Tuesday, 14 July 2026
NewsFeed

ผบ.ตร. พร้อมภาคีเครือข่าย ร่วมเข้าพิธีมอบรางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณหน่วยงานที่มีผลงานดีเด่น “โครงการสุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย” และรางวัลพลเมืองดีส่งคลิปขับขี่ฝ่าฝืนกฎหมายตาม “โครงการอาสาตาจราจร”

วันนี้ (20 ก.ย.66) เวลา 13.30 น. ณ ห้องศรียานนท์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์   กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. พร้อมด้วย นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานกรรมการบูรณาการกู้ชีพฉุกเฉินและความปลอดภัยทางถนน วุฒิสภา นางสาวพรรณี ปิติกุลตัง กรรมการผู้จัดการและผู้บริหาร บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ คุณกานดา วัฒนายิ่งสมสุข ที่ปรึกษาฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) คุณนิตยา ลีธีระกุล ผู้บริหารสถานีวิทยุพิทักษ์สันติราษฎร์ สวพ.91 และคุณอัจฉรา บัวสมบูรณ์ ผู้บริหารสถานีวิทยุ จส.100 พร้อมด้วยคณะทำงานศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สำหรับพิธีการมอบรางวัลที่จัดขึ้นในวันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับหน่วยงานที่มีการขับเคลื่อนโครงการสุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย ได้อย่างดีเยี่ยม ผลงานดีเด่น เป็นที่ประจักษ์สร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยยึดหลัก 5S ให้ตำรวจจราจรทุกนายถือปฏิบัติ ได้แก่ SMILE (ยิ้มแย้มแจ่มใส) SMART (มีบุคลิกภาพที่ดี) SALUTE (ปฏิบัติต่อประชาชนด้วยความสุภาพ) SERVICE MIND (ปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตใจบริการ) และ STANDARD (ยกระดับการปฏิบัติให้มีมาตรฐานเดียวกัน) และในโครงการนี้ ได้รับความร่วมมือจากบริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ซึ่งมีแผนงานรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ภายใต้โครงการ ส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมาย  โครงการนี้ สามารถลดการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุได้ถึง 1,550 ราย  บริษัทกลางฯ ได้สนับสนุนงบประมาณ เป็นเงินรางวัล จำนวน 4,890,000 บาท เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับหน่วยงานและผู้ปฏิบัติงานที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการ โดยหน่วยงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ คือ ตำรวจภูธรภาค 1 (รายละเอียดตามเอกสารแนบ)

พร้อมกันนี้ ได้จัดพิธีมอบรางวัล โครงการอาสาตาจราจร ให้กับประชาชนเจ้าของคลิปกล้องหน้ารถที่บันทึกอุบัติเหตุทางถนนหรือการกระทำผิดกฎจราจรที่สำคัญ ประจำเดือน ก.ค. และเดือน ส.ค.2566 รวมรางวัลทั้งสิ้น 40 รางวัล เงินรางวัลสูงสุด 20,000 บาท รวมเงินรางวัลที่จะมอบในวันนี้ เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 200,000 บาท โดยบริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) และ กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เป็นผู้สนับสนุนเงินรางวัล โดยทั้ง 2 เดือนนี้ มีรางวัลพิเศษ จำนวน 2 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาท เป็นรางวัลให้กับพลเมืองดี ที่ช่วยเหลือผู้พิการทางสายตาข้ามถนน และเป็นรางวัลให้กับคลิปที่ได้รับความสนใจจากโซเชียล และมีการติดตามดำเนินการในทันที 

ผบ.ตร.กล่าวว่า นับแต่เริ่มโครงการมาจนถึงปัจจุบัน สังคมมีความตื่นตัว มีคลิปการกระทำผิดกฎจราจรจากภาคประชาชนส่งมาให้คณะทำงานพิจารณาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลเบาะแสเหล่านี้ แสดงถึงความสนใจ ใส่ใจกับปัญหาการจราจร และจะเป็นการขับเคลื่อนที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาการจราจร เพื่อสร้างความปลอดภัยทางถนนให้กับผู้ใช้ทาง ความสำเร็จที่เกิดขึ้นของทุกโครงการ เป็นสิ่งยืนยันได้อย่างประจักษ์ชัด ทั้งสถิติอุบัติเหตุทางถนนที่ลดลงของโครงการสุภาพบุรุษจราจรฯ  และแนวโน้มการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ส่งคลิปมาร่วมกิจกรรมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ของโครงการ อาสาตาจรจร นับเป็นเครื่องชี้วัดความสำเร็จที่ถือได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจร่วมกันของทุกหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง นับเป็นบันไดอีกขั้นหนึ่งสู่การแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนอย่างยั่งยืน ต่อไป

‘ญี่ปุ่น’ เผย ยอดนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่น ใน ‘จีน’ ลดฮวบ 67% ผลกระทบการปล่อยน้ำปนเปื้อนรังสีของโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะสู่ทะเล

(20 ก.ย. 66) สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า นับตั้งแต่ญี่ปุ่นเริ่มทยอยปล่อยน้ำปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสี ที่ผ่านการบำบัดแล้วจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จนเกิดกระแสไม่พอใจและเกิดการต่อต้านการนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่น เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัยนั้น มีรายงานว่า การนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นของจีนในช่วงเดือนเดียวกันนั้น ลดฮวบลงไปถึง 67.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว จากการเปิดเผยของศุลกากรจีน

จากข้อมูลของกระทรวงเกษตรและประมงของญี่ปุ่นระบุว่า จีนเป็นประเทศผู้นำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นรายใหญ่ที่สุด โดยในปีที่แล้วจีนได้นำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่น มีมูลค่า 84,400 ล้านเยน (ราว 20,556 ล้านบาท)

ทั้งนี้ เริ่มเห็นจีนนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่นลดลงมาตั้งแต่ที่ญี่ปุ่นเตรียมการจะปล่อยน้ำบำบัดแล้วจากโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ จนกระทั่งมีการปล่อยน้ำจริงๆ ในวันที่ 24 สิงหาคม ส่งผลให้ทางการจีนประกาศแบนนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นทั้งหมด ทั้งๆ ที่ญี่ปุ่นยืนยันว่าแผนการปล่อยน้ำดังกล่าวมีความปลอดภัย และยังได้รับการรับรองจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) ของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) แล้วก็ตาม

จีนยังประท้วงคัดค้านการปล่อยน้ำจากโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะอย่างแข็งกร้าว ขณะที่มีการบิดเบือนข้อมูลเกิดขึ้น ที่นำไปสู่การก่อเหตุโจมตีโรงเรียนญี่ปุ่นในประเทศจีน และการโทรศัพท์ป่วนภาคธุรกิจในจังหวัดฟุกุชิมะของญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก จนทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นออกประกาศเตือนพลเมืองของตนเองที่เดินทางไปจีน ให้ระมัดระวังตัว และเลี่ยงการพูดภาษาญี่ปุ่นเสียงดังในที่สาธารณะ เพื่อสวัสดิภาพความปลอดภัยของตนเอง

DUSIT ปั้น ‘ดุสิตธานี คอลเลคชั่น’ รับบริหารอสังหาฯ หรู พร้อมโฉมใหม่ ‘ดุสิต-เดวาราณา’ เปิดตัวในจีน ต.ค.นี้

(20 ก.ย.66) นายจิลล์ เครตัลเลช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการกลุ่ม บมจ. ดุสิตธานี (DUSIT) เปิดเผยว่า กลุ่มดุสิตธานี เดินหน้าขยายธุรกิจโรงแรมอย่างต่อเนื่องกับการเปิดตัว 2 แบรนด์ใหม่ ได้แก่ ดุสิต คอลเลคชั่น (Dusit Collection) และ เดวาราณา-ดุสิต รีทรีตส์ (Devarana - Dusit Retreats) เพื่อรองรับตลาดที่พักระดับลักซูรี่ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

โดยทั้ง 2 แบรนด์จะเป็นเพิ่มจำนวนแบรนด์ภายใต้ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท และวิลล่าหรู ที่มีอยู่เดิมภายใต้กลุ่มดุสิตธานี ซึ่งประกอบด้วย ดุสิตธานี, ดุสิตสวีท, ดุสิตเดวาราณา, ดุสิตดีทู, ดุสิตปริ๊นเซส, อาศัย และอีลิธฮาเวนส์ ให้ครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกกลุ่มมากขึ้น และยังถือเป็นกลยุทธ์ในการเพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจที่พักให้กระจายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลกมากขึ้น

สำหรับแบรนด์ ‘ดุสิต คอลเลคชั่น’ ถูกพัฒนาขึ้นมา เพื่อช่วยเจ้าของโรงแรมสแตนด์อโลนหรือเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ระดับลักซ์ชูรี ให้สามารถรักษาตัวตน และเสน่ห์ดั้งเดิมของแบรนด์ ในขณะเดียวกัน ก็สามารถเพิ่มศักยภาพในการให้บริการได้อย่างเป็นระบบ จากนักบริหารมืออาชีพที่มีประสบการณ์เชี่ยวชาญในงานบริหารโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก โดยไม่ต้องยุ่งยากในการรีแบรนด์หรือปรับใหม่แต่อย่างใด คุณสมบัติอันโดดเด่นของโรงแรมภายใต้แบรนด์ดุสิตคอลเลกชั่นคือ ตั้งอยู่ในโลเคชั่นที่น่าสนใจ ตัวโรงแรมมีความโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมและเรื่องราวที่น่าสนใจ และมีการตกแต่งอย่างลงตัว ผสมผสานเข้ากับเอกลักษณ์ของท้องถิ่นได้อย่างกลมกลืน ซึ่งที่พักแบบนี้ กำลังเป็นที่ต้องการของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่มองหาประสบการณ์การท่องเที่ยวที่แท้จริง และแตกต่างไม่เหมือนใคร ซึ่งจะช่วยสร้างประสบการณ์อันน่าจดจำให้กับนักท่องเที่ยว

“เรามั่นใจว่า ‘ดุสิต คอลเลคชั่น’ จะเป็นโมเดลที่มีประสิทธิภาพและสร้างความคุ้มค่าให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด โดยเจ้าของอสังหาริมทรัพย์จะได้รับการดูแลจากทีมที่แข็งแกร่งและเชี่ยวชาญในการบริหาร ที่มีความเข้าใจตัวตน และรักษาไว้ซึ่งความโดดเด่นของทรัพย์สินที่มีคุณค่า ขณะที่กลุ่มดุสิตธานีจะได้รับประโยชน์จากกลยุทธ์ที่สามารถเข้าสู่ตลาดได้อย่างคล่องตัว เพิ่มความหลากหลายให้กับงานบริการ และยังสามารถสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจบริการของเรา อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุด คือ ผู้เข้าพักจะได้รับประโยชน์จากโอกาสใหม่ๆ ในการค้นหาเรื่องราวที่น่าสนใจจากเมืองปลายทางอันเต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ และเอกลักษณ์เฉพาะตัว” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานีกล่าว

ปัจจุบันกลุ่มดุสิตธานีมั่นใจว่า ยังมีอสังหาริมทรัพย์สุดหรูอีกมากที่รอการค้นพบ ตั้งแต่พระราชวังเก่าในเมืองแห่งประวัติศาสตร์ จนถึงที่พักริมทะเลอันเงียบสงบ จากทวีปเอเชีย เรื่อยไปจนถึงตะวันออกกลางอันมีเสน่ห์ และครอบคลุมถึงทวีปยุโรป ที่สามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ดุสิต คอลเลคชั่น’ ซึ่งขณะนี้ กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจาตกลงกับเจ้าของอสังหาริมทรัพย์หลายราย และคาดว่าจะสามารถประกาศการลงนามความร่วมมืออย่างเป็นทางการได้ในเร็วๆ นี้

สำหรับแบรนด์ใหม่ลำดับที่ 2 ของกลุ่มดุสิตธานี จะเป็นการพลิกโฉมแบรนด์หรูที่มีอยู่เดิม ‘ดุสิต เดวาราณา’ เปลี่ยนเป็น ‘เดวาราณา-ดุสิต รีทรีตส์’ เพื่อยกระดับประสบการณ์การเข้าพักที่มีคุณค่าในระดับอัลตร้า ลักซ์ชูรี

ทั้งนี้ จากความสำเร็จของการพัฒนาคอนเซปต์ ‘เทวารัณย์ เวลเนส’ (Devarana Wellness) หรือแนวคิดด้านสุขภาพแบบองค์รวมผสานกับองค์ประกอบของความเป็นอยู่ที่ดีอย่างมีเอกลักษณ์ให้กับโรงแรมและรีสอร์ทในเครือดุสิตทั่วโลก ทีมงานได้มีการต่อยอดและยกระดับการบริการดังกล่าว จนเกิดเป็นแบรนด์ ‘เดวาราณา-ดุสิต รีทรีตส์’ มุ่งหวังที่จะยกระดับแนวทางการรักษาสุขภาพแบบองค์รวมนี้ให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการมอบประสบการณ์ของการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจได้อย่างเต็มที่ ในที่พักอันหรูหรา ที่มีความเป็นส่วนตัว เงียบสงบทั่วโลก

แบรนด์เดวาราณา-ดุสิต รีทรีตส์ ถูกพัฒนาขึ้นจากหลักการดูแลสุขภาพแบบไทยดั้งเดิม ผสมผสานกับแนวคิดของการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟูอย่างยั่งยืน เพื่อให้เกิดเป็นโปรแกรมเชิงสุขภาพแบบครบวงจร ที่คัดสรรมาเป็นพิเศษจากการผสมผสานเอกลักษณ์อันโดดเด่นของธรรมชาติในแต่ละชุมชน เข้ากับหลักการบำบัดแบบโบราณ เพื่อมอบให้กับนักท่องเที่ยว ที่มองหาการฟื้นฟูและเยียวยาร่างกายและจิตใจ ในพื้นที่ที่มีความเป็นส่วนตัว อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ และโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อมอบความประทับใจอย่างสูงสุดแก่ผู้เข้าพัก ‘เดวาราณา-ดุสิต รีทรีตส์’ แห่งแรกมีกำหนดเปิดให้บริการในเดือนตุลาคมนี้ที่ประเทศจีน และกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจาตกลง เพื่อลงนามเพื่อสร้าง ‘เดวาราณา-ดุสิต รีทรีตส์’ อีกหลายแห่งภายในปีนี้ ทั้งในยุโรป ตะวันออกกลาง และในจีน

ปัจจุบัน กลุ่มดุสิตธานีมีโรงแรม 55 แห่งที่ดำเนินกิจการภายใต้ ดุสิต โฮเท็ล แอนด์ รีสอร์ท และวิลล่าระดับลักซ์ชูรีกว่า 230 หลังภายใต้ อีลิธฮาเวนส์ ใน 19 ประเทศ ยังมีโรงแรมและรีสอร์ทในกลุ่มดุสิตธานีที่พร้อมจะเปิดมากกว่า 60 แห่งทั่วโลก และมีเป้าหมายการลงนามเพิ่มเติมอีก 22 แห่งในปีนี้

‘ดีอีเอส’ เตือน หยุดปล่อยข่าวปลอม ‘นายกฯ’ ไฟเขียวตั้ง ‘กาสิโน-เปิดเว็บพนัน’ หวังดึงภาษีเข้ารัฐบาล 30% เพื่อสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้เข้าประเทศ

(20 ก.ย. 66) นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงดีอี กล่าวถึงการส่งต่อข้อมูลในประเด็น นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตรียมแผนอนุมัติบ่อนคาสิโนเว็บพนันถูกกฎหมาย เสียภาษีให้รัฐบาล 30% เพื่อสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้เข้าประเทศนั้น ว่าดีอีโดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ไปยังกรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี พบว่าประเด็นดังกล่าวไม่เป็นความจริง เป็นข้อมูลเท็จ ปัจจุบันรัฐบาลยังไม่ได้มีการเตรียมแผนอนุมัติ หรือการดำเนินนโยบายเปิดบ่อนกาสิโน หรือเว็บพนันถูกกฎหมาย เสียภาษี 30% ตามที่ถูกกล่าวอ้างแต่อย่างใด

นายเวทางค์กล่าวต่อว่า หากพี่น้องประชาชนพบเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com, เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ @AFNCThailand, ไลน์ @antifakenewscenter และช่องทางโทรศัพท์ โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ ตลอด 24 ชั่วโมง

‘รมว.พิพัฒน์’ ลุยขยายตลาดแรงงานประเทศใหม่ๆ หนุนทำงานต่างแดนถูกกฎหมาย 100,000 อัตรา

(20 ก.ย. 66) นายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2566 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้มอบนโยบายสำคัญให้กับกรมการจัดหางานในการส่งเสริมและขยายตลาดแรงงานไทยในต่างประเทศ จำนวน 100,000 อัตรา ภายในปี 2567 

เกี่ยวกับเรื่องนี้กรมการจัดหางานพร้อมขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้การส่งเสริมให้แรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ในตลาดแรงงานเดิมที่มีความต้องการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น ในตำแหน่งงานใหม่ อาทิ ประเทศสวีเดน, ประเทศฟินแลนด์, ประเทศอิสราเอล, ประเทศญี่ปุ่น, สาธารณรัฐเกาหลี, ไต้หวัน และการขยายตลาดแรงงานในประเทศใหม่ๆ ที่มีแนวโน้มความต้องการจ้างแรงงานไทย 

นอกจากนี้ ยังเจรจาเพื่อให้เกิดการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือด้านแรงงานมุ่งประโยชน์สูงสุดต่อแรงงานไทย โดยเน้นไปที่กลุ่มแรงงานกึ่งฝีมือและทักษะฝีมือ อาทิ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ในตำแหน่งพยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล ผู้ดูแลผู้ป่วยและคนชรา / ประเทศกาตาร์ ในแรงงานภาคก่อสร้าง ภาคบริการเกี่ยวกับท่าอากาศยานและรถไฟ ภาคการท่องเที่ยวและสุขภาพ และภาคการขนส่ง / ประเทศจอร์แดน ในแรงงานภาคเกษตร / ประเทศนิวซีแลนด์ ในแรงงานทักษะฝีมือภาคบริการ ภาคเกษตร และแรงงานที่มีทักษะ ความรู้ ความชำนาญ เฉพาะสาขาที่ขาดแคลน เช่น สถาปนิก ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย ทันตแพทย์ และพยาบาลวิชาชีพ / ประเทศโปรตุเกส ในแรงงานเกษตรกรรมและงานร้านอาหาร และประเทศออสเตรเลีย พร้อมรับพ่อครัวคนไทยที่มีประกาศนียบัตรจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

นายไพโรจน์ กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมากรมการจัดหางานสนับสนุนให้แรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมายมาโดยตลอด เพื่อให้แรงงานไทยมีรายได้และโอกาสทำงานเพิ่มขึ้น ได้เปิดโลกทัศน์สั่งสมประสบการณ์การทำงานในต่างประเทศ โดยจากนี้กระทรวงแรงงานจะต้องหารือร่วมกับหลายฝ่ายทั้งนายจ้างในต่างประเทศ ประเทศปลายทาง ภาคเอกชนในประเทศไทย ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนความเข้าใจในกฎหมาย ระเบียบ สัญญาจ้างงานของประเทศไทย และประเทศปลายทาง ตลอดจนวิธีการและขั้นตอนการนำแรงงานไทยเข้าไปทำงานในประเทศต่างๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศและเพิ่มโอกาสในการจ้างแรงงานไทย

ซึ่งหากส่งแรงงานไทยทำงานต่างประเทศได้ 100,000 คน ตามนโยบายท่านรัฐมนตรี นอกจากช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานไทยทั้งหมดให้ดีขึ้นแล้ว ยังทำให้ 100,000 ครอบครัวของแรงงานมีโอกาสยกระดับคุณภาพชีวิตตามไปด้วย

สำหรับคนไทยที่ต้องการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 - 10 หรือ สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

'ชาดา' ยินดีช่วย 'ศุภมาส' แก้ปัญหา 'รับน้องโหด-เด็กช่างตีกัน' ลั่น!! พร้อมลุย เปลี่ยนทัศนคติ วัยรุ่นอยากหล่อในทางที่ผิด

(20 ก.ย.66) ที่รัฐสภา นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เตรียมประสานขอให้ช่วยแก้ปัญหารับน้องโหดในมหาวิทยาลัย และปัญหานักเรียนอาชีวะตีกัน ว่า...

ต้องรอทาง รมว.อุดมศึกษาฯ ประสานมา ตนยินดีที่จะไปช่วยเต็มที่ เรื่องไปหาวัยรุ่นตนชอบอยู่แล้ว เพราะคุยภาษาเดียวกัน สมัยยุค 14 ตุลา 16 ตนก็เป็นเด็กขึ้นมาเรียนกรุงเทพฯ ก็เคยตีกับเขาเหมือนกัน เราก็รู้ก็เข้าใจเด็ก บางทีเด็กอยากหล่อ แต่หล่อในทางที่ผิด ก็ต้องไปพูดคุยทำความเข้าใจว่ามันมีวิธีการหล่อๆ ที่ดีๆ อีกมากมาย 

"เราก็เคยเป็นวัยรุ่นมาก่อน ไม่ใช่ว่าตอนที่เราเป็นวัยรุ่นเราทำ พออายุมากไม่ใช่มาห้ามเขา เหมือนไปห้ามตัวเองตอนเป็นวัยรุ่น" นายชาดา กล่าว

พิษณุโลก  กองทัพภาคที่ 3 พบปะสื่อมวลชนในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2566 เวลา 11.00 กองทัพภาคที่ 3 จัดกิจกรรม"พัฒนาสัมพันธ์สื่อมวลชน กองทัพภาคที่ 3" เพื่อพบปะพัฒนาสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น สร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกันและขอบคุณสื่อมวลชนในพื้นที่ จังหวัดพิษณุโลก โดยมี พลตรี ประสาน แสงศิริรักษ์ รองแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธาน 
การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ได้มีสื่อมวลชนเข้าร่วม ทุกแขนงทั้งสื่อโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์และสื่อออนไลน์ต่างๆ  ซึ่งจะร่วมกันสร้างสื่อสร้างสรรค์ ประชาสัมพันธ์ข่าวสาร และภารกิจต่างๆ ของกองทัพภาคที่ 3 และหน่วยขึ้นตรงต่อไป ปรีชา นุตจรัส รายงานข่าวพิษณุโลก

‘สี จิ้นผิง’ หนุน!! มหาวิทยาลัย บรรจุวิชาจับสายลับลงหลักสูตร เปลี่ยนนักศึกษา ร่วมแรงเป็นนักสืบ สกัดสปายจากต่างแดน

(20 ก.ย. 66) สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ประธานาธิบดี ‘สี จิ้นผิง’ ได้ยกระดับโปรแกรมป้องกันการสอดแนมของต่างชาติ ที่รัฐบาลจีนมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง ด้วยการสนับสนุนให้บรรจุวิชาการจับสายลับ ลงในหลักสูตรของหลายสถาบันชั้นนำทั่วประเทศ เพื่อเทรนนักศึกษาจีน ให้ช่วยสอดส่อง และชี้ตัวบุคคลต้องสงสัยที่อาจแฝงตัวมาสืบราชการลับในจีนได้ 

อย่างที่มหาวิทยาลัยชิงหวา ก็ได้มีการอบรมผ่านสื่อวิดีโอแก่นักศึกษา และบุคลากรของสถาบัน กระตุ้นให้ตระหนักถึงบทบาทในการเป็นแนวป้องกันเพื่อต่อต้านภัยคุกคามจากต่างชาติ 

ด้านมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีปักกิ่ง มีการจัดงานเลี้ยงในสวน ที่มีธีมงานเกี่ยวกับประเด็นด้านความมั่นคง  

ส่วนมหาวิทยาลัยเป่ยหาง ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยด้านการบิน และอวกาศชั้นนำของจีน ได้พัฒนาเกมที่ชื่อว่า ‘Who's The Spy’ ให้นักศึกษาทดลองเล่นเพื่อจับสังเกต คนที่มีพฤติกรรมเป็นสายลับโดยเฉพาะ 

แคมเปญเสริมหลักสูตรไล่ล่าหาสายลับนี้ ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติจีน ซึ่งนอกจากหลักสูตรฝึกอบรมในสถาบันชั้นนำแล้ว ยังจับมือร่วมกับ WeChat แพลตฟอร์มออนไลน์ชื่อดังของจีน ในการเผยแพร่เนื้อหาวิธีการจับตา สอดส่องบุคคลต้องสงสัยแก่ประชาชนทั่วไป เท่านั้นยังไม่พอ รัฐบาลจีนยังตั้งรางวัลนำจับแก่ผู้ที่สามารถชี้ตัวสายลับต่างชาติได้อย่างถูกตัวสูงถึง 5 แสนหยวน (ประมาณ 2.25 ล้านบาท) 

ทั้งนี้ การเร่งเผยแพร่หลักสูตรจับสายลับ เป็นส่วนหนึ่งในนโยบายต่อต้านการสอดแนมของสี จิ้นผิง โดยผู้นำจีน ได้กล่าวในที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา เน้นย้ำถึงความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการสกัดการสอดแนมในจีนให้ได้ และยกให้เป็นวาระเร่งด่วน เทียบเท่ากับการเตรียมความพร้อมด้านภัยพิบัติ โดยต้องส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสอดส่อง เป็นหู เป็นตาให้กับรัฐบาล

จากแคมเปญที่เอาจริง เอาจริงกับการจับสายลับของรัฐบาลจีน ทำให้สื่อต่างชาติอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมผู้นำจีนถึงหวาดระแวงกับการสอดแนมจากต่างชาติมากถึงขนาดต้องเทรนนักศึกษา และประชาชน มาช่วยจับสายลับกับทั้งประเทศ 

และยังเปรียบเทียบแคมเปญจับสายลับของสี จิ้นผิง กับ การสร้างกองกำลัง Red Guard ในสมัยปฏิวัติวัฒนธรรมของอดีตผู้นำ ‘เหมา เจ๋อตุง’ ที่มีการไล่ล่า ลงโทษกลุ่มคนชั้นสูง ที่ไม่จงรักภักดีต่อระบอบสังคมนิยมจีน จนได้ชื่อว่าเป็นยุคที่มีความรุนแรงในสังคมมากที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน 

โดยความเห็นของ ‘ชีนา เกรทเทน’ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัส - ออสติน มองว่า การสนับสนุนให้ประชาชนจ้องจับผิดซึ่งกันและกัน จะส่งผลเสียต่อการดูแลความเรียบร้อยโดยรวมของรัฐบาลจีน และจะนำมาซึ่งการแจ้งความเท็จ แจ้งความพร่ำเพรื่อ ซ้ำซ้อน กลายเป็นการเพิ่มงานให้แก่เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงที่ต้องมาสะสาง แยกแยะข้อมูลจำนวนมากเกินความจำเป็น 

และยังเป็นการสร้างบรรยากาศที่ไม่เป็นมิตรต่อนักลงทุนชาวต่างชาติ ที่ต้องระวังการสอดแนมรอบตัว สร้างความหวาดระแวงระหว่างชาวต่างชาติ และชาวจีน ที่อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติเกิดความลังเลในการพัฒนาธุรกิจบนแผ่นดินจีนได้ 

แต่ฟาก ‘เฉิน อี้ซิน’ รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแสดงความเห็นว่า ความมั่นคงของชาติเป็นเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคงทางการเมือง ซึ่งแก่นแท้ของความมั่นคงทางการเมืองคือความมั่นคงของระบอบการปกครอง 

จึงเห็นได้ว่า ผู้นำจีน ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพ และความมั่นคงภายในประเทศอย่างมาก และได้ประกาศภารกิจในการกวาดล้างภัยคุกคามจากต่างชาติ มีการขยายกรอบกฎหมายต่อต้านการสอดแนมใหม่ และกวาดล้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญจีนที่ทำงานให้กับหน่วยข่าวกรองของต่างชาติเป็นจำนวนมาก 

ดังนั้น คงไม่มีอะไรหยุดยั้งแคมเปญปั้นนักเรียนเป็นนักสืบของสี จิ้นผิงได้ ตราบใดที่รัฐบาลจีน และ ชาติตะวันตก ยังแสดงออกถึงความไม่เป็นมิตรอย่างเห็นได้ชัด ความหวาดระแวงต่อกันก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นเอง 

เรื่อง : ยีนส์ อรุณรัตน์

ชินวัตรว้าวุ่น!! พ่อลุ้นพักโทษไม่เกิน ก.พ.67 ฟากลูกสาวทุ่มหมดหน้าตักจัดซอฟต์พาวเวอร์

22 ก.ย.นี้ จะครบรอบ 30 วัน ที่ ทักษิณ ชินวัตร นักโทษเด็ดขาดชาย ถูกคุมขังอยู่ที่ห้องสูท ชั้น 14  รพ.ตำรวจ และมีแนวโน้มสูงยิ่งว่าจะได้รับการพิจารณาอนุมัติให้นอนรักษาตัวต่อที่เดิม เหตุเพราะเมื่อวันสองวันก่อน อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวและคุณหมอใหญ่ของ รพ.ตำรวจ ออกมาบอกตรงกันว่า...ทักษิณเพิ่งฟื้นฟูจากการผ่าตัด

ส่วนจะเป็นการผ่าตัดเล็ก ผ่าตัดใหญ่ หรือ ผ่าตัดสิว ผ่าตัดเล็บคุด ก็เกินที่จะคาดเดา เพราะไม่มีการแถลง...

วันที่ 24 ก.ย.นี้ กลุ่ม คปท.หรือ เครือข่ายนักศึกษาประชาชนเพื่อการปฏิรูป ของ 'ทนายนกเขา' จะสวมรองเท้าผ้าใบพร้อมปากกาแห่กันไปลงนามเยี่ยมไข้ทักษิณกันให้อึกทึกครึกโครม...โทษฐานที่ดูเหมือนว่าหน่วยงานของรัฐจะเลือกปฏิบัติกันแบบเห็นๆ ไม่นำพาความรู้สึกประชาชน...

มีบรรดาแฟนนานุแฟนถามไถ่ 'เล็ก เลียบด่วน' ว่าเอาเข้าจริง...ทักษิณ ชินวัตร ที่ได้รับพระมหากรุณาพระราชทานอภัยลดโทษจาก 8 ปี เหลือ 1 ปี  จะได้ออกจากคุกไม่ว่าเป็นการพักโทษหรืออภัยโทษเมื่อไหร่กันแน่...

ก็ต้องอธิบาย ข้อกฎหมาย-ระเบียบ อันเป็นกฏกติกามารยาทว่า...

#กรณีพักโทษ...ซึ่งมีสองกรณีคือ กรณีปกติ กับ กรณีพิเศษ ทักษิณก็คงใช้กรณีพิเศษ คือ อายุมากกว่า 70 ปี อย่างไรก็ตามตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ระบุว่า จะต้องติดคุกมาไม่น้อยกว่า 6 เดือนขึ้นไปหรือ 1 ใน 3 แล้ว…แต่อย่างไหนมากกว่ากัน กรณีทักษิณติดคุกมาตั้งแต่วันที่ 22 ส.ค. ครบ 1 ใน 3 คือเดือน ธ.ค.แต่ไม่ถึง 6 เดือน…โดยกรณีทักษิณจะครบ 6 เดือน วันที่ 22 ก.พ.2567

#กรณีพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไปในวาระต่างๆ กำหนดว่าต้องติดคุกมาแล้ว 1 ใน3  กรณีทักษิณหากมีพระราชทานอภัยโทษทั่วไปในวันที่ 5 ธ.ค. ทักษิณก็ไม่เข้าข่ายติดคุกมาแล้ว 1 ใน 3 อยู่ดี...ไม่ได้สิทธิ์!!

สรุปว่า ถ้าเดินตามสองกรณีนี้เป๊ะ...อย่างเก่งเดือนก.พ.ทักษิณ จึงจะออกจากคุก ได้รับอิสรภาพจริงๆ

แต่ก็นั่นแหละ...เชื่อกันว่า ยังมีกฎข้อระเบียบให้คนอย่างทักษิณรอดออกมาได้เร็วกว่า ก.พ.2567 อย่างแน่นอน...โดยเฉพาะการคุมตัวให้อยู่ที่บ้าน

กฎกติกาพวกนี้...กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ควรจะได้แจกแจงเรื่องพวกนี้ให้สังคมกระจ่างแจ้ง

'เล็ก เลียบด่วน' แว่วมาว่าวันจันทร์ที่ 25 ก.ย.กรรมาธิการสิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชนและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มี สว.สมชาย แสวงการ เป็นประธานจะเชิญกรมกองต่างๆ รวมทั้งรพ.ตำรวจแบบชุดใหญ่ไฟกระพริบไปชี้แจงซักถาม...

ก็เลยขอชูจั๊กกะแร้เชียร์ มา ณ โอกาสนี้

จบจากเรื่องคุณพ่อ ก็ต้องไปที่เรื่องคุณลูกสาว...อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ... 'เล็ก เลียบด่วน' ไม่กล้าฟันธงว่าเธอจะรับบทหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนต่อไปหรือไม่?

แต่ฟันธงได้อย่างเดียว ว่าเธอจะทุ่มหมดหน้าตักกับภารกิจในฐานะรองประธานคณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ ซึ่งจะมีการประชุมใหญ่ครั้งแรกวันที่ 3 ต.ค. และในวันดังกล่าว เธอก็น่าจะผงาดนั่งเก้าอี้ประธานบอร์ดบริหาร...ที่จะตั้งขึ้นมา

นโยบาย 1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์ของพรรคเพื่อไทย คือ หัวใจของ 'อุ๊งอิ๊ง' โดยพรรคเพื่อไทยเตรียมทำกฎหมายรองรับองค์กรซอฟต์พาวเวอร์นี้ ใหญ่และมั่นคงกว่าองค์การมหาชน แต่ไม่ใช่หน่วยงานหรือกรมกองของกระทรวง...

ใหญ่ไม่ใหญ่แค่ไหนไม่มีใครรู้...รู้แต่ว่า...จะเป็นหน่วยงาน ที่จะสร้างหนึ่งในผลงานชิ้นโบว์แดงที่เป็นกระดานหกส่งให้ 'อุ๊งอิ๊ง' เป็นนายกรัฐมนตรีได้เลยทีเดียว

แต่ทั้งนี้มีข้อแม้ว่าเลือกตั้งรอบหน้า จะต้องไม่แพ้พรรคก้าวไกล...ที่วันสองวันนี้พวกเขากำลังยกเครื่องใหญ่...ปิดฉากยุคลิเก ยุคนายกฯ แห่...เข้าสู่โหมดชิงบ้านชิงเมืองกันจริงๆ...

อุ๊งอิ๊ง...สู้ๆ !!
สวัสดี !!

‘ผู้โดยสาร’ อึ้ง!! ประตูรถไฟฟ้า ‘เปิดค้าง’ ขณะวิ่งให้บริการ ชาวเน็ตต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงมาตรการความปลอดภัย

(21 ก.ย. 66) คลิปวิดีโอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรถไฟฟ้าประเทศไทยกลายเป็นไวรัล มีผู้ชมแล้วกว่า 1.4 ล้านครั้ง ภายหลังเผยแพร่เพียง 17 ชั่วโมง โพสต์โดยผู้ใช้ติ๊กต็อกชื่อว่า star111042 ขณะที่รถไฟฟ้ากำลังเคลื่อนที่จากสถานีหนึ่งไปยังสถานีหนึ่ง ปรากฎว่าประตูรถไฟฟ้าบานหนึ่งกลับเปิดอยู่ และมีเจ้าพนักงานมาดูแล แจ้งสถานการณ์ผ่านลำโพงแก่เจ้าหน้าที่ในขบวนรับทราบ

เจ้าของคลิป เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ (20 ก.ย.) ที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสบางจาก (BTS บางจาก) มีพนักงานมาไขล็อคประตูไว้ คาดว่าจะล็อคผิดทำให้ประตูค้าง ไม่ยอมปิดมาจนถึงอีกสถานีหนึ่ง

พนักงานหญิงที่อยู่ในคลิปเป็นผู้เดินมาเจอว่าประตูค้างไม่ยอมปิด ตอนที่รถไฟฟ้าออกจากสถานีแล้ว พนักงานรายดังกล่าวจึงได้โทรประสานกับพนักงานที่เป็นคนไขล็อคไว้ พอถึงสถานีรถไฟฟ้าปุณณวิถี (BTS ปุณณวิถี) พนักงานที่ไขไว้ได้กลับมาปิดประตูแล้วล็อคให้ใหม่ พร้อมแปะป้าย ‘ประตูขัดข้อง’ ไว้

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความหวาดเสียวแก่ผู้โดยสารในขบวนอย่างมาก ส่งผลให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงมาตรการความปลอดภัยด้วย เช่นว่า

– คนแน่นๆ ประตูไม่ปิด หรือเปิดเอง มันจะเป็นโศกนาฏกรรมไหม
– ถ้าเป็นช่วงห้าโมงเย็นนะ หือออไม่อยากจะคิด
– รถไฟฟ้าเปิดประทุน
– อันตรายมาก ถ้าคนเยอะๆ นี้ตกไปแน่เลย
– เขาถึงบอกว่าอย่ายืนหน้า หรือพิงประตู อะไรก็เกิดขึ้นได้
– สิ่งที่เคยจินตนาการไว้ ได้เกิดขึ้นแล้ว
– ถ้าเป็นช่วงเวลาพีคไม่อยากจะคิด
– จากผู้โดยสาร สู่ ผู้ประสบภัย
– หลายปีก่อนก็มีเหตุการณ์แบบนี้ค่ะ แต่ไม่มีใครเป็นอะไร ทำให้ระแวงทุกครั้งที่ยืนเบียดหน้าประตู และคิดเตรียมพร้อมตลอดเวลาเผื่อเกิดเรื่องแบบนี้ค่ะ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top