อปกป้องเยาวชนจากอาชญากรรมทางเพศ… 

ชวนกันออกมาค่ะ อย่าไปสนับสนุนธุรกิจที่ไร้ความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการใช้งานต่อ และขอเรียกร้องให้รัฐบาลทำหน้าที่ปกป้องเยาวชนจากแพลตฟอร์มที่เป็นภัยสังคมนี้

‘นายกฯ’ เตรียมพร้อม!! ประชุมเวิลด์อีโคโนมิกฟอรัม จ่อคุยเอกชนยักษ์ใหญ่ของโลก กระตุ้นลงทุนในไทย

(15 ม.ค. 67) นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีกำหนดพบหารือผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก ในห้วงระหว่างการประชุม World Economic Forum (WEF) ประจำปี 2567 เชื่อมั่นการหารือเหล่านี้จะนำมาซึ่งการค้าและลงทุน สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาลให้ไทย ในสาขาการค้าการลงทุนที่สำคัญ ซึ่งบริษัทเอกชนรายใหญ่ที่จะพบหารือกับนายกรัฐมนตรี

อาทิ DKSH ผู้ให้บริการด้านการขยายตลาด ตั้งแต่การจัดหาแหล่งผลิต การวิจัยและวิเคราะห์ตลาด การตลาด การขาย การกระจายสินค้า โลจิสติกส์ และการบริการหลังการขาย ผลิตภัณฑ์และสินค้ามากมายหลายประเภท โดย DKSH ประเทศไทย เป็นหนึ่งในองค์กรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศในด้านยอดขาย และเป็นประเทศที่มีการดำเนินกิจการที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่ม DKSH

Dubai Port World ผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์การขนส่งสินค้า การดำเนินงานท่าเรือ การขนส่งสินค้าทางทะเล และเขตการค้าเสรี ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2548 ให้บริการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ 70 ล้านตู้ โดยมีเรือนำเข้าประมาณ 70,000 ลำต่อปี ซึ่งเท่ากับประมาณถึง 10% ของปริมาณการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทั่วโลก และมีพื้นที่ให้บริการในท่าเรือกว่า 82 แห่งในกว่า 40 ประเทศ

Standard Chartered ธนาคารชั้นนำระดับสากลและมีเครือข่ายทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความชำนาญที่ส่งเสริมธุรกิจที่มีศักยภาพให้เติบโต พร้อมเป้าหมายส่งเสริมความยั่งยืน 3 ด้านคือ การเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance) การเป็นองค์กรที่รับผิดชอบ (Responsible Company) และการสร้างความเท่าเทียมในชุมชน (Inclusive Communities) สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล

Telenor บริษัทโทรคมนาคมชั้นนำระดับโลก มีลูกค้าประมาณ 175 ล้านคนใน 8 ประเทศทั่วภูมิภาคนอร์ดิกและในเอเชีย

Coca Cola หนึ่งในบริษัทเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นเจ้าของหรือมีใบอนุญาตยี่ห้อเครื่องดื่มมากกว่า 200 ยี่ห้อ โดยก่อตั้งในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 และได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เพื่อจัดตั้งสำนักงานใหญ่ภูมิภาคในปี พ.ศ. 2553

Nestlé บริษัทผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำระดับโลก มีสินค้าจำหน่ายอยู่ใน 190 ประเทศทั่วโลก โดยมีโรงงานผลิต 344 โรงงานใน 77 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย ทั้งนี้ เนสท์เล่ ในประเทศไทย มีแนวทางที่เน้นการขับเคลื่อนสิ่งดี ๆ เพื่อผู้บริโภค (Good for You) และการขับเคลื่อนสิ่งดี ๆ เพื่อโลกของเรา (Good for the Planet) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยที่เน้นการดูแลสุขภาพของคนไทย และการดูแลสิ่งแวดล้อม

Grab ผู้ให้บริการจัดส่ง การเดินทาง พัสดุ การเงิน การบริหารจัดการธุรกิจและอื่นๆ ผ่าน Application เดียว ช่วยเชื่อมโยงผู้บริโภคจากทุกสาขาอาชีพกับผู้ประกอบการนับล้านใน 500 เมืองและ 8 ประเทศ

Robert Bosch บริษัทเทคโนโลยีด้านการขับเคลื่อนชั้นนำของโลก และเชี่ยวชาญด้าน อุตสาหกรรม สินค้าอุปโภคบริโภค เทคโนโลยีพลังงานและอาคาร ดำเนินงานในกว่า 60 ประเทศทั่วโลก และมีบริษัทในเครือมากกว่า 468 แห่ง โดยมีการลงทุนในประเทศไทย รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในปี พ.ศ. 2557 บริการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ จำนวน 24 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 6.3 พันล้านบาท (165 ล้านยูโร)

‘Louis Vuitton’ เปิดดีไซน์โรงแรมหรูใจกลางปารีส  ด้านชาวเน็ตไทยแห่แซว "เอ๊ะ!! ดีไซน์มันคุ้นๆ นะ"

(15 ม.ค.67) TravelNews รายงาน เมื่อไม่นานมานี้ ไมเคิล เบิร์ก ซีอีโอแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Louis Vuitton ได้เปิดเผยกับ WomansWearDaily ว่า ตึกสำนักงานใหญ่ของแบรนด์ที่เขต 8 บนถนน Champs Elysees ในกรุงปารีสอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในไม่ช้า โดยจะขยายแบรนด์สู่ธุรกิจโรงแรมหรูเป็นแห่งแรก ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองปารีส และคาดว่าจะสร้างพร้อมเสร็จและเปิดให้บริการในปี ค.ศ. 2026 ที่จะถึงนี้

โรงแรม Louis Vuitton จะถูกรีโนเวทอาคารสไตล์อาร์ตนูโวอันเก่าแก่ที่สร้างขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ.1896 เคยเป็นที่ตั้งของโรงแรม Elysée Palace และเคยเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของธนาคาร HSBC Bank สามารถมองเห็นสถานที่สำคัญต่าง ๆ เช่น หอไอเฟล และประตูชัยฝรั่งเศส (Arc de Triomphe) ที่สวยงามของกรุงปารีสได้อย่างชัดเจน 

และหลังจากนั้นบัญชี X ของ Louis Vuitton ได้ออกมาเปิดเผยดีไซน์โรงแรมหรู Louis Vuitton แห่งแรกของโลก ซึ่งมองแว้ปแรกทำเอาชาวไทยต้องรีบกลับมาดูซ้ำเลยทีเดียว จนชาวเน็ตไทยหลายคนถึงกับต้องออกมาแซวว่าดีไซน์นี้มันคุ้นๆ นะ 

มหากาพย์โกงในตลาดหุ้น อดีต - ปัจจุบัน ผู้บริหารหอบเงินเสวยสุข - ทิ้งนักลงทุนน้ำตาตก

‘การลงทุน’ ให้เงินงอกเงยนั้น เป็นสิ่งที่คนทั่วไปต่างคาดหวัง ขณะที่ ‘ตลาดหุ้น’ คือ แหล่งลงทุนที่คนส่วนใหญ่เลือก แต่ทว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่จะได้กำไรเสมอไป เพราะมีความเสี่ยงหลาย ๆ อย่างที่เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ และหากเป็นการขาดทุนจากภาวะปกติของการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่เรานำเงินเข้าไปลงทุนก็คงไม่น่าเจ็บใจนัก แต่ถ้าเกิดจากการทุจริตของผู้บริหารจนทำให้บริษัทขาดทุนล้มละลาย แบบนี้เป็นเรื่องยากที่นักลงทุนจะทำใจได้

ที่ผ่านมา มีกรณีที่ผู้บริหารบริษัทในตลาดหลักทรัพย์กระทำการทุจริต จนทำให้เกิดความเสียหาย ส่งผลให้นักลงทุนสูญเสียเงินมาแล้วหลายกรณี บางกรณีผู้บริหารโกง พร้อมหอบเงินหนีคดีไปเสวยสุขในต่างประเทศหลายราย 

สำหรับหายนะครั้งล่าสุดที่สร้างความเสียหายให้กับนักลงทุนอย่างมาก เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2566 ที่ผ่านมานี่เอง นั่นก็คือ ใน บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STARK ซึ่งเป็นมหากาพย์การโกงที่สร้างความเสียหายหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พบว่า คดีทุจริตในบริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น มีการโกงเงินไปกว่า 2 หมื่นล้านบาท จากข้อมูลทางการสืบสวนสอบสวน ชี้ว่า ‘นายชนินทร์ เย็นสุดใจ’ อดีตประธาน STARK หนึ่งในผู้ต้องหาที่หลบหนีอยู่ต่างประเทศ โยกเงินไปอยู่ที่อังกฤษอีกประมาณ 8,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ กรณีอดีตผู้บริหาร STARK ที่เผ่นหนีออกนอกประเทศ ไม่ใช่ผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนรายแรกที่หอบเงินหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ 

ย้อนไปเมื่อปี 2551 นายสมพงษ์ วิทยารักษ์สรรค์ อดีตประธานกรรมการบริษัท เอส อี ซี ออร์โต้เซลล์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ SECC ผู้นำเข้าและจำหน่ายรถหรูรายใหญ่ ได้ทุจริตยักยอกทรัพย์ทำให้บริษัทได้รับความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งหนีคดีหอบเงินนับร้อยล้านเผ่นออกต่างประเทศ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่สามารถตามตัวกลับมารับโทษได้

นอกจากนี้ ยังมีกรณีสุดอื้อฉาวของวงการตลาดหุ้นไทย เมื่อนายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ หนีคดีหุ้นบริษัท ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PICNIC ซึ่งโยงใยในการยักยอกทรัพย์บริษัท เวิลด์แก๊ส (ประเทศไทย) จำกัด นักลงทุนที่เจ๊งกันระนาว รวมถึงบรรดา สส. และนักการเมืองที่ได้รับการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุน ต่างน้ำตาตกไปตาม ๆ กัน เพราะก่อนที่หุ้นเพิ่มทุน PICNIC จะเข้าทำการซื้อขาย เริ่มมีข่าวลือร้าย ๆ ออกมา ทำให้ราคาหุ้นรูดชนิดกู่ไม่กลับ และสุดท้ายนายสุริยา ได้เผ่นหนีคดี จนป่านนี้ยังไม่รู้อยู่แห่งหนใด

อีกหนึ่งกรณีการโกงที่สร้างความเจ็บปวดที่หลายคนยังจำได้ดี เพราะสร้างความเสียหายในวงกว้างนั่นก็คือ บริษัท แคลิฟอร์เนีย ว้าว เอ็กพีเรียนซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ CAWOW เจ้าของแคลิฟอร์เนียฟิตเนส ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายให้กับนักลงทุนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงลูกค้าที่จ่ายเงินค่าสมาชิกไปล่วงหน้าอีกมากมาย 

สำหรับ บริษัท แคลิฟอร์เนีย ว้าวฯ ก่อตั้งโดยนายเอริค มาร์ค เลอวีน ชาวสหรัฐฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ปลายปี 2548 ในราคาหุ้นละ 6 บาท และสามารถแสดงผลประกอบการที่มีกำไรได้เพียงปีเดียวคือ ปี 2549 ก่อนจะขาดทุนต่อเนื่อง จนกระทั่งถูกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยสั่งฟื้นฟูกิจการ และพักการซื้อขายในปี 2554 จากนั้นได้ทยอยปิดสาขาลงจนหมด และสุดท้ายนายเอริค ก็หอบเงินที่โกงจากสมาชิกและปล้นจากนักลงทุนในตลาดหุ้น หนีเข้ากลีบเมฆ กลับไปเสวยสุขในบ้านเกิดตัวเอง และจนถึงปัจจุบันกฎหมายไทยยังไม่สามารถจัดการกับฝรั่งจอมโกงรายนี้ได้

นี่เป็นเพียงบางส่วนของมหากาพย์การโกงในตลาดหุ้นไทย ซึ่งเกิดจากตัวผู้บริหารที่ทำการทุจริตบริษัทตัวเอง เป็นการปล้นนักลงทุนผ่านตลาดหุ้นแล้วก็หอบเงินหนีไปเสวยสุข ซึ่งเชื่อว่าจะยังมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน ตราบใดที่ผู้บริหารไร้ซึ่งธรรมาภิบาลและยังมีความโลภครอบงำ

แต่อย่างไรก็ดี เมื่อเกิดเหตุการณ์โกงแบบหน้าด้าน ๆ แล้ว สิ่งที่นักลงทุนหรือผู้ที่ได้รับความเสียหายต้องการอย่างยิ่ง คงหนีไม่พ้นการชดใช้ และนำตัวคนผิดมาลงโทษตามกฎหมาย แต่ดูเหมือนว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบกลับไม่สามารถนำตัวคนกระทำผิดมาดำเนินคดีได้เลย 

นอกจากนี้ ตลาดทุนไทยกำลังเผชิญกับอีกหนึ่งปัญหาที่กำลังสร้างผลกระทบอย่างมากในขณะนี้ นั่นก็คือ การผิดนัดชำระหนี้ ‘หุ้นกู้’ จากข้อมูลของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ระบุว่า ชำระหนี้หุ้นกู้ในปี 2566 มีมูลค่ารวมทัั้งหมด 16,363 ล้านบาท ประกอบด้วย

บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ALL ทั้งหมด 7 รุ่น รวม 2,334 ล้านบาท
บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STARK ทั้งหมด 9 รุ่น รวม 9,198 ล้านบาท 
บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) หรือ CHO ทั้งหมด 4 รุ่น 409 ล้านบาท
บริษัท เดซติเนชั่น รีสอร์ทส์ จำกัด หรือ DR ทั้งหมด 2 รุ่น 1,210 ล้านบาท
บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ JKN ทั้งหมด 7 รุ่น 3,212 ล้านบาท

แน่นอนว่า ในบรรดาบริษัทที่ผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ในปีที่ผ่านมา ที่ฮือฮามากที่สุดก็คงหนีไม่พ้น JKN ของแอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดี ที่ลอยหน้าลอยตาท่องคาถาการใช้เงินผิดประเภท (Mismatch Fund) ผ่านสื่อ แต่ฉับพลันก็ขอเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูเพื่อใช้เงื่อนกฎหมายสะกดเจ้าหนี้

ทั้ง ๆ ที่นักลงทุนและเจ้าหนี้ทั้งหลายต่างทราบกันดีว่า ลำพัง Mismatch Fund ไม่อาจเข้าเงื่อนไขฟื้นฟูแต่อย่างใด ได้ยินมาว่าเจ้าหนี้กำลังคอยให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เข้ามาตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ (Forensic Accounting) เพื่อจะได้ประจักษ์ความจริงว่ามีสิ่งแปลกปลอมอะไรบ้างในงบของ JKN

จากเหตุการณ์ผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา ซึ่งดูเหมือนจะเป็นโดมิโน่ที่สร้างผลกระทบต่อระบบตลาดทุนและความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างหนัก หากรัฐบาลและหน่วยงานกำกับไม่เข้ามาดูแลจัดการอย่างจริงจัง สุดท้ายแล้ว จะส่งผลเสียต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต เพราะบริษัทจดทะเบียนจะระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ได้ยากขึ้น

และเพียงเริ่มต้นปีไม่ถึงครึ่งเดือน ก็ยังมีข่าวว่า บริษัทรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่กำลังมีปัญหาเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้เงินกู้ออกมา ให้นักลงทุนและเจ้าหนี้หนาว ๆ ร้อน ๆ ชนิดที่ต้องลุ้นติดตามข่าวกันทุกวัน 

อย่างไรก็ดี ขอเป็นกำลังใจผู้บริหารที่กำลังพบกับปัญหาต่าง ๆ ‘ไม่หนี และ ผ่าฟันอุปสรรค’ ให้กลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง

‘แบงก์ชาติ’ แจง!! เหตุยังไม่ลดดอกเบี้ยแม้เงินเฟ้อลง ชี้!! ดอกเบี้ยไทยยังต่ำ เมื่อเทียบกับทั่วโลก

(15 ม.ค. 67) นายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงินและเลขาคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) กล่าวถึงแนวทางการดำเนินนโยบายทางการเงินของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ว่าเป็นไปในทิศทางที่เหมาะสมแล้ว ไม่สามารถปรับดอกเบี้ยนโยบายตามกระแสข่าวได้ เพราะต้องให้ความสำคัญกับ 3 ด้านหลักคือ 1.) เศรษฐกิจขยายตัวอย่างยั่งยืน 2.) ควบคุมเงินเฟ้อยั่งยืน และ 3.) เสถียรภาพเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ยังให้ความเห็นต่อประเด็นที่ว่าดอกเบี้ยนโยบายการเงินสูงไปหรือไม่นั้น นายปิติยืนยันว่าทางกนง. ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ไม่อาจใช้นโยบายการเงินมาแก้ไขโดยง่าย การลดดอกเบี้ยมีต้นทุนและเสี่ยง ต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพราะไม่เพียงแค่เรื่องคุมเงินเฟ้อ แต่จะมีปัญหาอื่น ๆ ตามมาอีก

"นโยบายดอกเบี้ยต้องดูหลายปัจจัยรอบด้าน เพื่อดูให้ออกว่าอะไรเป็นแก่น อะไรเป็นกระแส ต้องมองไประยะปานกลาง เพราะใช้เวลาส่งผ่านช่วงหนึ่ง เหมือนส่งบอลให้เพื่อนว่าจะวิ่งไปทางไหน"

สำหรับแนวทางกำหนดกรอบดอกเบี้ยนโยบายโดยคำนึงถึงการสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างยั่งยืนนั้น นายปิติขยายความว่า แม้ในปี 2566 เศรษฐกิจฟื้นตัวแล้วในหลายมิติ แต่ยังไม่ทั่วถึงเท่าที่ควรและไม่สมดุล เพราะขาดแรงส่งจากภาคส่งออกและการผลิต แต่เป็นการขยายตัวที่เน้นหนักที่ด้านท่องเที่ยวและบริการเป็นหลัก ทั้งนี้ยังมีบางจุดที่ยังไม่เป็นไปตามคาด เช่น การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวและปริมาณนักท่องเที่ยวจีน เช่นเดียวกับที่ภาคการผลิตและภาคการส่งออกไม่ฟื้นตัวเร็ซอย่างที่เคยประเมินไว้ เพราะอุปสงค์โลกยังเน้นฟื้นตัวที่ภาคบริการเป็นหลัก ยังไม่มีความต้องการซื้อสินค้าจากทั่วโลก

ด้วยปัจจัยเชิงโครงสร้างเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัว จนส่งผลให้การส่งออกของไทยขยายตัวต่ำกว่าคู่แข่งมาก และดัชนีความซับซ้อนของสินค้าส่งออกของไทยเพิ่มเพียงเล็กน้อย ขณะที่หลายประเทศปรับเพิ่มสูงขึ้นกว่า สะท้อนว่าไทยกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และไทยเองก็มีเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวน้อยลง เพราะขาดการพัฒนาเชิงโครงสร้างพื้นฐานเมื่อเทียบกับอินโดนีเซียและเวียดนาม

แต่มองว่าปี 2567 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวอย่างครบครันและสมดุลมากขึ้น จะมีทิศทางการส่งออกดีขึ้น จากปัจจัยที่วัฏจักรอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกกลับมา แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างยังทำให้ประโยชน์ที่ควรได้รับไม่มีมากเท่าที่ควร กนง.จึงให้ความสำคัญและยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในการประเมินภาพเศรษฐกิจในอนาคต

"เหตุผลที่เศรษฐกิจขยายตัวชะลอ เพราะปัจจัยทางโครงสร้าง และปัจจัยนอกประเทศที่เหนือการควบคุม เลยยังไม่สามารถปรับอัตราดอกเบี้ยลงได้"

สำหรับในมิติของเงินเฟ้อนั้น มองว่าการที่อัตราเงินเฟ้อปรับลดลงเป็นข่าวดี เพราะช่วยจำกัดค่าครองชีพของประชาชนไม่ให้สูงขึ้น และปัญหาเงินเฟ้อของไทยได้คลี่คลายไปพอสมควรแล้ว นอกจากนี้เงินเฟ้อที่ต่ำมาจากมาตรการรัฐ แต่จริง ๆ แล้วราคาสินค้าไม่ได้ลดลงเป็นวงกว้าง ทั้งนี้แม้ว่าเงินเฟ้อไทยปรับลดลงเร็ว จึงไม่เป็นภาระค่าใช้จ่ายแก่ผู้บริโภค อย่างไรก็ตามเงินเฟ้อคาดการณ์ยังอยู่ระดับ 2% และการลดลงของเฟ้อสะท้อนเรื่องอุปทานหรือการผลิตที่คลี่คลายลง โดยมองว่าเงินเฟ้อจะติดลบไปอีกถึงเดือนกุมภาพันธ์ แล้วจะค่อยเพิ่มขึ้นจึงคาดว่าปลายปีก็จะอยู่ 1-2% ตามระดับเป้าหมาย 

"ด้วยเงินเฟ้อที่ติดลบในช่วงนี้ก็ไม่ได้สะท้อนว่าเป็นเงินฝืดหรืออุปสงค์ที่ลดลงจริง จึงยังไม่ใช่เหตุผลที่ต้องลดดอกเบี้ยนโยบายลงทันที เพราะต้องดูให้รอบด้านไม่ใช่แค่เรื่องอัตราเงินเฟ้อ"

ส่วนมิติของการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยเพื่อดูแลเสถียรภาพทางการเงินนั้น นายปิติกล่าวว่า ระดับหนี้ที่สูงเป็นจุดเปราะบางสาคัญของเศรษฐกิจไทย โดยตัวเลขหนี้ต่อ GDP ลดลง แต่ยังอยู่ในระดับสูง นั่นคือหนี้ครัวเรือนต่อ GDP อยู่ที่ 90.9% และหนี้ภาคธุรกิจต่อ GDP อยู่ที่ 87.4% เช่นเดียวกับที่สัดส่วนของหนี้ครัวเรือนไทยที่มีสินทรัพย์รองรับมีน้อยหรืออยู่ที่เพียง 34% เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่ส่วนใหญ่เกินกว่า 50% ซึ่งการกำหนดอัตราดอกเบี้ยต้องสอดรับกับศักยภาพพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจและการขยายตัวทางธุรกิจที่แท้จริง 

อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยไทยยังต่ำเมื่อเทียบกับทั่วโลก แล้วเป็นไปในแนวทางที่กนง.ต้องการให้อยู่ในภาวะสมดุล เป็นกลาง และไม่ฉุดรั้งเศรษฐกิจ ให้มีเม็ดเงินเพียงพอไปหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจได้ แม้ค่าเงินบาทยังผันผวนแต่ยังอยู่ในระดับที่รับได้ 

ด้านนางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ยืนยันว่าการส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เป็นไปอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะปัจจุบันยังส่งผ่านไปยังอัตราดอกเบี้ย MRR เพื่อดูแลลูกหนี้รายย่อย รวมถึงมีการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้เปราะบางอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ได้เปรียบเทียบการส่งผ่านจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปยังอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ว่า ของไทยอยู่ที่ 69% สำหรับดอกเบี้ย MLR อยู่ที่ 64% สำหรับ MOR และ ที่ 49%  สำหรับ MRR ซึ่งโดยเฉลี่ยยังต่ำกว่าหลายประเทศ แม้อาจสูงกว่าเมื่อเทียบกับบางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย

ส่วนประเด็นที่ผลประกอบการธนาคารพาณิชย์ค่อนข้างสูงเป็นจุดที่เหมาะสมหรือไม่นั้น ทางแบงก์ชาติมองว่า เรื่องส่งต่างอัตราดอกเบี้ยเป็นกลไกตลาด ที่การส่งผ่านดอกเบี้ยนโยบายไปเงินฝากน้อยเกินไป โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ยังไม่ค่อยตึงตัว ทั้งนี้หน้าที่ของแบงก์ชาติต้องดูแลเรื่องความมั่นคงของธนาคารพาณิชย์ และดูแลเรื่องให้บริการอย่างเป็นธรรมกับผู้บริโภคด้วย นอกจากนี้ยังดูเรื่องต้นทุนการดำเนินธุรกิจของธนาคารพาณิชย์อยู่แล้ว เช่น การเก็บค่าธรรมเนียมที่เป็นธรรม 

‘Fight Club แม่กลอง’ เตรียมจัดเวทีชกมวยข้างถนน 27 ม.ค.นี้ จุดพีก!! จับคู่กรณีทะเลาะวิวาทมาชกกันในเกมกีฬา หวังหย่าศึก

(15 ม.ค. 67) นายประพันธ์ พลอยสุวรรณ โปรโมเตอร์มวยนอกสังเวียน หรือมวยข้างถนน สมาคม Fight Club แม่กลอง ชาวจังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยว่า สมาคม Fight Club แม่กลอง เป็นสาขาที่ 2 ใน 6 สาขาของสมาคม Fight Club Thailand ที่ก่อตั้งมาแล้วกว่า 10 ปี ประกอบด้วย แม่กลอง สมุทรสงคราม ปทุมธานี พระประแดง North Side เชียงราย และลพบุรี

โดย Fight Club แม่กลองได้จัดให้มีการชกมวยข้างถนน หรือมวยนอกสังเวียนมาแล้ว 4 ครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 27 ม.ค.นี้ ณ เวทีมวยชั่วคราวใต้สะพานสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (สะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง) เขตเทศบาลเมืองสมุทรสงคราม สาเหตุที่จัดใต้สะพานข้ามแม่น้ำแม่กลองเพราะได้บรรยากาศสังเวียนมวยข้างถนน ขณะนี้มีคู่ชกแล้วจำนวน 21 คู่ 1 ในนั้นเป็นวินรถจักรยานยนต์รับจ้างที่ทะเลาะวิวาทกันเรื่องแย่งผู้โดยสาร ส่วนที่เหลือเป็นการชกกันระหว่างคนในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามและจังหวัดอื่นๆ 

นายประพันธ์ เผยว่า วัตถุประสงค์การจัดชกมวยนอกสังเวียน เพื่อสร้างสังเวียนให้คู่กรณีที่ทะเลาะวิวาทกันโดยเฉพาะวัยรุ่นที่มีปัญหากันจะได้ไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหากันเอง จึงจัดให้มาต่อสู้กันในกติกาเกมกีฬาแทน โดยชกกันมือเปล่าใช้ใจใช้แรงใช้สมองปราศจากอาวุธใดๆ ลดปัญหาทะเลาะวิวาทยกพวกตีกันที่อาจมีการใช้อาวุธทำให้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจนเป็นคดีความ

นอกจากจะสร้างความเดือดร้อนให้ครอบครัวแล้ว ยังอาจทำให้ประชาชนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องถูกลูกหลงดังที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่บ่อยๆ นอกจากนี้ ยังเป็นเวทีให้ผู้ที่สนใจ ชื่นชอบ หรือมุ่งหวังจะเข้าสู่เส้นทางชกมวยเป็นอาชีพได้กล้าแสดงออก และได้ฝึกฝนหาประสบการณ์อีกด้วย             

ส่วนกติกาการชกมวยนอกสังเวียน หรือมวยข้างถนนนั้น เป็นการชกกันยกเดียวใช้เวลา 3 นาที ห้ามใช้ศอก ห้ามทุบท้ายทอย ห้ามชกข้างหลัง และเมื่อคู่ต่อสู้ล้มห้ามซ้ำ ผู้ชกต้องสมัครใจ มีใบรับรองแพทย์ อายุ 18 ปีขึ้นไป หากต่ำกว่า 18  ปีต้องมีใบอนุญาตจากผู้ปกครอง น้ำหนักต้องใกล้เคียงกันบวกลบไม่เกิน 3 กิโลกรัม ทั้งคู่สามารถจะตกลงกันเองได้ว่าจะเลือกชกกันแบบกติกามวยไทยหรือมวยสากล ใช้นวมมาตรฐาน 10 ออนซ์ หรือนวม MMA ต้องใส่ฟันยาง และในการชกจะมีการเซฟความปลอดภัยทั้งนักชกและผู้ชมโดยมีการตรวจค้นอาวุธทุกคนที่เข้าร่วมงาน มีแพทย์สนาม มีรถพยาบาล รถกู้ชีพคอยแสตนด์บาย และเนื่องจากเวทีเป็นพื้นยางปูกับพื้นดินไม่มีเชือกสังเวียน นอกจากจะมีกรรมการห้ามบนเวที 1 คนแล้ว ทั้ง 4 มุม ยังมีกรรมการ Safety Man อีกมุมละ 1 คน รวมเป็น 5 คน คอยดูแลความปลอดภัยช่วยเซฟนักมวยหากมีการเสียหลักล้มป้องกันศีรษะกระแทกพื้นอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม นักชกทั้งหมดไม่มีค่าตัว มีใบสมัครเหมือนมวยอาชีพ ชกเสร็จมีเหรียญกล้าหาญมอบให้ทุกคน และเนื่องจากไม่ได้ชกกันเพื่อเอาผลแพ้ชนะแต่เป็นการชกกันเพื่อชนะใจตัวเอง และหากเป็นคู่วิวาทเน้นการเคลียร์ใจด้วยกติกากีฬาที่ถูกต้องไม่ใช้กำลังแบบวิถีนักเลง เมื่อชกกันจบแล้วเรื่องวิวาทต้องจบด้วย ไม่มีการแก้แค้นกันต่อ นอกจากนี้ ผู้ที่จะขึ้นชกต้องบอกด้วยว่าเคยผ่านสังเวียนชกมวยมาก่อนหรือไม่เพื่อจะได้จับคู่ชกที่สมน้ำสมเนื้อไม่ได้เปรียบเสียเปรียบซึ่งกันและกันมาก

จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจชมการชกมวยนอกสังเวียน หรือมวยข้างถนนทั้ง 21 คู่ ฟรี ณ เวทีมวยชั่วคราวใต้สะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าสะพานยาว เขตเทศบาลเมืองสมุทรสงคราม วันที่ 27 ม.ค. เริ่มตั้งเวลา 19.00 น.เป็นต้นไป หรือหากท่านใดต้องการจะชกมวยนอกสังเวียน ยังสมัครได้ที่แฟนเพจสมาคม Fight Club Thailand ทุกวัน

ร้อยเอ็ด…เกษตรกรร้อยเอ็ดชื่นมื่น กระทรวงเกษตรฯ KICK OFF มอบโฉนดเพื่อการเกษตร เพื่อสร้างรายได้ และสร้างอาชีพ

วันนี้( 15 มกราคม 2567) เวลา 09.00 น. นายทรงพล ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานการ KICK OFF มอบโฉนดเพื่อการเกษตร ให้แก่เกษตรกรชาวร้อยเอ็ด โดยมี ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอโพนทอง และพี่น้องเกษตรกร เข้าร่วม ที่ โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 36 ตำบลหนองใหญ่ อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่นำโดย ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายการให้ประชาชนใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ ที่จะพิจารณาเอกสารสิทธิการใช้ประโยชน์ให้เป็นโฉนด 

เพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ และนำมาพัฒนาที่ดิน เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว รวมถึงเป็นการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างความมั่นคงในชีวิตให้แก่พี่น้องเกษตรกรชาวไทย ทั้งนี้จังหวัดร้อยเอ็ด ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน ทั้งหมดประมาณ 1,037,828 ไร่ 

เนื้อที่ เป็นพื้นที่เขตดำเนินการปฏิรูปที่ดินเนื้อที่ประมาณ 326,553 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 15 อำเภอ รวม 31 โครงการ ประมาณ 667,762 ไร่ ซึ่งในปี 2567 ได้มีแผนดำเนินการ แปลง เนื้อที่ ปรับปรุงแก้ไขเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 ให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร มอบให้แก่เกษตรกร จำนวน 217 ราย 275 แปลง เนื้อที่ประมาณ 2,578 ไร่ 

โกสิทธิ์/ร้อยเอ็ด(ห)
081-377-2689  087-864-4400


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top