Tuesday, 14 July 2026
NewsFeed

สะดุดตา ‘เสี่ยเท้ง’ ผู้ติดตาม ‘รองอ๋อง’ ทัวร์สิงคโปร์ ที่แท้อดีตเต็ง ‘รมว.ดีอีเอส’ ผู้ช่ำชองสงครามไซเบอร์

ต่อกรณีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการใช้งบประมาณเดินทางไปดูงานที่ประเทศสิงคโปร์ 1,379,250 บาท ของ ‘รองอ๋อง’ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาฯ คนที่ 1 และคณะผู้ร่วมเดินทางรวม 12 คน ระหว่างวันที่ 21-24 กันยายน โดยมีเหล่าชาวประชาจากพรรคก้าวไกล รวม 6 ชีวิตอยู่ในนั้น ... นาทีนี้คงมีผู้สันทัดกรณีต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปพอหอมปากหอมคอ

แต่ส่วนตัวของ Mr. K ดันไปตหงิดกะพ่อหน้านวล ชวนมองที่ชื่อ ‘เท้ง’ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อจากก้าวไกล และสาวหน้าหวาน 'เพ้น-ทิสรัตน์ เลาหพล' สส.กทม.เขตที่ 29 (บางแคเหนือ-บางไผ่-หนองค้างพลู) มีรายชื่อร่วมติดคณะไปด้วยเล็กน้อย ว่าจะไปทำอันหยังก่อ...

เพราะหัวข้อในการไปดูงานหนนี้ ‘รองอ๋อง’ ให้เหตุผล ว่าเป็นการไปดูงานเพื่อพัฒนาเรื่องของ รัฐสภาดิจิทัล Smart Parliament ที่สิงคโปร์มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการอำนวยความสะดวกเรื่องของงานนิติบัญญัติ และดูเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่ทำให้เกิดการแก้ปัญหาเรื่องของหมอกควันได้ นั่นเอง

ในส่วนของ เพ้น Mr. K เอง ก็ไม่ค่อยคุ้นตาใต้ผลงานการเมืองเป็นรูปธรรมมากนัก แต่ก็หวังว่าคงมิได้แค่ไปช้อปยับให้เปลืองภาษีชาวประชาเล่นๆ ส่วน ‘ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ’ หากยังพอจำกันได้ ถือเป็นอดีตตัวเต็ง รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอีเอส จากก้าวไกล มีโอกาสเข้ามาในวงการเมือง ผ่านการดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการของพรรคก้าวไกล ฝ่ายพัฒนาระบบข้อมูล และดิจิทัล เป็นหัวโขนหลัก

ซึ่งจะว่าไปแล้ว หากมองเผินๆ ก็ประจวบเหมาะเสียนี่กระไร เพราะเมื่อมองคุณสมบัติ ก็มิใช่เรื่องไกลตัวกับบทบาทของ ‘เสี่ยเท้ง’ ที่ดูเหมาะจะถูก ‘รองอ๋อง’ หนีบไปทัวร์ด้วย

แต่ที่บอกว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัวนั้น อาจจะมิใช่เรื่องการผสานความชำนาญในสายดิจิทัลกับงานของประเทศ ก็เป็นได้ เพราะเดิม ‘เสี่ยเท้ง’ ก็จัดเป็นนายทุนพรรคก้าวไกลรายสำคัญ และว่ากันว่า กองทัพไอโอด้อมส้มเกลื่อนโซเชียล ที่ทำให้ 14 ล้านเสียงเทใจมากาให้ก้าวไกล ก็มาจากกลยุทธ์ของเขาผู้นี้

งานนี้ พอมองมุมกลับ เลยไม่รู้ว่า ‘เสี่ยเท้ง’ แค่ถูกหนีบไป หรือ อาสาพาตนเองไปศึกษาวิทยาการล้ำหน้าด้านใดในแดนลอดช่อง เพื่อมาส่งต่อความสนุกๆ รูปแบบไหนให้ด้อมส้มในโซเชียล ได้สร้างแรงสั่นสะท้านสังคมไทยกันแน่

อันที่จริง การชวดตำแหน่ง แคนดิเดต รมว.ดีอีเอส ไป หลังความดื้อรั้นของพรรคที่ไม่ยอมถอยแก้ 112 จนทำให้ ‘เสี่ยเท้ง’ (นายทุนพรรค) หลุดเก้าอี้จากกระทรวงฯ ก็ดูจะทำให้เขากล้ำกลืนอยู่ไม่น้อย เพราะแหล่งข่าวของ Mr. K แว่วให้ฟังว่า หาก ‘เสี่ยเท้ง’ ได้ก้าวขึ้นมานั่งเจ้ากระทรวงดีอีเอส อาจจะได้เห็น ‘สงครามไซเบอร์’ ครั้งใหญ่ ในฐานะมือกลยุทธ์แห่งหน่วยกองทัพไอโอส้มแน่นอน แต่จะเป็นหัวข้อลงลึกใด ก็หาระบุให้ชัดได้ไม่!! (แอบใบ้: สะเทือนสถาบันฯ)

สำหรับประวัติของ 'เสี่ยเท้ง-ณัฐพงษ์' พกพาปริญญาตรี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาคอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยที่บ้านมีฐานะพอควร จากธุรกิจของบริษัท ชนันธร ดีเวลลอปเม้นท์ กรุ๊ป จำกัด และ บริษัท เรืองปัญญา เคหะการ จำกัด ประกอบธุรกิจด้านอสังหาฯ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของครอบครัวเรืองปัญญาวุฒิ ภายใต้การนำของ นายสุชาติ เรืองปัญญาวุฒิ บิดาของนายณัฐพงษ์ กับยอดขายรวม 2 บริษัทเฉียดๆ 700 ล้านบาทในช่วงปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ณัฐพงษ์ ยังเคยเป็นผู้บริหาร บริษัท แอ๊บโซลูท เมเนจเม้นท์ โซลูชั่นส์ จำกัด หรือ absolute.co.th ผู้ให้บริการคลาวด์ โซลูชัน ก่อนเข้ามาทำงานทางการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคอนาคตใหม่ ก่อนจะย้ายมาพรรคก้าวไกล หลังอนาคตใหม่โดนยุบ และมีโอกาสนั่งเป็นกรรมาธิการงบประมาณ ในปี 2562-2566 ด้วย

จากนั้น ช่วงปี 2555 บริษัท ABSOLUTE ก็ก้าวเข้าสู่ กลุ่มธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ตามมาด้วยปี 2556 เข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่มีความทันสมัย ที่พัฒนาระบบขายอสังหาริมทรัพย์ ระบบทรัพยากรบุคคล พัฒนา ระบบขายอสังหาริมทรัพย์ (Real-estate) สำหรับบริหารจัดการ งานขาย บ้าน, คอนโด ฯลฯ

รวมๆ แล้วโปรไฟล์ไม่ธรรมดา!!

ฉะนั้น หากจะว่าไปแล้ว ... การร่วมคณะไปดูงานต่างประเทศของหนุ่มหน้านวลผู้นี้ ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร และต่อให้เขานั้นจะมีฐานะร่ำรวยเพียงใด แต่เมื่อได้สิทธิจากการเป็น สส. ติดกายมาแล้ว ก็หวังให้ไปทำงานเพื่อชาติ อย่างที่ปากว่าจริงๆ ก็พอ...

เรื่อง: Mr. K

‘ยูเอ็น’ ชี้!! สงครามซูดาน ทำการแพทย์วิกฤต ขาดแคลนยา-จนท. หลังยอดเด็กเสียชีวิตจากโรคหัด-ขาดสารอาหาร ทะลุ 1,200 ราย

(20 ก.ย. 66) สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ดร.อัลเลน ไมนา ผู้อำนวยการด้านสาธารณสุขของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ได้กล่าวในการประชุมขององค์การสหประชาชาติที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา ว่า มีเด็กมากกว่า 1,200 คนที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบได้เสียชีวิตลงจากโรคหัดและภาวะทุพโภชนาการในค่ายลี้ภัยที่ประเทศซูดาน นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พร้อมแสดงความกังวลว่าตัวเลขดังกล่าวอาจเพิ่มสูงขึ้นกว่านี้

การสู้รบระหว่างกองทัพซูดานและกองกำลัง Rapid Support Forces (อาร์เอสเอฟ) ซึ่งเป็นกองกำลังกึ่งทหารที่ขณะนี้กินเวลาไปแล้วเกือบ 6 เดือน นับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนเมษายน ได้ทำให้ภาคสาธารณสุขในประเทศซูดานล่มสลายลง จากการโจมตีกันโดยตรงของทั้งสองฝ่าย รวมถึงเกิดปัญหาขาดแคลนเจ้าหน้าที่และยารักษาโรค

ด้านองค์การกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) กังวลว่าทารกแรกเกิดจำนวนหลายพันคนจากทารกทั้งหมด 333,000 คนที่มีกำหนดจะคลอดลืมตาดูโลกก่อนสิ้นปีนี้จะเสียชีวิตลง

นายเจมส์ เอลเดอร์ โฆษกของ UNICEF กล่าวให้เหตุผลในที่ประชุมว่า “ทารกแรกเกิดและแม่ต้องการการดูแลที่มีทักษะในการคลอดบุตร อย่างไรก็ตาม ในประเทศที่ประชากรหลายล้านคนต้องติดอยู่ท่ามกลางสมรภูมิรบหรือต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น รวมถึงมีการขาดแคลนอุปกรณ์การแพทย์อย่างหนัก การดูแลดังกล่าวนับวันจะยิ่งลดน้อยลง”

นายเอลเดอร์ยังกล่าวด้วยว่า ทุกๆ เดือนเด็กจำนวนราว 55,000 คนในประเทศซูดาน ต้องเข้ารับการรักษาจากภาวะทุพโภชนาการขั้นร้ายแรงที่สุด แต่กลับมีศูนย์โภชนาการที่ยังคงเปิดให้บริการในกรุงคาร์ทูมอยู่เพียงไม่ถึง 1 ใน 50 แห่ง ขณะที่เหลือศูนย์โภชนาการที่ยังคงเปิดให้บริการในภูมิภาคดาร์ฟูร์ตะวันตกเหลืออยู่เพียง 1 ใน 10 แห่ง

‘ฮิวแมนไรท์ฯ’ โดดป้อง ‘ปีใหม่’ ชี้ เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพ หลังถูกศาลเตี้ยคุกคาม จี้!! ‘ก้าวไกล’ อย่าเพิกเฉยต่อการล่าแม่มด

(20 ก.ย. 66) จากกรณี ‘ปีใหม่ ศิริกุล’ โพสต์เฟซบุ๊ก ‘ปีใหม่ ปีใหม่’ ทำจดหมายเปิดผนึกถึง คุณชัยธวัช ตุลาธน รักษาการเลขาธิการพรรคก้าวไกล, นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาคนที่ 1, นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ขอความเป็นธรรม และ ขอความคุ้มครองจากการถูกนางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ที่ปรึกษารองประธานสภาคนที่1 ถูกคุกคามไล่ล่าแม่มด

นายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาประจำประเทศไทยของฮิวแมนไรท์วอตช์ โพสต์ข้อความบนทวิตเตอร์ @sunaibkk ระบุว่า…

‘สิทธิมนุษยชน’ ไม่มีสี ไม่มีฝ่าย #ก้าวไกล @MFPThailand ไม่ควรเพิกเฉยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ #ปีใหม่ ซึ่งละเมิดหลักการเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพที่พรรคยึดถือ การใช้ศาลเตี้ยล่าแม่มดคุกคามกันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และผิดกฎหมาย ถ้าใครได้รับความเสียหายจากสิ่งที่ปีใหม่เขียนก็ควรแจ้งความดำเนินคดีตามสัดส่วนที่เหมาะสม ไม่ใช่ทำแบบนี้ (อ่านรายละเอียดโพสต์ของปีใหม่ขอความเป็นธรรมและความคุ้มครอง >> https://facebook.com/100009093048764/posts/pfbid05yRpUCjxo25WC6WdSQ7C3PMKKgvowJW9t31i8jzA3CfTxGw89ysuMd4Suya9Dabnl/?mibextid=I6gGtw <<)

นักเรียน รร.วิทย์จุฬาภรณ์ ปทุมฯ คว้า 6 ทอง 2 เงิน 1 โล่รางวัล 5 เกียรติบัตร จากการแข่งขันสิ่งประดิษฐ์ในงาน ‘Indonesia Inventors Day 2023’

เมื่อวานนี้ (19 ก.ย. 66) ผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก ‘Khunthong Klaythong’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า…

ขอแสดงความยินดีกับทัพนวัตกรของเราวันนี้ พวกหนูทุกคนเก่งมากๆ ครับ
🥇🥇🥇🥇🥇🥇6 เหรียญทอง
🥈🥈2 เหรียญเงิน
🏆1 โล่รางวัล special award
🎖🎖🎖🎖🎖5 เกียรติบัตร special award

ในงาน The 10th International Young Inventor Awards (IYIA2023) ณ เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย

🏆🎖🥇จากผลงาน
Title of invention : CTS Glove+ : Physical therapy innovation for treating and preventing Carpal Tunnel Syndrome in rubber plantation farmers
Name of inventor : Witchapol Thitiapirukkul, Sirisak Thohad, Peeraya Phaewking, Pattarapol Seetiangtum and Purich Phichayanurat 
Name of supervisor : 
Khunthong Klaythong

🥇🎖จากผลงาน
Title of Invention : 
RADPRO+ : The Development of Composite Material from UHT Recycled Milk Cartons with Carbon Black and Barium Sulfate as a Guideline to Improve Radiation Protection Sheets
Name of Inventors : Sakdinand Patipanyankitti, Pharitt Khantheethoa, Sirana Saesoo, Chayapond Tiyapunjanit and Punnawit Jullachaeng
Name of Supervisor : Khunthong Klaythong

🥇🎖จากผลงาน
Title of Invention : Pro-therapea : Increasing Protein for Ready-to-use Therapeutic Plant-Bases Food (RUTF) from Rhizopus oligosporus Fermented peanut with Wolffia globosa for Severely Malnourished Children
Name of Inventors : Ploykhwan Taraproncin, Anchalisa Doungpanumas, Palida Thongnirun and Siroth Vattanasontronsil
Supervisor
Chorruk Wongsawan, Palida Tanganurat

🥇🎖จากผลงาน
Tittle of Invention :
AUDISIGN : Application for encourage the development of sign language communication for children with hearing impairment
Name of Inventors : Jitisa Jukpatch, Yada Wajeenuraksakulchai, Apiphon Suwanchaisakul and Apichet Liawpirojh
Name of Supervisor : Khunthong Klaythong

🥇จากผลงาน
Title of Invention :
JOGURTO : Development of Greek yogurt products with low phosphorus content from RD43 rice milk and Hom Nil rice milk to be a healthy alternative food for patients with kidney disease
Name of Inventors: Preeyapath Anannvadeethana, Thanakrit Phithaksa, Morrakot Tiasuwan and Sahawass Tanapatworatan
Name of Supervisor: Chorruk Wongsawan

🥇จากผลงาน
Tittle of Invention : 
FLODRAIN :  Development of porous geopolymer materials with rubber powder be used as a flooring material for solving the problem of flooding the footpath
Name of Inventors: Nippitch Saengnopharat and Suphakan Bautista
Name of Supervisor : Miss Nawawan Bangpong

🥈🎖จากผลงาน
Tittle of Invention :
Oral film “Porphyfilm” (The studying of the quality of mangosteen peel and clove oil to prevent Porphyromonas gingivalis bacteria which is the cause of swollen gums and the development of gum coated film used to cure the primary phase of swollen gums)
Name of Inventors :
Panicha Rakrapee, Nattapat Kabklang, Trin Bussmuangpak and Sattabongkod Onwan
Name of Supervisor :
Pornpan Chomwong

🥈จากผลงาน
Tittle of Invention :
Fleapronil (Innovation of Polymer Microcapsule Encapsulating Fipronil for Flea and Tick Drop in Pets)
Name of Inventors :
Tunyaret Songprasit, Napatsawan Pawa, Natcha Skulnee and Zabit Madali
Name of Supervisor :
Daranee Chaiyaveij and Amorn Chaiyasat

ขอแสดงความยินดีกับทุกๆ ผลงานนะครับ ขอบคุณคุณครูที่ปรึกษาทุกท่าน ขอบคุณฝ่ายบริหารของโรงเรียน ขอบคุณผู้ปกครองทุกท่าน ที่สำคัญขอบคุณเด็กๆ ทุกคนที่มาเดินทางมาด้วยกัน พวกหนูเก่งมากๆ ทุกคนเลย

สำหรับงาน Indonesia Inventors Day 2023 (IID 2023) เป็นงานประกวดและนำเสนอผลงานของนักประดิษฐ์จากประเทศต่าง ๆ ถือเป็นเวทีสำคัญแห่งหนึ่งในสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งจัดขึ้นโดย Indonesian Invention and Innovation Promotion Association (INNOPA) หน่วยงานด้านการส่งเสริมสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมแห่งอินโดนีเซีย โดยมี วช. เป็นหน่วยงานของไทยในการคัดกรองและนำเสนอชื่อผลงานประดิษฐ์คิดค้นและนวัตกรรม (Exclusive Agency) เพื่อเข้าร่วมประกวดในเวที IID ซึ่ง IID เป็นเวทีที่ได้รับการตอบรับจากนักประดิษฐ์ นักวิจัย และนักวิชาการจากนานาประเทศ โดยการจัดงานในปีนี้มีการจัดแสดงผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมกว่า 400 ผลงาน จากประเทศต่าง ๆ มากกว่า 40 ประเทศ

โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 - 19 กันยายน 2566 ณ Aston Denpasar & Convention Hall เมืองเดนปาซาร์ บาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย

‘เฌอปราง’ ประกาศจัดคอนเสิร์ตจบการศึกษา BNK48 เผย บัตร VVIP ราคา 150,000 บาท โซเชียลคอมเมนต์สนั่น

(20 ก.ย. 66) กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ หลังเพจ ‘BNK48’ โพสต์ภาพและรายละเอียด คอนเสิร์ตจบการศึกษาของ ‘เฌอปราง อารีย์กุล’ หรือ ‘เฌอปราง’ หลังจากที่เฌอปรางได้ประกาศจบการศึกษาจาก BNK48 ภายในงาน ‘BNK48 Janken Tournament 2023’ ซึ่งเป็นอีเวนต์เป่ายิ้งฉุบค้นหาสมาชิก 16 คนที่จะได้เป็นเซ็มบัตสึเพลงใหม่ของ BNK48 จากสมาชิกทั้งหมดของ BNK48 และ CGM48 ทั้ง 74 คน

เฌอปรางจะมีงานสุดท้ายในฐานะเมมเบอร์ของวง BNK48 คือ จะมีคอนเสิร์ตจบการศึกษาวันที่ 29 ตุลาคม 2566 ที่ Thunder Dome โดยทางเพจ โพสต์ข้อความระบุว่า…

“#BNK48_DepartCHER BNK 072 SHN 4812 – Cherprang BNK48’s Graduation Concert – DATE: 29 OCT 2023 TIME: 15:00 VENUE: Thunder Dome, Muang Thong Thani

บัตรราคา 150,000 / 6,500 / 4,800 / 3,800 / 3,200 / 3,000 / 2,800 / 2,200 / 2,000 / 1,800 / 1,200 / 720 THB

Ticket Sale: 7 OCT 2023 @ eventpop.me”

สิ่งที่สร้างความฮือฮาให้กับแฟนคลับอย่างมากคือ การขายบัตร VVIP ราคา 150,000 บาท หลังจากที่เห็นราคาบัตรแล้ว หลายคนที่ไม่เข้าใจ ต่างวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก เมื่อไปดูรายละเอียด บัตรราคานี้ จะเปิดขายแค่ 2 ใบเท่านั้น โดย 1 ใบ มีสิทธิที่จะรวมกลุ่มกันได้ 15 คน

ผู้ที่ซื้อบัตร VVIP นี้ จะได้ถ่ายรูปกับ เฌอปราง ตัวต่อตัว 2 ช็อตอีกด้วย

โดยมีแฟนคลับมาอธิบายว่า บัตรราคา 150,000 บาท เมื่อหารกัน 15 คน จะตกคนละ 10,000 บาท ซึ่งมีแฟนคลับเข้ามาอธิบายสาเหตุการขายบัตรราคานี้ ดังนั้น บัตรราคา 150,000 บาท ที่ขายเพียงแค่ 2 ใบนั้น จึงเป็นบัตรที่ออกแบบมาเพื่อแฟนคลับของเฌอปรางเป็นหลักอยู่แล้ว

เปิดไทม์ไลน์ ‘เมืองโบราณศรีเทพ’ มรดกโลก แห่งที่ 4 ของไทย

การประกาศขึ้นทะเบียน ‘เมืองโบราณศรีเทพ’ เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 4 ของไทย  เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 66 ที่ผ่านมา ได้สร้างความปลื้มปีติยินดีแก่คนไทยทั้งประเทศ 

โดยงานนี้ ต้องยอมรับว่า ผลงานจากรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ได้ผลิดอกออกผลให้คนไทยชื่นใจจริงๆ หลังจากเป็นรัฐบาลของลุงตู่เป็นผู้บุกเบิกยื่นเสนอชื่อ ‘เมืองโบราณศรีเทพ’ เข้าสู่บัญชีพิจารณาแก่ UNESCO

ทั้งนี้ รัฐบาลลุงตู่ได้เสนอเมืองโบราณศรีเทพขึ้นบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) เพื่อพิจารณาให้ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก เมื่อวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2562

หลังจากนั้น ได้จัดทำเอกสารนำเสนอเมืองโบราณศรีเทพขึ้นบัญชีแหล่งมรดกโลกฉบับสมบูรณ์แล้วเสร็จ นำส่งยังศูนย์มรดกโลก หรือ UNESCO เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2565

ต่อมา สภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ (ICOMOS) ส่งผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจประเมินเมืองโบราณศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ เพื่อพิจารณาพื้นที่และองค์ประกอบว่าสอดคล้องกับเอกสารหรือไม่ มีคุณค่าสำหรับชาวโลก มากน้อยเพียงใด และสมควรที่ชาวโลกจะช่วยกันอนุรักษ์หรือไม่ เมื่อเดือนกันยายน 2565

จากความพยายามเมื่อปี 2562 มาจนถึงปัจจุบัน ผลของการทำงานตั้งแต่รัฐบาลลุงตู่ ก็ประสบความสำเร็จ UNESCO ได้ขึ้นทะเบียน ‘อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ’ เป็นแหล่งมรดกโลกภายใต้ชื่อ ‘เมืองโบราณศรีเทพและโบราณสถานทวารวดีที่เกี่ยวเนื่อง’ (The Ancient Town of Si Thep and its Associated Dvaravati Monuments) นับว่าเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งที่ 4 ของประเทศไทย

สรุประยะเวลา กว่าที่ ‘เมืองโบราณศรีเทพ’ จะได้รับเลือกเป็น ‘มรดกโลก’ ต้องผ่านห้วงเวลายาวนานถึง 4 ปี

โดยมีจุดเริ่มต้นจากรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2562 ไม่ใช่แค่ 2 เดือนตามที่หลายท่านอาจจะเข้าใจกันผิด

‘ศาลฎีกา’ ฟัน!! ‘ช่อ’ โพสต์หมิ่นสถาบันฯ ผิดจริยธรรมร้ายแรง สั่งถอนสิทธิ์รับสมัครเลือกตั้ง-ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง

(20 ก.ย. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลฎีกา สนามหลวง นัดฟังคำพิพากษา คดี คมจ. 1/2565 ที่ ป.ป.ช. เป็นผู้ร้อง ยื่นขอให้วินิจฉัย กรณีกล่าวหา น.ส.พรรณิการ์ วานิช อดีต สส.พรรคอนาคตใหม่ ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม โพสต์ข้อความพาดพิงสถาบันฯ

ศาลมีคำพิพากษาว่า น.ส.พรรณิการ์ ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงตามกฎหมาย ให้ถอนสิทธิ์รับสมัครเลือกตั้งตลอดไป ไม่มีสิทธิ์ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส่วนคำขออื่นให้ยก

ทั้งนี้สืบเนื่องเมื่อวันที่ 11 มิ.ย.2562 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบ น.ส.พรรณิการ์ กรณีโพสต์ภาพและข้อความจำนวนมากในเฟซบุ๊กที่ทำให้ประชาชนเข้าใจไปในทางที่อาจเชื่อมโยงกับเรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างมิบังควร อันเป็นพฤติการณ์หรือการกระทำที่ส่อไปในทางขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และ น.ส.พรรณิการ์ เป็น สส. ได้รับโปรดเกล้าฯ และได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งในคำถวายสัตย์ปฏิญาณตนก็ได้ระบุว่า จะปฏิบัติให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญทุกประการ

ต่อมาวันที่ 28 ก.พ. 2565 ที่ประชุมกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ชี้มูล น.ส.พรรณิการ์ วานิช หรือ ช่อ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตโฆษกพรรคอนาคตใหม่ ผิดจริยธรรมร้ายแรง ตามมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ที่บังคับใช้กับ สส. กรณีโพสต์ภาพและข้อความจำนวนมากในเฟซบุ๊กที่ทำให้ประชาชนเข้าใจไปใน

ตำรวจไซเบอร์เตือนภัย ใช้บริการนายหน้าหาคู่รักชาวต่างชาติออนไลน์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก เสี่ยงสูญเงินฟรี

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ โฆษก กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) กล่าวว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ และได้รับรายงานจากศูนย์บริหารการรับแจ้งความออนไลน์ตรวจสอบพบมีผู้เสียหายซึ่งเป็นหญิงหลายรายใช้บริการหาคู่รักผ่านเพจที่มีชื่อเสียงเพจหนึ่ง มีผู้ติดตามกว่า 150,000 ราย ถูกผู้ต้องหาที่อ้างตัวว่าเป็นโค้ช หรือนายหน้า ช่วยเหลือทำการติดต่อหาคนรักเป็นชายชาวต่างชาติให้ โดยมีการคิดค่าบริการแบ่งออกเป็นระดับตามสาขาอาชีพต่างๆ ได้แก่ คนรักชาวต่างชาติแบบธรรมดา อาชีพรับราชการ วิศวกร ราคา 20,000 บาท คนรักชาวต่างชาติแบบพิเศษ อาชีพนักธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ ราคา 30,000 บาท คนรักชาวต่างชาติแบบพิเศษ อาชีพแพทย์ เภสัชกร ราคา 50,000 บาท คนรักชาวต่างชาติแบบ Exclusive อาชีพเจ้าของไร่องุ่น ฟาร์มโคนม ราคา 100,000 บาท เป็นต้น รวมไปถึงการบริการสร้างโปรไฟล์ภาษาอังกฤษ เพื่อแนะนำตัว ในราคา 7,000 บาท และสอนวิธีการหาคนรักชาวต่างชาติแบบส่วนตัว (Private Coaching) ในราคา 5,000 บาท แต่สุดท้ายผู้ต้องหาก็ไม่ได้ติดต่อชายชาวต่างชาติให้ผู้เสียหายแต่อย่างใด หรือได้รับการติดต่อจากผู้ต้องหาว่ามีชายชาวต่างชาติสนใจผู้เสียหาย แต่ภายหลังกลับพบว่ารูปภาพบุคคลที่ส่งมาให้เป็นดารา นักกีฬา และนักธุรกิจที่มีชื่อเสียง จึงเชื่อว่าตนถูกหลอกลวงได้รับความเสียหาย จึงได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาดังกล่าวให้ได้รับโทษตามกฎหมาย
ทั้งนี้ที่ผ่านมานับตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.65 – 17 ก.ย.66 มีประชาชนถูกหลอกลวงในลักษณะดังกล่าว หรือในลักษณะใกล้เคียงกันกว่า 2,621 เรื่อง หรือคิดเป็น 0.80% สูงเป็นลำดับที่ 12 ของจำนวนเรื่องการรับแจ้งความออนไลน์ทั้งหมด ความเสียหายรวมกว่า 881 ล้านบาท

การกระทำในลักษณะดังกล่าวอาจจะเข้าข่ายความผิดฐาน “ ฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนฯ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” และความผิดฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ที่ผ่านมากองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา  ผบช.สอท. ได้ขับเคลื่อนตามนโยบายของ รัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมออนไลน์ในทุกรูปแบบ ซึ่งได้ให้ความสำคัญและมีความห่วงใยต่อภัยการหลอกลวงผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ โดยได้กำชับไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งวางมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอย่างต่อเนื่องและจริงจัง พร้อมประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แนวทางป้องกันให้ประชาชนไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

โฆษก บช.สอท. กล่าวอีกว่า ในการใช้บริการในลักษณะดังกล่าวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ควรตรวจสอบให้ดีเสียก่อน เพราะอาจเป็นช่องทางหนึ่งของมิจฉาชีพที่ใช้ในการหลอกลวงเอาทรัพย์สินของประชาชน ควรพิจารณาอย่างรอบคอบว่าทรัพย์สินที่อาจจะต้องสูญเสียไปคุ้มค่าแล้วหรือไม่ นอกจากนี้แล้วยังมีการหลอกลวงในอีกรูปแบบที่เรียกว่า Romance Scam คือ การหลอกลวงให้ผู้เสียหายหลงรัก มีความเชื่อใจ หลอกลวงว่าเป็นชายชาวต่างชาติหน้าตาดี จะเดินทางมาใช้ชีวิตในบั้นปลายด้วยกัน แต่ภายหลังก็หลอกลวงให้โอนเงินไปให้เป็นค่าต่างๆ เช่น ค่าภาษีสิ่งของที่มีมูลค่าสูงอ้างส่งมาให้จากต่างประเทศ หลอกลวงว่าพ่อแม่ป่วยขอให้โอนเงินไปให้ เป็นต้น โดยหากท่านได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวงในลักษณะดังกล่าวสามารถแจ้งความออนไลน์ได้ที่ https://thaipoliceonline.com พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบจะได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนนำผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ ขอฝากประชาสัมพันธ์แนวทางการป้องกันการถูกหลอกลวงในลักษณะดังกล่าว ดังต่อไปนี้
1.ระมัดระวังการหาคนรักผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในลักษณะดังกล่าว ควรพิจารณาให้รอบคอบถึงความเสี่ยง ไม่พิจารณาเพียงเพราะช่องทางดังกล่าวมีผู้ติดตามจำนวนมาก หรือมีการรีวิวไปในทิศทางที่ดี
2.การสูญเสียทรัพย์สินในการใช้บริการหาคนรักในลักษณะดังกล่าว ไม่ได้ยืนยันว่าจะได้รับบริการตามที่มีการกล่าวอ้าง หรือโฆษณาเสมอไป
3.การพูดคุยกับคนแปลกหน้าบนโลกออนไลน์ ต้องตรวจสอบข้อมูลให้ดีเสียก่อนว่าบุคคลนั้นมีตัวตนจริงหรือไม่ มิจฉาชีพมักใช้รูปบุคคลอื่นปลอมโปรไฟล์มาหลอกลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปชาวต่างชาติหน้าตาดี มีหน้าที่การงานดี เป็นต้น
4.ไม่หลงเชื่อบุคคลที่เพิ่งรู้จัก หรือบุคคลไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน รวมถึงไม่โอนเงินให้ผู้ใดโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นชื่อบุคคลอื่นที่เราไม่ได้ต้องการจะโอนให้ (บัญชีม้า)
5.ไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวกับบุคคลอื่น ไม่กรอก หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวลงบนสื่อสังคมออนไลน์
6.ไม่นัดพบเจอบุคคลที่รู้จักผ่านสื่อสังคมออนไลน์ หากจำเป็นควรนัดพบในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน หรือพาเพื่อน หรือบุคคลที่ไว้ใจติดตามไปด้วย
7.หากเป็นมิจฉาชีพมักจะไม่ยอมเปิดกล้องให้เราเห็นใบหน้า แต่ก็ต้องระมัดระวังมิจฉาชีพใช้คลิปวิดีโอที่บันทึกภาพของผู้อื่นมา
​8.เบื้องต้นท่านสามารถนำภาพบุคคลที่ได้รับไปตรวจสอบก่อนว่าเป็นภาพบุคคล หรือดารานักแสดง หรือผู้มีชื่อเสียงหรือไม่ ผ่านเว็บไซต์การค้นหาทั่วไป

‘แม่มณี’ วิเคราะห์ปัญหาการศึกษาไทย ‘ครู-เด็กไทย’ ได้เวลาต้องปรับเปลี่ยน

จากรายการ THE TOMORROW ซึ่งออกอากาศทางสถานีวิทยุ ส.ทร. FM93.0 MHz และสื่อออนไลน์ ในเครือ THE STATES TIMES เมื่อวันที่ 23 ก.ย.66 ได้พูดคุยกับ คุณมณีรัตน์ ลิมป์รัตนกาญจน์ หรือ ‘แม่มณี’ อดีตคณะทำงานรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ดีกรีนักกฎหมายจาก King’s College London, นักธุรกิจมากความสามารถ, นักขับเคลื่อนงานด้านประชาสังคม พ่วงบทบาทในแวดวงการเมืองร่วม 10 ปี และอดีตผู้สมัครผู้แทนราษฎรพรรคภูมิใจไทย ได้พูดคุยในมุมมองปัญหาการศึกษาไทย กับ การนำสื่อดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาด้านการศึกษาไว้อย่างน่าสนใจ ว่า... 

“ปัญหาการศึกษาไทยควรลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาไทย” คุณมณีรัตน์ เริ่มบทสนทนา พร้อมทั้งกล่าวต่อว่า ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นเด็กประถม หรือมัธยม ที่อยู่ในต่างจังหวัดห่างไกล ค่อนข้างเข้าถึงคุณครู หรือแม้แต่เนื้อหาต่างๆ ได้ยากกว่าเด็กที่อยู่กรุงเทพมหานคร หรือตามหัวเมืองใหญ่ๆ ขณะเดียวกันความน่าสนใจในการสอนก็เป็นอีกปัญหาที่ทำให้การซึมซับและเรียนรู้ลดลง ซึ่งถ้าเด็กเหล่านี้ได้เรียนกับครูที่มีสไตล์การสอนที่ดึงดูดอย่างน่าสนใจ เนื้อหาเข้มข้นหลากหลาย จะสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับเด็กเหล่านี้อย่างเท่าเทียม 

คุณมณีรัตน์ กล่าวว่า “ทางออกหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ คือ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี โดยให้ครูหรือติวเตอร์ชื่อดัง สอนผ่านสื่อออนไลน์ เพื่อให้เด็กต่างจังหวัดได้มีโอกาสเรียนกับครูเก่งๆ แทนที่จะหวังแต่ผลิตครูเก่งๆ ซึ่งเอาจริงๆ ก็สามารถทำควบคู่กันได้ แต่อาจใช้ระยะเวลานานกว่า นี่คือทางแก้ในส่วนของเด็ก

“ขณะเดียวกัน ในส่วนของปัญหาการขาดแคลนบุคลากรครูทั้งจำนวนและคุณภาพ ก็เป็นเรื่องที่น่าห่วง โดย คุณมณีรัตน์ มองว่า การสอนของครูในปัจจุบันอาจต้องปรับแนวคิดการสอนให้มีความแตกต่างกันในแต่ละช่วงวัยของนักเรียน ซึ่งเรื่องนี้ภาครัฐต้องเข้ามาดูแลทั้งคุณภาพของนักเรียนและคุณภาพของครูไปพร้อมๆ กัน”

เมื่อถามถึงอีกปัญหาสำคัญของเด็กไทยที่ยังอ่อนภาษาอังกฤษ? คุณมณีรัตน์ ชี้ว่า “เนื่องจากปัจจุบันเราอาจยึดติดกับการสอนภาษาอังกฤษแบบเดิมๆ (เรียนไปไม่ได้ใช้จริง) ซึ่งหากเรามองตัวอย่างหลักสูตรการสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนต่างชาติ เขาจะมีหลักสูตรการสอนไม่เหมือนเรา เราอาจะต้องปรับรูปแบบการสอนและหลักสูตรให้เด็กรักการอ่านมากขึ้น หรือสร้างแพลตฟอร์มการศึกษาผ่านออนไลน์ โดยใช้ Big Data ที่รวบรวมทุกหลักสูตร แบ่งเป็นวิชา เนื้อหา แล้วให้นักเรียนมีโอกาสได้นำมาศึกษาด้วยตัวเองควบคู่ไปด้วย”

คุณมณีรัตน์ เสริมอีกด้วยว่า “รูปแบบของหลักสูตรต่อจากนี้ ก็อย่ายึดหลักแบบที่เป็นอยู่เท่านั้น แต่ควรมีหลักสูตรอื่นๆ เช่น การฝึกพูดภาษาอังกฤษ, การบริหารธุรกิจ, การเล่นดนตรี, การทำอาหาร ฯลฯ จากผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ ทั้งจากไทยและต่างประเทศ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษามากขึ้นเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต” 

เมื่อถามถึงการศึกษากับความสอดคล้องต่อตลาดแรงงาน? คุณมณีรัตน์ มองว่า “ควรถึงเวลาส่งเสริมให้นักเรียน นักศึกษา เรียนจบมาได้ทำงานที่ตรงสายกับที่เรียนมา และสอดคล้องกับตลาดแรงงาน ส่งเสริมการฝึกอาชีพระหว่างเรียน ทำให้เกิดทักษะวิชาชีพ ได้พัฒนาในหลายๆ ด้านและมีรายได้จริง”

เมื่อถามถึงในอนาคต AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ (AI : Artificial Intelligence) จะเข้ามามีบทบาทในตลาดแรงงานมากขึ้น จนทำให้หลายคนกลัวว่า AI จะมาแย่งงานมนุษย์แค่ไหน? คุณมณีรัตน์ กล่าวว่า “จริงๆ แล้วเราควรมองว่าทำอย่างไรให้แรงงานไทยทำงานร่วมกับ AI ได้ในอนาคต ควรฝึกเด็กทำงานร่วม AI กันตั้งแต่ตอนเรียน เมื่อทำงานจริงก็สามารถทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างไม่มีรอยต่อ”

คุณมณีรัตน์ ยังให้มุมคิดต่อผู้เกี่ยวข้องที่รับผิดชอบต่ออนาคตของชาติไว้อย่างน่าสนใจทิ้งท้ายด้วยว่า ควรส่งเสริมให้เด็กมีความฉลาดทางสติปัญญา (IQ) และ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ควบคู่กันไป โดยเฉพาะครอบครัวและสถานศึกษาต้องช่วยกันปลูกฝังให้เด็กโตมามีความฉลาดทางอารมณ์ รู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง ควบคุมอารมณ์ได้อย่างมีทิศทางที่ถูกต้องเป็นพลังบวก 

หากเดินหน้ากระบวนทัศน์เหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว ก็จะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาการศึกษาไทยสู่อนาคตได้อย่างยั่งยืน จนกลายเป็นรากฐานที่มั่นคงของประเทศชาติได้ต่อไป

‘โบว์ ณัฏฐา’ ถามบางพรรค “คุณกำลังสร้างสังคมแบบไหนขึ้นมา?” ในวันที่บทลงโทษกฎหมายหมิ่น แทบป้องผู้ถูกละเมิดไม่ได้เลย

(20 ก.ย. 66) น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ ‘โบว์’ พิธีกรรายการวิเคราะห์ข่าว และนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์เฟซบุ๊ก ‘Bow Nuttaa Mahattana’ ระบุว่า…

“กฎหมายดูหมิ่น-หมิ่นประมาท สำคัญนะคะ

โทษที่กำหนดไว้ ต่ำมากแล้ว และส่วนใหญ่รอลงอาญา แทบไม่สามารถปกป้องผู้ถูกละเมิดได้เลย ใช้กฎหมายจัดการ และอย่าพยายามทำลายกฎหมาย เพื่อให้คนในสังคมไม่ต้องไปเลือกศาลเตี้ย คือหาวิธีจัดการกันเอง

ส่วนตัวยืนยันอย่างหนักแน่นมาตลอด ว่าเราต้องเห็นความสำคัญของกฎหมายที่ใช้ปกป้องผู้ถูกละเมิด และเราต้องช่วยกันสร้างวัฒนธรรม ไม่ยอมรับการละเมิด ไม่เอาคำว่า “เสรีภาพในการพูด” มาให้ท้ายการคุกคาม

การหมิ่นประมาท ฆ่าคนได้ค่ะ

สิทธิในการละเมิดผู้อื่น ไม่มี

หวังว่า พรรคการเมืองที่เคยเสนอให้นำกฎหมายหมิ่นประมาทออกจากประมวลกฎหมายอาญา ลดโทษให้เหลือแค่ปรับ น่าจะได้ทบทวนและมองเห็นอย่างชัดเจนในวันนี้… ว่าคุณกำลังสร้างสังคมแบบไหนขึ้นมา”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top