Saturday, 18 July 2026
NewsFeed

สวนนงนุชพัทยา เป็นจุดหมายกลุ่มคาราวาน Porsche Club Vietnam Asean Caravan Tour 2023 มุ่งหน้าเยี่ยมชม 1 ใน 10 สวนที่สวยที่สุดในโลก

วันนี้ เวลา 13.30 น. นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ให้การตอนรับกลุ่มคาราวาน  Porsche Club Vietnam มุ่งหน้าจากประเทศเวียดนาม สู่ประเทศไทย โดยการเดินทางข้าม 4 ประเทศใน 10 วัน ระหว่างวันที่ 27 เมษายน – 6 พฤษภาคม 2023  ระยะทางรวม 3400 Km  มีผู้เข้าร่วม จำนวน 15 คัน ซึ่งในวันนี้ กลุ่มคาราวาน  Porsche Club Vietnam ได้มุ่งหน้าจากกรุงเทพฯ มาเที่ยวชมสวนนงนุชพัทยา พร้อมรับประทานอาหารกลางวัน หลังจากนั้นได้นั่งรถชมสวนสวยที่ติด 1ใน10 สวนที่สวยที่สุดในโลกและแหล่งเรียนรู้เพื่อเด็กและเยาวชน ของทางสวนนงนุชพัทยา แวะทานบุฟเฟ่ต์ผลไม้ ก่อนเดินทางกลับ

ผบช.ภ.2 มอบทุนการศึกษาผ้าป่าสามัคคี บุตรข้าราชการตำรวจ กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 2 ประจำปี 2566

วันที่ 3 พ.ค.66 ที่ห้องประชุมขันตีอุตสาหะ ศูนย์ฝึกอบรมด้านการป้องกันอาชญากรรม กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 2 จ.ชลบุรี พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.ภ.2 เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาโครงการผ้าป่าสามัคคีทุนการศึกษาบุตร-ธิดาข้าราชการตำรวจ กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 2 ประจำปี 2566 

โดยมี พล.ต.ต.สุรจิต ชิงนวรรณ์ รอง ผบช.ภ.2 พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข รอง ผบช.ภ.2 พล.ต.ต.อิทธิพร โพธิ์ทอง รอง ผบช.ภ.2 พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ ผบก.สส.ภ.2 พ.ต.อ.นิทัศน์ แหวนประดับ ผกก.ปพ.บก.สส.ภ.2 พ.ต.ต.สิรภพ เงินดี สว.ฝอ.บก.สส.ภ.2 ร่วมให้การต้อนรับ 

ข้าราชการตำรวจในสังกัด กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 2 นำบุตร-ธิดาเข้าร่วมรับทุนการศึกษา จำนวน 141 ทุน เป็นทุนเรียนดี จำนวน 47 ทุน และทุนเรียนในระดับปกติ จำนวน 94 ทุน ผู้ที่มีสิทธิ์รับทุนการศึกษาในครั้งนี้ ต้องกำลังศึกษาในระดับอนุบาล จนถึง ระดับปริญญาตรี เท่านั้น  โดยในวันนี้ได้มีบุตรร่วมรับทุนจำนวน 70 คน

เนื่องด้วย พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ ผบก.สส.ภ.2 ได้มีความห่วงใย ในความยากลำบากของข้าราชการตำรวจ ในสังกัดในช่วงเปิดเทอม เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย ส่งเสริมการศึกษาและผู้มีผลการเรียนดี เพิ่มโอกาสทางการศึกษา และสร้างความสัมพันธ์ความสามัคคีในหมู่คณะและในครอบครัว

สวธ.จัดการประกวดดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พุทธศักราช 2566 'รวมศิลป์ แผ่นดินสยาม' ปลุกเยาวชนร่วมสืบสาน รักษา ต่อยอด เพิ่มมูลค่าให้ศิลปะการแสดง 4 ภูมิภาคของประเทศ

วันที่ 3 พฤษภาคม 2566 นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานงานแถลงข่าว การจัดประกวดดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พุทธศักราช 2566 'รวมศิลป์ แผ่นดินสยาม' ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้และภาคเหนือ โดยมีนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผู้บริหาร ผู้แทนสมาคมศิลปินพื้นบ้าน เข้าร่วมงาน พร้อมด้วยคณะกรรมการตัดสินการประกวด 4 ภูมิภาค เข้าร่วมการเสวนา พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาทักษะและเทคนิคการแสดงเพื่อสร้างสรรค์และออกแบบชุดการแสดงเพื่อการประกวด ณ โถงชั้น 1 อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม

นายอิทธิพล คุณปลื้ม ประธานกล่าวว่า ดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์ไว้ ซึ่งแต่ละพื้นที่ แต่ละภูมิภาคจะมีศิลปะการแสดงที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะในปัจจุบันดนตรีและการแสดงพื้นบ้านได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลก หากไม่ช่วยกันอนุรักษ์ สืบสาน รักษาและต่อยอด อาจเสี่ยงต่อการสูญหาย กระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ในการส่งเสริมสนับสนุน อนุรักษ์และถ่ายทอดภูมิปัญญา วิถีชีวิตและความเป็นไทย  ได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของดนตรีและการแสดงพื้นบ้านซึ่งเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าของคนไทย
 
นายอิทธิพล กล่าวต่อว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริม อนุรักษ์ ผลักดันให้ ดนตรี และการแสดงพื้นบ้านทั้ง 4 ภาค ยังคงอยู่กับประเทศไทย ผ่านการสานต่ออย่างสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชน มาตลอด 15 ปี ผ่านการจัดกิจกรรมการประกวดอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่พุทธศักราช 2549 จนถึงปัจจุบัน สำหรับการประกวดดนตรีและการแสดงพื้นบ้านในปีนี้ ยังคงจัดภายใต้แนวคิด “รวมศิลป์ แผ่นดินสยาม” ที่จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 เพื่อเปิดโอกาสให้คณะนักแสดงได้มีโอกาสในการสร้างสรรค์ชุดการแสดงที่บ่งบอกถึงอัตลักษณ์ของวิถีชีวิต ความเชื่อ พิธีกรรม วรรณคดี วรรณกรรมพื้นบ้าน ประเพณี ที่สื่อให้เห็นถึงอัตลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค ซึ่งได้มีการเปิดรับสมัครเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2566 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2566 ทั้งนี้ 
มีทีมที่สมัครเข้าร่วมประกวดร่วม 40 ทีม

ด้าน นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้ดำเนินการจัดประกวดดนตรีและการแสดงพื้นบ้านมาแล้ว 15 ครั้ง เริ่มจาก พ.ศ. 2549 และตั้งแต่ พ.ศ. 2552 จนถึงปัจจุบัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะที่ทรงเป็น “วิศิษฏศิลปิน” และเพื่ออนุรักษ์ ส่งเสริม เผยแพร่ดนตรีและการแสดงพื้นบ้านให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง สร้างความสนใจให้เกิดกระแสอนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรมไทย เปิดพื้นที่ให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชน สร้างมิติใหม่ให้วัฒนธรรมมีความร่วมสมัย ยกระดับขีดความสามารถของดนตรี พัฒนาเทคนิคทางการแสดง ให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณฯ พระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศ ในการประกวดของแต่ละปีอย่างต่อเนื่อง
    
นายโกวิท กล่าวต่อว่า การจัดประกวดในปี 2566 นี้ มีความพิเศษตรงที่ไม่จำกัดอายุของผู้เข้าประกวด เพื่อมุ่งส่งเสริม รักษา ต่อยอด และเปิดพื้นที่ให้ศิลปินพื้นบ้านในแขนงต่าง ๆ ทั้งเด็ก เยาวชน และประชาชนได้มีโอกาสร่วมถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมการแสดง และมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมท้องถิ่น ไปสู่สายตาประชาชน โดยมีกำหนดจัดการประกวดใน 4 ประเภท ดังนี้ 1) การประกวดรวมศิลป์พื้นบ้านภาคกลาง ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2566 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2) การประกวดรวมศิลป์พื้นบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันที่ 23 พฤษภาคม 2566 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด 3) การประกวดรวมศิลป์พื้นบ้านภาคใต้ วันที่ 31 พฤษภาคม 2566 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา จังหวัดสงขลา และ 
4) การประกวดรวมศิลป์พื้นบ้านภาคเหนือ วันที่ 7 มิถุนายน 2566 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
       
ทั้งนี้ ทีมผู้ชนะการประกวดจะได้รับเงินรางวัลรวม (๔ ภาค) 1,000,000 บาท ประกอบด้วย -รางวัลชนะเลิศ ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานฯ เงินรางวัล 100,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร -รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้รับถ้วยรางวัลจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เงินรางวัล 80,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร -รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้รับถ้วยรางวัลจากปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร และ -รางวัลชมเชย ภาคละ 2 รางวัล ได้รับเงินรางวัล ๆ ละ 10,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร  โดยสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมการประกวด และข้อมูลทางวัฒนธรรมได้ทาง www.culture.go.th หรือ เฟสบุ๊คกรมส่งเสริมวัฒนธรรมและ line@วัฒนธรรม 

คณะเยาวชนสมาคมศิลปะฯ เข้าคารวะอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม

วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๖๖ เวลา ๑๓.๓๐ น. นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม  ให้การต้อนรับและกล่าวให้โอวาทแก่คณะเยาวชน ในโอกาสที่ นางพิมพ์รวี วัฒนวรางกูร นายกสมาคมศิลปะเพื่อเยาวชน สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ  ได้นำคณะเยาวชน ทั้งศิษย์เก่าและปัจจุบันที่ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม รวมถึงปลัดกระทรวงวัฒนธรรม จากการประกวดในรายการแข่งขันทางศิลปะการแสดง อาทิ ดนตรีไทย นาฏศิลป์ไทย ระดับชาติ จำนวน ๕๐ คน พร้อมนำรางวัลที่ได้รับเข้าพบ รวมถึงเยาวชนที่ได้รับเกียรติบัตรจากการแสดงในโอกาสต่าง ๆ ให้กับทางราชการ เข้าคารวะ แสดงความกตัญญูพร้อมรับโอวาทจากอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ณ ห้องประชุม ชั้น ๔ สำนักพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์

แม่ทัพภาคที่ 4 มอบรางวัลการประกวดการแต่งกายชุดท้องถิ่นมลายู และการประกวดซุ้มประตู “ปีตูฆีรบาน”(PINTU GERBANG) ของชาวอำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส

ที่ ศาลาประชาคมอำเภอรือเสาะ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส พลโท ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นประธานในพิธี และมอบรางวัลแก่ผู้ชนะประกวดซุ้มประตู 'ปีตูฆีรบาน' (PINTU GERBANG) และการประกวดการแต่งกายชุดมลายูประจำถิ่นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ห้วงเดือนรอมฎอน ฮ.ศ. 1444 จัดโดยหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 46 ร่วมกับ อำเภอรือเสาะ ร่วมจัดกิจกรรมประกวดซุ้มประตู 'ปีตูฆีรบาน' (PINTU GERBANG) และการประกวดการแต่งกายชุดมลายูประจำถิ่นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ห้วงเดือนรอมฎอน ฮ.ศ. 1444 ในพื้นที่ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส ครั้งที่ 1 / 2566 ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวม 100,000 บาท เพื่อเป็นการสนับสนุนการแสดงออกถึงความเป็นอัตลักษณ์และการรักษาอัตลักษณ์ ของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายมลายูในพื้นที่อย่างสร้างสรรค์ ด้วยการจัดให้มีการประกวด เพื่อสื่อให้ถึงความสวยงามของการแต่งกาย

รวมถึงความสวยงามของสิ่งปลูกสร้างที่ผสมผสานศิลปะวัฒนธรรมที่มีความสำคัญเชิงอัตลักษณ์ของพี่น้องมุสลิมในพื้นที่ชายแดนใต้ สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น และถือเป็นประเพณีปฏิบัติกันมาอย่างยาวนาน ว่าในช่วงเดือนรอมฎอน เยาวชนและคนหนุ่มสาวในแต่ละหมู่บ้านจะร่วมแรง ร่วมใจ และรวบรวมกำลังทรัพย์ สามัคคีช่วยกันสร้างซุ้มประตู “ปีตูฆีรบาน” ขึ้นมาในพื้นที่หมู่บ้านตนเอง สร้างความภาคภูมิใจในความเป็นอัตลักษณ์มลายู และยังเป็นการสืบสานประเพณีวัฒนธรรมสู่ชนรุ่นหลังให้ร่วมกันสืบทอดต่อไปอีกด้วย ภายใต้การสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐร่วมทุกภาคส่วนในพื้นที่ โดยมี นายปรีชา  นวลน้อย รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส, พลตรี เฉลิมพร  ขำเขียว ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส, นายณัฏฐ์กร  บุญโรภาคย์ นายอำเภอรือเสาะ, พันเอก สิทธิชัย  บำรุงเขต ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 46 พร้อมด้วย ส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนที่ร่วมกันแต่งกายด้วยชุดมลายูเข้าร่วมในกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

สำหรับประชาชนผู้ได้รับรางวัลในกิจกรรมประกวดซุ้มประตู “ปีตูฆีรบาน” (PINTU GERBANG) มีชุมชนเข้าร่วมประกวดจำนวน 9 ตำบล จำนวน 71 ซุ้ม ชิงเงินรางวัลรวม 100,000 บาท สำหรับรางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 30,000 บาท ได้แก่ มัสยิดกาจอปอรี บ้านบริจ๊ะ หมู่ที่ 7 ตำบลลาโละ รางวัลรองชนะเลิศลำดับที่ 1 ได้แก่ มัสยิดฮีดายาตุลมุสลีมีน บ้านบาโงกือมา หมู่ที่ 1 ตำบลสาวอ รางวัลรองชนะเลิศลำดับที่ 2 ได้แก่ มัสยิดดารุลนาอีม บ้านเจาะกือเเยง หมู่ที่ 9 ตำบลสามัคคี และมอบรางวัลชมเชยอีก จำนวน 9 รางวัล  และการประกวดการแต่งกายชุดมลายูประจำถิ่นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ชิงเงินรางวัลรวม 52,000 บาท ผู้ชนะการประกวดรางวัลชนะเลิศ ได้รับเงินรางวัล จำนวน 5,000 บาท 2 รางวัล, รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 1 ได้รับเงินรางวัลจำนวน 4,000 บาท 2 รางวัล, รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 2 ได้รับเงินรางวัล 3,000 บาท 2 รางวัล และรางวัลชมเชย ได้รับเงินรางวัล จำนวน 1,000 บาท 28 รางวัล ซึ่งรางวัลทั้งหมดมอบโดย แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อมรับใบประกาศนียบัตร และถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

‘อนุทิน’ เย้ย ‘ชูวิทย์’ จะตั้งศูนย์ต้านกัญชาจนกว่า ‘ภท.’ จะเป็นฝ่ายค้าน สวนกลับ!! คงอีกหลายปี ชี้ กัญชาใช้เพื่อ ศก.-การแพทย์ ใครก็ต้านไม่ได้

เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 66 ที่จังหวัดนครราชสีมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย เห็นด้วยกับนายเศรษฐา ทวีสิน ที่ออกมาโจมตีนโยบายกัญชาของพรรคภูมิใจไทย ว่า…

“ผมได้ติดตามดูแล้ว เขาไม่ได้เห็นด้วยกับทุกเรื่อง ซึ่งเป็นการพูดถึงการจับขั้วรัฐบาล 2 พรรค เรื่องนี้เราอย่าพึ่งไปผูกมัด ผมไม่ได้มีปัญหากับ น.ส.แพทองธาร ยังแสดงความยินดีด้วยซ้ำที่ได้ลูกชาย ‘น้องธาษิณ’ จึงไม่ใช่เวลาที่เราจะมาวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งนี้ น.ส.แพทองธาร แข็งแรงมาก แค่วันสองวันก็ออกมาแล้ว ออกมากอบกู้พรรคเพื่อไทย”

ส่วนที่โซเชียลเผยแพร่ศึกวิวาทะหนู-นิด นายอนุทิน ระบุ จะหนู-นิด, หนู-หน่อย, หนู-อี๊ด, หนู-แอ๊ด ก็ไม่มีปัญหา ส่วนจะมีปัญหาในการจับคู่รัฐบาลในอนาคตหรือไม่ ตนขอย้ำว่า เคยบอกไปแล้วว่าแต่ละพรรค เขารู้ว่าคนไหนคือคนที่เคาะ เราจบประเด็นนี้ได้แล้ว เพราะการที่ตนตอบโต้นายเศรษฐา เพราะเขามาโจมตีพรรคภูมิใจไทยก่อนในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง สิ่งที่เป็นเท็จเราก็ต้องออกมาตอบโต้

‘ฮาแลนด์’ ทุบสถิติยิงประตูสูงสุดในศึกพรีเมียร์ลีก 1 ฤดูกาล ช่วย ‘แมนฯ ซิตี’ ต้อน ‘เวสต์แฮม’ คว้าแต้ม 3-0 ทวงคืนจ่าฝูง

‘เออร์ลิง ฮาแลนด์’ จารึกสถิติทำประตูสูงสุดในศึกพรีเมียร์ลีก 1 ฤดูกาล หลังซัดประตูที่ 35 ของตัวเอง ช่วยให้ ‘แมนเชสเตอร์ ซิตี’ เปิดบ้านต้อน ‘เวสต์แฮม ยูไนเต็ด’ 3-0 คว้า 3 แต้ม ทวงคืนตำแหน่งจ่าฝูงจาก ‘อาร์เซนอล’ ได้สำเร็จ

เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 66 ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ แมนเชสเตอร์ ซิตี หรือ ‘เรือใบสีฟ้า’ เปิดรังเอติฮัด สเตเดียม ต้อนรับการมาเยือนของ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด หรือ ‘ขุนค้อน’

แมนเชสเตอร์ ซิตี ภายใต้การคุมทีมของ ‘เป๊ป กวาร์ดิโอลา’ เปิดฉากบุกอย่างต่อเนื่องในครึ่งเวลาแรก แต่จังหวะจบสกอร์ยังทำได้ไม่ดีพอ หมด 45 นาทีแรก ‘เรือใบ’ เสมอ ‘ขุนค้อน’ อยู่ที่ 0-0

‘สุรพงษ์’ ชู ดันอุตฯ หนังไทย เป็น soft power สู่เวทีโลก ใช้ศักยภาพดึงดูดนักลงทุน-สร้างรายได้ นำพาประเทศพ้นความจน

(4 พ.ค. 66) นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ตัวแทนพรรคเพื่อไทย กล่าวบนเวทีรับฟังปัญหาและแสดงวิสัยทัศน์อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ที่ห้องออดิทอเรี่ยม ชั้น 5 Bacc หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ถึงแนวทางให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยว่า วงการภาพยนตร์ไทยมีศักยภาพอยู่แล้ว แต่รัฐฯ ต้องเข้าไปช่วยพัฒนาในส่วนของ 4M คือ man (ทรัพยากรมนุษย์), money (เงินทุน), management (การบริการจัดการ) และ material (วัตถุดิบ)

นายสุรพงษ์ขยายความว่า ปัญหาด้านการบริหารจัดการ พรรคเพื่อไทยมีแนวคิดที่จะตั้ง ‘Thailand Creative Public Agency’ ขึ้นมา เป็นองค์กรที่แยกออกจากส่วนราชการ เพื่อให้การทำงานมีความยืดหยุ่นและต่อเนื่อง มี พ.ร.บ. รองรับ เพื่อให้มีอำนาจและงบประมาณที่ชัดเจน ที่สำคัญองค์กรดังกล่าวจะต้องได้รับความสำคัญจากรัฐบาล และมีตัวแทนของภาคเอกชนเข้าไปร่วมขับเคลื่อน เช่น สนับสนุนให้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยน สร้างองค์ความรู้ เช่าโรงภาพยนตร์เพื่อฉายภาพยนตร์ไทยทุกจังหวัด

ส่วนปัญหาเรื่องเงินทุนและทรัพยากรมนุษย์นั้น สุรพงษ์กล่าวว่า แก้ไขได้ด้วยการผลักดันให้โกอินเตอร์เพื่อดึงดูดทุนจากต่างประเทศเข้ามา ทุนจะดึงดูดคนที่มีความสามารถเข้ามาด้วยค่าตอบแทนและสวัสดิการที่สมเหตุสมผล นอกจากนี้พรรคเพื่อไทยยังมีแนวคิดว่า วัตถุดิบอย่างบทภาพยนตร์ควรถูกนำมาตีมูลค่าเป็นทรัพย์สิน เพื่อให้นำไปใช้ในการดำเนินการทางธุรกิจการเงินต่าง ๆ ได้ 

“ทั้งนี้ทั้งนั้น คนที่ขึ้นมาเป็นรัฐบาลต้องมีความเจตจำนงทางการเมือง นายกรัฐมนตรีต้องสนใจและทำงานอย่างเอาจริงเอาจัง ลำพังรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมแก้ปัญหาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยไม่ได้” นายสุรพงษ์ เสริม


ที่มา : https://www.facebook.com/pheuthaiparty/posts/pfbid0s6F3Aw9HhniVppJqhwCmaW4Bh7VSRuUHnSc39jovkktKzRGh1L3WSHci7U9FqZY7l

‘ดร.หิมาลัย’ แนะ หยุดใช้วาทกรรม ‘ชังชาติ’ หวั่นเด็กรุ่นใหม่ ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ชี้!! ผู้ใหญ่ควรป้อนข้อมูลที่ถูกต้อง อย่าให้เด็กถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 66 ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้ประสานงานพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้ร่วมเวทีเสวนา ‘ชังชาติ : วาทกรรมสังคม’ ซึ่งจัดโดยสภาพัฒนาเยาวชนกรุงเทพมหานคร ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) 

โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย นางสาวนดา บินร่อหีม รองประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย, นายวรัญญู วอทอง ที่ปรึกษาของประธานสภาพัฒนาเยาวชนกรุงเทพมหานคร และนายณภณต์ เพิ่มความประเสริฐ รักษาการแทนนายกองค์การนักศึกษา มจธ. ซึ่งมี นายธารินทร์ เดชบุญช่วย รองประธานสภาพัฒนาเยาวชนกรุงเทพมหานคร เป็นผู้ดำเนินการ

ภายหลังการเสวนา ดร.หิมาลัย ได้ตกผลึกเสียงสะท้อนของผู้ร่วมเสวนาและเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว โดยแสดงความเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่สังคมควรจะหยุดใช้วาทกรรม ‘ชังชาติ’ เพราะจะนำไปสู่ความแตกแยก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ใหญ่ไม่ควรจะใช้คำนี้กับเด็ก ๆ ที่มีความเห็นต่าง และควรหยุดนำเด็ก ๆ ไปเป็นเครื่องมือทางการเมืองจนเกิดความแตกแยก และทำให้เกิดช่องว่างทางความคิด ซึ่งจะนำไปสู่การต่อต้านและไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของอีกฝ่าย

ทั้งนี้ ผู้ใหญ่ควรเปิดกว้างและอดทน รับฟังความคิดเห็นของเด็กรุ่นใหม่ในมุมมองแตกต่างให้มากขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อใจในการกล้าพูดกล้าคุย เพราะหากมีสิ่งใดที่เด็กสะท้อนออกมาแล้ว เป็นเรื่องที่ไม่ถูกหรือยังเข้าใจผิดอยู่ ผู้ใหญ่จะได้ชี้แนะในสิ่งที่ถูกที่ควรได้อย่างทันท่วงที ไม่ปล่อยให้เกิดเป็นความเชื่อผิด ๆ ที่จะส่งผลเสียต่อสังคมและตัวเด็กเองในอนาคต

อย่างไรก็ดี การชังชาติมีข้อดี คือ มันเห็นจุดบกพร่องก็เลยต้องพัฒนา ต้องแก้ไข ข้อเสียคือ เราจะมองไม่เห็นความดีที่เรามีอยู่เลย ผู้ใหญ่ต้องเปิดใจฟัง และร่วมเปลี่ยนแปลงแก้ไขมันไปด้วยกัน เราไม่จำต้องเห็นตรงกัน เราต้องทำให้ความน่าชังในสังคมนี้มันลดลง ยังไงวันนี้เราก็ยังต้องไปต่อด้วยกัน เพราะทุกคนก็รักชาติ 

ขณะเดียวกัน ในส่วนของประเด็นที่มีเยาวชนถามในเวทีเสวนาถึงการแก้ไขมาตรา 112 นั้น ดร.หิมาลัย ให้ความเห็นว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งก่อนอื่นต้องแยกเป็น 2 ประเด็น ข้อแรก ผู้ใหญ่ที่รู้ขอบเขตกฎหมายที่ควรทำหรือไม่ควรทำ ต้องอธิบายให้ความรู้กับเด็ก ๆ แทนที่จะใช้เด็กเป็นเครื่องมือ และข้อสอง ในบริบทของกฎหมาย ต้องยอมรับว่ากฎหมายแต่ละฉบับก็มีความล้าสมัย หรือไม่สมดุลอยู่แล้วในแต่ละยุคสมัย แต่กรอบของกฎหมายมีการออกแบบให้สามารถปรับแก้หรือยืดหยุ่นได้ด้วยตัวของกฎหมายนั้น ๆ อยู่แล้ว หากไม่มีการล้ำเส้นสิ่งที่ควรจะเป็น

เพราะฉะนั้น ผู้ใหญ่ต้องอธิบายให้เยาวชนเข้าใจ อย่าใช้เด็กเป็นเครื่องมือในทางที่ผิดหรือตกเป็นเหยื่อทางการเมือง ทุกคนควรเคารพกฏหมายและกติการ่วมกันของสังคม หากจะแก้ไขให้ใช้แนวทางการแก้ไขทางรัฐสภาสามารถแก้ไขได้ ซึ่งที่ผ่านมาได้แก้ไขกฏหมายไปแล้วไปหลายฉบับเนื่องจากเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top