Saturday, 25 July 2026
NewsFeed

‘เศรษฐา’ ลั่น!! พร้อมจับมือ ‘ก้าวไกล’ ตั้ง รบ. ดักคอ ส.ว. เคารพฉันทามติประชาชน

(15 พ.ค. 66) นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย เดินทางเข้ามาที่พรรคเพื่อไทย ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมกล่าวแสดงความยินดีกับพรรคก้าวไกลที่ได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับ 1

นายเศรษฐา ระบุว่า ถือเป็นความต้องการของประชาชนที่ต้องการให้พรรคฝ่ายประชาธิปไตยชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้ ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง และส่วนตัวพร้อมที่จะเห็นพรรคก้าวไกลเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และพรรคเพื่อไทยยินดีที่จะจับมือกับพรรคฝ่ายประชาธิปไตยอย่างก้าวไกล

“ถ้าจะจับมือกันจัดตั้งรัฐบาล เพื่อไทยต้องจับกับก้าวไกลเท่านั้น หากจับกับพรรคการเมืองอื่น ถือว่าไม่เคารพเสียงของประชาชนที่ต้องการให้ฝ่ายประชาธิปไตยเป็นผู้บริหารประเทศ และส.ว.เอง ก็ต้องเคารพฉันทามติของประชาชน ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องและเป็นความต้องการของพี่น้องประชาชน และแสดงความยินดีกับคุณพิธาด้วย” นายเศรษฐา กล่าว

เมื่อถามย้ำว่าไม่น่าจะมีการพลิกขั้วใช่หรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ตามกติกาชัดเจนอยู่แล้วและโดยส่วนตัว ฝ่ายประชาธิปไตยของเราทำงานร่วมกันมานาน และเราก็เป็นฝ่ายประชาธิปไตยเหมือนกัน

ส่วนจะมีอะไรพลิกหรือสถานการณ์อะไรหรือไม่ที่จะทำให้สถานการณ์พลิกจนไม่สามารถจับมือทำงานร่วมกันได้ นายเศรษฐายืนยันว่า มันไม่น่าเกิดขึ้นประชาชนรู้แล้ว ชัดเจนแล้วว่าสองพรรคนี้เป็นฝ่ายประชาธิปไตยและก้าวไกลเป็นฝ่ายได้คะแนนอันดับหนึ่งเราต้องเคารพเสียงประชาชน ตนชัดเจนตรงนี้

“สุดท้ายก็ต้องขึ้นอยู่กับมติของกรรมการบริหารพรรค ส่วนผมแม้จะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ก็พร้อมทำงานทางการเมือง โดยไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งใดๆ และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการโทรศัพท์พูดคุยหรือมีดีลลับใด ๆ กับนายพิธา และส่วนตัวไม่มีเบอร์โทรศัพท์ของนายพิธาด้วย” นายเศรษฐา กล่าว

‘อดีตบิ๊กศรภ.’ ชี้!! ฝ่ายที่แพ้ต้องเคารพกติกา-รัฐธรรมนูญ ให้ฝ่ายชนะได้ทำงานก่อน อย่าก่อกวนจนกระทบประเทศ

(15 พ.ค. 66) พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์เฟซบุ๊ก “พลโท นันทเดช เมฆสวัสดิ์” ระบุว่า “การเมืองคราวนี้เป็นการแข่งขันกันระหว่าง พรรคผู้สูงอายุ ประมาณ 10 พรรค (เพื่อไทย พลังประชารัฐ ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ รวมไทยสร้างชาติ ชาติไทยพัฒนา ชาติพัฒนากล้า ไทยภักดี เสรีรวมไทย ไทยสร้างไทย ฯลฯ) กับ พรรคหนุ่มๆ ประมาณ 3 พรรค (พรรคก้าวไกล พรรคเปลี่ยน พรรคสามัญชน พรรคเป็นธรรม )”

“ใครจะชนะอีกฝ่ายที่แพ้ ก็ต้องทำใจครับ และต้องปล่อยให้ฝ่ายที่ชนะทำงานไปก่อน ดี ไม่ดี ค่อยว่ากันตอนหลัง อย่าเพิ่งก่อกวนให้ส่งผลกระทบถึงประเทศ อย่าไปพูดว่าอีกฝ่ายโกงเป็นอันขาด โดยเฉพาะถ้าแพ้ชนะกันแบบใกล้เคียง และการตั้งรัฐบาลจะต้องเคารพรัฐธรรมนูญอีกด้วย”

เปิดแผนงาน 100 วันแรก ภารกิจที่ 'ก้าวไกล' พร้อมทำทันที

เมื่อไม่นานมานี้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล พร้อมด้วย นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้ออกมาแถลงรายละเอียด ‘โร้ดแมปรัฐบาลก้าวไกล’ โดยเป็นสิ่งที่จะทำภายใน 100 วันแรก, 1 ปี แรก และ ภายใน 4 ปี หากพรรคก้าวไกลได้เป็นรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งนายพิธา ยืนยันว่า โร้ดแมปดังกล่าว สามารถทำได้แน่นอน
.
โดยในส่วนของ 100 วันแรก จะเป็นการทำงานที่ไม่ต้องแก้กฎหมาย สามารถทำได้เลย เช่น การเสนอ ครม.ทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยต้องผ่าน สสร., ให้รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลงบทุกบาท, เอากฎหมายสมรสเท่าเทียม ที่พิจารณาค้างไว้ในรัฐบาลที่แล้ว มาทำให้เสร็จ, และยกเลิกบังคับใส่ชุดนักเรียน และทรงผม พร้อมกับทำนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ทันที คือ เรื่องของหวยไปเสร็จ, เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 450 บาท, แก้สูตรค่าไฟ, สุราก้าวหน้า, ออกโฉนดนิคมสหกรณ์ และนิคมสร้างตนเอง และ เปิดเสรีโซลาร์เซลล์
.
ส่วนภายใน 1 ปีแรก จะปลดล็อกเลือกตั้งผู้ว่าทุกจังหวัด, แก้ไขกฎหมายการเกณฑ์ทหาร ให้เป็นโดยสมัครใจ และรื้อฟื้นคดีสลายการชุมนุม 2553 พร้อมยื่นแก้ไขจดหมาย 45 ฉบับ เช่น แก้กฎหมายการหมิ่นประมาท มาตรา 112 และ 116, ทำในสาธารณูปโภคเรื่องของน้ำประปาดื่มได้ และแก้ไขเรื่องเศรษฐกิจ ก็จะเป็นการแก้ไขจำนวนเงินต่าง ๆ เพื่อนนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดในแต่ละด้าน
.
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การจะทำนโยบายต้องใช้ประสบการณ์ แต่ก้าวไกลไม่มีประสบการณ์ แล้วจะทำได้จริงอย่างที่กล่าวหรือไม่ นายพิธา กล่าวว่า ประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญแต่ไม่ใช่ทุกอย่าง หลายเรื่องในทุกวันนี้เป็นเรื่องใหม่ ต้องใช้การคิด วิเคราะห์ แยกแยะ ไม่ใช่จะเอาประสบการณ์มาใช้ได้ทั้งหมด ซึ่งคิดว่าพรรคก้าวไกลทำได้ และตอบโจทย์

ผู้ตรวจราชการ ก.แรงงาน เปิดประชุมเชิงปฏิบัติการ ยกระดับความร่วมมือในภูมิภาค ตั้งเป้ามุ่งขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายให้หมดไปในปี 2568

วันที่ 15 พฤษภาคม 2566 นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับภูมิภาคเพื่อนำแนวทางอาเซียนในการขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายให้หมดไปในปี ค.ศ.2025 ไปปฏิบัติ โดยมี นาย Benedicto Ernesto R. Bitonio, Jr. ประธาน SLOM และปลัดกระทรวงด้านแรงงานสัมพันธ์ นโยบาย และการต่างประเทศ กระทรวงแรงงานและการจ้างงาน สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ พร้อมทั้ง ประธานคณะทำงานเจ้าหน้าที่อาวุโสแรงงานอาเซียน และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักเลขาธิการอาเซียน คณะกรรมาธิการอาเซียนว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิสตรีและสิทธิเด็ก องค์การแรงงานระหว่างประเทศ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ เข้าร่วมด้วย ณ โรงแรมโนโวเทลกรุงเทพ ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

นายสมาสภ์ กล่าวว่า ในปัจจุบันการใช้แรงงานเด็กยังคงเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศรายงานว่าแรงงานเด็กที่อายุระหว่าง 5 - 17 ปี มีจำนวนประมาณ 160 ล้านคน ทั่วโลก ซึ่งในกลุ่มนี้มีจำนวนประมาณ 48.7 ล้านคน อยู่ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ซึ่งทุกภาคส่วนได้ร่วมกันเห็นชอบในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกอาเซียนได้ดำเนินการตามแนวทางอาเซียนในการขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายให้หมดไปในปี พ.ศ. 2568 ไปปฏิบัติ 
เพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายให้หมดไปในส่วนของประเทศไทย ในปี พ.ศ.2565 จากรายงานกระทรวงแรงงาน พบว่า ได้มีการจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 รวมทั้งสิ้น 71,301 คน สำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนงานของอาเซียนและการบูรณาการร่วมกันเกี่ยวกับตัวชี้วัดด้านศักยภาพของแรงงานเด็ก เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในการขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายในระดับภูมิภาค 

นายสมาสภ์ กล่าวต่อว่า กระทรวงแรงงานในฐานะหน่วยงานหลักด้านการคุ้มครองแรงงาน ได้ดำเนินการขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด โดยให้ความร่วมมือกับประชาคมโลกในการขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายให้หมดสิ้นไป ด้วยการให้สัตยาบันอนุสัญญาระหว่างประเทศเกี่ยวกับเด็กที่สำคัญหลายฉบับ รวมถึงร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ตามแผนการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน สำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 8.7 ที่ดำเนินการโดยทันทีและมีประสิทธิภาพเพื่อขจัดแรงงานบังคับ ยุติความเป็นทาสสมัยใหม่และการค้ามนุษย์ รวมถึงยับยั้งและกำจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด ในด้านโครงสร้างกรอบกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการใช้แรงงานเด็ก ประเทศไทยมีกฎหมายและระเบียบที่ห้ามการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดอย่างเพียงพอ อย่างน้อย 55 ฉบับ และมีการดำเนินงานที่สำคัญในปี พ.ศ. 2565 ได้แก่ การออกพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 29) พ.ศ. 2565 การออกกฎกระทรวง แผนปฏิบัติการ ประกาศ ตลอดจนการดำเนินการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยกระทรวงแรงงานได้มีการบูรณาการออกตรวจแรงงานอย่างเป็นระบบ และมีการประสานส่งต่อกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีบทบาทและกลไกในการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานเด็กที่แตกต่างกัน อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นต้น 

‘พิธา’ ประกาศจับมือพรรคร่วมฝ่ายค้านเดิมจัดตั้งรัฐบาล ยืนยัน!! พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรีของคนไทยทุกคน

(15 พ.ค. 66) พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แถลงข่าวที่พรรคก้าวไกล หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศผลคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ สรุปว่าพรรคก้าวไกลได้จำนวน ส.ส. เป็นอันดับ 1 ว่า เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าพี่น้องประชาชนได้แสดงเจตจำนงผ่านคูหาเลือกตั้งให้พรรคก้าวไกลได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่ง จึงขอประกาศว่าพรรคก้าวไกลพร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล น้อมรับฉันทามติของพี่น้องประชาชน พลิกขั้วเปลี่ยนข้างจากฝ่ายค้านเดิมในการจัดตั้งรัฐบาล

พิธากล่าวว่า ตนพร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของคนไทยทุกคน พร้อมฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง เชื่อว่าความคิดเห็นที่แตกต่างจะทำให้ตนเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีขึ้น พร้อมเคารพ ให้เกียรติ และต่อยอดจากการต่อสู้ของทุกฝ่ายที่ผ่านมาเพื่อประชาธิปไตย และพร้อมคืนศรัทธาให้ระบอบประชาธิปไตยและระบบรัฐสภา คืนความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพให้กับการเมืองไทย และผู้แทนราษฎรทุกคน

หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ได้โทรศัพท์ติดต่อไปหาแกนนำทั้งหมด 5 พรรคการเมือง ทั้งที่เป็นฝ่ายติดต่อไปและแกนนำของพรรคเหล่านั้นได้ติดต่อมาที่พรรคก้าวไกล ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ พรรคไทยสร้างไทย และพรรคเสรีรวมไทย ที่จะรวมกันเป็น 308 เสียง และกำลังติดต่อไปยังพรรคเป็นธรรม ซึ่งจะทำให้รวมเป็น 309 เสียง คิดว่าเพียงพอในการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก ปิดประตูการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ทุกฝ่ายต้องน้อมรับฉันทามติจากพี่น้องประชาชน

“ได้โทรศัพท์หาคุณแพทองธาร ชินวัตร แสดงความยินดีกับความมุ่งมั่นตั้งใจในการเดินทางหาเสียง ที่ทำได้อย่างดีเยี่ยมไร้ที่ติ และได้เชิญชวนพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านเดิม ในการจัดตั้งรัฐบาลตามที่เคยสัญญากับพี่น้องประชาชน” พิธากล่าว

พิธากล่าวต่อว่า การทำงานต่อจากนี้ มีประมาณ 2-3 ส่วน หนึ่งคือการเจรจาจัดตั้งรัฐบาล พรรคก้าวไกลจะนำโรดแมปที่ได้สัญญาไว้กับประชาชนก่อนการเลือกตั้ง เพื่อนำไปพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาเก่า เผชิญปัญหาใหม่ และพร้อมพาประเทศไทยไปสู่อนาคต ทำประชามติให้มี สสร. ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ พัฒนาเศรษฐกิจสร้างความเจริญเติบโตและลดความเหลื่อมล้ำไปในคราวเดียวกัน (Inclusive Growth)

สอง ตั้งทีมงานเพื่อเปลี่ยนผ่านรัฐบาล เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องมีคณะทำงานร่วมกับทุกพรรคการเมือง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอำนาจ เปลี่ยนผ่านรัฐบาล อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ

สาม จะมีการเดินสายพบปะประชาชน ภาคประชาสังคม ข้าราชการ และภาคธุรกิจ เพื่อเดินหน้าทำความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายของพรรคก้าวไกล ให้ผลการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นฉันทามติที่มาจากพี่น้องประชาชน สามารถทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนได้ เพื่อพาประเทศไทยไปสู่อนาคต ไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่มีประสิทธิภาพและมีอุดมการณ์ เป็นความเปลี่ยนแปลงที่พวกเราถวิลหา

พิธากล่าวว่า วันนี้จะมีการประชุมกรรมการบริหารพรรคในช่วงบ่าย ก่อนเดินทางไปขอบคุณพี่น้องประชาชนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และหลังจากนั้นจะเดินทางทั่วทุกภูมิภาค เร่งจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้มีสุญญากาศทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ เพื่อไม่ให้มีความไม่แน่นอนหรือความเสี่ยงใด ๆ ต่อประเทศไทย ขอให้พี่น้องประชาชนทุกภาคส่วน มั่นใจในการทำงานของพรรคก้าวไกล เราจะทำงานอย่างละเอียด รอบคอบ และรวดเร็ว เพื่อพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน

‘อลงกรณ์’ เรียกร้องทุกฝ่ายเคารพเสียงประชาชน หนุน ‘ก้าวไกล’ ตั้งรัฐบาล ดัน ‘พิธา’ เป็นนายกฯ

(15 พ.ค. 66) นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรัฐมนตรี อดีต ส.ส. และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เขียนเฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความคิดเห็นสนับสนุนพรรคก้าวไกลให้จัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศหลังทราบผลการเลือกตั้ง โดยเขียนไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

“ควรเคารพเสียงประชาชน
ให้ ‘ก้าวไกล’ ตั้งรัฐบาลปฏิรูปประเทศ”

ประเทศไทยถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อประชาชนกว่า 14 ล้านคนเลือกพรรคก้าวไกลเป็นอันดับ 1 ของประเทศ ทั้ง ส.ส.แบบเขตเลือกตั้ง และส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ด้วยความเชื่อมั่นว่า พรรคก้าวไกลจะสร้างการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศสู่อนาคตที่ดีกว่าปัจจุบัน

ผมเชื่อว่า นักการเมืองทุกคนไม่ว่าสังกัดพรรคใด คงยอมรับว่า พรรคก้าวไกลเป็นพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งด้วยวิสัยทัศน์ นโยบายและความเป็นผู้นำของคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล โดยไม่มีการซื้อเสียง เป็นชัยชนะที่ขาวสะอาด

ผมหวังว่า ทุกพรรคการเมืองและสมาชิกวุฒิสภาจะเคารพเสียงของประชาชน และเปิดโอกาสให้พรรคก้าวไกลสามารถจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศและคุณพิธาได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 นำประเทศก้าวข้ามความล้าหลังความยากจนและความแตกแยกขัดแย้ง เดินหน้าปฏิรูปประเทศสร้างศักยภาพใหม่ประเทศไทยให้สำเร็จ และสร้างประชาธิปไตยโดยประชาชนของประชาชนเพื่อประชาชนในระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

อลงกรณ์ พลบุตร
15 พ.ค. 2566

ศลต.ตร.อัปเดตทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง 42 ราย เฝ้าระวังพื้นที่รุนแรง แข่งขันสูงต่อเนื่อง เปิดภาพตำรวจขนส่งบัตรเลือกตั้งจากจุดห่างไกล จ.ยะลา ขึ้น ฮ.ท่ามกลางความมืด

วันนี้ (15 พฤษภาคม 2566) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษก ศูนย์อำนวยการรักษาความปลอดภัย และความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศลต.ตร.) เปิดเผยว่า วันนี้ ศลต.ตร.ได้ประชุมสรุปภารกิจการรักษาความปลอดภัย การดูแลความสงบเรียบร้อย และอำนวยการจราจรในการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมา และติดตามสถานการณ์ในพื้นที่เฝ้าระวัง เช่น พื้นที่ที่เคยพบการใช้ความรุนแรง หรือพื้นที่แข่งขันสูงอย่างต่อเนื่อง

“การปฏิบัติของ ศลต.ตร.ในการเลือกตั้งที่ผ่านมาภาพรวมทั่วประเทศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย หลังปิดหีบแล้วเข้าสู่การนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง ตำรวจดูแลความปลอดภัย และความสงบเรียบร้อย ป้องกันการกระทบกระทั่ง โดยไม่มีรายงานเหตุวุ่นวายแต่อย่างใด หลังจากนั้น ในช่วงค่ำตำรวจได้ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยการขนส่งหีบบัตรเลือกตั้งที่นับคะแนนแล้วไปยังศูนย์เลือกตั้งจังหวัด โดยมี 8 หน่วยเลือกตั้ง ในพื้นที่ อ.ยะหา บันนังสตา และธารโต จว.ยะลา ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาสูง อยู่ห่างไกล ต้องใช้ระยะเวลาการเดินทางขนส่งโดยรถยนต์เป็นระยะเวลานาน และเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยฯ จึงใช้วิธีการลำเลียงบัตรเลือกตั้ง โดยเฮลิคอปเตอร์ของกองบินตำรวจ โดยมีตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 ตำรวจพลร่ม  และตำรวจ สภ.บันนังสตา สภ.แม่หวาด สภ.ปะแต จว.ยะลา ทำหน้าที่ขนส่ง และอารักขา เจ้าหน้าที่ กกต.และกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง นำบัตรเลือกตั้งส่งถึงศูนย์ฯ อย่างปลอดภัย” พล.ต.ท.นิธิธร ฯ กล่าว

คุณธรรม 3 ประการ จากมารดาที่ชื่อ ‘ฉี ซิน’ เบื้องหลัง ‘สี จิ้นผิง’ สู่ผู้นำจีนที่ทั่วโลกรู้จัก

ครอบครัว เป็นพื้นฐานของเด็ก โดยมี พ่อ-แม่ เป็นครูคนแรกของลูก หากผู้ปกครองให้ความสำคัญในการปลูกฝังคุณธรรมที่ดีให้กับลูกของตน เด็กๆ ก็จะเติบโตขึ้นผู้ใหญ่ที่มีจิตใจสมบูรณ์ และยังสามารถดูแลผู้คนในสังคม หรือแม้แต่แบกรับความรับผิดชอบต่อประเทศชาติได้

นั่นคือความคิดของนางฉี ซิน คุณแม่ชาวจีนท่านหนึ่ง ที่พยายามสอนให้ลูก ๆ 4 คนของเธอเป็นผู้รู้ รักคุณธรรมตั้งแต่เล็ก และต่อมาลูกชายคนโตของเธอก็เติบใหญ่ กลายเป็นผู้นำจีนที่โลกรู้จักมากที่สุดคนหนึ่ง นามว่า ‘สี จิ้นผิง’ 

สี จิ้นผิง เคยเล่าว่า เมื่อสมัยที่เขายังเป็นเด็กเล็ก ๆ นางฉี ซิน แม่ของเขาชอบพาเขาขี่หลังพาไปเที่ยวที่ร้านหนังสือ และเคยซื้อหนังสืออัตชีวประวัติของ งักฮุย แม่ทัพผู้เกรียงไกรในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ มาอ่านให้เขาฟัง เขาจำได้ว่า แม่เน้นย้ำตัวอักษร 4 ตัวที่มารดาของแม่ทัพงักฮุยสักไว้บนแผ่นหลังให้งักฮุยตั้งแต่เด็กด้วยคำว่า จินจงเป้ากั๋ว (尽忠报国) ซึ่งแปลว่า “ขอรับใช้ชาติด้วยความจงรักภักดี”

เขาเคยถามแม่ว่า การสักตัวอักษรบนแผ่นหลังจะต้องเจ็บปวดมากแน่ ๆ แต่ทำไมแม่ของงักฮุยจึงทำเช่นนั้น นางฉี ซิน ได้ตอบลูกชายว่า แม้จะเจ็บ แต่ต้องการให้คุณธรรม 4 คำนี้จำฝังอยู่ในใจตลอดไป ซึ่ง สี จิ้นผิง ก็ได้จำคุณธรรม 4 ตัวอักษรนี้ เป็นเป้าหมายในการดำเนินชีวิตนับแต่นั้น

แต่นอกเหนือจากคุณธรรม 4 อักษร ของแม่ทัพงักฮุยแล้ว นางฉี ซิน ยังสอนให้ สี จิ้นผิง รู้จักคุณธรรมเพื่อชีวิตอีก 3 ประการ ไว้ว่า...

1. จงอุทิศตนเพื่อประเทศชาติด้วยความบริสุทธิ์ใจ
2. จงมีความซื่อสัตย์ และหัดเป็นคนมีวินัยในตนเอง 
3. จงมีความมุ่งมั่นที่จะยอมเสียสละความสุขส่วนตนเพื่อส่วนรวม 

แม่ของเขาย้ำด้วยว่า “เมื่อใดก็ตามที่คนเราขาดความซื่อตรง และ วินัยในตนเอง ก็จะกลายเป็นคนไร้ซึ่งความกล้าหาญ จงระลึกเสมอว่า ความซื่อสัตย์คือพรอันประเสริฐ แต่ความละโมบ ไม่ต่างจากคำสาป เมื่อคนเราได้พบเจอกับอำนาจ ลาภยศ และ ผลประโยชน์”

นางฉี ซิน มารดาของ สี จิ้นผิง เป็นบุตรสาวจากครอบครัวนักกฎหมายในคณะรัฐบาลพรรคชาตินิยมจีนมาก่อน ได้รับการศึกษาเป็นอย่างดีแต่วัยเยาว์ เคยเข้าร่วมกองกำลังเยาวชนต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น ในสมัยสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่  2 ก่อนที่จะมาพบรักและแต่งงานกับ สี จ้งซุน หนึ่งในผู้นำนักปฏิวัติจีนรุ่น 1 ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในเวลาต่อมา 

แม้จะเกิดในครอบครัวชั้นปกครอง แต่ก็เคยพบเจอกับความยากลำบาก ต้องใช้แรงงานในชนบท และการต่อสู้เพื่อประเทศชาติ และอุดมการณ์มาก่อน แม้ว่าลูกชายคนโต สี จิ้นผิง จะมีตำแหน่งก้าวหน้าในรัฐบาลจีน แต่นางฉี ซิน ชอบที่จะใช้ชีวิตเรียบง่าย ทำงานเขียนหนังสือ และเดินทางเยี่ยมเยียน สถานที่ที่เคยเป็นฐานของคณะปฏิวัติเก่าๆ ในเมือง ซานซี หนิงเซีย กานซู และอื่นๆ อย่างสม่ำเสมอตลอดระยะเวลา 40 ปี และมักบริจาคเงินส่วนตัวเพื่อใช้พัฒนาโรงเรียนยากไร้ในชนบท

นางฉี ซิน มักบอกกับลูกชายเสมอ เมื่อเขาไม่สามารถกลับมาเยี่ยมได้แม้ในวันหยุดยาวช่วงเทศกาลตรุษจีนว่า ขอให้อุทิศตนทำงานอย่างเต็มที่ ก็คือว่าได้แสดงความกตัญญูตอบแทนพ่อแม่เพียงพอแล้ว 

คำสอนของนางฉี ซิน ผู้เป็นมารดา เป็นส่วนหนึ่งในแรงบันดาลใจในการทำงานเพื่อสังคมของสี จิ้นผิง ด้วยความมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนจีน 

เห็นได้ว่า จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ จากสถาบันครอบครัวที่เข้มแข็ง ในการสร้างคุณธรรม และ ความคิดที่ดีให้ลูก ๆ ตั้งแต่ยังเล็ก สามารถทำให้เด็กคนหนึ่งเติบโตขึ้นเพื่อทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างไม่รู้จบ 

เรื่อง: ยีนส์ อรุณรัตน์

อ้างอิง : China Daily / Chinese Thought  / Wikipedia

(สุรินทร์) ผบ.มทบ.25 ตรวจเยี่ยมการ รับ-ส่งทหารกองเกินเข้ากองประจำการประจำปี 2566 ผลัดที่ 1

วันที่ 15 พฤษภาคม 2566 เวลา 10:30 น. พลตรี ชินวิช  เจริญพิบูลย์  ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ การรับ-ส่งทหารกองเกินเข้ากองประจำการ ประจำปี 2566 ผลัดที่ 1 ณ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพอีสานใต้ ตำบลนอกเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยมี พันเอกสุดใจ  แพงพรมมา สัสดีจังหวัดสุรินทร์ รักษาการ หัวหน้าฝ่าย สรรพกำลังมณฑลทหารบกที่ 25 พันเอก จิรัฏฐ์ ช่วงฉ่ำ เสนาธิการกองกำลังสุรนารี พันเอกสุรังค์  วิทยาวงศรุจิ  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน  และ คณะนายทหารให้การต้อนรับ วันที่ 15 พฤศจิกายน 2566 มณฑลทหารบกที่ 25 ได้ดำเนินการ รับ-ส่ง ทหารเข้ากองประจำการ ผลัดที่ 1/2566 จำนวน 390 นาย แยกเป็น แผนก กองทัพบก จำนวน 209 นาย แผนก กองทัพอากาศ จำนวน 108 นาย แผนก กองทัพเรือ จำนวน 73 นาย  พลตรี ชินวิช  เจริญพิบูลย์  ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 ได้เน้นย้ำให้ปฏิบัติในทุกขั้นตอน อย่างเคร่งครัด และได้พบปะพูดคุย กับผู้ปกครองและญาติของทหารใหม่ที่มาส่ง ให้คลายความกังวล และขอให้เชื่อมั่นในกระบวนการของกองทัพ ที่จะดูแลทหารใหม่หรือน้องคนเล็ก เสมือนคนในครอบครัวเดียวกัน ในการรับ-ส่งทหารกองเกินเข้ากองประจำการประจำปี 2566 ผลัดที่ 1ในครั้งนี้ มณฑลทหารบกที่ 25 ได้จัด วงดนตรี จากหมวดดุริยางค์ทหารบก มณฑลทหารบกที่ 25 และการแสดงศิลปะแม่ไม้มวยไทย มาให้ ผู้ปกครองและญาติทหารใหม่ได้ชมอีกด้วย

ต่อจากนั้น พลตรี ชินวิช  เจริญพิบูลย์  ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 ได้เดินทาง ไปตรวจเยี่ยม การรับทหารใหม่ ณ หน่วยฝึกทหารใหม่ มณฑลทหารบกที่ 25 ซึ่ง มีทหารใหม่เข้ากองประจำการ จำนวน 87 นาย

 ปุรุศักดิ์  แสนกล้า  ข่าว/ภาพ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top